gappaman
gappaman
Location :
กรุงเทพ Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed

ผู้ติดตามบล็อก : 2 คน [?]







Add to Technorati Favorites
Group Blog
 
<<
มีนาคม 2551
 1
2345678
9101112131415
16171819202122
23242526272829
3031 
 
9 มีนาคม 2551
 
All Blogs
 
Friends' blogs
[Add gappaman's blog to your web]
Links
 

 
"ร.ร.ปัญโญทัย" โรงเรียนแนวๆแบบนี้ควรจะมีนานแล้ว




ที่มา : http://iannnnn.com/2008/543

ไปเจอมา ..... น่าสนใจมากครับ โรงเรียนแบบนี้ผมอยากให้มีมานานแล้วจริงๆ (และมันก็เป็นจริงแล้ว ) เพราะผมเองก็เป็นหนึ่งในคนส่วนใหญ่ที่เวียนว่ายตายเกิดอยู่กับระบบศึกษาโบราณล้านปีแบบนี้เหมือนกัน ปัจจุบันก็ยังไม่หลุดจากวัฏจักรเฮงซวยนี่ ที่เรียนอยู่ตอนนี้ไม่ใช่เพราะว่าอยากเรียนเอง แต่เรียนเพื่อสนองความคาดหวังของคนทางบ้าน สังคมบ้านเราที่ขับเคลื่อนไปด้วยสิ่งที่เรียกว่าเงิน หากันแต่เงิน .... แล้วก็ต้องเรียนสูงปริ๊ดดดๆๆๆเพื่อให้ได้กระดาษยืนยันการศึกษามา เอาไปแลกกับตำแหน่งหน้าที่การงานสูงๆ เงินเดือนเยอะๆอีกที ทำไมคิดกันได้อยู่แค่นี้นะ ถ้าเป็นผม หากจะจ้างใครสักคนมาทำงานล่ะก็ .... ดูกันว่าทำงานให้เราได้จริงๆไหมดีกว่า ไม่สนใจวุฒิการศึกษาหรอก และจะไม่สัมภาษณ์ให้มากความด้วย (สวยหรูตอแหลทั้งนั้น .... ไม่อยากฟัง ) แต่จะให้ลองทำงานให้ดูเดี๋ยวนั้นเลย สักวันสองวันก็ได้ ประเมินกันสดๆเลย ทำได้ ทนไหว ก็จะจ้าง (เซ็งกับระบบสัมภาษณ์มาก)

เงิน ..... เงิน .... แล้วก็เงิน เอียนว่ะ (ถึงมันจะจำเป็นอยู่บ้างในการเอาตัวรอดก็ตาม)

สำหรับผม ..... เงินไม่ใช่จุดมุ่งหมายในชีวิตแน่นอน แต่เป็นการได้ทำในสิ่งที่ตัวเองอยากทำต่างหาก คิดว่าการมาเมืองนอกนี่จะเป็นครั้งสุดท้ายที่เออออห่อหมก ไหลลื่นไปตามความต้องการของคนโน้นคนนี้สักที พอครับ .... พอ ถึงจะไม่รู้ว่าไอ้การมานั่งปั่น blog อยู่แบบนี้มันทำให้เข้าใกล้ความฝันในการทำงานด้านหนังสือของผมไหม แต่การได้เขียนอะไรบ้างมันก็ทำให้รู้สึกดีกว่าไม่ได้เริ่มทำอะไรเลย

เออ .... เดี๋ยวจะหลงประเด็น กลับมาเข้าเรื่องกันก่อนดีกว่า โรงเรียนปัญโญทัยนี่สร้างขึ้นมาจากกลุ่มของพ่อแม่ผู้ปกครองกลุ่มหนึ่งที่ไม่เห็นด้วยกับระบบการศึกษาในปัจจุบันนี้ เลยตั้งโรงเรียนขึ้นมาและลงมือสอนลูกๆของพวกเขาด้วยตัวเอง ด้วยระบบการศึกษาแบบ "วอลดอร์ฟ" .... อธิบายศัพท์เทคนิคนี่ว่ายังไงดี ? อืมม์ .... เอาเป็นว่าเขาสอนเด็กกันแบบไม่มีห้องเรียนเหลี่ยมๆมานั่งท่องนั่งอ่านหนังสือกัน แต่จะเน้นไปที่การทำกิจกรรมแบบเต็มอัตราศึก เอาความรู้ที่ได้จากการทำกิจกรรมเป็นหลัก ไม่มีคำว่าวิชาโน้นวิชานี้ เด็กแต่ละคนจะได้เรียนอะไรก็ขึ้นอยู่กับความสามารถติดตัวมาของเด็กคนนั้นๆเอง โรงเรียนจะสนับสนุนให้ทำเต็มที่ .... แค่ฟังก็น่าเรียนแล้วครับ ถ้ายังกระจ่างไม่พอก็มีข้อมูลเพิ่มเติม ....






