Group Blog
 
 
เมษายน 2553
 
 123
45678910
11121314151617
18192021222324
252627282930 
 
22 เมษายน 2553
 
All Blogs
 
ฝันติดเรต บอกความนัยได้นะ


เอสแอลอี โรคร้ายที่มาจากความผิดปกติของระบบภูมิคุ้มกันร่างกาย มักเกิดกับเพศหญิง โดยเฉพาะในช่วงอายุระหว่าง 15-45 ปี ปัจจุบันเป็นโรคที่ยังไม่มีทางรักษาให้หายขาด แต่เรามีวิธีดูแลป้องกันไม่ให้อาการกำเริบอย่างง่ายๆ ด้วยอาหารการกินมาฝากกัน

โรคเอสแอลอี (SLE –Systemic Lupus Erythematosus) หรือเรียกสั้นๆว่า ลูปัส (Lupus) เป็นโรคอักเสบเรื้อรังที่ไม่รู้สาเหตุชัดเจน แต่คาดว่ากรรมพันธุ์และปัจจัยสิ่งแวดล้อม เช่น การติดเชื้อไวรัส และยาบางชนิดเป็นปัจจัยที่ทำให้เกิดโรคได้ เมื่อเป็นแล้วระบบภูมิคุ้มกันของเราซึ่งแต่เดิมมีหน้าที่ป้องกันเชื้อโรคแปลกปลอมเข้าสู่ร่างกาย จะกลับทำร้ายเนื้อเยื่อปกติ ทำให้เจ็บปวดหรือมีอาการตามผิวหนัง กล้ามเนื้อ ข้อต่อ กระดูก หัวใจ ปอด ไต หลอดเลือด และระบบประสาท

รู้ทันสัญญาณเตือนภัย
เมื่อป่วยเป็นโรคเอสแอลอีร่างกายจะแสดงอาการผิดปกติหลายลักษณะ เฉพาะที่สังเกตได้ด้วยตัวเอง ได้แก่ ผมร่วง บริเวณแก้มและสันจมูกมีผื่นแดงลักษณะเหมือนผีเสื้อหรือเกิดผื่นลักษณะเป็นเกล็ดบริเวณใบหน้า หนังศีรษะ หู แขน และอก รู้สึกแสบในช่องปากหรือจมูก ตาไวต่อแสง นิ้วมือเปลี่ยนสีเมื่ออากาศหนาวมีไข้ ปวดหัวบ่อยและรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ เบื่ออาหาร อ่อนเพลีย ปวดกล้ามเนื้อและข้อ โดยอาจปวดจากจุดใดจุดหนึ่งแล้วขยายไปยังอีกจุด ร่วมกับผิวหนังบวมแดง น้ำหนักตัวลดหรือเพิ่มอย่างเร็วโดยไม่มีสาเหตุ และรู้สึกเจ็บหน้าอกตอนนอนหรือหายใจลึกๆ เนื่องจากมีการอักเสบในผนังเยื้อบุปอดหรือหัวใจ

ส่วนอาการป่วยภายในร่างกาย ได้แก่ ความดันโลหิตสูงขึ้นเรื่อยๆ จำนวนเม็ดเลือดแดงลดลง มีออโตแอนติบอดี (Auto antibodies) ในเลือด ซึ่งบ่งชี้ถึงการทำงานผิดปกติของระบบภูมิคุ้มกัน นอกจากนี้ยังมีแอนตินิวเคลียร์ แอนติบอดี (Antinuclear antibodies) ในเลือดด้วย การทำงานของไตลดลง รวมทั้งมีผลต่อระบบประสาทส่วนกลาง ซึ่งแสดงออกโดยการชักหรือมีอาการทางจิต

กินอย่างไรเมื่อป่วย 
หลักสำคัญในการกินอาหารคือควรทานอาหารให้ครบทั้ง 5 หมู่ แต่ต้องมีการปรับเปลี่ยนหรือเลือกกินอาหารบางชนิด ได้แก่

- ไม่รับประทานโปรตีนมากเกินไป เลือกกินปลาแทนเนื้อสัตว์ใหญ่ ไก่ และเครื่องในสัตว์ เพื่อเพิ่มกรดโอเมก้า 3 ซึ่งช่วยเสริมภูมิต้านทานไม่ให้ข้ออักเสบ
- เพิ่มกากใยอาหารด้วยการกินผักผลไม้ และธัญพืชไม่ขัดสี
- ไม่ควรงดอาหารหมวดใดหมวดหนึ่งโดยที่แพทย์หรือนักกำหนดอาหารไม่ได้สั่ง
- ผู้ป่วยที่มีไขมันและคอเลสเตอรอลสูง ควรรับประทานอาหารที่มีไขมันอิ่มตัวต่ำ ลดของมัน ของทอด
- ผู้ป่วยที่ได้รับสเตียรอยด์จะหิวบ่อย การดื่มน้ำวันละ 10 แก้ว (แก้วละ 300 มล.) จะช่วยบรรเทาได้
- วิตามิน (ต้อง) เสริม

ผู้ป่วยที่ใช้ยาลดไขมันต้องเสริมวิตามินอี โดยกินผักใบเขียวจัด ธัญพืชไม่ขัดสี และน้ำ มันจากพืช กินวิตามินเอ เพิ่มภูมิคุ้มกันและรักษาผิวพรรณ พบมากใน ตับ ปลาที่มีมัน น้ำมันตับปลา ผักใบเขียวสด ผักและผลไม้สีเหลืองหรือส้มจัด เนื่องจากสารเบตาแคโรทีนสามารถเปลี่ยนเป็นวิตามินเอในร่างกายได้

ผู้ป่วยเอสแอลอีมักได้รับวิตามินดีไม่เพียงพอ เพราะต้องระวังแสงแดดและต้องใช้ครีม กันแดด จึงควรเสริมวิตามินดีอย่างน้อยวันละ 400-800 ยูนิต และควรได้รับกรดโฟลิควันละ 200-400 ไมโครกรัม เพื่อช่วยกระตุ้นภูมิคุ้มกัน สำหรับผู้ที่ได้รับยาต้านการอักเสบและยาต้านมาลาเรีย อาจขาดกรดโฟลิคให้ชดเชยด้วยการกินผักใบเขียว ถั่วต่างๆ ธัญพืชไม่ขัดสี และตับ หรือเลือกทานอาหารเสริม เช่น มัลติวิตามิน

นอกจากนี้ ผู้ป่วยที่ต้องได้รับสเตียรอยด์เป็นเวลานานและหญิงที่หมดประจำเดือนควร ได้รับแคลเซียมเสริมวันละ 1 ที่มาข้อมูล :


Create Date : 22 เมษายน 2553
Last Update : 22 เมษายน 2553 22:43:17 น. 0 comments
Counter : 152 Pageviews.

ชื่อ : * blog นี้ comment ได้เฉพาะสมาชิก
Comment :
  *ส่วน comment ไม่สามารถใช้ javascript และ style sheet
 

tanadatcmi
Location :


[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed

ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




Friends' blogs
[Add tanadatcmi's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.