GOLDEN BAMBOO:)

I love King รักในหลวงค่ะ

Group Blog
 
 
สิงหาคม 2552
 1
2345678
9101112131415
16171819202122
23242526272829
3031 
 
16 สิงหาคม 2552
 
All Blogs
 
ครั้งแรกในชีวิตกับการวิ่งมาราธอน

ตอนอยู่ชั้นมัธยมต้น เราจำได้ว่าชั่วโมงเรียนพละเทอมหนึ่งต้องเรียนเกี่ยวกับการวิ่งทุกชนิด เราเกลียดชั่วโมงนี้มากๆ เพราะเราไม่อยากวิ่ง เวลาวิ่งทีไรก็จะหมดแรง และหน้ามืดทุกที พอมาถึงช่วงกีฬาสีโรงเรียน เราไม่อยากเป็นแค่กองเชียร์ที่นั่งร้องเพลงอยู่บนอัฒจรรย์ และยังต้องซ้อมเดินพาเหรดซ้ายขวาซ้ายเพื่อเดินในวันกีฬาสี เราเลยพยายามหากิจกรรมอย่างอื่นทำ แต่ด้วยความที่ล่าช้า ทุกกิจกรรมเต็มหมด เหลือเพียงอย่างเดียวคือวิ่งแข่ง เอาล่ะ ตอนนั้นไม่มีทางเลือก คิดอย่างเดียวว่าบางทีการซ้อมวิ่งอาจจะดีกว่าการซ้อมเดินพาเหรดก็ได้ หารู้ไม่ว่าเรากำลังเดินทางไปสู่สนามรบ

การซ้อมวิ่งเริ่มต้นขึ้นทุกเย็นหลังโรงเรียนเลิก ด้วยตอนเด็กๆเราค่อนข้างเป็นเด็กอ่อนแอ กลัวแดด ทุกครั้งที่ซ้อมเราก็เกือบจะเอาชีวิตไม่รอด และเกิดอาการหน้ามืดเป็นประจำ มีอยู่สองสามครั้งเราถึงกับเป็นลมไปเลย สุดท้ายถึงวันแข่งขัน เราสร้างวีรกรรมโดยการโดดกีฬาสีแล้วอยู่บ้านเฉยๆ ข้ออ้างก็คือท้องเสีย หลังจากเหตุการณ์นั้น ทุกครั้งที่ได้ยินคำว่าวิ่งแข่ง เราก็ขยาดเลย ไม่เคยคิดเคยฝันว่าชาตินี้จะได้วิ่งอีก

จนกระทั่งได้มาเจอเจ้านายและเพื่อนร่วมงานลงวิ่งแข่งขันมาราธอนทุกๆปี และพวกเค้าก็พยายามพูดกรอกหูเราทุกวันว่าการวิ่งดีอย่างโน้นดีอย่างนี้ ปีแรกก็ไม่สน ปีที่สองได้ไปดูเจ้านายกับเพื่อนวิ่งมาราธอน เห็นคนลงวิ่งเยอะมากร่วมห้าหมื่นคน มีทั้งเด็ก คนแก่และส่วนใหญ่เป็นผู้หญิงเสียด้วย เราไปเชียร์มาทั้งหมดสองครั้ง และทุกครั้งที่เห็นคนวิ่ง เรารู้สึกภาคภูมิใจแทนพวกเค้าที่ทำได้ และก็เกิดอาการหึกเหิมในใจว่าเราก็ต้องทำได้เหมือนกัน ในที่สุดเราเลยตัดสินใจลงวิ่งมาราธอน แต่ขอเริ่มต้นที่ระยะทางใกล้ๆก่อน แค่สิบไมล์ก็พอ

