ดาวน์โหลดโปรแกรม ดูละครย้อนหลัง อ่านเรื่องราวของความรู้รอบตัว วิทยาศาสตร์ ท่องเที่ยว สุขภาพ อาหาร รถยนต์ต่างๆ ไม่ทิ้งเรื่องราวความบันเทิงและเรื่องส่วนตัวอีกด้วย
Group Blog
 
<<
ธันวาคม 2553
 1234
567891011
12131415161718
19202122232425
262728293031 
 
16 ธันวาคม 2553
 
All Blogs
 
อย่าไปว่า สว. สส. ถ้าเขาจะได้เงินเดือนเพิ่ม...ดูการทำงานของเขาก่อน..ที่นี่เท่านั้น

ประสิทธิภาพต่ำแต่รายได้สูง ยังมีหน้าขึ้นเงินเดือน...

อย่าเพิ่งตัดสินใจจนกว่าจะเห็นความมุมานะในการทำงานของเขาเหล่านี้ ดังตัวอย่างต่อไปนี้


เขามีอาชีพเป็นนักวาดภาพอิสระ รับวาดภาพทุกชนิดทุกที่ทุกเวลา โดยยึดหลักเรื่องส่วนตัวต้องมาก่อน



ทำงานดึกดื่นจนไม่มีเวลานอน เลยแอบงีบในเวลาประชุม เป็นประจำ ...ก็งานมันหนัก



ต้องคอยติดตามข่าวสารความเคลื่อนไหวเป็นระยะ เดี๋ยวจะช่วยพัฒนาประเทศไม่ทันยุคสมัย เดี๋ยวเสียชื่อ(ที่ไม่เหลืออยู่)ไปมากกว่านี้



ทุกคนมีความรับผิดชอบ รู้หน้าที่ของตนเอง ประชุมเป็นประชุมไม่เคยขาดแม้แต่ครั้งเดียว


ความรู้ที่ทันสมัย ตามกระแสเทคโนโลยีอยู่ตลอดเวลา(ตลอดเวลา..ไม่กระพริบ)


แล้วเหตุผลเหล่านี้ไม่พอที่จะขอขึ้นเงินเดือน(ให้ตัวเอง)หรืออย่างไร

" ช่างกล้า และ หน้าด้านเสียจริงเชียว " .... เริ่มเลี่ยน...


“5,790”

เห็นตัวเลขหน้าตาน่ารัก 4 หลักข้างบนนี้อาจจะไม่ทราบว่า มันคืออะไรกันแน่ แต่หากบอกว่า นี่คือค่าแรงต่อหัวที่กำลังเพิ่มขึ้นของบรรดาผู้ทรงเกียรติซึ่งเสียสละเข้ามาทำงานเพื่อบ้านเพื่อเมืองในรัฐสภาแล้วล่ะก็

รับรองว่าเสียงร้อง ยี้!!! คงจะตามมาเป็นทิวแถว

เพราะอย่างที่ทราบว่า ทุกวันนี้เงินเดือนและเงินเพิ่มเติมของบรรดาตัวแทนประชาชนเหล่านี้ก็อยู่ในขั้นสูงกว่าชาวบ้านอยู่แล้ว นั่นคือ 104,330 บาท

นี่ยังไม่รวมค่าสวัสดิการที่นานัปการ ทั้งสิทธิพิเศษในการใช้บริการจากการบินไทย การเดินทางไปดูงานต่างประเทศ เบี้ยประชุมกรรมาธิการสามัญ กรรมาธิการวิสามัญ อนุกรรมาธิการ ค่าแรงผู้ช่วย ผู้ติดตาม ที่ปรึกษา เลขาส่วนตัว ค่าประกันภัย คอมพิวเตอร์ส่วนตัว ฯลฯ ซึ่งรวมแล้วก็เกือบๆ ร้อยล้านบาทเลยทีเดียว

