มีนาคม 2554

 
 
1
2
3
4
5
6
7
8
9
10
11
12
13
14
15
16
17
18
19
20
21
22
23
24
27
28
29
30
31
 
 
26 มีนาคม 2554
Fukuoka [福岡] Japan 2010 ภาค2



เช้าวันที่ 3 ของการท่องเที่ยว เนื่องจากวันนี้เป็นวันทำงานของคุณเพื่อน ก็เลยเที่ยวเองครึ่งวันเช้า ส่วนตอนบ่ายๆคุณเพื่อนจะพาไป ศาลเจ้าดะไซฟุ ศาลเจ้าชื่อดังของเมืองฟุคุโอกะ ตอนเช้าก็เลยติดรถ(ส่งของของบริษทคุณเพื่อน)
มาลงแถวๆสถานีเทนจิน
แล้วก็เริ่มผจญภัยโดยโปรแกรมช่วงเช้าวันนี้คือ Fukuoka Tower [福岡タワー], Marizon,
Bayside Place [ ベイサイドプレイス],
Yahoo Dome [ヤフードーム]
ส่วนช่วงบ่ายก็คือศาลเจ้าดะไซฟุ [ 太宰府]
และ Kyushu National Museum [九州国立博物館] อยู่ในบริเวณพื้นที่ของศาลเจ้าดะไซฟุ

เริ่มต้นขึ้นรถเมลล์ที่ท่าปล่อยรถแถวๆเทนจิน สาย 306 นังไปสักพัก สังเกตุเห็นฟุกุโอกทาวเวอร์ แล้วก็ลงตรงนั้น หาทางเข้าเจอแล้วแต่ค่าขึ้นมันแพงอะ ก็เลยถ่ายรูปเล่นอยูข้างล่างนั่นแหละ ตึกสวยดีนะ




ถ่ายรูปสักพักก็ชักจะหิวเลยเดินเข้าไปในตัวทาวเวอร์ เซ็นเตอร์ เจอเซเว่นก็เลยซัดโอนิกิริ ไส้อิคุระไป1ก้อน เค็มๆอร่อยดี ค่าเสียหาย 180 เยน55++




พอกินเสร็จหันไปเจอบริเวณที่เซตฉากไว้สำหรับถ่ายรูป และก็เป็นธีมคริสมาสเช่นเดิม ระหว่างกำลังเอื้อมมือสั้นๆของตัวเองถ่ายรูปอย่างน่าสงสาร อยู่ๆก็มีหนุ่มญี่ปุ่นใจดีอาสาถ่ายรูปให้ เค้ามีน้ำใจมากๆเลยอะ ขนาดไม่ได้ขอความช่วยเหลือเลยนะนี่ คนญี่ปุ่นนี่ใจดีจริงๆเลย ขอบคุณนะคะ แอบเสียดายที่มาเที่ยวครั้งนี้ไม่ค่อยมีรูปตัวเองเท่าไร เพราะส่วนใหญ่เที่ยวคนเดียวคะ พอถ่ายเอง รูปออกมามันดูประหลาดๆชอบกล ก็เลยเปลี่ยนมาเป็นถ่ายเงาตัวเองบ้าง ถ่ายขาตัวเองบ้าง ไม่เห็นหน้า ก็ขอเห็นเงาก็ยังดี จะได้รู้ว่ามาเที่ยวนะ555+++++

ติดร่มกับกระเป๋ามาด้วยอะ!!




