WHERE THERE IS A WILL, THERE IS A WAY~
Group Blog
 
<<
ตุลาคม 2553
 12
3456789
10111213141516
17181920212223
24252627282930
31 
 
23 ตุลาคม 2553
 
All Blogs
 
เรื่องตลกร้าย...และชัยชนะ!

สาระดีๆ มีแทรกอยู่ได้…ในทุกวัน !!

ขึ้นอยู่กับว่าเรา...จะมองเห็นมันหรือเปล่า ??

…………….



หากมีคนถามว่า...ในช่วงชีวิตที่ผ่านมาเคยเจอเรื่องตลกร้ายๆ 

อะไรในชีวิตบ้าง?

สำหรับเรา ถ้ามีคนถามแบบนี้ เราจะตอบแบบไม่ลังเลเลยว่า คือ 

การตอบตกลงไปเรียนหมักผม !!

………….



เมื่อช่วงต้นปี  เราได้รับการทาบทามจากพี่ที่ทำงานเก่าคนหนึ่ง 

ซึ่งปกติไม่ได้โทรคุยติดต่อกันเลย  จู่ๆ ได้โทรมาหาถามเราว่า

“สนใจเรียนสปาผมมั้ย...?” พี่คนนี้อยากเปิดร้านเป็นของตัวเอง 

แต่ติดขัดที่ว่าหาคนที่จะไปเรียนเพื่อมาทำงานในร้านไม่ได้ถูกใจ แต่ก็

ไม่ยอมลาออกจากงานมาเรียนเองเพราะเงินเดือนค่อนข้างสูง! จนสุดท้าย

ได้พี่สาวของสามีเป็นอาสาสมัคร 1 คน และคิดว่าจะเลือกเราไปช่วยเพิ่ม

อีกคน..? ถ้าเราสนใจในธุรกิจนี้...เราถามถึงค่าเรียนมูลค่าสูงลิบ 

(เกือบ 3 เท่าของเงินเดือนเรา -*-) ก็ได้รับคำตอบว่าถือว่าเค้าลงทุน..

เรามีหน้าที่เรียน…และมาช่วยงานที่ร้าน...!!

………………



อย่างหนึ่งที่หลงลืมไป  คือการตัดสินใจโดยไม่มีข้อมูล! ไม่คิดให้รอบคอบ

ถึงองค์ประกอบอื่นๆ ซึ่งถือว่าเป็นความผิดพลาดอย่างสูงมาก!!  

และครั้งนี้จะเป็นความผิดพลาดครั้งสุดท้ายของเรา!!

...................................



ความไม่แน่นอนที่เราบอกเค้าไว้แต่แรก คือ เรายึดงานประจำเป็นหลัก  

ถ้าอยากให้เราไปช่วยเราคงจะไปเรียนให้ช่วงวันหยุด ถ้าวันธรรมดาก็อาจจะ

ลางานไปเรียนได้บ้าง…ถ้ามีงานไปเรียนไม่ได้ก็จะบอก

..................................



วันแรกของการไปเรียน คือวันที่พี่เค้าจะต้องจ่ายค่าเรียนให้เรา!

 คำถามมีว่า ไหวมั้ย? เค้าจะจ่ายเงินแล้วนะ !! เป็นเรื่องตลกมาก

ถ้าจะตอบว่า “ดูแล้ว” ไม่ไหวหรอก หากยังไม่ได้แม้แต่จะเริ่มลอง

อะไรเลย...ก็ได้แต่ตอบไปว่า น่าจะไหว - -"

อาจารย์เจ้าของสถาบันนั้น พูดเสมอว่าถ้าใครเรียนไม่ไหว เค้ายินดีคืนเงินให้!

เงินค่าเรียนที่จ่ายมายังเก็บไว้ครบถ้วน ....เราฟังแล้วก็แอบมีความหวังเล็กๆ



การเรียนช่วงแรกแรกๆ ในใจเรายังมีคำถามย้ำอยู่ตลอดว่า 

“เราชอบมั้ยงานแบบนี้”? คำตอบคือ...“ไม่ชอบเลย”!!! 

