" I tried my hardest just to forget everything -- Because of you ... "
Group Blog
 
 
ตุลาคม 2553
 
 12
3456789
10111213141516
17181920212223
24252627282930
31 
 
10 ตุลาคม 2553
 
All Blogs
 

ใครกันแน่ที่ควรเป็นผู้ที่ถูกส่งเสริมเรื่องความคิดสร้างสรรค์มากกว่ากัน?

"เรากับนาย"

“เจ้านาย” หรือผู้บริหารในภาษาที่เป็นทางการนั้น ถือเป็นคนส่วนน้อยที่สุดขององค์กร แต่ในทางกลับกันก็เป็นคนที่มีความสำคัญมากที่สุดในองค์กรด้วย ตรงกันข้ามลูกน้องนั้นมีจำนวนมาก แต่แบ่งแยกความสำคัญลดหลั่นกันไปตามตำแหน่งและบทบาทในหน้าที่การงานของตัว ความจำเป็นต่อองค์กรนั้นก็มี แต่เป็นลักษณะที่ต้องเชื่อมต่อประสานกัน หาได้เป็นหนึ่งเดียวเหมือนกับบทบาทของเจ้านายไม่

ผู้อ่านก็น่าที่จะมีทั้งคนที่เป็นเจ้านายและคนที่เป็นลูกน้อง แต่จำนวนของเจ้านายนั้นมีน้อยตามธรรมชาติ ดังนั้นกลุ่มผู้อ่านส่วนมากจึงน่าจะเป็นผู้ที่มีผู้บังคับบัญชาระดับเหนือขึ้นไป ซึ่งอันที่จริง คนทำงานแทบทุกคนยกเว้นผู้ที่เป็นเจ้าของกิจการ ล้วนแล้วแต่มีใครสักคนเป็นผู้ใหญ่ที่อยู่สูงกว่าเกือบจะทั้งนั้น ชื่อเรื่องในครั้งนี้ จึงใช้ชื่อว่า “เรากับนาย” เพื่อสื่อความหมายในเชิงสัญลักษณ์นั่นเอง

ในแง่มุมของการทำนวัตกรรมนั้น ในบริษัทหรือองค์กรใด ๆ ก็ตาม ผู้นำส่วนมากและผู้ตามส่วนใหญ่ มักจะเริ่มต้นมุมมองทางความคิดสำหรับเรื่องนี้ว่า หากบริษัทหรือองค์กรจะสามารถทำนวัตกรรมได้แล้วนั้น จะต้องพัฒนาและส่งเสริมให้พนักงานมีความคิดสร้างสรรค์ก่อน เพื่อที่บริษัทจะได้มีคนที่คิดไอเดียได้มาก ๆ แล้วบริษัทก็จะสามารถพัฒนาเติบโตในเรื่องนวัตกรรมได้ดี

ประเด็นคือ ทำไมนายส่วนใหญ่จึงมุ่งไปที่การเพิ่มทักษะความคิดสร้างสรรค์ให้แก่เรา (พนักงาน) เมื่อต้องการจะส่งเสริมกิจกรรมด้านนวัตกรรม? คนส่วนใหญ่อาจจะตอบว่า เพราะพนักงานส่วนมากนั้นปฏิบัติงานประจำ ทำให้มองเห็นความแตกต่างในสิ่งที่ทำอยู่ได้ยาก การกระตุ้นให้พัฒนาทักษะความคิดสร้างสรรค์จะช่วยให้พนักงานสามาระสร้างมุมมองใหม่ ๆ ต่อการทำงาน และสามารถเสนอแนะไอเดียดี ๆ ที่น่าจะสามารถไปปฏิบัติต่อ เพื่อเพิ่มมูลค่าหรือผลกำไรให้แก่บริษัทได้ในอนาคต

คำตอบนี้ถูกเพียงครึ่งเดียวในแง่มุมของการจัดการนวัตกรรม เพราะกระแสความคิดแบบนี้เน้นที่พนักงานซึ่งเป็นเสมือนครึ่งหนึ่งขององค์กร โดยอีกครึ่งหนึ่งขององค์กรถูกลืมไป ซึ่งก็คือคนที่เป็นนายนั่นเอง

ใครกันแน่ ระหว่างเรากับนาย ที่ควรจะเป็นผู้ที่ถูกส่งเสริมเรื่องความคิดสร้างสรรค์มากกว่ากัน?

