Photobucket - Video and Image Hosting
Group Blog
 
<<
มิถุนายน 2552
 123456
78910111213
14151617181920
21222324252627
282930 
 
13 มิถุนายน 2552
 
All Blogs
 
War Raging November 04, 2008

มีคำกล่าวที่ว่า "ผู้หญิงไปคลอด เหมือนผู้ชายไปรบ" ความเจ็บปวด ความเป็นความตายเท่ากัน

ณ วันนี้ น้องกะหล่ำมีอายุได้ 7 เดือน 9 วัน ความทรงจำเมื่อครั้งหม่าม้าไปออกศึกเริ่มจำได้กระท่อนกระแท่นแล้ว หากไม่บันทึกเป็นตัวหนังสือ คิดว่าอีกไม่นานคงลืมเลือนไปเสียสิ้น

หม่าม้าขอบันทึกเรื่องราวตอนที่คลอดน้องกะหล่ำออกมา เพื่อวันข้างหน้าเมื่อหนูโตขึ้นเป็นผู้ใหญ่ และเก่งพอที่จะอ่านภาษาไทยได้ หนูจะได้รับรู้เรื่องราวของตัวหนูเองนับแต่วันแรกที่ลืมตาดูโลก

ทูนหัว...หม่าม้ารักหนูที่สุดเลยลูก

คืนวันจันทร์ที่ 3 พฤศจิกายน 2008 หม่าม้าไปเดินอะกะจังฮมโปะกับป่าป๊าเพื่อหาซื้อของจำเป็นครั้งสุดท้าย กลับมาบ้านราว 2-3 ทุ่มก็กินข้าวกินปลาตามปกติ เตรียมคู่มือสุขภาพแม่และเด็ก ปริ๊นท์รูปอาหารที่กินตลอดอาทิตย์ พร้อมเขียนรายงานเตรียมให้คุณหมอดู เพราะวันรุ่งขึ้น(อังคารที่ 4) มีนัดตรวจครรภ์ครบ 38 วีค กับ 6 วัน

หม่าม้าเข้านอนราว 5 ทุ่มกว่าๆ แต่ป่าป๊าเก็บห้องของตัวเอง(เพิ่งจะเริ่มเก็บตอน 5 ทุ่มให้ตายสิ) จนประมาณตีสามกว่าๆ(จำนาทีไม่ได้ แต่น่าจะราวตีสามครึ่ง) หลับๆอยู่รู้สึกเหมือนฉี่ไหลออกมาจ๊อก เหมือนก็อกน้ำรั่ว ไม่ใช่ซึมทีละนิด ไหลเป็นท่อน้ำแตก ตกใจสะดุ้งตื่น รู้ว่าถุงน้ำคร่ำแตกแล้ว เพราะมันอั้นไม่ได้เลย ที่นอนเปรอะซึมไปหมด ร้องเรียกป่าป๊าที่กำลังจัดของอยู่ห้องข้างๆดังลั่น ป่าป๊าก็ตกใจ รีบไปโทรศัพท์หาโรงพยาบาล หม่าม้านอนบนเตียงอยู่อย่างนั้นไม่กล้าขยับเขยื้อนตัว นอนท่าตะแคง ซึ่งเป็นท่าประจำตั้งแต่ครรภ์โต น้ำคร่ำก็ไหลออกมาเรื่อยๆ ได้ยินเสียงป่าป๊าคุยกับทางโรงพยาบาลบอกอาการต่างๆ จับใจความได้ว่า อย่าไปอาบน้ำ ให้รีบมาโรงพยาบาลเลย เมื่อวางหูโทรศัพท์ป่าป๊าบอกให้ลุกขึ้นแต่งตัวไปโรงพยาบาล หม่าม้าเดินจากห้องนอนไปห้องน้ำ ซึ่งห่างเพียง 5 ก้าวถึง น้ำคร่ำก็ไหลเจิ่งนองไปทั่วพื้น จนแทบไม่กล้าจะก้าวขา ป่าป๊าเดินไปหยิบผ้าขนหนูผืนโต 2-3 ผืนมาปูซับน้ำคร่ำ และก็วางผ้าเอาไว้ที่พื้นอย่างนั้น พื้นห้องน้ำก็เปียกแฉะไปด้วยน้ำคร่ำ มองฉี่ในโถส้วมก็เห็นน้ำคร่ำสีออกน้ำตาลไหลออกมาเต็มไปหมด