ถ่ายรูปเสร็จแล้วเดินออกมาด้านนอก เดินสักพักก็เจอ Marizon ซึ่งเป็นรีสอร์ท ริมชายหาดเทียมที่เรียกว่าBayside Place อยู่ฝั่งตรงข้ามฟุคุโอกะทาวเวอร์ (เดินไปนิดเดียวก็เจอแล้ว) Marizon เป็นรีสอร์ทที่มีร้านอาหาร และมีสถานที่สำหรับจัดงานวิวาห์โดยเฉพาะ สวยงามมากๆ ตกแต่งสถานที่ได้โรแมนติกดี ใครได้แต่งงานที่นี่คงจะมีความสุขมากเลยนะนี่ เพราะวิวดีจริงๆค่ะ




เดินเข้าไปแล้วจะเห็นวิวสวยๆริมทะเล




ด้านหน้า Marizon




แนวชายหาดเทียม บรรยากาศดีๆ^^




ฟุคุโอกะทาวเวอร์อีกมุม




สักพักก็เดินเรียบแนวชายหาดตรงไป Yahoo Dome




ข้ามสะพานตรงไป Yahoo Dome




ฝั่งตรงข้ามYahoo Dome มีฮาร์ดร็อคฟุคุโอกะ บริเวณตรงนั้นเต็มไปด้วยสวนสาธารณะ ที่ตกแต่งได้สวยงามและร่มรื่นมากๆค่ะ ระหว่าทางเดินข้ามสะพานมา มีกระถางดอกไว้หลากสี วางประดับไว้อย่างสวยงาม ช่างเป็นบริเวณที่เหมาะสำหรับถ่ายรูปมาก




พอขึ้นมาข้างบนของ Yahoo Dome ก็จะเจอกับบรรดามือของนักเบสบอลชาวญี่ปุ่นหลายๆทีม มีอยู่เยอะมากๆ Yahoo Dome มีไว้เพื่อใช้ในการแข่งขันเบสบอล และชาวญี่ปุ่นคลั่งไคล้กีฬาชนิดนี้เป็นอย่างมาก




ชูสองนิ้ว




สวนฝั่งตรงข้าม




จากนั้นก็ได้เวลานัดกับคุณเพื่อน นั่งรถเมลล์สาย 306 ไปลงที่เทนจิน กลับบ้านเพื่อทานอาหารกลางวันฝีมือคุณเพื่อน แล้วเตรียมตัวไปลุยต่อตอนบ่าย การเดินทางไป ดะไซฟุเทนมังกุ [太宰府天満宮] คือศาลเจ้าดาไซฟุนั่นเอง ศาลนี้เป็นศาลที่มีชื่อเสียงเรื่องการสอบแข่งขัน พวกนักเรียน นักศึกษามักจะมาขอพรที่นี่ และวันนี้คุณเพื่อนใจดีพาขับรถไปค่ะ ระหว่างทางก็แวะซุปเปอร์มาเก็ต เพื่อซื้อช็อคโกแล็ตและลูกอม เป็นของฝาก ลักษณะคล้ายๆห้างแม็คโครค่ะ ของถูกมาก และช็อคโกแล็ตกับลูกอมชาเขียวที่ซื้อมาก็อร่อยมากๆ^^




พอถึงดะไซฟุ ก็บอกคุณเพื่อนว่าขอช้อปต่อแป๊ปนึง แวะซื้อตุ๊กตาดารุมะ แบบที่ยังไม่ระบายตาดำมา 3ตัว (ไว้ใช้ขอพร โดยการระบายข้างหนึ่งไว้ก่อน และตอนสิ้นปีถ้าคำอธิฐานเป็นจริงก็ระบายตาอีกข้าง จากนั้นจะนำไปเผา ช่วงปีใหม่ค่ะ) คุณเพื่อนแวะซื้อโมจิย่างไส้ถั่วแดง ร้านอุเมะงะเอะโมจิ [梅が枝餅] เจ้าอร่อยให้ชิม ร้านนี้เป็นร้านขึ้นชื่อของที่นี่ และก็เป็นร้านโปรดของคุณพ่อเพื่อนด้วยค่ะ




คนที่ชอบโมจิไส้ถั่วแดงต้องลองไปชิมดูนะคะ อร่อยดีค่ะ (ปกติไม่ค่อยชอบทานขนมแบบนี้ แต่เจ้านี้ทานได้ อร่อยดีค่ะ)




