เสพภาพยนตร์เป็นจานหลัก พักสายตาฟังเจป๊อบเป็นจานรอง ให้อาหารสมองด้วยโดระมะ แปลเนื้อเพลงญี่ปุ่นเป็นงานอดิเรก
Group Blog
 
<<
สิงหาคม 2549
 12345
6789101112
13141516171819
20212223242526
2728293031 
 
9 สิงหาคม 2549
 
All Blogs
 
My Summer of Love / สาวเอยสาวน้อย

คำเตือน ...... บทความนี้มีการเปิดเผยเรื่องตอนจบ พิจารณาก่อนอ่าน



My Summer of Love (A film by Pawel Pawlikowski)


ก่อนได้ชม My Summer of Love นั้นขอยอมรับว่าไม่เคยได้รับชมภาพยนตร์ของผกก.พาเวล พาวลิคอฟสกี้ เลย หรือจะให้มันกระจ่างกว่านี้ ผมไม่เคยรู้จักผกก.ท่านนี้เลยด้วยซ้ำ แต่ที่เลิอกไปชมภาพยนตร์เรื่องนี้ ก็คงจะหนีไม่พ้นการที่โรงภาพยนตร์เฮาส์ได้เลือกหนังมาสองเรื่องมาบรรจุในเทศกาลหนังฉบับกระเป๋า ซึ่งประเด็นชัดเจนมากว่า หากคุณต้องการชมหญิง จงเลี้ยวซ้าย (เข้าโรงหนึ่ง) และหากชมชาย จงเลี้ยวขวา (เข้าโรงสอง)

จุดประสงค์ของการชมภาพยนตร์เรื่องนี้ของแต่ละคนอาจไม่เหมือนกัน เนื่องจากรอบที่ผมไปชม ผมพบว่ามีผู้ชมกลุ่มหนึ่ง จากทั้งหมดไม่เกินสิบคน พยายามสร้างความรำคาญแต่มันในอารมณ์ส่วนตัว ในประโยคแสลง หรือฉากวาบหวิวต่าง ๆ โดยหาได้สนใจอะไรกับตัวหนังเป็นพิเศษ (ต้องขออภัย หากผมจะกล่าวอะไรนอกประเด็นไปบ้าง)

ที่ผมเกริ่นไว้ในย่อหน้าที่แล้ว ผมกำลังจะบอกว่า เหตุผลของการเลือกชมภาพยนตร์ระหว่าง “ชมหญิง” กับ “ชมชาย” นั้น หาใช่ว่าเหตุผลนั้นเป็นการเลือกที่จะชมสรีระร่างกายของนักแสดง แต่นั่นเป็นเพราะการอยากสัมผัสเรื่องราวของกลุ่มคนรักร่วมเพศแบบ หญิง-หญิง บ้าง ด้วยเหตุผลที่ว่า หนังประเภท ชาย-ชาย นั้นผมได้ชมมาเยอะแล้ว และเรื่องราวประเด็นแบบ หญิง-หญิงนั้นจะมีความซับซ้อนทางด้านอารมณ์ที่เราอยากทำความเข้าใจมากกว่า เนื่องจากความสัมพันธ์แบบ ชาย-ชาย ประเด็นการร่วมเพศดูจะเป็นประเด็นใหญ่ประเด็นหนึ่ง ที่คอยเติมเต็มความสัมพันธ์ของพวกเขา ในขณะที่ความสัมพันธ์แบบ หญิง-หญิง ดูจะมีประเด็นด้านความพึงพอใจด้านจิตใจมากกว่า ที่คอยเติมเต็มความสัมพันธ์ของพวกเธอ ซึ่งโดยธรรมชาติแล้ว ผู้ชายมักมีความต้องการด้านเพศเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว จึงทำให้ไม่ยากนัก ที่พวกเขาจะใช้ความสัมพันธ์ด้านร่างกายที่ดูมากกว่า