ทั้งๆที่เตรียมจัดของเอาไปโรงพยาบาลไว้แต่เนิ่นๆแล้ว เอาเข้าจริงๆยังต้องเสียเวลาอีกครึ่งชั่วโมงหยิบโน่นหยิบนี่เพิ่ม หม่าม้าไม่ได้เตรียมอะไร นอกจากไปหาผ้าอนามัยชนิดกลางคืนมาใส่ กว่าจะออกจากบ้านได้ยังต้องเปลี่ยนผ้าอนามัยอีกผืน เพราะน้ำคร่ำไหลออกมามาก

หม่าม้าเริ่มเจ็บท้องแล้วตอนนี้ มันเจ็บคล้ายๆปวดอึ เจ็บท้องตุ่ยๆ แต่ยังชิวๆทนได้ ก่อนออกจากบ้านยังบอกให้ป่าป๊าต่อโทรศัพท์ไปหาคุณตาคุณยายที่เมืองไทย บอกว่าหม่าม้ากำลังจะไปคลอดน้องกะหล่ำแล้ว คุณตาบอกว่า “โชคดีนะลูก”

ไปถึงรพ.ตี 4 กว่าๆ เดินเข้าตัวตึกทางด้านข้าง ซึ่งเป็นทางเข้าฉุกเฉิน พยาบาลคนหนึ่งบอกให้หม่าม้าไปนั่งรอในห้องตรวจภายใน สักพักหมอเวรก็มาตรวจภายในบอกว่าปากมดลูกเพิ่งเปิด 2 ซม. กว่าจะคลอดก็อาจจะใช้เวลานาน แต่พยาบาลก็ให้ขึ้นไปชั้น2 เปลี่ยนเสื้อผ้า นอนรอในห้องรอคลอด ไม่ต้องกลับไปบ้านแล้ว ตอนนี้เริ่มปวดท้องถี่ขึ้นเรื่อยๆ

เมื่อเปลี่ยนเป็นชุดเตรียมคลอด เนื้อผ้าคล้ายเยื่อกระดาษบางๆ คาดว่าใช้ครั้งเดียวคงทิ้งเลย พยาบาลก็เอาอุปกรณ์วัดหัวใจเด็กและมดลูกcontractionมารัดให้ที่หน้าท้อง เปลี่ยนผ้าอนามัยเป็นผืนใหญ่ให้(เป็นผ้าอนามัยสำหรับแม่ที่คลอดลูก ซึบซับน้ำคร่ำ น้ำคาวปลาได้ปริมาณมากกว่าผ้าอนามัยสำหรับใช้เวลามีประจำเดือน) พร้อมกับเจาะแขนให้น้ำเกลือ หม่าม้าควรที่จะนอนหงาย แต่ด้วยความเจ็บท้องถี่ขึ้น จึงต้องนอนตะแคงแทน ทำให้การหาเส้นเลือดที่จะเจาะให้น้ำเกลือเป็นไปอย่างทุลักทุเล พยาบาลต้องแทง 2 ทีกว่าจะหาเส้นเลือดเจอ พยาบาลว่าจำเป็นที่จะต้องให้น้ำเกลือ เพราะต้องใส่ยาปฏิชีวนะลงไปในน้ำเกลือกันติดเชื้อด้วย เนื่องจากถุงน้ำคร่ำแตกแล้ว

ประมาณ 6 โมงเช้าความปวดทวีขึ้น ปากมดลูกเปิด 5 ซม.แล้ว คุณหมอสูติฯเดินมาตรวจปากมดลูกให้เป็นระยะๆ ช่างน่าแปลกที่ว่าปกติหม่าม้าเกลียดการตรวจภายในอย่างกับอะไรดี เพราะมันเจ็บ โดยเฉพาะช่วงหลังๆที่อายุครรภ์มากขึ้น แต่การตรวจภายในวันนี้ดูจิ๊บจ๊อยเหลือเกินเมื่อเทียบกับปวดคลอดลูก ป่าป๊าผลุบๆโผล่ๆมาๆหายๆเป็นระยะๆ ทุกครั้งที่คุณหมอมาตรวจปากมดลูก หม่าม้าก็ภาวนาให้มันเปิดเตรียมพร้อมคลอด เพราะไม่อยากจะทนเจ็บอีกต่อไปแล้ว ป่าป๊านั่งข้างๆหม่าม้า คอยรายงานผลกร๊าฟcontractionของมดลูกว่าcontractionทุกกี่นาที ตอนนี้ความปวดเริ่มมาทุก 8 นาที
พอราว 9 โมงเช้า สติสตังเริ่มไม่อยู่กับเนื้อกับตัว ปวดทั้งท้องทั้งบั้นเอว ป่าป๊านวดให้แบบผิดๆถูกๆ