แต่ทว่า เมื่อย้อนมาดูประสิทธิภาพการทำงานแล้วกลับอยู่ในอาการน่าเป็นห่วงอย่างสิ้นเชิง สังเกตจากการประชุมสภาฯ ที่ล่มแล้วล่มอีกไม่รู้กี่ครั้งต่อกี่ครั้ง

นี่ยังไม่คิดไปไกลถึงอัตราใหม่ที่กำลังจะเกิดขึ้น ซึ่งเมื่อรวมสะระตะระหว่างจำนวนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่จะงอกเป็น 500 คนในการเลือกตั้งคราวหน้า กับสมาชิกวุฒิสภาอีก 150 คน ส่งผลให้ประชาชนชาวไทยต้องเสียภาษีเป็นค่าแรงขั้นต่ำของบุคคลเหล่านี้เพิ่มขึ้นอีก 3,763,500บาท

ซึ่งเมื่อมาเทียบกับอัตราค่าจ้างแรงงานขั้นต่ำที่รัฐบาลเพิ่งอนุมัติในวันเดียวกันที่ให้เพิ่มอีก 8-17 บาททั่วประเทศ เพื่อบรรเทาเหตุอุทกภัยและวาตภัยที่เกิดขึ้น ยังถือว่าห่างกันลิบลับ

จึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่ใครพอได้ยินเรื่องนี้ก็ถึงกับเลือดขึ้นหน้า ออกมาโวยวายชนิดไม่กลัวว่าเกียรติของท่านสมาชิกรัฐสภาจะมัวหมองแม้แต่น้อย

คำถามที่ตามมาอย่างเลี่ยงไม่ได้ ก็คือ เมื่อมีเสียงค้านเยอะขนาดนี้ เหตุไฉนรัฐบาลถึงยังอหังการสวนกระแสสังคมกล้าขึ้นเงินเดือนให้แก่เพื่อนร่วมอาชีพ แม้จะไม่ขึ้นมาตั้งแต่ปี 2548 แล้วก็ตาม รวมไปถึงอนาคตที่ไม่น่าจะหลีกเลี่ยงได้ ทั้งเรื่องเศรษฐกิจ ค่าครองชีพที่กำลังจะสูงขึ้น และความรู้สึกของประชาชนที่มีต่อบุคคลอันทรงคุณค่าเหล่านี้

ขึ้นเงินเดือน ส.ส.-ส.ว. เรื่องเศร้าๆ ของคนรายได้เป็นแสน แต่มีตังค์ไม่พอใช้

ทำไมถึงกล้าขึ้น!!!

หากจะว่าไปแล้ว กระแสการขึ้นเงินของบรรดาผู้ทรงเกียรติเหล่านี้ ไม่ได้เพิ่งเกิดขึ้นครั้งแรกสำหรับสมาชิกผู้ทรงเกียรติชุดนี้ แต่เกิดขึ้นมาตลอด พร้อมกับข้ออ้างที่ว่า ผู้แทนมีเงินเดือนไม่พอใช้ เพราะต้องเสียค่าใช้จ่ายทางสังคมเยอะ อย่างที่ เทพไท เสนพงษ์ ส.ส.จังหวัดนครศรีธรรมราช พรรคประชาธิปัตย์ ออกมากล่าวสนับสนุน แถมตัดพ้อในเชิงน้อยใจว่าทุกวันนี้เงินเดือนของข้าราชการหรือผู้บริหารรัฐวิสาหกิจบางรายสูงกว่าเงินเดือนของนักการเมือง ซึ่งเป็นผู้บริหารประเทศเสียอีกแต่ที่ผ่านมากลับไม่ได้รับการตอบรับจากประชาชนเท่าใดนัก