ความสัมพันธ์นี้เริ่มจากโมนา เด็กสาวคนหนึ่ง ซึ่งจากสถานะทางครอบครัวนั้น คงจะเดาได้ว่าจะไม่ได้รับความอบอุ่นที่เพียงพอจากผู้เป็นพ่อและแม่ แต่เธอต้องกัดฟันสู้มากับฟิล พี่ชายของเธอ ซึ่งในหนังอาจจะไม่ได้บ่งบอกเรื่องเหล่านี้ไว้ชัดเจน แต่เป็นเพียงปูมหลัง ที่ปัจจุบันนี้หลายสิ่งหลายอย่างเปลี่ยนไป โมนาว้าเหว่และเปลี่ยวเหงา เนื่องจากพี่ชายเธอซึ่งเป็นอันธพาลเก่าไปติดคุกในเวลานานแสนนาน จนเมื่อเขากลับมา ก็ใช่ว่าเขาจะกลับเป็นคนเดิม อย่างที่น้องสาวเธอคุ้นชินในความบุ่มบ่าม ใจนักเลงของเขา ซึ่งมันก็ยิ่งทำให้โมนายิ่งรู้สึกตัวคนเดียวตลอด บ้านที่แต่ก่อนเป็นร้านเหล้า หรือเป็นที่สุงสิงของเหล่านักเที่ยวทั้งหลายแปรสภาพไปเป็นที่ประกอบกิจกรรมทางศาสนาของพี่ชายไปเสียอย่างนั้น

ปมขัดแย้งหลัก ๆ ของโมนาคงจะไม่พ้นเรื่องของความเปลี่ยนแปลงของตัวพี่ชาย ที่หันมาคลั่งศาสนาอย่างเอาเป็นเอาตาย ซึ่งมันเป็นผลจากการขัดเกลาพฤติกรรมของเขาระหว่างที่อยู่ในคุก เขาเหมือนเพิ่งเริ่มจะมีศาสนา หรือจะพูดอีกอย่าง เขาเพิ่งรับพระเจ้าเข้ามาในชีวิต จากเดิมที่เขาไม่เคย แต่นั่นก็ไม่ได้หมายความว่าน้องสาวของเขาจะต้องได้รับแรงกระตุ้นนี้จากพี่ชาย เพราะระหว่างที่เขาอยู่ในคุก เธอคงต้องใช้ชีวิตแสนจะโดดเดี่ยว โดยที่เมื่อพี่ชายเธอกลับมา เธอก็ไม่ได้รู้สึกแตกต่างจากการที่ไม่มีเขา อีกทั้งมันยังดูหนักหน่วง หากหนังจะได้ปูทางไว้ว่า โมนาก็คงไม่ต่างกับเด็กสาวใจแตก ที่เป็นได้เพียงเครื่องระบายราคะของผู้ชายทั่วไป เพียงเพื่อแลกกับความสนุก และเงินทองที่เธอต้องการมาจุนเจือปากท้องของตน

คงไม่แปลกหากโมนาจะได้เจอกับเพื่อนอีกคน ซึ่งคงจะมีสภาพจิตใจไม่ต่างกับเธอเท่าไหร่ เมื่อเธอได้พบกับแทมซิน เด็กสาวที่กลับบ้านจากโรงเรียนประจำมาเนื่องจากการถูกพักการเรียน ทั้งคู่ดูจะมีปัญหาที่ใกล้เคียงกัน ต่างกันเพียงบริบทต่าง ๆ ที่รายรอบตัวเธอ โดยฐานะของแทมซินที่ดูมีอันจะกินกว่า มันก็ส่งผลถึงความมีโลกส่วนตัวที่สูงของเธอ แต่ท้ายที่สุด สภาพจิตใจก็คล้ายกับเธอเป็นเพียงเด็กสาวตัวคนเดียว

การที่เด็กผู้หญิงคนหนึ่งจะเจอเพื่อนที่สนิทกันแบบแยกจากกันไม่ได้ ก็ดูเหมือนจะเป็นเรื่องปกติระหว่างสาว ๆ แรกรุ่น ซึ่งเธอไม่ใช่เพียงแค่ต้องรับความเปลี่ยนแปลงทางร่างกาย แต่หากในด้านจิตใจด้วย หากแต่สองสาวนี้จะต่างจากเพื่อน ๆ เธอในวัยเดียวกันส่วนมากคือ ทั้งสองเป็นเด็กมีปัญหา โมนาดูเหมือนจะเรียนรู้เรื่องเพศในทางที่ผิดแต่เด็ก ส่วนแทมซินดูจะมีปัญหาทางบ้านและโรงเรียนอย่างหนัก ความเข้าใจกันของทั้งสองแบบหาเหตุผลไม่ได้ คงจะไม่ใช่เรื่องที่ยากเกินกว่าจะเข้าใจ

