เสพภาพยนตร์เป็นจานหลัก พักสายตาฟังเจป๊อบเป็นจานรอง ให้อาหารสมองด้วยโดระมะ แปลเนื้อเพลงญี่ปุ่นเป็นงานอดิเรก
Group Blog
 
<<
มกราคม 2552
 123
45678910
11121314151617
18192021222324
25262728293031
 
6 มกราคม 2552
 
All Blogs
 
Film & TV Series ที่ได้ดูช่วงนี้

หันไปเขียนในสเปซ เวปบอร์ดมหาลัยมาสักพัก เลยคิดว่า ถึงเวลาที่จะกลับมาเขียนบล็อกส่วนตัวที่สร้างไว้นานมาก ๆ แล้วดีกว่า

การอยู่ต่างประเทศทำให้อัตราการดูหนังน้อยลง และไม่อัพเดท แต่ข้อดีคือบางครั้งจะได้ดูหนังใหม่กว่าที่ไทย แต่ด้วยข้อดีดังกล่าว ก็ไม่ได้หมายความว่าจะมีโอกาสได้ดูหนังมากมายขนาดนั้น

เอาหละ อันนี้ จะรวมรีวิวสั้น ๆ ที่เขียนกึ่งแนะนำเอาไว้ในบอร์ดมหาลัย รวมไปถึงจะรีวิวเพิ่มเติมบ้าง บางเรื่อง อันนี้เป็นข้อคิดเห็นส่วนตัวเท่านั้น

ดีวีดีที่ได้ดูในช่วงนี้

Summer Time Machine Blue (Japan)



ว่า จะไม่ดูหนังญี่ปุ่นสักพักแล้วนะ แต่ก็อดไม่ได้หละค้าบบบบ ที่เลือกเช่ามาดูเพราะสองเหตุผล หนึ่ง น้องจูริ.. สอง มันมีซับอังกิด (หลังจากนั้นก็ได้รับการแนะนำจากรายการวิทยุของไทยอีกทีหนึ่งด้วย)

หนัง เล่าถึงเรื่องราวในฤดูร้อนของนักเรียนในห้องชมรมหนึ่งของสถาบันการศึกษาสัก ที่ แต่ไอ้ที่มันฮาคือ รีโมทของแอร์ห้องชมรมเนี่ย ดันมาเสียด้วยความซนของพวกเด็ก ๆ ในชมรมซะงั้น แล้วบังเอิ๊ญบังเอิญประจวบเหมาะที่ อยู่ ๆ มีไทม์แมชชีนมาอยู่ในห้อง เลยมีความอยากย้อนอดีตไปเมื่อวานเพื่อไปเอารีโมทคืน แต่บางคนไม่ได้หยุดแค่รีโมท หลายคนก็เรื่องอยากไปเปลี่ยนเรื่องราวของเมื่อวานกันซะงั้น ไป ๆ มา ๆ ก็ฉุกคิดขึ้นได้ว่าถ้าเปลี่ยนอดีตแค่เรื่องปลายขนนก อาจทำให้ปัจจุบันและอนาคตเปลี่ยนไปอีกทางหนึ่ง เลยสาละวน วุ่นวายที่จะต้องตามไปจัดการกับอดีตที่ช่วยกันเปลี่ยนกันไปแล้วอีก... นั่นคือที่มาของความวุ่นวายทั้งหมดที่เกิดขึ้นในเรื่อง

การเริ่มคอน ฟลิกบ้า ๆ เพี้ยน ๆ ของหนังอย่างงี้แหละที่เมื่อสามสี่ปีก่อนทำให้ผมหลงรักหนังญี่ปุ่นเข้าอย่าง จัง แม้ว่าหนังจะเป็นงานเชิงพาณิชยศิลป์ แต่การสักแต่จะขายโดยไม่ใส่ความ intellectual ลงไปมันคงจะเป็นการเอาเปรียบและดูถูกผู้ชมอย่างจัง.. แม้ว่าการสร้างเรื่องลักษณะนี้ มันไม่ใช่ของใหม่ แต่ไอเดียเข้าท่า ๆ อย่างนี้ ชักหาได้น้อยในบรรดาหนังสตูดิโอของญี่ปุ่นในปัจจุบัน

死神の精度 / Sweet Rain (Japan)