"วันนี้ต้องลบค่านิยมนักการเมืองที่ดีต้องเสียสละและไม่ควรมีเงินเดือนสูง เพราะมีช่องทางทำรายได้อื่นมาก ซึ่งผมยอมรับขณะนี้มีนักการเมืองที่มีพฤติกรรมไม่ดี นิยมโดดร่ม ไม่ปฏิบัติหน้าที่ แต่อย่าให้นักการเมืองเหล่านั้นเป็นตัวถ่วงในการปรับขึ้นเงินเดือนครั้งนี้"

แต่ก็ดูเหมือนสุดท้ายเรื่องนี้จะไม่ได้รับการตอบรับจากประชาชนเท่าที่ควร และถูกตีตกไปซะทุกครั้ง

จนกระทั่งล่าสุดเหตุการณ์ที่ไม่คาดคิดก็เกิดขึ้น เมื่อรัฐบาลอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ สามารถสานฝันของเพื่อนๆ นักการเมืองได้สำเร็จด้วยการเพิ่มเงินเดือนทั้งระบบ ไม่ว่าจะเป็นสมาชิกรัฐสภา ข้าราชการ และค่าจ้างแรงงานขั้นต่ำ โดยเฉพาะกลุ่มแรก ซึ่งมีการขึ้นสูงถึงเกือบ 15 เปอร์เซ็นต์ ฝ่ากระแสคัดค้านของสังคมได้อย่างเหลือเชื่อ พร้อมกับวลีเด็ดที่ว่า หากประชาชนไม่เห็นด้วย คราวหน้าก็ไม่ต้องเลือก ส.ส.ชุดนี้กลับเข้ามา

ซึ่งเรื่องนี้ ชัยวัฒน์ สุรวิชัย ผู้อำนวยการสถาบันพัฒนาการเมือง (ภาคประชาชน) ก็ได้สะท้อนภาพที่เกิดขึ้นว่า รัฐบาลชุดนี้กำลังมองปัญหาเฉพาะเรื่องการเมืองอย่างเดียว แต่ไม่ได้มองว่าจะนำไปสู่ผลกระทบต่อใครบ้าง ซึ่งถือว่าขัดกับหลักธรรมาภิบาลอย่างสิ้นเชิง แถมยังมีจุดประสงค์เพื่อเอาใจนักการเมืองด้วยกัน เพราะแม้การขึ้นเงินเดือนจะมีผลต่อสภาฯ ชุดหน้า แต่ด้วยตามธรรมชาติของการเลือกตั้ง คนหน้าเดิมก็มักจะกลับเข้าสู่สภาฯ ไม่ต่ำกว่า 60 เปอร์เซ็นต์อยู่แล้ว

“เวลาท่านนายกฯ พูดก็มักจะบอกว่านักการเมืองที่ดีและลำบากก็มีเยอะ แต่ความจริงเรามักจะเข้าใจหลักการอย่างหนึ่งว่า นักการเมืองคือผู้อาสาเข้ามา ถ้าคิดว่าลำบากยากเย็นก็ไม่มีใครห้ามไม่ให้เป็นเลย เพราะฉะนั้นข้ออ้างประเภทที่ว่า ค่าใช้จ่ายทางสังคมเยอะจึงไม่มีน้ำหนักเพียงพอ

“ที่สำคัญต้องไม่ลืมว่า ค่าใช้จ่ายประเภทนี้ เป็นเครื่องมือในการสร้างระบบอุปถัมภ์ และทำให้ประชาชนพึ่งพิง ส.ส. ซึ่งมันไม่ได้เป็นแบบอย่างที่ดีเลย ยิ่งระดับนายกฯ หรือรัฐมนตรีมีค่าใช้จ่ายอย่างนี้ สุดท้ายก็จะเป็นตัวอย่างไปถึงกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน อบต. เทศบาล ให้ทำตามกันไปหมด”