พอเดินเข้ามาในเขตศาลเจ้าพอเห็นโทอิริ คุณเพื่อนบอกว่า ให้เดินด้านข้างๆค่ะ เพราะว่าตรงกลางเป็นทางเดินของเทพเจ้า




เจอเทพเจ้าวัว เราก็ลูบที่หัววัวและแตะตัวเรา และเอามือไปลูบหัววัวอีกที เพื่อเอาสิ่งดีมาใส่ตัว และฝากสิ่งไม่ดีกลับคืนไป




และก่อนเข้าศาลเจ้าเราก็ต้องแวะล้างมือก่อน โดยตักน้ำขึ้นมา 1กระบวย ราดลงที่ฝ่ามือซ้าย และฝ่ามือขวา จากนั้น เทนั้นใส่มือซ้ายมาบ้านปาก แล้วเอากระบวยตั้งขึ้นมาเพื่อให้น้ำไหลผ่านด้ามกระบวย จบพิธี




วิวภายในศาลเจ้า




วิวภายในศาลเจ้า




เกือบถึงละอีกนิด




ถึงแล้ว เย้!!!




วิธีไหว้ขอพรก็คือ ไหว้อธิฐาน จากนั้นตบมือสองที ทำสองครั้ง อาจจะโยนเหรียญ 5เย็นลงไปที่กล่องไม้ข้างหน้า เพื่อให้โชคดี คำว่า5เยนในภาษาญี่ปุ่นพ้องเสียงกันกับคำว่าโชคดี




เสร็จแล้วก็ต้องเสี่ยงเซียมซีซะหน่อย พอเราอธิฐานเสร็จก็หยอดเหรียญ 100 เยนลงไป แล้วหยิบเซียมซีมา 1ใบ




ของคุณเพื่อนได้คำทำนายดี ก็เก็บกลับบ้าน ส่วนเราได้เซียมซีไม่ค่อยดีอะ ก็เลยเอาไปผูกไว้ที่แผงราวสำหรับผูกใบด้วยความที่กลัวว่าดึงครั้งเดียวจะมัด ไม่แน่น เลยดึงไปอีกครั้งก็เลยขาดนิดหน่อยอะ ( จะเป็นไรมั๊ยนี่ T_T ) ใบเซียมซีเอามาผูกรวมไว้เยอะๆแล้วดูสวยดีนะ




บรรยากาศภายในศาลเจ้า




รวมมิตรน้องวัว




เดินอ้อมไปด้านหลังก็จะเจอ Kyushu National Museum ที่อยู่ในพื้นที่ของศาลเจ้านั่นเอง
เดินขึ้นมาเจออุโมงค์แสงเลเซอร์หลากสีสวยงาม ถ่ายรูปสนุกกันใหญ่พอเปลี่ยนหนึ่งสี ก็ถ่ายรูปหนึ่งที มีสีรุ้งด้วยหละ^^




รูปด้านนอก Kyushu National Museum




ขึ้นมาบนพิพิธภัณฑ์ ก็มีของสวยๆให้เราดูมากมาย




เจอเรือลำนี้มีผู้โดยสารเยอะมาก แอบเห็นโมโมทาโร่ไม่ยอมใส่ กกน.ด้วยอะ ตาชั้นจะเป็นกุ้งยิงมั๊ยนี่




เดินดูไปตามห้องจัดแสดงต่างๆ มีจัดนิทัศการเกี่ยวกับชาติต่างๆไว้ด้วย




แน่นอนต้องมี เมืองไทยด้วย




อยู่ข้างๆกับญี่ปุ่นเลย




เนื่องจากมาถึงที่นี่ก็เย็นมากแล้วใกล้เวลาปิดทำการ เลยทำให้เดินได้แป๊ปเดียวก็ต้องรีบออกมา เสียดายจัง พอเดินออกมา เจอเจ้าเหมียวตัวนี่หน้ารักจริงๆ แถมหยิ่งด้วยนะเนี่ย




