กรณี(ไม่น่า)ศึกษา เรื่อง30ปีตลาดนัดจตุจักร
สมบัติ ภู่กาญจน์ ‘ถึงเวลา’แล้ว ที่ผมจะต้องใช้ความเป็น ‘ศิษย์เก่า’ เขียนถึงเรื่องราวของสถานที่มีชื่อเสียงแห่งหนึ่งของกรุงเทพมหานคร ซึ่งมีชื่อว่า ‘ตลาดนัดจตุจักร’ให้ท่านผู้อ่านได้รับทราบเป็นความรู้ หรือเพื่อการพิจารณา มีนิยามที่ต้องการคำอธิบายก่อนอ่าน ในคำว่า ‘ถึงเวลา’ และคำว่า ‘ศิษย์เก่า’ ที่ผมใช้คำว่าถึงเวลา ก็เพราะผมไม่อยากพูดถึงเรื่องราวเหล่านี้ในขณะที่เขากำลังฮือฮากันอยู่พักหนึ่งเมื่อก่อนหน้านี้ เพราะถ้าผมพูดในตอนนั้น ท่ามกลางอารมณ์และความรู้สึกของกลุ่มคนทุกฝ่าย อันมีทั้งกทม.-การรถไฟฯ และผู้ค้าตลาดนัดจตุจักร ที่กำลังมีอยู่คุกรุ่นเต็มร้อยแล้ว คนสามกลุ่มนี้ ก็จะต้องพยายามตีความว่า ผมเป็นปากเสียงให้กับฝ่ายใด ? เพราะถ้าผมจะบอกว่า ผมเป็นปากเสียงให้กับฝ่ายประชาชน หรือฝ่ายคนซื้อ ซึ่งไม่ได้เป็นฝ่ายเดียวกับพวกคุณทั้งสามเลยแม้แต่น้อยแล้ว ก็คงจะไม่มีใครเชื่อผมนัก ผมจึงคิดว่าการพูดในขณะนั้นไม่ใช่เวลาที่ควรพูด ผิดกับตอนนี้ ที่อารมณ์และความรู้สึกค่อย ๆซาลงบ้างแล้ว ซึ่งน่าจะเป็นวาระที่ ‘ถึงเวลา’ ส่วนคำว่าศิษย์เก่า นั้นผมใช้ในฐานะที่ผมเคยเกี่ยวข้องกับการบริหารตลาดแห่งนี้มาครั้งหนึ่งในชีวิต ด้วยตำแหน่ง ‘ผู้ช่วยผู้อำนวยการตลาด’ ในช่วงปี พ.ศ.๒๕๔๔ถึง ๒๕๔๕ สมัยที่ผู้ว่ากรุงเทพมหานครมีชื่อว่า สมัคร สุนทรเวช นั้น ผมได้รับการเชิญชวนให้ไปทำงานนี้ในฐานะที่รู้จักเกี่ยวข้องและเป็นลูกค้าตลาดแห่งนี้มาตั้งแต่แรกเกิดเมื่อปี ๒๕๒๕ จากที่เคยเดินตลาดอยู่อาทิตย์ละหนึ่งวัน (ไม่วันเสาร์ก็วันอาทิตย์)นั้น ผมมีโอกาสได้เดินตลาดแห่งนี้อาทิตย์ละเจ็ดวัน (จะมีพักบ้างในบางวันจันทร์) อยู่สองปี ได้ทำงานในสิ่งที่ควรทำ (และไม่ทำในสิ่งที่ไม่ควรทำ) จนเกิดการเรียนรู้ได้ทั้งเรื่องของตลาด,เรื่องของผู้ค้า,เรื่องของผู้ทำมาหากินกับตลาด(ทั้งในทางมืดและทางสว่าง)ได้ดีพอสมควรในระดับหนึ่ง ก็มีคนมาชวนให้ผมไปทำงานที่น่าจะมีประโยชน์ต่อคนส่วนใหญ่มากกว่านี้ ผมก็เลยอำลาจากตำแหน่งผู้บริหาร เหลือแต่เพียงตำแหน่งลูกค้าประจำของตลาดเรื่อยมาจนถึงปัจจุบัน แม้จะห่างจากตำแหน่งบริหารตลาดแห่งนี้มาแล้วสิบปี แต่ด้วยความที่รู้จักตลาดนี้มาตั้งแต่เกิด จนได้มามีส่วนในการบริหารอยู่พักหนึ่ง และทุกวันนี้ผมก็ยังเดินตลาดอยู่ทุกอาทิตย์ พร้อมกับติดตามรับฟังเรื่องราวของตลาดแห่งนี้ตลอดมา ผมอยากจะกล่าวว่า ตลาดนัดจตุจักร เป็นตัวอย่างที่มองเห็นเป็นรูปธรรมได้อย่างหนึ่ง ซึ่งแสดงให้เห็นว่า ‘รัฐ’ หรือ ‘ผู้ใช้อำนาจรัฐ’ บริหารราชการแผ่นดินเพื่อประชาชน ด้วยผลงานที่ ‘ห่วยแตก’ เพียงใด ? มีเหตุผลอันใดบ้าง ที่ทำให้ผมสรุปได้อย่างนี้ ? เริ่มตั้งแต่การเกิดของตลาด เมื่อปี พ.ศ.๒๕๒๕ ขณะนั้นรัฐบาลไทยและกรุงเทพมหานครกำลังเห่ออยู่กับการฉลอง ๒๐๐ ปีกรุงรัตนโกสินทร์ ตลาดนัดแห่งใหญ่ซึ่งตั้งอยู่ที่กลางเมืองคือสนามหลวงที่เปิดตลาดอยู่ทุกวันเสาร์อาทิตย์ กับตลาดหนังสือเก่าย่านอนุเสาวรีย์แม่ธรณีบีบมวยผมซึ่งเป็นตราสัญลักษณ์ของพรรคประชาธิปัตย์ ถูกมองว่าเป็นสลัมสกปรก ที่จะทำให้กรุงเทพเมืองฟ้าอมรหมดความสง่างามลงไป เนื่องในโอกาสฉลองสองร้อยปีกรุงรัตนโกสินทร์ ตลาดทั้งสองแห่งนี้จึงถูกไล่ที่ ให้พ้นไปจากเกาะกรุงรัตนโกสินทร์แล้วไปหาที่อยู่เอาใหม่ ซึ่งเป็นหน้าที่ของกรุงเทพมหานคร ที่จะต้องพิจารณาสถานที่เอาเองว่าควรเป็นที่ใด ตลาดนัดสนามหลวงนั้นหมดเสียงไปก่อน เพราะพ่อค้าแม่ค้าส่วนใหญ่เป็นประชาชนคนธรรมดาที่มาจากถิ่นที่สารพัดไม่ใช่พ่อค้าแม่ค้าร่ำรวยเช่นยุคนี้ เมื่อรัฐไม่เปิดพื้นที่ให้ขาย พ่อค้าแม่ค้าก็ทำอะไรไม่ได้ นอกจากนั่งรอความกรุณาว่าเขาจะจัดที่ใหม่ให้ที่ไหน และจะขายได้ดีพอเหมือนเก่าหรือไม่ ซึ่งเป็นเรื่องที่สุดแต่ฟ้าจะพิจารณา สำหรับตลาดหนังสือเก่านั้นดูจะตื๊ออยู่จนถึงนาทีสุดท้าย เพราะตลาดของตัวเองนั้นขายได้ทุกวัน ไม่เฉพาะแต่วันเสาร์อาทิตย์เหมือนตลาดนัดสนามหลวง จึงพยายามต่อรองอยู่พักใหญ่ก่อนอำลา ผมเป็นบรรณาธิการหนังสือพิมพ์สยามรัฐรายวันอยู่ในยุคนั้น ได้พยายามที่จะช่วยเหลือต่อรองกับรัฐและ กทม.ให้บ้าง ตามที่พ่อค้าแม่ค้ายกขบวนมาร้องขอ พยายามยกกรณีแผงหนังสือเก่าริมแม่น้ำแซนกรุงปารีส ตลาดขายของเก่าเมืองมิลาน มาเอ่ยอ้าง แต่ก็ไม่สำเร็จเพราะรัฐทั้งไม่ฟังและไม่สนใจ ผู้ใช้อำนาจรัฐขณะนั้น ซึ่งมีทั้งรัฐบาล, ทั้งกรุงเทพมหานคร, และทั้งคณะกรรมการปรับปรุงกรุงรัตนโกสินทร์ ทุกฝ่ายมองภาพผ่านกรอบสี่เหลี่ยมอยู่อย่างเดียวว่า กรุงเทพต้องเป็นเมืองสวรรค์ตามจินตนาการของท่านเท่านั้น ภาพของใครอื่นจะมาทดแทนมิได้ด้วยประการใด ๆ วันสุดท้ายของตลาดหนังสือเก่ากลางกรุงรัตนโกสินทร์จึงเป็นภาพของรถแบ็คโฮที่มีคนแต่งกายชุดทหารเป็นผู้ขับ มาแซะแผงหนังสือออกไปทีละซุ้ม ๆ ........