ก่อน ที่เราจะเห็นนายจินเฉิงอู่ หรือคาเนะชิโร่ ทาเคชิ ไม่ใช่คนญี่ปุ่นไปมากกว่านี้ เขาจึงกลับมารับงานในญี่ปุ่นครั้งแรกในรอบ 5 ปี (และตอนนี้มีหนังเรื่อง K-20: The Fiend With Twenty Faces)

หนัง เรื่องนี้ดัดแปลงจากหนังสือชื่อเรื่องเดียวกันนี่ แต่บางคนที่ดูแล้วอาจจะ เอ๊ะ นี่มันพล็อตคล้าย ๆ กับ Meet Joe Black ที่แบรด พิทต์เล่นเลยนี่นา แต่คอนเฟิร์มว่าเขาไม่ได้ลอกมา... (เคยลงไว้ก่อนหน้านี้ว่า เคยสร้างเป็นเวอร์ชั่นฮอลลีวู้ด ต้องขออภัยที่ข้อมูลผิดพลาด)

เรื่องราวเกี่ยวกับยมฑูตตนหนึ่งที่ จริง ๆ ต้องมาพาคนที่กำลังจะถึงคราวตายไปสู่โลกที่ควรจะไป แต่เขากลับมีความคิดที่อยากให้คน ๆ นั้นสมหวังหรือได้รับรู้ถึงคุณค่าในสิ่งบางสิ่งก่อนที่จะถึงเวลานั้นของชีวิต เขาจึงเข้ามายุ่มย่ามในชีวิตของคนเหล่านั้น หนังก็เล่าเพียงแค่คนสามคนที่เขาไปข้องเกี่ยวด้วย.. แม้ว่าทั้งสามคนจะมีความสัมพันธ์กันในทางใดทางหนึ่งก็ตาม

เพิ่งทราบมาอีกว่าจริง ๆ แล้วในหนังสือ มีตอนสั้น ๆ รวมทั้งหมด 6 ตอน แต่หนังกลับเลือกมาเพียง 3 ตอนเท่านั้น นั่นคือสิ่งที่ตอนดูก็รู้สึกตะหงิด ๆ กับตอนที่ 2 ที่เป็นช่วงกลางของเรื่องว่า ดูไม่ค่อยปะติปะต่อเอาซะเลย


Memento (USA)




หนัง เรื่องที่สองของผกก. คริสโตเฟอร์ โนแลนด์ (The Dark Knight, Batman Begins, Insomia, etc.) และมันเป็นเรื่องที่ทำให้ชื่อของเขาเป็นที่รู้จักมากขึ้น

เรื่องนี้ เนื้อเรื่องเป็นอย่างไร ไม่ขอพูดถึงมาก แต่หนังโดดเด่นที่สไตล์คือเล่าเรื่องเรียงลำดับจากหลังไปหน้า... แถมไอ้ตัวพระเอกมันดันเป็นโรคความจำสั้นเสียด้วย.. เขาจะถ่ายรูปด้วยกล้องโพลารอยด์เพื่อเตือนความจำตัวเองว่าอะไรเกิดขึ้นกับ เขาก่อนหน้านั้นเท่านนั้น....

เรื่องนี้จริง ๆ เคยดูไปหลับไปมานานแล้ว เลยคิดว่าต้องทิ้งเวลาสักพักแล้วหยิบมาดูใหม่ดีกว่า ..แต่กว่าจะได้ดู คริสโตเฟอร์ โนแลนด์ มีหนังระบบสตูดิโอมาหให้ดูเป็นกระบุงแล้ว... ตานี่จะเฉียบคมและเล่าเรื่องด้วยการตัดต่อเก่ง โดยเฉพาะการซ่อนแก่นอะไรสักอย่างไว้ในหนังให้เราลองขบคิดเล่น ๆ

The Brave One (USA)




กำกับโดย นีล จอร์แดน (Interview with the Vampire) และนำแสดงโดย โจดี้ ฟอสเตอร์

ใคร ดูตัวอย่างก็คงเดาเรื่องไม่ยากว่า โจดี้ ฟอสเตอร์เธออยู่ ๆ ถูกทำร้ายพร้อมกับคู่หมั้น จนเธออาการโคม่า และสามีเธอถึงแก่ชีวิต และถึงเวลาที่เธอต้องเป็นฝ่ายลุกขึ้นมาต่อสู้กับโลกที่โหดร้าย ด้วยมือเธอเอง เพราะกฏหมายและสังคมคงไม่สามารถให้ความยุติธรรมกับเธอได้...