ลงมาถึงข้างล่างแอบดีใจเพราะแอบเห็นดอกซากุระหลงอยู่ กิ่งนึง แต่พอกลับมาถึงเมืองไทยโหลดภาพเข้าคอมก็เลยเห็นว่ามันเป็นดอกไม้ปลอม 555+++ ขอบใจ ก็นึกอยู่แล้วว่านี่มันเดือน 12อะนะ แต่มันก็มีแค่กิ่งเดียวนิ ใครมันจะไปรู้อะ




เดินเล่นถ่ายรูปเรื่อยเปื่อย




เดินเล่นถ่ายรูปเรื่อยเปื่อย




บรรยากาศร้านขายของหน้าทางเข้าศาลเจ้ายามค่ำคืน




น่ารักจัง^^




กลับบ้านทานอาหารเย็นฝีมือคุณแม่(เพื่อน) เข้านอนรอผจญภัยวันต่อไป




ค่าใช้จ่ายประจำวันนี้
1.ค่ารถเมลล์ ไป-กลับ ไม่เกิน400เยน (จำราคาไม่ได้ขอโทษด้วยค่ะ)
2.ค่าโอนิกิริไส้อิคุระ 180 เยน
3.ค่าโยนเหรียญขอพร 5 เยน (อันนี้จะเขียนทำไมเนี่ย)
4.ค่าเซียมซี 100 เยน
รวมทั้งสิ้น 685 เยน = 247 บาท

เช้าวันที่4 ตื่นเช้าด้วยอารมณ์แจ่มใส น่าแปลกจังเวลาได้เดินทางท่องเที่ยวมักจะตื่นเช้าได้โดยไม่รู้สึกเหนื่อย หรืออยากนอนต่อ แต่ถ้าอยู่บ้านตัวเอง จะเที่ยงแล้วยังไม่อยากตื่นเท่าไรเลยอะ เช้าวันนี้คุณลุงพนักงานบริษัทของคุณเพื่อนพาออกมาส่งที่สถานนีรถไฟแถวบ้าน (สถานีคาสุกะบารุ) ตรงดิ่งไปลงเทนจินเช่นเคย

ดอกไม้สวยๆแถวบ้านเพื่อน




จากนั้นก็เดินหาราเมงอร่อยๆกิน ร้านที่ไปเป็นร้านที่เล็งไว้ตอนที่เดินไปกินยาไตแถวๆแม่น้ำนากาสุเมื่อสอง วันก่อน ชื่อร้านอิจิริวราเมง [一竜ラーメン]




เมนูที่เลือกวันนี้ก็คือ ฮะกะตะราเมง [博多ラーメン] ที่เป็นเมนูขึ้นชื่อของเมืองฟุคุโอกะค่าเสียหาย 600 เยน แล้วก็ไม่ทำให้ผิดหวัง เพราะว่าเป็นราเมงที่อร่อยมากๆ เส้นเหนียวนุ่ม น้ำซุปกลมรสกล่อมสุดๆ ร้านนี้ก็มีต้นกำเนิดมาจากยาไต [屋台] (คือร้านอาหารแผงลอย) แถวแม่น้ำนากะสุเช่นกัน




หลังจากอิ่มท้องก็เดินเล่นต่อไป เดินตรงไปเรื่อยๆก็ถึงกิอง [祇園]ตรงนั้นมีสถานที่เหมือนเป็นร้านขายของเป็นถนนยาวๆชื่อ Kawabata ซึ่งเป็นถนนที่รวมร้านขายของหลากหลาย ทั้งผัก-ผลไม้สด ร้าน100เยน ร้านดอกไม้ และร้านอาหารที่ราคาถูกมาก แอบเห็นราเมง 200กว่าเยนเอง