หากมองกลับมุมด้วยใจที่เปิดกว้าง จะสามารถเห็นได้ว่า ในความเป็นจริง คนทุกคนในองค์กรล้วนแล้วแต่มีศักยภาพในด้านความคิดสร้างสรรค์ทั้งสิ้น เพียงแต่มีมากน้อยต่างกันบ้างตามธรรมชาติและบุคลิกลักษณะของปัจเจกบุคคล ทว่าโดยพื้นฐานแล้ว มนุษย์ปกติล้วนแล้วแต่มีทักษะทางด้านความคิดสร้างสรรค์ติดตัวทั้งนั้น

เรา ในฐานะของพนักงานย่อมมีภารกิจงานชัดเจน ที่บีบให้เราปฏิบัติหน้าที่มุ่งไปในทางนั้น เพื่อผลผลิตตามที่คาดหวัง โดยธรรมชาติของการทำงานอย่างนี้ เราจึงไม่ได้ทำงานบนฐานของความคิดสร้างสรรค์ตลอดเวลา หากแต่การทำงานปกติเป็นการทำงานที่ตั้งอยู่บนหลักของเหตุผล ซึ่งเป็นอีกเรื่องที่อยู่คนละด้านของความคิดสร้างสรรค์ และด้วยเหตุนี้เองที่ทำให้เรามักจะถูกมองจากนายว่า สมควรจะต้องเพิ่มทักษะเรื่องของความคิดสร้างสรรค์ เพื่อให้บริษัทสามารถต่อยอดทางด้านวัตกรรมได้

ในขณะที่นายเรียกร้องให้เราใช้ความคิดสร้างสรรค์ในการทำงานให้มากขึ้นนั้น จริง ๆ แล้วนายของเราได้ใช้ความคิดสร้างสรรค์เพื่อพัฒนาองค์กรด้วยหรือไม่? หรือจริง ๆ แล้วนายนั่นแหละที่เป็นคนที่สมควรถูกพัฒนาเรื่องความคิดสร้างสรรค์มากที่สุด เพราะเป็นคนที่สำคัญที่สุด และหากให้เลือกเพียงคนเดียวที่ควรเป็นเลิศในเรื่องการจุดประกายไอเดีย คนคนนั้นน่าจะเป็นนายมากกว่าเรา

มุมมองนี้ก็ถูกเพียงครึ่งเดียวอีกเช่นกัน แม้ว่าจะไม่ค่อยมีใครคิดในแง่มุมนี้ก็ตาม เพราะต่อให้นายมีความคิดสร้างสรรค์สูงแต่เราสนใจเพียงภาระงานในหน้าที่ นวัตกรรมก็คงเกิดขึ้นไม่ได้ ทั้งนายในฐานะผู้กำหนดทิศทาง นโยบาย และเราในฐานะคนลงมือทำงาน ล้วนแล้วแต่เป็นองค์ประกอบสำคัญของการทำนวัตกรรมทั้งสิ้น ดังนั้นระว่างเรากับนาย จึงควรเดินไปพร้อมกัน และเดินไปในทิศทางเดียวกัน นวัตกรรมจึงจะเกิดขึ้นได้

นวัตกรรมเป็นเรื่องของการเรียนรู้และการจัดการ นวัตกรรมก็คือเรื่องของการเปลี่ยนแปลง หากบริษัทต้องการส่งเสริมเรื่องนวัตกรรม ทั้งเรากับนายจะต้องเปลี่ยนแปลงทั้งสองฝ่าย ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการเรียนรู้หรือเรื่องของการทำงาน หากนายเรียกร้องให้เราใช้มุมมองใหม่ให้มากขึ้นในงานประจำที่ทำอยู่ นายเองก็ควรที่จะปรับเปลี่ยนท่าทีและพฤติกรรมของการบริหารให้เป็นไปในทิศทางเดียวกับที่นายบอกให้เราทำด้วย นวัตกรรมถึงจะถูกจัดการให้เป็นไปในเรื่องเดียวกัน ไม่ใช่แยกทางกันอย่างที่อาจจะเป็นอยู่