แต่รับปากจะช่วยเค้าแล้วก็ต้องพยายามต่อไป...เราลางานบ่อย

จนต้องสารภาพกับเจ้านายว่า “พี่ที่รู้จักส่งเราเรียนหมักผม” 

แต่เราจะพยายามไม่หยุดบ่อย ซึ่งนายก็เข้าใจและเห็นว่าน่าจะเป็น

อาชีพเสริมที่ดีในอนาคต..



จุดเปลี่ยนที่ 1. เราจองตั๋วเครื่องบินไว้ตั้งแต่ต้นปีและถึงกำหนดจะต้อง

บินไปภูเก็ต..เราโดนผู้ลงทุนตำหนิว่า “ห่วงเที่ยว” ไม่สนใจเรียน! 

เราเสียความรู้สึกมาก.. เหมือนคนถูกจำกัดอิสระ...

ทั้งๆ ที่มันเป็นแผนที่วางไว้ก่อนหน้านี้ตั้งนานแล้ว

เราเลยบอกว่าถ้าคิดว่าเราไม่สนใจเรียน เพื่อความสบายใจเราไป

ขอเงินคืนให้ดีกว่า!  แต่ผิดคาด!! ทางอาจาย์เจ้าของสถาบันไม่คืนเงินให้เรา!!

เราหน้าชามาก เค้าว่าผู้ลงทุนเราโทรมาคุยแล้ว และเค้าจะไม่คุยกับเรา! 

เค้าจะคุยกับคนที่ส่งให้เราเรียนเท่านั้น!  เราเลยถูกผู้ลงทุนให้เซ็นสัญญา

รับสภาพหนี้! ซึ่งเป็นเรื่องตลกมากในความคิดของเรา 

(อยู่ดีๆ เรามีหนี้ก้อนโตขึ้นมาซะงั้น!!) เค้าให้เหตุผลว่า เค้าเริ่มไม่มั่นใจ

ในตัวเราแล้ว...วันหนึ่งเราอาจจะไม่เรียน ไม่ช่วยงานเค้าก็ได้! 

ดูเราตัดสินใจอะไรง่ายมาก!!



จุดเปลี่ยนที่ 2.

ผู้ลงทุนพาเราไปดูทำเลร้านที่จะเปิด และคาดว่าจะเปิดต้นปี 54 

และได้บอกเราว่าหาหุ้นส่วนมาได้แล้ว (อะไรกันนี่!! เรามีเจ้าหนี้เพิ่มขึ้นมา

อีกคนแล้ว!!) และคิดว่าจะแบ่งหุ้นให้เราถือ 5% โดยหักจากเงินที่เราจะไป

ทำงานให้เค้าจนกว่าจะครบจำนวน!?!?!?  นั่นหมายถึงว่าเราจะต้องทำงานฟรี

ไประยะหนึ่งจนกว่าจะครบค่ามูลค่าหุ้นของเรา....นี่เป็นเรื่องที่เล่าให้ใครฟังก็

หัวเราะกันหมด เพราะว่าแบบนี้ไม่ได้เรียกว่าให้นะเค้าเรียกว่า “ขายหุ้น”!! 



ต่อมา งานประจำที่เรารับผิดชอบอยู่เกิดยุ่งขึ้นมาจริงๆ  ทำให้เราไม่สามารถ

ไปเรียนได้บ่อย  ผู้ลงทุนโทรมาถาม  เราก็ให้เหตุผลไปว่า 2 อาทิตย์นี้เรา

ติดงาน...เราถามกลับเรื่องค่าจ้างที่จะตัดเป็นค่าหุ้น เพราะเพื่อนๆ หลายคน

แนะนำว่าน่าจะให้เคลียกว่านี้ ว่าคิดยังไง จะต้องทำงานฟรีไปกี่เดือน 

ผู้ลงทุนของเราหงุดหงิดขึ้นมาแล้วทวงค่าเรียนคืนอีกรอบ! โดยให้เหตุผลว่า

ไม่อยากง้อเราแล้ว  เค้าง้อเรามากแล้ว! เราก็บอกว่าให้คืนทั้งจำนวนเราคง

ไม่มี คงต้องทยอยจ่ายคืน ประมาณ 2 ปีคงผ่อนหมด!! บอกเลขที่บัญชีมาละกัน..!!