และหากนำไปเปรียบเทียบกับเวลาขึ้นเงินเดือนของบริษัทต่างๆ แล้ว ก็จะพบว่าการขึ้นเงินเดือนสักครั้งต้องพิจารณาจากผลงานเป็นหลัก ซึ่งจากการสำรวจที่ผ่านมา การทำงานของ ส.ส. ก็ไม่เคยอยู่ในเกณฑ์น่าพอใจเลยสักครั้ง เพราะมีการโดดร่ม มีทะเลาะวิวาทกัน และทำงานก็ไม่มีความอิสระต้องทำตามมติพรรคตลอด

อย่างความเห็นของพนักงานบริษัทสาว สุมาลี สุขสมโภชน์ ซึ่งตั้งป้อมค้านแหลกการขึ้นเงินเดือนในครั้งนี้ เพราะรู้สึกว่าที่ผ่านมา ส.ส. แทบจะไม่มีประสิทธิภาพในการทำงานเลย

“หน้าที่ก็ทำเท่าเดิมไม่มีอะไรต้องเหนื่อยมากขึ้น ไม่รู้ว่าเพิ่มขึ้นแล้วผลงานจะดีเท่ากับเงินเดือนใหม่หรือเปล่า สู้เอาเงินที่จะเพิ่มไปแก้ปัญหาน้ำท่วม แก้ปัญหาคนยากคนจน อีกอย่างเศรษฐกิจบ้านเราก็ไม่ค่อยจะดี เอาเงินตรงนี้ไปใช้ประโยชน์ให้มากที่สุดจะดีกว่า”

ขณะที่ ทวีศักดิ์ อุ่นประเสริฐ เจ้าของกิจการส่งออกเครื่องมือทันตแพทย์ ก็เสริมว่าเรื่องนี้เป็นสิ่งที่ไร้สาระสุดๆ เพราะคนที่อยู่ในวงการนี้เขาต้องมีเงินจากช่องทางอื่นเป็นจำนวนมหาศาลอยู่แล้ว

“ปกติพวกส.ส. และส.ว. เพิ่มเงินเดือนไปก็ไม่พอใช้กันหรอก ไหนจะให้ลูกน้อง แล้วไหนต้องจ้างบอดีการ์ดอีก เอาจริงๆ การขึ้นเงินเดือนมันก็ไม่ได้สร้างนัยยะสำคัญอะไรขึ้นมาหรอกครับ”

เมื่อความคิดของประชาชนออกมาในทิศทางนี้ การขึ้นเงินครั้งนี้จึงไม่เป็นตามหลักตรรกะที่ควรจะเป็น เพราะเท่ากับนำเงินไปเพิ่มขึ้นให้แก่คนที่ไม่มีประสิทธิภาพในการทำงานอย่างเพียงพอ แถมยังเป็นการสะท้อนอีกว่า รัฐบาลกำลังเหลิงอำนาจ เพราะไม่คำนึงเสียงของประชาชนเลย

“รัฐบาลไม่ได้ใช้หลักการเรื่องประสิทธิภาพเลย เพราะถ้าเป็นบริษัททั่วๆ ไป พอขึ้นเงินเดือนเขาก็มีความหวังว่าจะพนักงานจะมีศักยภาพมากขึ้น แต่นี่เป็นการเอาอกเอาใจพวกเดียวกัน พูดง่ายๆ คือเป็นการเพิ่มปริมาณ แต่ไม่ได้เพิ่มในเชิงคุณภาพ” ชัยวัฒน์กล่าว

ผลครั้งนี้เลี่ยงได้ยาก

แม้จะมีเสียงขัดขว้างค่อนข้างมาก แต่หลายคนในรัฐบาลจะดูไม่ยี่หระต่อการขึ้นเงินเดือนครั้งนี้สักเท่าใด เพราะมองว่าเป็นเรื่องสมควรและเพิ่มภาระให้แก่ประชาชนไม่กี่ล้านบาท ดังที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม สุวิทย์ คุณกิตติ ที่บอกว่า ส.ส.เป็นอาชีพที่มีเกียรติแต่สวัสดิการที่โหลยโท่ยมากเมื่อเปรียบเทียบกับข้าราชการทั่วไป หรือการนำตารางเงินเดือนของข้าราชการมาเปรียบเทียบกับเงินเดือน ส.ส. ก่อนจะสรุปว่าขึ้นได้เพราะไม่ได้ขึ้นสูงเกินไป