หม่าม้าอยากให้พยาบาลมานวดให้เหลือเกิน แต่ดูเหมือนว่าไม่มีใครว่างมาดูแลหม่าม้าเป็นพิเศษเลยป่าป๊านวดไปเรื่อยๆ พยาบาลบอกว่านวดๆไปพอหายเจ็บก็หยุดนวดได้ แต่หม่าม้าไม่ยอม บังคับให้ป่าป๊านวดไปเรื่อยๆ เพราะไม่มีช่วงไหนที่จะไม่เจ็บ มันเจ็บจนต้องครวญครางออกมา พยาบาลบอกว่าให้กำหนดลมหายใจเข้าออก แต่ยังไงก็สะกดความเจ็บไม่อยู่ ร้องตะโกนออกมาจนแทบจะแตกตื่นกันไปหมด พยาบาลจึงประคองให้เข้าห้องคลอดเลย ความรู้สึกตอนนั้นคือ ทำไมมันทุลักทุเลอย่างนี้ คนเจ็บจะตายอยู่แล้วยังต้องเดินกระย่องกระแย่งไปปีนขึ้นเตียงเองอีกหรือ

ห้องคลอดที่ว่านี้จริงๆแล้วเป็นห้องผ่าตัด แต่ก็คลอดได้ ติดอยู่กับห้องเตรียมคลอด มีเพียงผนังห้องกั้นเท่านั้น เตียงคลอด(ซึ่งก็คือเตียงผ่าตัด)เป็นเตียงที่มีความยาวถึงแค่ช่วงเอว หน้าไม่กว้าง(หากพลิกตัวก็ตกเตียง) มีที่วางขาสองข้างสูงชัน ให้หม่าม้าเอาน่องขึ้นไปวาง หมอสูติบอกว่าปากมดลูกเปิด 7 ซม.แล้ว เมื่อเห็นหม่าม้าร้องครวญครางไม่หยุด คุณหมอจึงพยายามเอามือเข้าไปกดในช่องคลอด เจ็บสุดใจ ทุกครั้งที่หมอเอามือกดช่องคลอด มันจะมีลมเบ่งออกมาทุกครั้ง แต่เบ่งยังไงก็ไม่ออก จึงได้แต่นอนยกขาสูงอยู่อย่างนั้นรอให้คุณหมอจัดการต่อไป

คุณหมอไม่ได้อยู่เฝ้าหม่าม้า แต่เดินมาดูเป็นระยะๆ (ต่อมาถึงรู้ว่ามีคนมาคลอดก่อนหม่าม้า 2 คน ในเวลาไล่เลี่ยกัน ซึ่งคุณหมอต้องวิ่งรอกจากเตียงนี้สู่เตียงนู้นเพื่อทำคลอด) ราว 10 โมงกว่าปากมดลูกก็เปิด 10 ซม. เตรียมพร้อมคลอดได้ แต่เจ็บมากๆ ไม่มีแรงเบ่ง หมอสั่งพยาบาลให้ย้ายห้องมาห้องคลอดที่มีเตียงยาวกว่า ใหญ่กว่า มีที่เอาขายกชันและเอาเท้าเหยียบได้ (เตียงห้องผ่าตัดต้องเอาน่องวางทาบ เท้าห้อยต่องแต่ง) แต่เตียงคลอดเท้าวางแนบไปกับที่วางเท้า ปวดจนจะตายอยู่แล้ว แต่เบ่งไม่เป็น หายใจเข้าด้วยจมูก พอถึงตอนที่ต้องกลั้นลมหายใจและเบ่ง หม่าม้าก็จะกลั้นได้ไม่นาน และกรีดร้องออกไปทุกครั้ง เริ่มร้องขอให้หมอผ่า C-sectionให้ เพราะรู้ตัวว่าคลอดเองไม่ไหวแน่ๆ ตอนนั้นทั้งเพลียทั้งง่วง ทั้งเหนื่อย ไม่เหลือเรี่ยวแรงทำอะไรอีกแล้ว คอแห้งเป็นผง เจ็บคอไปหมด เพราะกรีดร้องดังมาก แต่หมอไม่ยอม หมอบอกว่ามองเข้าไปทางปากช่องคลอดเห็นผมของหนูแล้ว (คือหนูลงมาจ่อแล้ว แต่หม่าม้าไม่มีแรงเบ่งเอง) ข้อสำคัญคือ หัวใจของหนูเต้นแข็งแรงอยู่ จึงไม่มีความจำเป็นต้องผ่า แต่หม่าม้าใจไม่สู้แล้วน่ะ หม่าม้าร้องไห้เลย