เค้าอยากให้เราเซ็นเอกสารรับสภาพการผ่อนชำระ ซึ่งตอนแรกเราเกือบจะตกลง

ไปเซ็นอีกรอบแล้ว แต่โดนเพื่อนๆ ที่ทำงานห้ามไว้....!!! 



ปัญหาที่เกิดครั้งนี้รบกวนจิตใจเรามาก -*- 

แต่เพราะปัญหานี้ทำให้เราเห็น “น้ำใจ” ของเพื่อนๆ ที่ทำงานมากขึ้นเช่นกัน...

เพื่อนฝ่ายกฏหมายแนะนำให้เราไม่ต้องจ่ายคืน และรอให้เค้าฟ้อง...

เนื่องจากมุมมองในฐานะที่เป็นทั้งเพื่อนและทนายความ  เห็นว่าที่ถูกเราควร

จ่ายคืนแค่ครึ่งหนึ่ง... (ซาบซึ้งมากเพื่อน)

เพื่อนบางคนเสนอแนะว่า เราควรกลับไปฝึกและไปช่วยงาน ทำเท่าที่ทำได้

(แบบคนไม่เต็มใจทำ) เค้าไม่พอใจผลงาน  เค้าก็ให้เราไม่ต้องไป

ช่วยงานเองล่ะ!! (เพื่อนเราร้ายกาจมาก 555+)

บางความเห็นบอกว่าไปเรียนต่อและทำให้ดีไปเลย ให้ลูกค้าติดแล้ว

แย่งลูกค้าเค้ามาซะเลยมาเปิดร้านของตัวเอง!!  (โอ้ววว อันนี้แรงกว่า!!)

มีมุมมองบางคนว่าให้เราไปต่อราคาดู ถ้าจ่ายทั้งก้อนลดได้มั้ย ตั้งแชร์

ไปจ่ายหนี้เลยไง (อันนี้แจ่มมาก แต่ความเป็นไปได้ไม่มี เพราะท่าทาง

ผู้ลงทุนเราย้ำแต่มูลค่าเต็มยอดหนี้  หากเค้ามีน้ำใจเค้าคงลดให้

นานแล้ว ^^!!)

.............



อะไรที่เราไม่ได้ชอบ ไม่ได้รักที่จะทำ มักทำให้ไม่มีความสุขเมื่อต้องลงมือทำ!

แต่เมื่อตกลงรับปากแล้วว่าจะมาช่วย เราก็ต้องทำให้เต็มที่ ทำให้ดีที่สุด

ที่สุดที่ความสามารถของเราจะทำได้... นี่เป็นความตั้งใจประจำตัวของเรา...



เราเคยบอกผู้ลงทุนเราแต่แรกแล้วว่า ถึงเราจะไม่ได้มาประจำ เราก็ยินดี

ที่จะฝึกเด็กๆ ในร้านให้ เวลาที่เราไม่ได้มาทำงาน ทางร้านจะได้ไม่

เดือดร้อน...และอีกอย่างเราไม่ได้เป็นตัวหลักของร้านตัวหลักของร้าน

คือ พี่สาวของสามีผู้ลงทุนอยู่แล้ว... แต่เมื่อเค้าเลือกที่จะจบลงด้วยวิธีนี้ก็

ไม่ว่ากัน   เพื่อนเรามองว่า ศักดิ์ศรีของเรามองจากมุมเราไปหาผู้ลงทุนซึ่ง

เป็นทั้งนักธุรกิจ เจ้าของกิจการ...เราควรจะภูมิใจนะ! เรารับผิดชอบคำพูด

เราแล้ว   แต่เราคงตัดสินใจแทนเค้าไม่ได้ว่า ถ้ามองจากมุมเค้ามาคือเค้า

เอาคืนจากเราได้ครบจำนวน...เค้าอาจจะคิดว่าเค้าก็มีศักดิ์ศรีมากกว่าเราก็ได้!!



วันนี้ถามกลับมาที่ตัวเอง...ชัยชนะของเรื่องนี้ควรอยู่ตรงไหน ??