แต่แท้ที่จริงแล้ว สิ่งเหล่านี้กลับสร้างผลกระทบให้เกิดขึ้นในสังคมอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ โดยเรื่องแรกก็คือ ช่องว่างระหว่างประชาชนกับนักการเมืองที่จะยิ่งห่างกันมากขึ้น เพราะถึงแม้จะเป็นการเพิ่มเงินทั้งระบบ แต่ในส่วนอื่นๆ กลับเพิ่มเล็กน้อยไม่กี่เปอร์เซ็นต์ ขณะที่นักการเมืองกลับเพิ่มในอัตราที่สูงมาก

“กรณีขึ้นเงินเดือนให้ ส.ส. ส.ว. หรือข้าราชการ กลุ่มคนที่ทำหน้าที่เป็นผู้แทนซึ่งมีเงินเดือนสูงอยู่แล้ว คนงานทำงานเดือนหนึ่งยังไม่ได้เลยนะ เก้าพันบาทน่ะ มันจะทำให้คนยากคนจนต้องแบกภาระเพิ่มขึ้นหรือเปล่า เพราะว่าภาษีจะต้องถูกบวกเพิ่ม มันโยงกันหมด ค่าครองชีพก็ต้องขึ้นสูงไปด้วย บางทีข้าราชการมีบ้านพัก มีค่าน้ำ ค่าไฟ แต่คนยากคนจนเราต้องเสียนะ จะเห็นความเหลื่อมล้ำที่มันเกิดขึ้น” วิไลวรรณ แซ่เตีย ประธานคณะกรรมการสมานฉันท์แรงงานไทย ระบายความรู้สึกต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น

ทั้งนี้ต้องไม่ลืมว่า การเรียกร้องให้ขึ้นค่าจ้างของแรงงานนั้นเกิดขึ้นอยู่ตลอด แต่ผลตอบรับกลับแสนยากเย็นเสียเหลือเกิน ขณะที่ ส.ส. หรือ ส.ว. แม้จะถูกต่อต้านแต่รัฐบาลก็ยังคงดื้อดึงที่จะขึ้นให้ และยิ่งมาดูถึงภาพรวมทางเศรษฐกิจ การขึ้นค่าจ้างเพียง 8-17 บาท ซื้อข้าวแกง 1 จานยังไม่ได้ ดังนั้นจึงไม่ต้องเทียบกับเงินเดือนของท่านผู้ทรงเกียรติให้เจ็บช้ำน้ำใจเปล่าๆ

“ไม่ว่าจะถอยหลังไปกี่สิบปี จะเห็นว่าผู้ใช้แรงงานที่แทบจะลืมตาอ้าปากไม่ได้เลย ทำงานหนัก คุณภาพชีวิตก็ต่ำ เวลาที่จะให้กับครอบครัวก็แทบจะไม่มีเพราะต้องทำงานมาก เวลาจะขึ้นค่าตอบแทนให้แก่คนงานโดยเฉพาะค่าครองชีพที่เหมาะสม ค่าจ้างที่เราเสนอไปก็เพียงแค่ให้เขาอยู่ได้นะ”

เรื่องต่อมาที่จะเกิดขึ้นอย่างแน่นอน ก็คือความเสียหายในระบบการคลัง โดยชัยวัฒน์ระบุการขึ้นเงินเดือนครั้งนี้ถือเป็นทำลายวินัยทางการคลังอย่างหนึ่ง เนื่องจากมีการใช้เงินเกิน และก่องบผูกพันขึ้นโดยไม่จำเป็น