การซ้อมครั้งนี้ แน่นอนไม่เหมือนกับตอนที่ซ้อมสมัยกีฬาสีมัธยม ที่แน่ๆเราว่าร่างกายเราแข็งแรงขึ้นกว่าแต่ก่อนเยอะ เพราะเราออกกำลังกายอยู่เป็นประจำ ดังนั้นการวิ่งคราวนี้คงไม่เหนือบ่ากว่าแรง เราจัดตารางการซ้อมวิ่งกับเพื่อนๆที่ลงวิ่งด้วยกันประมาณสิบอาทิตย์ก่อนวันวิ่งจริง อย่างน้อยต้องวิ่งอาทิตย์ละหนึ่งครั้ง ครั้งแรกที่เริ่มวิ่ง ยังไม่ถึงหนึ่งไมล์เราก็แทบแย่ โหย ทำไมมันยากขนาดนี้ พอซ้อมไปได้สักระยะ เอ้ รู้สึกว่าเราอึดขึ้น

เราเคยได้ดูรายการวีไอพีและแขกรับเชิญคือนักวิ่งมาราธอนชื่อคาร์ล คุ้นส์ เค้าได้พูดไว้ว่าการวิ่งมาราธอนเป็นการฝึกจิตและสมาธิในรูปแบบหนึ่ง ทุกคนสามารถทำได้ แต่คนชอบกำหนดขอบเขตว่าเราทำได้เพียงแค่นี้ เราเลยต้องหยุด ก็เหมือนกับการวิ่ง ถ้าเรามัวแต่คิดว่าเราเหนื่อยแล้ว เราวิ่งไปต่อไม่ได้ เราก็ไม่สามารถทะลุขอบที่เรากำหนดเอาไว้ แต่ถ้าเราไม่กำหนดขอบ จิตเราก็จะแน่วแน่ขึ้นและเราก็จะทำได้ต่อไปเรื่อยๆ จนจบเป้าหมายของเรา เมื่อใจท้อ ร่างกายก็ท้อด้วย หลังจากได้ดูรายการนี้ เราเลยนึกถึงคำพูดของคนๆนี้ตลอด ทำให้การซ้อมเราพัฒนาขึ้น และเริ่มสนุกกับการวิ่ง

และแล้ววันจริงก็มาถึง เป็นวันที่ 23 พฤษภาคม ของปีนี้ การวิ่งเริ่มตอนเช้าเจ็ดโมงครึ่ง เราตื่นแต่ไก่โห่ เพื่อเตรียมตัวไปที่สนาม พอถึงสนามคนเยอะแยะเต็มไปหมด เราก็ทานอะไรรองท้องไปนิดหน่อย ไม่กล้าทานเยอะเพราะกลัวจุก บรรยากาศคล้ายๆกีฬาสีเหมือนกัน มีวงดุริยางค์มาบรรเลงเพลง มีโฆษกดำเนินรายการ สร้างความตื่นเต้นเพิ่มขึ้น เราไปรอเรียงแถวตรงจุดสตาร์ท แอบลักไก่นิดนึงตรงที่ไปยืนรอออกตัวตรงที่ของเวลา 9 นาที/ไมล์ ทั้งๆที่จริงๆแล้วตอนนั้นเราวิ่งอยู่ที่ประมาณ 10.5 นาที/ไมล์เท่านั้น ก็หวังว่าอาจจะมีแรงวิ่งเร็วขึ้นเมื่อเห็นคนอื่นวิ่งเร็ว จริงๆแล้วเป็นความคิดที่ผิดมหันต์