ราว 11 โมง ทำยังไงก็เบ่งไม่ออก หมอกับป่าป๊าเริ่มถกเครียด พยาบาลเพิ่มจาก 2 เป็น 3 เป็น 4 และสุดท้าย 5 คนมายืนรอบเตียง (เพราะเสียงหม่าม้ากรีดร้องดังมาก) หมอบอกว่าขอลองครั้งสุดท้าย หากใช้เวลาเกิน 1 ชม. จะยอมผ่าให้ พอเริ่มเบ่งทุกอย่างก็ลงอีหรอบเดิมคือไม่มีแรง เพราะว่าหนูหัวโตมาก หน้าก็บานด้วย ในระหว่างนั้นก็เบ่งๆๆๆ แต่ว่ากักลมหายใจได้ไม่นาน ก็ต้องผ่อนออก ความเจ็บมาทุก10วินาที ลมเบ่งมาทุก10วินาที ผ่านไป 25 นาทีเหมือนผ่านไปราว 1 ชั่วโมง หม่าม้าร้องไห้น้ำตาไหลพราก ขอทั้งหมอทั้งป่าป๊าของหนูให้ผ่าตัดให้เถอะ เพราะจะตายอยู่แล้ว แต่สองคนนี้ยังใจแข็งอยู่ (ใช่สิ คนจะตายคือหม่าม้าไม่ใช่พวกเค้า) พยาบาลก็บอกให้”กัมบัตเตะ”(พยายามเข้าๆ) พูดมากๆ หม่าม้าก็ลืมตัวตะโกนด่าพยาบาลว่า "อุรุไซ่"(หนวกหู) แต่ก็รีบขอโทษเค้าว่าพูดไม่ดี

ไม่ว่าหมอจะกรีดฝีเย็บยังไงก็ไม่ช่วยอะไรเลย ไม่ว่าหมอจะเอามือเข้าไปช่วยกดยังไง (ทุกครั้งที่กด ความเจ็บจะทวีคูณมาพร้อมลมเบ่ง) แรงเบ่งก็ไม่พอ ผู้อำนวยการโรงพยาบาลเดินมาดู พูดว่า "แค่คลอดแค่นี้ทำไมต้องส่งเสียงร้องดังขนาดนี้ ส่งเสียงร้องดังแบบนี้จะไปมีแรงเบ่งได้ยังไง" สุดท้าย...พยาบาล 2 คนยืนอยู่ปลายเท้าคอยช่วยหมอสูติฯ พยาบาลอีกคนคอยจับขาไว้ไม่ให้ล้มลงมา พยาบาลอีกคนเอามือกดลงไปที่ท้อง วินาทีนั้นร้องกรีด พร้อมกับความรู้สึกปวดแสบปวดร้อนที่ปริเวณช่องคลอด เจ็บที่สุดในชีวิต แล้วหัวของหนูก็โผล่ออกมา เสียงหมอและพยาบาลตะโกนบอกให้เบ่งอีกครั้ง แต่หม่าม้าไม่ไหวแล้ว เพราะตอนที่พยาบาลเอา มือกดลงไปที่ท้อง มันหายใจไม่ออก หม่าม้าก็ตะโกนไปว่า "I cannot breathe, I cannot breathe" คาดว่าป่าป๊าคงแปลให้ เพราะในทันทีพยาบาลอีกคนก็เอาสายออกซิเจนมาเสียบเข้าที่จมูก แล้วหม่าม้าก็เบ่งอีกครั้ง พยาบาลคนเดิมก็กดลงไปที่ท้องอีก แล้วตัวหนูก็หลุดออกมา(รู้สึกปวดแสบปวดร้อนอีกรอบ พร้อมกับรู้สึกว่ามีน้ำทะลักล้นตามมา) ณ เวลา 11 โมง 44 นาทีพอดี