หากนายเรียกร้องให้เราใช้ความคิดสร้างสรรค์ นายก็ควรใช้ความคิดสร้างสรรค์ก่อนในฐานะผู้นำ ดังนั้น คนที่ควรอบรมก่อน จึงน่าจะเป็นนาย แต่เรื่องที่เรียนรู้อาจจะเป็นอีกระดับหนึ่งก็ย่อมได้ หรือจะเป็นความรู้ในระดับเดียวกันก่อนแล้วนายค่อยต่อยอดไปอีกก็ได้เช่นเดียวกัน พื้นฐานคือรู้และเข้าใจในเรี่องที่บอกให้เราทำด้วย การส่งเสริมนวัตกรรมจึงจะใกล้เคียงความเป็นจริงมากที่สุด

เหนือสิ่งอื่นใดคือ การเปิดโอกาส นายควรสร้างเวทีหรือเปิดโอกาสให้เราได้คิดในมุมใหม่ ๆ นอกจากนี้ก็ยังควรให้โอกาสเราได้ทำตามอย่างที่เราคิดด้วย ไม่ว่ามันจะสำเร็จออกมาอย่างที่หวังไว้หรือไม่ก็ตาม นั่นจึงจะเป็นการสร้างโอกาสของทำนวัตกรรมให้แก่บริษัทหรืองค์กรเพิ่มขึ้น วัฎจักรของการจัดการนวัตกรรมจึงจะครบรอบโดยสมบูรณ์ และเมื่อเรากับนายต่างทำหน้าที่ในฝั่งของตนในเรื่องนวัตกรรมอย่างนี้แล้ว โอกาสจึงจะเดินไปพร้อมกับความสามารถที่แท้จริง และการสร้างสรรค์ก็ย่อมจะนำไปสู่สิ่งใหม่ที่บริษัทหรือองค์กรต้องการต่อไป


****คัดลอกจาก นสพ.กรุงเทพธุรกิจ คอลัมน์ “นวัตกรรมบริการ” หัวข้อ “เรากับนาย” โดย ปรีดา ยังสุขสถาพร ฉบับวันที่ 7ตค.53




 

Create Date : 10 ตุลาคม 2553
5 comments
Last Update : 10 ตุลาคม 2553 21:12:38 น.
Counter : 436 Pageviews.

 

องค์กรธุรกิจช่วงนี้...ต่างบูมเรื่องนี้กันมาก กลายเป็นกระแสที่แรงพอควร
หันไปทางไหน ใครก็พยายามส่งเสริมเรื่อง creative idea ที่อยากจะให้ลูกน้องตนเองคิดขึ้นมาให้มากสุด...

แต่...จริง ๆ แล้ว ใครล่ะที่ควรจะต้องคิดด้วย?
แล้วเอาแต่ส่งเสริมให้คิดกันมาก ๆ แต่ไร้ทิศทางอย่างเป็นรูปธรรมในการลงมือปฏิบัติ...

เท่ากับส่งเสริมให้ทุกคนขยันคิด...คิดไปวัน ๆ
แต่ไม่เคยหยิบสิ่งที่คนเหล่านั้นคิดเอามาทำเลยสักความคิดเดียว!!

เอาเพียงว่า...องค์กรของข้า มี creative idea กะเขาด้วยล่ะ...
เยอะด้วยซิ!!!

 

โดย: icechick 10 ตุลาคม 2553 21:17:03 น.  

 

ยังไงก็สู้ๆ ละกานนะ!!

 

โดย: เจ้านู๋เซกิ (KisekiGirl ) 10 ตุลาคม 2553 21:26:55 น.  