แล้วภาพอดีตภาพหนึ่งก็เลือนหายไป ประมาณหนึ่งหรือสองเดือนหลังจากนั้น พื้นที่ป่าหญ้าคาริมถนนพหลโยธินตรงข้ามกรมกิจการบินพลเรือน ไม่ไกลจากสถานีขนส่งสายเหนือหมอชิต จึงได้ถูกถากถางและสร้างซุ้มไม้โรงเรือนหน้าตาน่าชังขึ้นส่วนหนึ่งบนพื้นที่หลายสิบไร่ ที่แห่งนี้ถูกขึ้นป้ายว่าเป็นตลาดนัดแห่งใหม่ของกรุงเทพมหานคร มีชื่อไพเราะเพราะพริ้งว่า ตลาดนัดสวนจตุจักร พ่อค้าแม่ค้าส่วนหนึ่งจากตลาดนัดสนามหลวง จำเป็นและจำใจต้องย้ายมาที่นี่ ตลาดแห่งนี้เปิดขายเฉพาะวันเสาร์อาทิตย์ ขณะที่ตลาดหนังสือเก่าก็ถูกจัดพื้นที่ให้อยู่ที่ตลาดแห่งนี้เหมือนกันแต่อีกมุมหนึ่ง ตลาดนี้ขายได้ทุกวันถ้าอยากขาย เพราะฉะนั้นสัญญาการเช่าจึงต้องแตกต่างกัน หนึ่งเดือนถึงหกเดือนแรกนั้น คนขายมีมากว่าคนชื้อหลายเท่า และไม่เคยดีขึ้น พอถึงหกเดือนถึงหนึ่งปีผู้ขายจึงเจ๊งไปมากกว่าแปดสิบเปอร์เซ็นต์ของตลาด หลายคนเซ้งแผงไปด้วยราคาไม่เกินสองพันบาทต่อราย รัฐ, หรือ กทม.,ซึ่งเป็นผู้ใช้อำนาจรัฐสำหรับการบริหารราชการแผ่นดินในส่วนนี้, ดูจะไม่ได้ให้ความสนใจอันใดมากนัก สำหรับการตายการเกิดของพ่อค้าแม่ขายเหล่านี้ ทฤษฏีคัดเลือกโดยธรรมชาติ คือคนอ่อนแอก็ตายไป คนแข็งแรงกว่าก็กระเสือกกระสนดิ้นรนไป ท่ามกลางภาวะการเมืองใหญ่ที่อยู่ในปลายยุค ‘๘ ปีเปรม’ และการเมืองกทม.อยู่ในยุค ‘ผู้ว่าฝาเข่ง’นามจำลอง ศรีเมือง ซึ่งดำเนินไปพร้อมกับการเปลี่ยนแปลงสารพัดอย่างในบ้านเมือง จนกระทั่งเวลาผ่านไปอีกเกือบสิบปี ตลาดแห่งนี้จึงค่อย ๆ กระเตื้องขึ้น กทม.นั้นใช้แต่เพียงการบริหารจัดการตลาดเพื่อให้เป็นไปตามข้อบัญญัติและเพื่อความสงบเรียบร้อย ส่วนความสามารถในการสร้างตลาดนั้น เกิดขึ้นเองโดยความพึงใจระหว่างผู้ขายกับผู้ซื้อ รัฐ มิได้มีการสนับสนุนส่งเสริมอะไรเลย ก็แทบจะว่าได้ แต่อย่างไรก็ตาม กทม.ก็ได้เช่าพื้นที่แห่งนี้จากการรถไฟฯ ไว้เป็นเวลาสามสิบปี.....ทั้งหมดนี้คือการเริ่มต้นของ ‘ที่มา’ ซึ่งจะนำไปสู่ ‘ที่ไป’ ......ผู้สนใจขอเชิญติดตามในตอนหน้า
ที่มา นสพ สยามรัฐ
| Create Date : 29 พฤษภาคม 2555 |
| Last Update : 29 พฤษภาคม 2555 11:22:31 น. |
|
0 comments
|
| Counter : Pageviews. |
|
|