“โดยหลักการใช้งบจะมี 2 ส่วนคืองบประจำเช่นเงินเดือน และอันที่ 2 คืองบการลงทุน ในประเทศของเราต้องการงบการลงทุนให้มาก แต่นี่การเป็นการไปเพิ่มงบประจำ ก็จะทำให้ประชาชนไม่ได้รับประโยชน์อะไรเลย ส่วนนักการเมืองก็กินเอง ชงเอง ซึ่งจะยิ่งไปเพิ่มความรู้สึกไม่ได้ให้แก่ชาวบ้าน เพราะเห็นว่านักการเมืองทำงานไม่คุ้มภาษี”

และเมื่อระบบการคลังเสียหาย สิ่งที่ตามมาก็คือ ราคาและค่าครองชีพที่สูงขึ้น เพราะผู้ประกอบต่างๆ จะฉวยโอกาสที่ระบบปรับตัวในการเพิ่มราคาสินค้า

“เรื่องนี้หลีกเลี่ยงไม่ได้ เพราะ ส.ส.ก็ขึ้นเงินเดือน ข้าราชการก็ขึ้น สุดท้ายผู้ประกอบการก็บอกว่าค่าใช้จ่ายมันสูงขึ้น ราคาสินค้าก็ต้องแพงขึ้นมา แต่ถามว่าชาวบ้านได้ขึ้นเงินเดือนหรือเปล่า ถ้าได้ก็เป็นแค่เศษเล็กๆ น้อยๆ ที่ฝ่ายการเมืองเขาโยนให้มาเพื่อเป็นข้ออ้างว่าได้ทำแล้ว”

ซึ่งพอเกิดปัญหาเหล่านี้หนักๆ ก็เลี่ยงไม่ได้ที่จะเกิดปัญหาทางสังคม ไม่ว่าจะเป็นการก่ออาชญากรรม ฉกชิงวิ่งราว ค้ายาเสพติด หรือธุรกิจมืดที่นับไม่ถ้วน

เรื่องนี้ต้องแก้ที่ตัวบุคคล

แม้เรื่องนี้จะส่งผลกระทบตามมาอย่างมากมาย แต่ก็ใช่ว่าประตูทางออกจะถูกปิดลงอย่างสิ้นเชิง

ทางแก้ที่สำคัญที่สุด ก็คือตัวนักการเมืองและพรรคการเมืองที่เคยคัดค้านเรื่องนี้ ก็ต้องออกมาแสดงบทบาทบ้าง เพราะถึงแม้เรื่องนี้จะเป็นผลประโยชน์ที่ตัวเองจะได้รับ แต่เมื่อมันทำให้ประเทศชาติเกิดความเสียหาย ผู้ทรงเกียรติเหล่านี้ ในฐานะที่เป็นตัวแทนของประชาชน ก็ต้องแสดงความรับผิดชอบ

อีกจุดหนึ่งที่สำคัญไม่แพ้กัน ก็คือรัฐบาลจำเป็นจะต้องฟังเสียงให้มากขึ้นกว่านี้ เพราะต้องไม่ลืมว่ารัฐบาลนั้นมีที่มาจากที่ใด และใครคือเจ้าของอำนาจตัวจริง เนื่องจากบางทีการขึ้นเงินเดือนอาจจะไม่ใช่สิ่งที่ผิด แต่เงื่อนไขแบบไหนต่างหากที่ประชาชนรับได้ เช่นความเห็นของ บูล วรพงศ์ ทันตแพทย์หนุ่มที่มองว่า หากจะขึ้นจริงๆ ก็ควรจะมีกฎเกณฑ์ข้อบังคับในการทำงานที่เข้มงวดขึ้นด้วยเช่นกันตามมาด้วยเช่นกัน