ที่มา : http://se-ed.net/panyotai






คนที่จะเป็นครูวอลดอร์ฟต้องตระหนักถึงภัยของการเร่งรัดให้เด็กเรียนมากเกินไปในวัยที่เล็กเกินไปและพัฒนาตัวเองไปอย่างไม่หยุดยั้ง ไม่มีแบบแผนตายตัวในตัวครูผู้สอน ครูต้องรู้เองว่าจะนำเสนอตัวเองกับเด็กอย่างไร ครูต้องค้นพบตัวเองก่อน ครูต้องคลี่คลายข้อด้อยของเด็กเพื่อไม่ให้เป็นอุปสรรคต่อเขาในภายภาคหน้า ครูจะรู้จักเด็กลึกซึ้ง เห็นความเปลี่ยนแปลง รู้จักครอบครัวและชีวิตทางบ้านของเด็กด้วย เพื่อให้เกิดวิริยภาพสูงสุดของเราจะต้องเป็นไป เพื่อพัฒนามนุษย์ผู้เป็นอิสระทางปัญญา สามารถกำหนดเป้าหมายและทิศทางของชีวิตได้ด้วยตนเอง

การสอนแบบวอลดอร์ฟมีการนำศิลปะเข้ามาประสานในวิชาการ ไม่ผลักดันเด็ก ให้หัดอ่านเขียนตลอดจนเรียนทักษะนามธรรมอื่นๆก่อนที่เด็กจะพร้อมซึ่งมีความ จำเป็นอย่างยิ่งยวดที่จังหวะทางการศึกษาต้องสอดคล้องกับพัฒนาการของเด็ก

แนวการศึกษาใหม่วอลดอร์ฟมองถึงจิตใจเบื้องลึกภายในของเด็กจึงต้องมีวิธีการ ที่จะสื่อให้เข้าถึงในใจเด็ก ทำให้เด็กในแนวทางวอลดอร์ฟมีวุฒิภาวะที่สมวัย ใคร่ครวญและตัดสินใจด้วยตนเองได้อย่างไร้กรอบทางความคิด รวมถึง รู้จักการใช้ชีวิตที่เรียบง่าย ไม่ยึดติดวัตถุ เห็นคุณค่าของผู้อื่น รู้จักความกตัญญูและเมตตาคุณ

แนวการศึกษาวอลดอร์ฟไม่เร่งเด็กให้อ่านเขียนในช่วงปฐมวัย เน้นให้เด็กเรียนรู้ด้วยการเล่นสร้างสรรค์อย่างอิสระและลงมือปฏิบัติจริง อย่างกลมกลืนกับธรรมชาติมุ่งมั่นให้เด็กมีการพัฒนาแข่งขันกับตัวเองแทนการ แข่งขันกับคนอื่นโดยใช้การเล่นเป็นส่วนหนึ่งของการเรียนรู้





อ่านแล้วไม่รู้จะงงกว่าเดิมหรือเปล่า 555+

ถ้ามีลูกมีหลานก็จะส่งให้มาโรงเรียนนี้ล่ะ (มีให้ได้ก่อนเฮ้ออออ....) ผมไม่สนหรอกว่าลูกจะโตขึ้นมาได้ทำงานอะไร ได้เงินเดือนเท่าไหร่ จบอะไรมา สนแค่ว่ามันได้ทำในสิ่งที่มันชอบและอยู่รอดได้ก็หมดห่วงแล้ว ผมเชื่อว่าคนเรามีวิชา มีความเชี่ยวชาญ ก็ใช้ประโยชน์จากมันได้ ไม่อดตายหรอก ความเป็นห่วงถ้ามีมากเกินไปมันก็เหมือนบ่วงบาศก์ รัดคนที่เราห่วงนั่นแหละไม่ให้ขยับไปไหนได้ (เหมือนอย่างที่ผมเป็นอยู่ตอนนี้)