ร้านขายของ




พอเดินเข้ามาตรงปากทางก็เห็นร้านขายผักสด ซึ่งมีสตอว์เบอร์รี่ขายอยู่ด้วย (T_T) ด้วยความซื่อบื้อ ก็หลงคิดว่าเป็นสตอว์เบอร์รี่อะมะโอว [あまおう] ที่สุดแสนจะเลื่องชื่อของเมืองฟุคุโอกะ คิดเองไม่ถามคนขายสักนิดว่าใช่เปล่า ก็ตัดสินใจซื้อเลย เพราะลูกใหญ่ สด สีสวย น่ากินมากๆ ประกอบกับราคาที่ถูกเหลือเชื่อ แพคละ 350 เยนเอง (อะมะโอวของจริงราคาประมาณ 650เยน) คิดว่าซื้อที่ร้านขายผักมันก็ต้องถูกกว่าสิ เลยรีบซื้อโดยไม่เอะใจสักนิด ซื้อมา 5แพค คนขายลดราคาให้ 5แพค 1,600 เยน ไม่ต้องต่อสักคำ แถมบริการแพคให้อย่างดี ใส่กล่องของสตอว์เบอร์รี่ อะมะโอวอีกตะหาก555+++ เวรกรรมยังไม่หมดเท่านี้ ตอนซื้อก็ลืมนึกไปว่าเราต้องเดินเที่ยวทั้งวันพร้อมกับสตอว์เบอร์รี่ 5กล่อง กระเป๋า 1ใบและร่มอีก 1คัน (ที่ไม่รู้จะเอามาทำไม) คุณพระช่วย55555+++++




ก็เลยจำเป็นต้องแบกสัมภารกทุกอย่างไปด้วยทุกที่ทั้ง วัน เสร็จสิ้นภาระกิจช้อปสตอว์เบอร์รี่ เราก็หาทางไปโอโฮริโคเอ็น [大濠公園] เป็นสวนสาธารณะข้างในมีมิวเซี่ยม (แต่ไม่ได้เข้าเพราะออกมาเย็นมากแล้ว) และมีโซนที่จัดแสดงสวนญี่ปุ่นสวยมากๆ วันนี้เราตั้งใจจะมาที่สวนญี่ปุ่นนี่แหละ ตอนแรกกะจะเดิน แต่มั่วสุดๆ (ไม่มีแผนที่เนื่องจากดูไม่ค่อยเป็น) ก็เลยถามคุณลุงที่นั่งอยู่แถวๆนั้นว่า โอโฮริโคเอ็น อยู่ไกลไหมคะ ลุงบอกว่าถ้าเดินก็ประมาณครึ่งชั่วโมง โอ้ว!! ใครจะเดินคะ แบกของมากมายล้านแปดขนาดนี้ คุณลุงบอกให้ไปขึ้นรถเมลล์ฝั่งตรงข้าม ก็เลยเดินไป แต่ไม่เห็นป้ายสักที เลยต้องขอตัวช่วย เป็นคุณลุงพนักงานบริษัทแถวๆนั้น เดินกันมาสองคน ก็ชี้มือว่าอยู่ข้างหลังไงจ๊ะหนู (เซ่อจริงๆ) และก็ต้องขึ้นรถสายเมลล์ สาย1 นะจ๊ะ ก็เดินจากสองคุณลุง ก็มายืนรอที่ป้ายรถเมลล์ที่ป้าย ยังไม่ทันที่จะได้ยืนรอรถเลย คุณลุง รีบวิ่งหน้าตาตื่นมาบอกว่า โทษทีครับบอกสายผิด ต้องขึ้นสาย 3ครับ^^ อุตสาห์วิ่งมาบอกอะ เค้าให้ความช่วยเหลือ และเป็นมิตรกับนักท่องเที่ยวมากๆเลย น้ำใจงามมาก ประทับใจคนญี่ปุ่นจริงค่ะๆ

พอเห็นป้ายสถานนีโอโฮริโคเอ็นก็รีบลง




เดินย้อนขึ้นมานิดหน่อยก็จะเจอ ฟุคุโอกะโจว ชิ [福岡城址] หรือซากปราสาทฟุคุโอกะ มีอีกชื่อเรียกว่า ไมซึรุโจ [舞鶴城] ก็เป็นกำแพงหินและก็มีเหมือนจะเป็นตัวนิดหน่อย ซึ่งมันเล็กมากๆ ตอนแรกก็นึกว่ามันจะใหญ่กว่านี้ แต่เห็นมีแค่นี้ก็รู้สึกว่ามันสวยนะ