 

ความคิดสร้างสรรค์ เป็นอะไรที่ตรงกันข้ามกับ ความคิดบ่อนทำลาย

สร้าง จะเป็นอะไรที่มีแต่ก่อให้เกิดสิ่งใหม่ ที่ดี และเป็นประโยชน์
ทำลาย จะเป็นอะไรที่มีแต่ความคิดเชิงลบ ก่อให้เกิดการแตกแยก และเสียหาย

เพราะฉะนั้น เวลาที่จะวัดค่าของคน ว่าดีหรือไม่ ดูจากการสร้าง และ ทำลาย ก็จะวัดได้ระดับหนึ่ง

 

โดย: icechick 10 ตุลาคม 2553 21:27:16 น.  

 

ความแตกต่างระหว่างผู้เป็นหัวหน้ากับลูกน้องส่วนใหญ่ คือ ความรับผิดชอบ

ความคิดสร้างสรรค์... คงบอกไม่ได้ว่าต้องเป็นหน้าที่ของใคร เพราะทั้งหัวหน้าและลูกน้องควรจะมีความคิดสร้างสรรค์ แต่สร้างสรรค์อย่างไร ก็ต้องดูลักษณะของงานด้วย

ประเด็นที่เขียนมาตามหนังสือพิมพ์ ต้องดูข้อเท็จจริงเพิ่มเติมว่าผู้เขียน มีความคับข้องใจเพราะเกิดจากอะไร บริษัทมีงานในลักษณะไหน คงไม่สามารถนำไปปรับใช้ได้เป็นสากล

Creative Ideas เป็นสิ่งที่ดี แต่ต้องดูว่าทำไปเพื่อให้องค์กรสามารถ "อยู่รอด" และ "เติบโต" ได้ ด้วยทรัพยากรที่มีอยู่อย่างจำกัดหรือไม่

บางบริษัทสั่งอุปกรณ์เครื่องใช้เพื่ออำนวยความสะดวกเกินความจำเป็น สิ้นปีเหลือจ่ายโบนัสให้พนักงานเพียง 50% แบบนี้ก็ไม่ไหวนะครับ

แค่ความเห็นของคนผ่านมาครับ ^^

 

โดย: แอ้ (Kusoll13 ) 10 ตุลาคม 2553 22:34:31 น.  

 

 

โดย: jodtabean (loveyoupantip ) 6 สิงหาคม 2554 2:09:12 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ


icechick
Location :


[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




เพลง “ Because Of You ”

นักร้อง “ Kelly Clarkson ”



เนื้อเพลง


I will not make the same mistakes that you did

will not let myself cause my heart so much misery

I will not break the way you did You fell so hard

I learned the hard way, to never let it get that far

Because of you

I never stray too far from the sidewalk

Because of you

I learned to play on the safe side So I don't get hurt

Because of you

I find it hard to trust

Not only me, but everyone around me

Because of you

I am afraid

I lose my way

And it's not too long before you point it out

I cannot cry

Because I know that's weakness in your eyes

I'm forced to fake a smile, a laugh

Every day of my life

My heart can't possibly break

To take your heart away

Because of you

I never stray too far from the sidewalk

Because of you

I learned to play on the safe side So I don't get hurt

Because of you

I find it hard to trust

Not only me, but everyone around me

Because of you

I am afraid

I watched you die

I heard you cry

Every night in your sleep

I was so young

You should have known better than to lean on me

You never thought of anyone else

You just saw your pain

And now I cry

In the middle of the night

Over the same damn thing

Because of you

I never stray too far from the sidewalk

Because of you

I learned to play on the safe side So I don't get hurt

Because of you

I find it hard to trust

Not only me, but everyone around me

Because of you

I am afraid

-------

ขอขอบคุณ:: http://www.esnips.com, Blog ป้ามด

________________

________________

________________

________________


LifE MessageS '' Zz ~~*

----

>> 1st Day : ทุกชีวิตย่อมมีปัญหา ปัญหามีมาให้แก้ ไม่ใช่มีมาให้กลัดกลุ้ม...