พอเริ่มออกตัว เราก็พยายามยึดหลักว่าเราต้องวิ่งไปตามความเร็วของเรา อย่าไปวิ่งไล่ตามคนอื่น เพราะอาจจะทำให้เราหมดแรงก่อนถึงเส้นชัย ทุกไมล์มีน้ำและเกลือแร่ให้แวะดื่ม เพื่อนๆที่วิ่งมาพร้อมกันกระจัดกระจายหายกันไปหมด ไม่รู้หลงกันได้ยังไง ตอนซ้อมก็ซ้อมมาด้วยกัน เหลือเราอยู่คนเดียวแล้วซิ เป็นไงเป็นกัน พอเลยครึ่งทางเกินจุกท้องขึ้นมา เลยต้องหยุดเดินสักพัก โชคดีที่เจ้านายวิ่งผ่านมาเลยยื่นเจลเพิ่มพลังงานให้ทานหนึ่งซอง ก็เลยค่อยยังชั่ว เพราะความหวานทำให้บรรเทาอาการจุกท้องได้ ก็วิ่งต่อไป วิ่งไปเรื่อยๆ มีผู้คนคอยเชียร์อยู่ข้างทาง บ้างก็ตะโกนบอกว่าวิ่งๆๆ บ้างก็บอกว่าคุณดูดีที่สุด คุณสุดยอดไปเลย นึกในใจตอนนั้นดูดีตรงไหนฟ่ะ โคตรโทรมเลย เหนื่อยจะตายอยู่แล้ว เอาเถอะ ยังไงก็แล้วแต่เราก็ต้องวิ่งไปให้ถึงเส้นชัยให้ได้ พอถึงโค้งสุดท้าย เราก็เข้าเส้นชัยไปได้อย่างสวยงาม เย้ เย้ เย้ เราทำสำเร็จแล้ว จากนั้นก็ออกมาจากเส้นชัย มีขนม นมเนย และของโด๊ปทั้งหลายแจกฟรีให้แก่นักวิ่งทั้งหลาย เราก็เลยเอานมกับผลไม้กลับบ้าน

การวิ่งมาราธอนครั้งนี้สนุกสุดๆ เป็นประสบการณ์ชีวิตที่น่าจดจำ นอกจากนี้แล้วเรารู้สึกว่าการวิ่งครั้งนี้เป็นการฝึกพัฒนาใจเราด้วย ใจเราแน่วแน่ขึ้น เราเชื่อว่าเราสามารถทำทุกอย่างได้ถ้าเรามีความตั้งใจและพร้อมที่จะเริ่มทำ อีกอย่างที่เราได้จากการวิ่งครั้งนี้ก็คือสุขภาพแข็งแรง น้ำหนักตัวคงที่ แต่ถ้าคนที่มีน้ำหนักตัวเกิน การวิ่งก็เป็นวิธีหนึ่งที่ทำให้น้ำหนักลดลงอย่างรวดเร็ว หุ่นเฟิร์มขึ้น และที่สำคัญเราได้รอยยิ้มแห่งความภาคภูมิใจ





Create Date : 16 สิงหาคม 2552
Last Update : 16 สิงหาคม 2552 14:31:27 น. 1 comments
Counter : 477 Pageviews.

 
ว้าว วิ่งมาราธอน เก่งจริงๆ
พี่ส้มขอดูมาราธอนก็แล้วกัน
มีความสุขมากๆน่ะค่ะ


โดย: somphoenix วันที่: 18 สิงหาคม 2552 เวลา:23:40:22 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ

Coucou Bamboo
Location :
Chicago United States

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 7 คน [?]




Welcome to my blog

พอดีได้มีโอกาสเข้ามาดู Bloggang ของคนหลายๆคน ก็เริ่มมีความรู้สึกว่าน่าสนใจ เลยสมัครเป็นสมาชิกของที่นี่อีกหนึ่งคน แม้ว่าจะเป็นคนเขียนไม่เก่ง ใช้ภาษาไม่ค่อยถูกต้อง แต่สิ่งที่ตั้งใจจะทำก็คืออยากจะเก็บข้อมูลส่วนตัวและเรื่องราวที่ได้พบเห็นมาเอาไว้ นอกจากนั้นบางอารมณ์ก็อยากเขียนความรู้สึกนึกคิดไว้เป็นบันทึกของตัวเองที่นี่ด้วย เพื่อจะได้เก็บไว้เป็นความทรงจำตลอดไป สำหรับใครก็ตามที่หลงเข้ามาในบล็อกนี้ ก็ขอกล่าวคำสวัสดี และขอให้ทุกท่านมีความสุข มีสุขภาพแข็งแรงทั้งกายและใจ และขอให้โชคดีนะค่ะ

BON COURAGE!.
New Comments
Friends' blogs
[Add Coucou Bamboo's blog to your web]
Links
 

MY VIP Friend

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.