มีเหลือเท่าที่เห็นแค่นี้แหละค่ะ




เดินมาด้านใน




เดินเล่นมาเรื่อยๆก็จะเจอไมซึรุโคเอ็น[舞鶴公園] เนื่องจากกำลังอยู่ระหว่างปรับปรุงสวนก็เลยไม่ได้แวะถ่ายรูป เลยแวะถามทางเจ้าหน้าที่ ที่กำลังปรับปรุงสวนว่าโอโฮริโคเอ็นอยู่ไหนคะ เจ้าหน้าที่บอกให้เดินลงบันไดแล้วเลี้ยวขวา เดินไปสักพักก็จะเจอ

วิวระหว่างทาง




วิวสวยๆ




เดินมาสักพักเจอสวนธารณะใหญ่ๆ มีสระน้ำใหญ่อยู่กลางสวน งงใหญ่ว่ามาโผล่ที่ไหนเนี่ย ก็เลยถามคนที่เดินเล่นอยู่แถวนั้น เค้าก็บอกว่านี่ล่ะ โอโฮริริโคเอ็น




บรรยากาศรอบๆ




เจอทางเข้าสวนญี่ปุ่นแล้ว




เดินงมอยู่แป๊ปนึง ก็เจอทางเข้าสวน วันนี้เราเป็นนักท่องเที่ยวคนเดียวของสวนญี่ปุ่นแห่งนี้ เจ้าหน้าที่ใจดีมากๆ เห็นเราหอบของพะรุงพะรัง ก็เลยอาสาว่า เอาของมาฝากไว้ก่อนก็ได้นะคะ แล้วก็ได้รับแจกหนังสือ Fukuoka City Visitor’s Guide มาหนึ่งเล่ม ข้างในแนะนำสถานที่น่าเที่ยวต่างๆของฟุคุโอกะพร้อมรายละเอียดไว้อย่างชัดเจน มีส่วนลดราคาค่าเที่ยวชมสถานที่ต่างๆ และโรงแรมในฟุคุโอกะ คิดว่าน่าจะขอได้ที่สถานนีรถไฟ และแหล่งท่องเที่ยวต่างๆของฟุคุโอกะที่เก็บค่าเข้าชม เวลาไปก็อย่าลืมถามเจ้าหน้าที่นะคะ ที่นี่เสียค่าผ่านประตู 190เยน เพราะได้ส่วนลดจากหนังสือที่เจ้าหน้าที่ให้มาค่ะ

บรรยากาศภายในสวนค่ะ




พื้นที่ข้างในใหญ่พอสมควร และได้รับการจัดการดูแลที่ดีมาก เพราะขนาดไม่มีนักท่องเที่ยวยังเห็นเจ้าหน้าที่ทำงานกันอย่างแข็งขันกันทุก คน สถานที่ถูกตกแต่งไว้อย่างสวยงาม ต้นไม้ใหญ่แยอะมากๆ มีใบไม้แดงด้วย




การจัดสวนสวยๆ




การจัดสวนสวยๆ




แล้วสระกลางสวนก็เลี้ยงปลาคาร์ฟสีสันสวยงามมากๆไว้ มากมาย แต่ละตัวก็ใหญ่มากๆ ไม่เคยเห็นปลาคาร์ฟตัวใหญ่และสีสวยขนาดนี้มาก่อน ดูๆแต่ละตัวน่าจะหนักเกิน5โลนะ