---

>> 2nd Day : อย่าโกรธฟุ่มเฟือย อย่าโกรธจุกจิก อย่าโกรธไม่เป็นเวลา และอย่าโกรธมาก จะเสียสุขภาพกาย และสุขภาพจิต

---

>> 3rd Day : ควรหัดพูดคำว่า “ไม่เป็นไร” ให้เคยปากมากกว่าการพูดคำว่า “จะเอายังไง”

---

>> 4th Day : นึกไว้เสมอว่าการโกรธ 1 นาที จะทำให้ความทุกข์อยู่กับเธอ 3 ชั่วโมง

---

>> 5th Day : ทะเลาะกับใครๆ พร้อมรอยยิ้ม เรื่องราวจะจบง่ายกว่าที่คิดเยอะ

---

>> 6th Day : ชม เกินจริง = เป็นโทษ || ติ เกินเหตุ = เสียน้ำใจ

---

>> 7th Day : ยิ่งงานหนักเท่าไร ยิ่งเป็นกำไรของชีวิต

---

>> 8th Day : การทำงาน ย่อมต้องมี "อุปสรรค" ทุกคนจึงกลัวอุปสรรค แต่อุปสรรค... กลัว "คนทำจริง"

---

>> 9th Day : ยินดีกับสิ่งที่ได้มา และ ยอมรับกับสิ่งที่เสียไป

---

>> 10th Day : อย่าทำลายความหวังของใคร เพราะเขาอาจเหลืออยู่แค่นั้นก็ได้

---

>> 11st Day : หัดทำสิ่งดีๆให้กับผู้อื่นจนเป็นนิสัย โดยไม่จำเป็นต้องให้เขารับรู้

---

>> 12nd Day : จิตใจของคุณก็เหมือนกับไข่ 1 ฟอง ที่ดูภายนอกแล้วแข็งแกร่ง. . . . . แต่เมื่อคุณลองกระเทาะ เปลือกออกมา ก็จะเห็นว่าคนๆนั้นๆ. . . . . . ไม่ได้แข็งแกร่งไปกว่าคุณเลย

---

>> 13rd Day : เขียนชื่อคนที่เราเกลียดใส่กระดาษแล้วฉีกทิ้งความเกลียดจะเบาบางลงเรื่อยๆ

---

>> 14th Day : พยายามอ่านหนังสือทุกชนิดในมือให้จบเล่มอาจไม่สนุกแต่มีประโยชน์แฝงอยู่

---

>> 15th Day : ในวงสนทนาถ้ายังนึกไม่ออกว่าจะคุยอะไรรอยยิ้มช่วยแก้สถานการณ์ได้

---

>> 16th Day : แค่.. "ซื่อสัตย์" และ "เก่ง" คงไม่พอ (อยู่ไม่ได้) ต้อง.. "ทันเกม" และ "มีปฏิภาณไหวพริบรอบคอบ" ด้วย

---

>> 17th Day : อย่ากลัวที่จะลงโทษคนที่ทำผิด...

---

>> 18th Day : อย่าขีดเส้นวงกลมรอบตัวเอง...

---

>> 19th Day : มันเป็นกรรม.. ที่เราต้องทำใจให้ได้ว่า.. "ไม่มีใครเข้าใจอะไรใครได้ง่ายๆ ..."

---

>> 20th Day : ความจริงย่อมคือความจริง ไม่มีวันตายจาก..

---

>> 21st Day : จะอยู่ช้าอยู่เร็วก็ยังไม่รู้ แต่ที่รู้ตอนนี้ก็ใช้เวลาทำในสิ่งที่อยาก

---

>> 22nd Day : เงินไม่มาก ...แต่บั่นทอนกำลังใจ

---

>> 23rd Day : นโยบายอยู่เหนือเหตุผล...

---

>> 24th Day : ทิฐิ..อยู่คนละฝั่งกับเหตุผล

---

>> 25th Day : จุดประสงค์จริง ๆ คือ...ความราบรื่นของการทำงานไม่ใช่หรือ?