หนัง มีประเด็นของความอยุติธรรมในสังคม ความเน่าเฟะของเมืองอย่างนิวยอร์ค ที่มักจะขัดแย้งกับภาพลักษณ์ที่หลายคนพยายามสร้างว่าเป็นเมืองที่มีสีสันและ น่าอยู่ บวกกับความงี่เง่าของระบบราชการ และอีกประเด็นที่ลืมไม่ได้เห็นจะเป็นการพูดถึงคนผิวสี แม้จะเป็นการพูดถึงว่าคนผิวสีนั้นมันเป็นคนกลุ่มจำพวก ก่อปัญหา และมักก่ออาชญากรรมเล็ก ๆ น้อย ๆ อยู่เป็นประจำตามข้างถนนและพื้นที่สาธารณะ แต่ก็ขัดแย้งกันเองกับการเลือกให้ตัวละครอย่างคู่หมั้นนางเอก และตำรวจที่ช่วยนางเอกสืบคดีก็เป็นคนผิวสีเช่นกัน กล่าวคือหนังก็ไม่ได้วิพากษ์วิจารณ์คนผิวสีเสียทีเดียว...

Atonement (UK/France)



จาก ผกก. และทีมงาน(และทีมเงิน) จาก Pride & Prejudice ก็มาถึงหนังที่เมื่อต้นปีเป็นที่พูดถึงกันมาก และเสียดายที่มันไม่ได้ลงโรงที่ไทย ทั้งที่แปะใบปิดไว้แล้ว

ไม่รู้จะ เล่าเรื่องย่อยังไงที่จะไม่ให้เปิดเผยถึงตอนจบ... เล่านิดนึงละกัน.. หนังเกี่ยวกับไบรโอนี่เด็กผู้หญิงคนหนึ่งซึ่งอาจจะช่างฝัน และอยู่ในโลกของตัวเองมากเกินเหตุ แม้ว่าอาจจะมีพรสวรรค์ในการขีด ๆ เขียน ๆ บทละคร และมักจะบังคับให้คนนู้นคนนี้อยู่เป็นประจำ ฉากหลังของหนังเป็นครอบครัวมีอันจะกินในสมัยช่วงก่อนเริ่มจนถึงช่วงสงคราม โลกครั้งที่สอง

จุดเด่นนอกจากตัวบทแล้ว ยังมีเรื่องของงานโปรดักชั่น รวมไปถึงปมประเด็นขัดแย้งในตัวเองของตัวไบรโอนี่ รวมไปถึงความสัมพันธ์ที่อาจจะไม่สู้ดีนักของเธอกับพี่สาวที่รับบทโดย เคียร่า ไนท์ลี่ย์ (เบื่อเธอกันรึยัง)

ゲド戦記 / Tales from Earthsea (Japan)



หนังของสตูดิโอจิบลิ ที่หยิบขึ้นมาดูก็เพราะดองไว้นานแล้วก็หลังจากได้ดูการแสดงสดของ ฮิซาอิชิ โจ ในเวทีคอนเสิร์ตขาวแดงทางช่อง เอ็นเอชเค เลยรู้สึกว่าต้องหยิบหนังของจิบลิที่ยังไม่ได้ดูสักหน่อย

เอาเข้าจริง ๆ หนังเรื่องนี้ไม่ได้กำกับโดยผกก. มิยาซากิ ฮายาโอะ และไม่ได้ประพันธ์ดนตรีโดย ฮิซาอิชิ โจเลย แถมเสียงวิจารณ์ที่ได้รับมาก่อนหน้านี้ ดูออกไปทางผิดหวัง และอาจจะไม่ถูกใจนักสำหรับคอหนังของสตูดิโอนี้

หลังจากดูแล้วก็คิดเช่นนั้นครับ เนื้อเรื่องซับซ้อนไป ดูมีด้านมืดเยอะไป บวกกับดนตรีประกอบก็ดูเป็นคนละทางกับหนังของสตูดิโอจิบลิเรื่องอื่น ๆ (ที่เราอาจโดน ฮิซาอิชิ ล้างสมองเราไปแล้ว) แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น ตัวหนังเองก็ไม่ได้ออกมาแย่เกินไป...