หมอใช้เครื่องมือช่วยดูดหัวหนูออกมาด้วย กลายเป็นน้องกะหล่ำหัวชฎาทรงจรวดเลย ยาวเฟื้อยไม่กลมป๊อกเหมือนเด็กคนอื่น แล้วมีจุดแดงป็นผื่นที่หน้าเต็มไปหมด หมอบอกว่าลูกของหม่าม้าเครียดแล้ว เพราะหนูจ่อที่ปากมดลูกนานเกินไปแต่ออกไม่ได้ พยาบาลเช็ดเมือกตามตัวออก แล้วเอาหนูห่อใส่ผ้ามาวางไปบนอกหม่าม้า ตัวหนูแดงเถือกจนออกสีคล้ำไปทั้งตัว

คำแรกที่หม่าม้าบอกกับหนูคือ "Ponyo gomenasai ne" (โปเนียวจ๋า หม่าม้าขอโทษ)

ยอมรับว่าตอนเจ็บท้องแทบตาย ไม่ได้นึกถึงความเป็นความตายของหนูเลย นึกถึงแต่ให้หมอทำยังไงก็ได้ขอให้หม่าม้าพ้นสภาพนี้ก็พอ หากไม่ได้แรงกายแรงใจของหมอและพยาบาลที่ช่วย ลูกของแม่ก็ไม่รู้จะเป็นยังไง เพราะหม่าม้าใจฝ่อไปแล้ว....

แล้วพยาบาลก็ขอให้ป่าป๊ามายืนใกล้ๆเตียง ใช้กล้องโพราลอยด์เก็บภาพเสี้ยวนาทีสำคัญในชีวิตของป่าป๊าและหม่าม้าเอาไว้ โรงพยาบาลนี้มีกฏห้ามใช้โทรศัพท์มือถือ กล้องถ่ายรูป และวีดีโอทุกชนิด เราจึงมีรูปหนูตอนแรกเกิดเพียง2-3รูปเท่านั้น ที่พยาบาลถ่ายให้

จำได้ว่าทันทีที่หนูออกมา ความปวดท้อง อึดอัดก็หายไป แต่ปวดช่องคลอดยังมีอยู่ คำแรกที่พูดกับหมอคือ "arigatou gozaimashita" (ขอบคุณมากค่ะ) แล้วก็บอกกับเหล่าพยาบาลว่า "minasan warui kotoba wo tsukatte, yurushite kudasai" (คุณพยาบาลคะ ใช้คำพูดที่ไม่สุภาพกับคุณ ยกโทษให้ด้วยนะคะ) หม่าม้าเล่นบทผู้ดีตอนโทรมสุดๆ พูดแบบอ่อนระโหยโรยแรงเต็มที แล้วหมอก็เย็บแผลให้ เจ็บสุดใจ รู้สึกว่าแผลฉีกยาวมาก ตั้งแต่ช่องคลอดยันถึงรูก้น

น่าแปลกที่ว่าตอนเจ็บท้องคลอด หม่าม่ารู้สึกทั้งเพลียและง่วง แต่พอหนูออกมาดูโลก ความง่วงหายไปหมดสิ้น หม่าม้าถามป่าป๊าว่า หนูหน้าตาเป็นยังไงบ้าง คำพูดที่หลุดออกมาจากปากป่าป๊าที่บรรยายเกี่ยวกับตัวหนูให้หม่าม้าฟัง คือ “kao ga cabbage mitai” (หน้ากลมยังกะกระหล่ำปลีแน่ะ) ดูซิ...ป่าป๊ามาว่าลูกของแม่ได้

หมอใหญ่ผอ.โรงพยาบาลเดินมาแซวหม่าม้าว่า ทำคลอดหม่าม้าทียังกะทำคลอดให้กับฮิเมะซามะ(เจ้าหญิง) ปกติใช้หมอ 1 คน พยาบาล2คนเท่านั้น แต่กรณีของหม่าม้า ต้องใช้พยาบาลถึง 5 คน หนูถึงจะออกมาจากท้องหม่าม้าได้ หม่าม้าก็ได้แต่ยิ้มแห้งๆ ไม่มีแรงโต้ตอบ