---

>> 26th Day : ยศ ย่อมเจริญแก่บุคคลผู้มีความเพียร มีสติ มีการงานสะอาด

---

>> 27th Day : ใคร่ครวญก่อน แล้วจึงทำ!

---

>> 28th Day : ..เป็นผู้สำรวม มีชีวิตอันประกอบด้วย เมตตาธรรม คุณธรรม และ..ไม่ประมาท

---

>> 29th Day : หากคิดว่า ปัญหาที่เกิดขึ้นเป็นเรื่องปกติ นั่นคือต้นทุนที่เราปล่อยให้มันเกิดขึ้นเรื่อย ๆ

---

>> 30th Day : มีบางคน ยอมตายอย่างพร้อมใจ ก็ไม่ปรารถนาทำเรื่องต่ำช้าให้เป็นที่อัปยศ อดสู นั่นจึงเป็นวีระบุรุษที่ยอมตาย โดยไม่ยอมถูกเหยียดหยาม ย่ำยี

---

>> 31st Day : จงเคารพ บูชา พระเจ้า สิ่งศักดิ์สิทธิ์ แต่จงอย่า อ้อนวอน ขอร้องให้ท่านช่วย!

---

>> 32nd Day : จิตใจ มิใช่สิ่งที่ฝึกฝนได้ด้วย "ตำรา" แต่จะต้องฝึกฝนโดยผ่านการต่อสู้จริง ๆ โดยผ่านการปฏิบัติที่เป็นจริง

---

>> 33rd Day : การลำเอียง เข้าข้างตัวเอง เป็นอุปสรรคของการพัฒนาจิตใจ

---

>> 34th Day : ศัตรู มักอยู่ในพวกเดียวกัน

---

>> 35th Day : จงอย่ากลัว การมีชีวิตอยู่อย่างโดดเดี่ยว

---

>> 36th Day : หัดวางตัวเอง ให้อยู่ในฐานะ "คู่ต่อสู้" และสร้างความหวั่นไหวให้กับจิตใจคู่ต่อสู้

---

>> 37th Day : ก้าวหน้าไปอีกขั้น ยิ่งทำให้ชีวิตลำบากไปกว่าเดิมหรือเปล่า? ...แต่ไม่ว่าทางข้างหน้าจะวิบากแค่ไหน ก็ต้องเดินไปอยู่ดี!!

---

>> 38th Day : ปัญหา...ที่ได้ยินมักจะบอกว่า..."ไม่รู้" ถ้าไม่รู้ แล้วจะจัดการได้อย่างไร? โดยเฉพาะ ภายใต้ทรัพยากรจำกัด และพลิกผันตามสถานการณ์ที่เปลี่ยนไป

---

>> 39th Day : แผน ไม่เคยหยุดนิ่ง กลยุทธ์ต้องเท่าทัน หรือดักหน้าด้วยซ้ำ คำว่า "พอ" เท่ากับ "ไม่มี" มีแต่ว่า "แค่นี้" จะทำให้ดีได้อย่างไร!

---

>> 40th Day : มองปัญหาต่างกัน ผูกไปถึงการมองสาเหตุ และการแก้ไขที่ต่างกัน หลักวินิจฉัยเหมือนกัน หรือต่างกันไม่มาก ผลออกมาก็จะต่างกันไม่มาก แต่ถ้าหลักวินิจฉัยต่างกัน + มีอัตตา ก็จะทำให้เกิดปัญหาและอุปสรรคได้ในองค์กร

---

>> 41st Day : ความก้าวหน้าที่ยิ่งใหญ่ ไม่ใช่การครอบครอง

---

>> 42nd Day : น้ำที่ลึกและใสจึงจะมีปลา ป่าที่รกและทึบจึงจะมีสัตว์ คนที่มีคุณธรรม ความมั่งคั่งถึงจะมาเยือน

---

~~ To Be Continue ...

From Me...

-----------

CrediT For Every Good Msg. :: Everywhere, Fw Mails & Some Person


Seconds

Friends' blogs
[Add icechick's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.