แต่สำหรับความคิดแบบนี้ตอนนี้คงยังไปได้ไม่สวยนักสำหรับสังคมเหยียดหยามอาชีพอย่างที่เป็นอยู่ตอนนี้ ได้แต่หวังสักวันบ้านเราจะคิดกันได้แบบญี่ปุ่น ข้อความนี้ไปลอกมาจากบอร์ดที่คุยกันเรื่องโรงเรียนปัญโญทัยนี่ล่ะครับ






ที่มา : http://www.f0nt.com/forum/index.php/topic,12436.0.html






ผมเรียนจบสถาปัตย์ครับ ตอนเลือกเรียนนั้นเรียนเพราะเป็นความใฝ่ฝันมา ตั้งแต่ตอนมอต้นแล้ว ตอนเอนท์คะแนนที่ได้มาควรจะไปเรียนสายภาษาอย่างแรงเลย แต่ก็ยังทู่ซี้เรียน ตอนนี้จบออกมาก็ไม่ได้ทำงานสายสถาปัตย์

ตอนนี้มาทำงานร้านอาหารอยู่ที่ญี่ปุ่นเพื่อสานฝันตัวเอง ตอนจะมาโดนอาจารย์บางคนที่คณะไซโคอย่างรุนแรง

พอมาทำงานที่ญี่ปุ่นแล้วพบว่าระบบมหาวิทยาลัยที่นี่ไม่ได้มีความสำคัญในเชิงสังคมทำงานเหมือนบ้านเรามากมายอะไร ไปเน้นความสำคัญที่ใบประกอบวิชาชีพกันเสียมากกว่าประกอบกันกับการเป็นสังคม ที่มีค่าครองชีพสูงแล้วทำให้งานอะไรก็ตามเงินเดือนเริ่มต้นก็เท่าๆกันต่าง กันตามความรับผิดชอบที่ต้องรับไปมากกว่าครับ

สุดท้ายคนที่นี่เลยสามารถเลือกทำงานที่อยากทำได้อย่างอิสระไม่ต้องคำนึงว่าต้องเข้าม.ปลาย หรือเข้าเรียนในมหาวิทยาลัยหรือไม่ ความ ฝันของเด็กๆที่นี่ อยากเป็นพนักงานขับรถไฟก็ไปเรียนขับรถไฟ อยากเป็นพ่อครัวก็อาจจะไม่ต่อม.ปลายแต่ไปทำงานร้านอาหารเลย อยากเป็นช่างไม้ก็อาจจะไปเรียนสายก่อสร้าง อยากทำนาต่อจากพ่อก็อาจจะเข้าเรียนโรงเรียนเกษตรตั้งแต่ม.ปลาย อยากเป็นอะไรก็ได้ไม่มีใครดูถูก จะเรียนอะไรก็ได้ไม่มีใครดูถูก ความภูมิใจของอาชีพนั้นไม่ได้อยู่ที่ตัวเงินที่ได้รับเหมือนบ้านเราเลยครับ อยู่ที่ความรับผิดชอบที่มีมากกว่า

ถ้าบ้านเราหาทางให้เกิดความภาคภูมิใจในอาชีพต่างๆได้ตั้งแต่เป็นเด็กๆบางทีอาจจะเปลี่ยนอะไรได้บ้างไม่มากก็น้อยนะครับ





ยังไงก็ตาม นี่ถือเป็นสัญญาณที่ดีสำหรับบ้านเราครับ .... ขอเอาใจช่วยใช้พื้นที่ blog ตรงนี้ช่วยประชาสัมพันธ์อีกแรง ให้โรงเรียนแบบนี้เจริญรุ่งเรืองต่อไปภายหน้าครับ ....






Create Date : 09 มีนาคม 2551
Last Update : 11 มีนาคม 2551 7:12:42 น. 1 comments
Counter : Pageviews.

 


โดย: gappaman วันที่: 11 มีนาคม 2551 เวลา:7:12:08 น.  
 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.