จากนั้นป่าป๊าของหนูก็หายตัวไป ป่าป๊าบอกว่าทางโรงพยาบาลให้ป่าป๊าขึ้นไปรอชั้น3 ตรงส่วนที่รอของญาติ ป่าป๊าก็นั่งคุยกับบรรดาสามีของคุณแม่ที่มาคลอดวันเดียวกันกับหม่าม้าบ้าง ฆ่าเวลานั่งอ่านการ์ตูนบ้าง จนพยาบาลพาหม่าม้าออกมาจากห้องคลอดไปนอนพักที่ห้องพักฟื้นหลังคลอดนั่นแหล่ะ ป่าป๊าจึงลงมาหาหม่าม้า

ตอนหนูเกิด หนูไม่ร้องไห้เหมือนเด็กแดงคนอื่นๆ อย่างที่หม่าม้าเคยเห็นในละคร ที่เด็กทุกคนต้องร้อง “อุแว้ๆ” หนูเงียบมาก เงียบจนหม่าม้าใจคอไม่ดี ถามคุณหมอไปว่าทำไมหนูไม่ร้องเลย หนูเป็นอะไรหรือเปล่า แข็งแรงดีมั้ย คุณหมอบอกว่า ไม่ใช่ว่าเด็กทุกคนแรกเกิดจะต้องร้อง ขึ้นอยู่กับธรรมชาติของเด็ก แต่กระนั้นหม่าม้าก็ยังกังวลใจ ผงกหัวขึ้นตาแลมองไปทางหนูที่พยาบาลจับไปชั่งน้ำหนัก จับไปชำระล้างร่างกายให้สะอาด คุณหมอคงเห็นแววตาและสีหน้าหม่าม้า จึงทำอะไรกับหนูก็ไม่รู้ แล้วหนูก็เลยร้อง “แว้ๆ” ออกมานิดนึงพอให้หม่าม้าอุ่นใจ

“นี่ไง อยากฟังเสียงร้องของลูก ร้องแล้วไง ไม่ต้องกังวลใจแล้วนะ” คุณหมอพูดกลั้วเสียงหัวเราะ

หม่าม้าคงกรีดร้องมากไปหน่อย รู้สึกคอแห้งเป็นผง ป่าป๊าจึงไปหยอดเหรียญกดตู้น้ำเอาน้ำผลไม้มาให้หม่าม้า3-4กล่อง ทางโรงพยาบาลแจ้งว่า คุณย่าของหนูนั่งกระสับกระส่ายที่ล็อบบี้ รอฟังผลว่าหนูออกมาจากท้องหม่าม้าอย่างปลอดภัยหรือเปล่า ป่าป๊าจึงลงไปแจ้งข่าว พร้อมขอให้ท่านกลับบ้านไปก่อน แล้วค่อยมาเยี่ยมหม่าม้าในวันหลัง หม่าม้ายังเจ็บแผลฝีเย็บอยู่ พยาบาลนำยาระงับปวดมาให้กิน แต่ก็ไม่หายปวด จนหมอต้องให้พยาบาลฉีดยาระงับปวดให้ ซึ่งปกติหมอจะไม่ฉีด ในยาคงจะมียากล่องประสาทผสมอยู่ เพราะหลังจากนั้นราว5นาที หม่าม้าก็เริ่มปฏิสัมปชัญญะเลอะเลือน พยายามฝืนที่จะคุยกับป่าป๊า แต่ก็ไม่ไหวผลอยหลับไป

Photobucket

ลูกชายแม่เกิดปีชวด วันที่ 4 พฤศจิกายน 2008 เวลา 11.44 นาฬิกา
น้ำหนักแรกเกิด 3374 กรัม ยาว 51.5 ซม.

Photobucket

หากมีเวลาไว้จะมาเขียนต่อนะคะ

ขอบคุณเพื่อนๆทุกคนที่สละเวลาเข้ามาเยี่ยมกัน

Image hosted by Photobucket.com





Create Date : 13 มิถุนายน 2552
Last Update : 14 มิถุนายน 2552 6:57:09 น. 0 comments
Counter : 585 Pageviews.

fudge-a-mania
Location :


[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed

ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]








Image hosted by Photobucket.com Image hosted by Photobucket.com

แวะมาเยี่ยมทั้งที จะไม่ทิ้งอะไรให้ ดูต่างหน้าเลยอ่ะเหรอ

น่านะ นึดนึง ที่ Guest Book ไง ขอบใจจ้า




บ้านเกลอของกัน

Friends' blogs
[Add fudge-a-mania's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.