สภาพแวดล้อมในเมืองที่เธอทั้งสองอยู่นั้น ก็เป็นใจเสียเหลือเกินที่จะทำให้เธอทั้งคู่ได้ทำกิจกรรมต่าง ๆ ร่วมกัน โดยไม่เป็นที่สังเกตุของผู้คนในสังคม แม้จะเป็นเพียงสังคมชนบทที่รายล้อมไปด้วยทุ่งหญ้าอันกว้างใหญ่ ซึ่งยิ่งตอกย้ำความเป็นโลกส่วนตัวของเธอทั้งสองอย่างเห็นได้ชัด

เราคงจะได้ยินเพื่อนผู้หญิงเราไม่น้อย ที่มาบอกเราว่า แต่ก่อนฉันชอบผู้หญิง อันนี้ส่วนตัวก็เข้าใจไปได้ในระดับเพียงว่า เพราะว่าความคิดแบบเด็ก ๆ หรือเป็นเพราะไม่มีใครหรือเปล่าที่ทำให้เป็นเช่นนั้น แต่มันก็เป็นไปได้ไม่ใช่หรือที่จะเป็นอย่างนั้น อีกทั้งอีกประเด็นคือ โมนาเองก็ไม่ได้มีประสบการณ์ทางเพศที่ดีกับผู้ชายเท่าไหร่ เนื่องจากความสัมพันธ์ทางเพศของเธอนั้น ปราศจากความรักโดยสิ้นเชิง

ความสัมพันธ์ทางร่างกายของเธออาจจะไม่ได้เป็นประเด็นใหญ่นักที่หนังต้องการนำเสนอ แต่ความคิดความรู้สึกของเด็กสองคนนี้ต่างหาก ที่หนังพยายามจะพาผู้ชมให้ร่วมค้นหา เรื่องในหนังก็เริ่มทำหน้าที่ของมัน เมื่อมันพาให้พี่ชายของโมนา ซึ่งดูจะเป็นผู้นำพาความเชื่อในพระคริสต์มาให้กับเด็กทั้งสอง แม้ว่าโมนา อาจจะไม่ได้ต้องการมันเท่าไหร่ แต่แทมซินอาจไม่ได้ปฏิเสธ ในฉากที่แทมซินมาสนทนากับฟิลเรื่องศาสนานั้น ด้วยความที่ฟิลมีความเชื่อมั่นความเชื่อที่เขาเพิ่งค้นพบจนเกินไป ทุกอย่างดูเป็นหลักเป็นการ แต่หารู้ไม่ว่ากับเด็กสาวในวัยนั้น ศาสนามันจะไปมีความสำคัญอะไรหละ ถ้าพ่อแม่เธอไม่เคยปลูกฝังเรื่องเหล่านี้กับเธอเลย มันก็ทำให้เป็นเรื่องตลกไปเสียเฉย ๆ

การมองตากันระหว่างการสนทนานั้น แม้ว่าเรื่องที่หลุดจากปากฟิลดูจะเป็นเรื่องของพระเจ้า พระคริสต์ แต่ร่างกาย สายตา จิตใจ รวมทั้งอารมณ์ซึ่งมันสามารถออกมาจากน้ำเสียงนั้น หาใช่เป็นเรื่องของศาสนา หากเป็นความเชื่อในศาสนาคริตส์ การหลงในอารมณ์ชั่ววูบ หลายครั้งก็มองว่า เป็นเพราะเราให้ซาตานเข้าครอบงำจิตใจ ซึ่งมันก็คงจะเป็นเช่นนั้นสำหรับฟิลในตอนที่ปากของเขาแทบจะสัมผัสกับของแทมซิน หากแต่พระเจ้าในจิตใจเขาก็คงทำให้เขาตาสว่าง ซึ่งในจังหวะที่ประจวบเหมาะกับการแอบมองอยู่ห่าง ๆ ของโมนา และเขาผละตัวออกจากแทมซินด้วยความโทสะจนลากน้องสาวตนกลับบ้านโดยไม่ให้คบหากับเพื่อนสนิทของเธอคนนี้อีก