ต้นไม้สีสวย




มุมกว้าง




น้ำตกไหลเย็น




สวย




ทางออก (ทางเดียวกับทางเข้า) ขวามือคือที่ขายตั๋ว




หลังจากการชมสวนเดินออกมาสักเล็กน้อยจะเจอกับเสาโทอิ ริไม้อันใหญ่มากๆ ซึ่งอยู่ริมถนนฝั่งตรงข้าม ก็เลยลองเดินเข้าไปดู ข้างในเป็นศาลเจ้าที่เงียบสงบ ไม่มีคนเลยอะวันนี้เลยเดินเล่นคนเดียวถ่ายรูปไปเรื่อยเปื่อย




ภายในบริเวณศาลเจ้า




ภายในบริเวณศาลเจ้า




ชอบภาพนี้จัง




สีสวยดีนะ




ออกมาจากศาลเจ้าก็ข้ามถนนมาฝั่งเดิม สถานที่ ที่อยากไปต่อ ก็คือ คุชิดะจินจะ [櫛田神社] หรือศาลเจ้าคุชิดะ เจอคุณตา ที่กำลังเก็บเศษใบไม้อยู่แถวนั้น (คุณตาน่าจะเป็นอาสาสมัครชมรมผู้สูงอายุค่ะ) ก็เลยถามทาง พอเห็นเราเป็นชาวต่างชาติที่(พอ)พูดภาษาญี่บุ่นได้ก็ดีใจใหญ่ คุณตาพาเดินมาส่งที่ป้ายรถเมลล์เลย ซึ่งจริงๆแค่เดินตรงๆมาก็ถึงแล้ว แต่คุณตาก็มีน้ำใจมากเลยคะ พาเดินมาส่งแล้วก็ชวนคุย มาตลอดทาง^^

นั่งรถเมลล์มาลงกิอง (สายอะไรก็จำไม่ได้แล้วค่ะ) เดินเข้าไปที่ ถนนKawabata ที่มาซื้อสตอว์เบอร์รี่ตอนเช้า (เซ่อจังทำไม้ไม่ได้ตั้งแต่เช้าเนี่ย555+++) หาศาลเจ้า คุชิดะไม่เจอ ก็เลยถามคนที่ขายของแถวนั้น เค้าบอกว่าเดินครงไปนิดเดียว ศาลเจ้าคุชิดะ อยู่ขวามือ ใกล้มากมีอะไรใกล้กว่านี้มั๊ยเนี่ย ตาเซ่อจริงๆเลยเรา55




บริเวณรอบๆศาลเจ้า




โทอิริกับสุนัขจิ้งจอก




บรรยากาศภายใน




เข้าศาลเจ้า อย่าลืมล้างมือนะคะ^^




มุมสวยๆด้านใน




ภาพแรกแอบเบลออะเสียดายจัง ถ่ายมารูปเดียวเอง




ของตกแต่งสวยๆ




ชอบมัดฟางอันนี้จังเลย ดูมันเยอะๆดี^^




เดินออกมาข้ามถนนไปฝั่งตรงข้ามก็จะเจอ มังเกียวจิ [萬行寺] หรือวัดมังเกียว




บรรยากาศภายในวัด




สถานที่ถัดไปคือ ฮะคะตะมาจิยะ (ฟุรุสะโตะกัง) [博多町屋 (ふるさと館)] ที่นี่เสียค่าเข้า 200เยน (ลืมยื่นบัตรส่วนลด จะเหลือแค่150เยน) มีลักษณะเอาคาร เป็นบ้านไม้แถวติดกันสามหลัง หลังแรก เป็นส่วนพิพิธภัณฑ์ ภายในจัดแสดงชีวิตความเป็นอยู่ของเมืองฮะกะตะในสมัยก่อน โดยผ่านเมืองจำลอง รูปถ่าย การจำลองบ้านที่อยู่อาศัย งานฝีมือช่างทำตุ๊กตากระดาษ หรือสิ่งของซึ่งเป็นของเก่าทั้งหมด