ไม่ต้องคืนเงินทั้งหมด คืนครึ่งนึงหรือบางส่วน..?!!

ในฐานะที่ก็พลาด  มาด้วยกันทั้งเค้าและเรา แบบนี้ก็น่าจะเหมาะสม หรือ

ไม่ต้องคืนเงินเลยซักบาทเดียว มึนไปเรื่อยๆ จนเค้าถอดใจไปเอง หรือถ้า

ว่างมาก ก็ไปฟ้องร้องก็น่าจะสนุกดี กับประสบการณ์ใหม่ๆ  นั่นเป็นสิ่งที่

หลายๆคนคิดให้ และเราก็พอคิดได้เองบ้าง แต่สภาวะ ที่ถูกบีบคั้น

จากเจ้าของเงินทุน ไม่ว่าจะกดดันกันด้วยคำพูด หรือการกระทำ ทั้งกับเรา

หรือกับคนใกล้ชิด ได้ทำให้เราแปลกใจ กับแนวคิด และมุมมองในการ

นำเสนอของเค้า บางครั้งก็แอบ งงๆ ทำไมเราถึงรู้สึกว่า เรื่อง ของเค้า 

กับเรื่องของเรา ทำไมมันไม่ค่อยตรงกัน ผลประโยชน์คำเดียว สามารถ 

เปลี่ยนแปลงเรื่องราวต่างๆ ได้จริงๆ ถึงขนาดเปลี่ยนขาวเป็นดำได้เลยด้วยซ้ำ!!



มาถึงบทสรุป..ตัดประเด็นเรื่องราวทั้งหมดออกไป แล้วย้อนกลับมาเตือนสติตัวเอง....

อีกรอบนึง...



เก่งให้ได้อะไร ถ้าเพียงเพื่อรักษาผลประโยชน์ ที่ไม่ยุติธรรมกับคนอื่น..!!??

ชนะให้ได้อะไร ถ้ามันทำให้คนอื่นทุกข์ใจ และไม่มีความสุข..!!?!

ยอมแพ้ และ ยอมโง่ดีกว่าถ้ามันจะทำให้ใครบางคนรู้สึกดี...!!



กรรมของเรากับคนๆ นี้กำลังจะหมดลงแล้ว....  

แต่เค้าจะมีกรรมใหม่ติดตัวไปหรือไม่นั้นอันนี้เราไม่รู้....

และคงเลือกที่จะไม่สนใจเค้าอีกต่อไป...!!




Create Date : 23 ตุลาคม 2553
Last Update : 24 ตุลาคม 2553 12:51:44 น. 4 comments
Counter : 388 Pageviews.

 
สู้ต่อไป
ไอ้มดแดง


โดย: kanojyo IP: 110.168.123.15 วันที่: 24 ตุลาคม 2553 เวลา:1:03:10 น.  

 
อ่านแล้วอยากโดดกัดหูผู้ลงทุนซะจริงๆเชียว เฮ้ออออ


โดย: Prirasa วันที่: 23 พฤศจิกายน 2553 เวลา:23:15:13 น.  

 


โดย: MhuUto วันที่: 31 ธันวาคม 2553 เวลา:12:38:00 น.  

 
ไม่รู้แก้ปัญหาได้เรียบร้อยยัง แต่ก็เป็นกำลังใจให้นะคะ สู้ สู้


โดย: ศิวาอารยัน วันที่: 8 มกราคม 2554 เวลา:19:50:47 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ

goodideass
Location :


[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




สิ่งต่างๆ ที่ผ่านเข้ามาในชีวิต...ทำให้สุขบ้าง ทุกข์บ้าง

...ไม่มีอะไรจีรังยั่งยืน

ทุกลมหายใจเข้าออก.. บอกกับตัวเองไว้เสมอ..

ถ้าวันใดหมดลมหายใจ..

ทุกวันที่ผ่านมา ได้ทำดีกับคนที่รักอย่างดีแล้ว

แม้ว่าบางครั้งจะทำให้ที่รักโกรธไม่พอใจ...

... ก็ขอโทษด้วยนะ

...ขอความสุขจงอยู่กับที่รักทุกคน...

*********** ปาทู**************
Friends' blogs
[Add goodideass's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.