แม้ว่าความเข้าใจในพระคริตส์ของฟิลมันจะทำให้ชีวิตเขาดูเหมือนดีขึ้น แต่หากเขาเข้าใจมันจริงแล้วหรือ การเข้าใจหลักคำสั่งสอนทางศาสนา ใช่เพียงการสวดภาวนา หรือการท่องพระคำภีร์ได้ทุกข้อ แต่เป็นการยึดเป็นแนวทางในการดำเนินชีวิตเสียมากกว่า ถึงขั้นนี้ศาสนาไม่ได้ช่วยอะไรให้เขาดีขึ้น หลังจากที่เขาขังน้องสาวตัวเองไว้ในห้อง แล้วมานั่งสวดภาวนาขอให้ปีศาจร้ายออกไปจากน้องสาวเธอ มันถูกแล้วหรือที่จะทำเช่นนั้น แทนที่จะเป็นการให้ความเข้าใจในการดำเนินชีวิตที่ถูกที่ควรกับเธอ

เป็นเรื่องไม่ยากที่ฟิลจำต้องยอมแพ้กับเบื้องลึกในจิตใจที่ยังคงไม่ได้เปลี่ยนแปลงไปมากนัก และคงปล่อยให้น้องสาวตนไปเผชิญกับโลกต่อไปเอาเอง โมนาเลือกที่จะกลับไปหาสิ่งยึดเหนี่ยวสุดท้ายอย่างแทมซินต่อ เหตุการณ์ไม่เป็นดังคาด เมื่อถึงเวลาที่แทมซินต้องกลับไปโรงเรียนประจำ นั่นคือทั้งคู่จะไม่สามารถเจอกันอีกเป็นเวลานาน สำหรับเด็กวัยนี้ การผิดคำสัญญาดูเหมือนจะเป็นเรื่องใหญ่ ทั้งที่ทั้งคู่สัญญาว่าหากถูกใครทิ้งก็จะฆ่าอีกฝ่ายให้ตายด้วยน้ำมือกันไปข้าง เมื่อโมนารู้สึกเธอกำลังจะถูกทอดทิ้ง เธอก็ไม่ลังเลใช้ห้วงเวลาสุดท้าย หลังการจูบกับแทมซิน ด้วยการกดหัวแทมซินลงน้ำให้ตายด้วยน้ำมือของเธอเอง แต่ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อว่า ความเป็นเด็กของเธอ คงจะไม่ทำอะไรให้รุนแรงขนาดนั้น สุดท้ายก็ปล่อยมือ และเดินหนีไปโดยตนก็ยังคงไม่ทราบชะตากรรมของตนต่อไป

ภาพยนตร์เรื่องนี้ได้นำเสนอในห้วงเวลาหนึ่งของเด็กสาวทั้งสอง ที่มีความสัมพันธ์เกินคำว่าเพื่อน แต่คงจะเป็นคู่รักไปเสียไม่ได้ในที่สุด ซึ่งผู้ใหญ่คิดถูกแล้วหรือที่จะปล่อยให้ประสบการณ์ในวัยเด็กของลูกหลาน ได้จดจำในห้วงเวลาที่ดูมีความสุขบนฐานของความไม่ปกติที่สังคมจะยอมรับได้






Create Date : 09 สิงหาคม 2549
Last Update : 9 สิงหาคม 2549 18:49:39 น. 1 comments
Counter : 1940 Pageviews.

 
ไม่ได้ดูเรื่องนี้ค่ะ

เลยยังขอไม่อ่าน

แวะมาหาค่ะ หลังจากไม่มาซะนาน

เจ้าของบล็อกหายไปเลยนะนี่


โดย: สาวไกด์ใจซื่อ วันที่: 6 พฤศจิกายน 2549 เวลา:14:03:18 น.  

ชื่อ : * blog นี้ comment ได้เฉพาะสมาชิก
Comment :
  *ส่วน comment ไม่สามารถใช้ javascript และ style sheet
 

Filmism
Location :
กรุงเทพ Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 4 คน [?]




Friends' blogs
[Add Filmism's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.