ภายในพิพิธภัณฑ์

จำลองวิถีชีวิตความเป็นอยู่ของผู้คน




บรรยากาศภายในพิพิธภัณฑ์




บรรยากาศภายในพิพิธภัณฑ์




บรรยากาศภายในพิพิธภัณฑ์

ขั้นตอนการทำตุ๊กตากระดาษ




จำลองสภาพที่อยู่อาศัยในอดีต




จำลองสภาพที่อยู่อาศัยในอดีต




เรือนไม้หลังถัดมาเป็นการแสดงเกี่ยวกับการทอผ้า




ได้ผ้ากับกระเป๋าลายสวยๆ




ส่วนเรือนไม้หลังที่สามเป็น ร้านจำหน่ายของที่ระลึกและขนมของฝาก แต่ไม่ได้ถ่ายรูปมา เอากระถางดอกไม้สวยๆที่ตั้งอยู่ด้านหน้าร้านขายของที่ระลึก มาฝากแทนละกันนะคะูู




จากนั้นก็เดินกลับไปที่เทนจินแวะทานอาหารเย็นที่เซเว่น555++

ร้านดอกไม้ระหว่างทางเดินกลับเทนจิน




จากนั้นก็นั่งรถไฟกลับบ้าน ลงที่สถานีคาสุกะบารุ ยังเหลือเวลาเล็กน้อยเลยแวะช้อปของฝากเพลินจนลืมเวลา พอเหลือบเห็นนาฬิกาก็เลยรีบออกมาดูเที่ยวรถ ปรากฏว่า รถเมลล์หมด ก็เลยต้องนั่งแท็กซี่เข้าบ้าน ลุงคนขับก็ไม่ค่อยรู้ทางต้องจอดรถดูแผนที่ประมาณ 2รอบ แต่ เค้าแฟร์มากเลย จอดรถดูแผนที่ทุกครั้งก็กดหยุดมิเตอร์ให้ด้วย แต่ค่าแท็กซี่ก็ยังหฤโหดอยู่ดี รถไม่ติดนั่งรถไม่ถึง 20นาที ค่าเสียหาย 1,050เยน โอ้ว!!!พระเจ้าจอร์จ มันแพงมาก555+++ แต่ก็ยังดีกว่าไม่ได้กลับบ้านละน่า^^

ที่นั่งเป็นแบบมีระบบทำความร้อนด้วยค่ะ นั่งแล้วอุ่นก้นดีจริงๆ




กลับถึงบ้านอาบน้ำนอนเตรียมตัวกลับบ้านวันพรุ่งนี้

ค่าใช้จ่ายวันนี้
ค่ารถไฟ ไป-กลับ 280 เยน = 101 บาท
ค่าฮะคะตะราเมง 600 เยน = 216 บาท
ค่ารถเมลล์ ไป-กลับ ไม่เกิน 400เยน = 144บาท
ค่าเข้าชมสวน 190 เยน = 69 บาท
ค่าเข้าชมพิพิธภัณฑ์ 200 เยน = 72 บาท
ค่าอาหารเย็น 330 เยน = 119 บาท
ค่าแท็กซี่ 1,050 เยน = 378 บาท
รวม 1,280 บาท

รวมค่าใช้จ่ายทั้งทริป(ไม่รวมของฝาก) 2,532 บาท
ของฝากอีกประมาณ 2,000 กว่าๆ

คิดถึงจังเลย โอกาสหน้าต้องกลับไป ฟุคุโอกะอีกแน่นอน^^






Create Date : 26 มีนาคม 2554
Last Update : 3 กันยายน 2555 13:40:05 น.
Counter : 2283 Pageviews.

1 comments
  
wow ...
โดย: n IP: 210.213.7.182 วันที่: 8 กุมภาพันธ์ 2555 เวลา:11:17:02 น.
ชื่อ :
Comment :
 *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
ยืนยันรหัสความปลอดภัย :
(กรอกตัวเลขที่ปรากฎในภาพ)

gohachimitsu
Location :
กรุงเทพฯ  Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed
 Smember
 ผู้ติดตามบล็อก : 4 คน [?]



New Comments