“ผมเห็นด้วยกับการขึ้นเงินเดือนนะ แม้จะเป็นเงินเดือนที่มาจากภาษีของประชาชนก็ตาม แต่เมื่อเราให้คุณแล้ว คุณก็ต้องตอบแทนด้วยความซื่อสัตย์และตั้งใจทำงานอย่างเต็มความสามารถในการบริหารประเทศ ทางที่ดี ก็ควรจะมีบทลงโทษที่รุนแรงและชัดเจน สำหรับจัดการกับคนที่ต้องการทุจริต หรือทำงานไม่คุ้มค่ากับเงินเดือน ตัวอย่างเช่นสิงคโปร์ ผมว่าการคอร์รัปชั่นมีค่อนข้างน้อยนะ เพราะเขามีกำลัง มีเงินเดือนให้พวก ส.ส. เพียงพอ และกฎก็คือกฎ ไม่มีการผ่อนผันเป็นกรณีพิเศษ”

ไม่เพียงแค่นั้น ชัยวัฒน์ยังชี้อีกว่า พลังของประชาชนนั้นยังถือเป็นตัวกระตุกที่สำคัญ ที่จะทำให้สังคมเดินไปได้อย่างเข้มแข็ง และสมกับที่เป็นประเทศที่มีการปกครองด้วยระบอบประชาธิปไตย

“เมื่อนักการเมืองออกมาให้ผลประโยชน์กันเอง หากประชาชนไม่พอใจ ต้องออกมาแสดงความคิดเห็น และคัดค้าน เพื่อที่สุดท้ายแล้วสิ่งที่ไม่ถูกต้องนั้นยุติลงไป”
………

แม้ตอนนี้การขึ้นเงินเดือน ส.ส. และ ส.ว. จะผ่านความเห็นชอบของคณะรัฐมนตรีเป็นที่เรียบร้อย แต่ก็ใช่ว่านี่จะเป็นคำตอบสุดท้าย เพราะตามนิสัยของนักการเมืองไทย ย่อมเปลี่ยนแปลงไปได้อยู่ตลอดอยู่แล้ว

ไม่แน่ นี่อาจจะเป็นเพียงแค่การโยนหินถามทางอีกสักรอบของการเมือง ที่กำลังจะรอดูกระแสของประชาชนว่าจะมีปฏิกิริยาหรือไม่อย่างไร เพราะหากไม่รุนแรง รัฐบาลก็ไม่รีรอที่จะฉวยโอกาสนี้หยิบชิ้นปลามันให้แก่บรรดาเพื่อนร่วมอาชีพแบบสบายๆ แต่หากคัดค้านก็ถือว่า ไม่มีอะไรเกิดขึ้น

แต่อย่างว่า เมื่อปากก็บอกว่าทำเพื่อประชาชน แต่ใจกลับหวังผลตอบแทนไม่มีสิ้นสุด สุดท้ายคนที่รับเคราะห์ก็คงหนีไม่พ้นประชาชน ที่ทำยังไงก็คงหนีคนเหล่านี้ไม่ได้สักที


ที่มา
http://www.manager.co.th/Daily/ViewNews.aspx?NewsID=9530000176449


Create Date : 16 ธันวาคม 2553
Last Update : 16 ธันวาคม 2553 9:49:04 น. 0 comments
Counter : 375 Pageviews.

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ

scimovie
Location :
อุตรดิตถ์ Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 94 คน [?]




แหล่งรวบรวมความรู้ โปรแกรม เพลง หนัง เกมส์ วิทยาศาสตร์ ดูละคร เรื่องย่อ ภาพยนตร์ การเงิน และอื่นๆ อีกมากมาย สุดท้ายขอกำลังใจให้มีแรงอัพเดทตลอดๆ ครับ ขอบคุณทุกท่านที่เข้ามาเยี่ยมเยียนกันครับ
สถิติการเข้าชมนับจากปี 2551


Yaimai Kids'shop | สร้างลิงค์ของโปรไฟล์ในแบบที่เป็นตัวคุณเอง
Friends' blogs
[Add scimovie's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.