จะว่าไปผกก.นั่นคือ ลูกชายแท้ ๆ ของ ฮายาโอะ นั่นแหละ แต่เขาเป็นผู้ดูแลงานสร้างอยู่ห่าง ๆ สไตล์ของคาแรกเตอร์ และงานภาพจึงไม่ต่างจากงานเก่า ๆ ของฮายาโอะมากนัก

害虫 / Harmful Insect (Japan)




จนถึงบัดนี้ ข้าพเจ้าก็ยังตีความไม่ออกว่า เรื่องราวในหนังมันเกี่ยวกับชื่อเรื่องยังไง..แต่หนังไม่ได้ต้องการการตีความใด ๆ ทั้งสิ้น แต่มันเรียกร้องให้เราติดตามเนื้อเรื่องตั้งแต่ต้นจนจบ

มันไม่ใช่หนังดราม่า เรียกอารมณ์ แต่เป็นการแสดงแบบเหมือนจริง และคนดูสามารถตีความไปทางใดก็ได้...แม้ว่าหน้าปกนั้นจะดูละม้ายไปทาง หนังมัธยมโหด ๆ ทมึน ๆ หรือบางคนอาจมองเป็นหนังมัธยมสีลูกกวาดด้วยซ้ำ

แม้ว่าจะได้นักแสดงที่น่าติดตามเนื้อหาไปตลอดทั้งเรื่องอย่าง มิยาซากิ อาโออิ กับ อาโออิ ยู แต่ไม่ได้หมายความว่าทุกคนจะต้องชอบหนังเรื่องนี้...

หนังพูดถึงชีวิตบัดซบของนักเรียนสาวมัธยมคนหนึ่ง พื้นเพทางบ้านแม้หนังจะไม่ได้บอกตรง ๆ แต่คงเดาได้ไม่ยากว่า เธอมาจากครอบครัวที่พ่อแม่แยกทาง และเธอเองก็มักจะโดดเรียนบ่อย ๆ และมักจะคบเพื่อนและหาความรู้นอกห้องเรียนเป็นประจำ

หนังแบ่งเป็นสามช่วงชัดเจน คือช่วงแรก คือช่วงที่เธอคบหากับเด็กผู้ชายคนหนึ่งที่ใช้ชีวิตเหลวแหลกอยู่ข้างถนน และมีวิธีการหาเงินใช้จากความประมาทของผู้อื่น ช่วงที่สองคือช่วงที่เธอกลับมาเข้าเรียนเป็นประจำ โดยมีเพื่อนที่คอยใกล้ชิดอยู่ไม่ห่าง และช่วงสุดท้าย คือหลังจากที่เธอพบว่าแม้เธอจะกลับไปใช้ชีวิตเหมือนกับนักเรียนปกติก็ไม่ได้ทำให้ชีวิตเธอดีขึ้น...

การเปลี่ยนแปลงจากช่วงที่ 1 ไป 2 ชัดเจนว่า เป็นผลมาจากการที่เด็กผู้ชายคนนั้นไม่สามารถอยู่ร่วมกับเธอได้อีก จากเหตุผลอะไรผู้ชมคงจะเข้าใจจากการชมกันเอาเอง ส่วนช่วงที่ 2 ไป 3 นั้น ปัจจัยมันกลับมาจากสภาพแวดล้อมที่บ้าน บวกกับปัจจัยทางด้านวัฒนธรรมแบบญี่ปุ่นประเภท "ซุบซิบ" "กดดันเงียบ" จนเธอคงไม่สามารถใช้ชีวิตเป็นปกติได้..

แม้ว่าหลังจากช่วงที่ 3 ผ่านไป ใครที่ได้ดูคงรู้ว่าเธอพาตัวเองไปในจุดที่กู่ไม่กลับแน่ ๆ แม้ว่าหนังจะแอบให้เราลุ้นว่าเธอยังเกือบจะมีโอกาสได้ชีวิตที่ดีต่อแล้วก็ตาม แต่หนังก็ไม่ได้สรุปอะไร ได้แต่ปล่อยให้เราคิดกันว่า หลังจากนี้ชีวิตจะเป็นอย่างไร...

หนังไม่มีแม้กระทั่งดนตรีประกอบ จนขนาดขึ้นเอนไตเติ้ลแล้วก็ยังเป็นเสียงฮัมเพลงของเธอคนนี้อีกนั่นแหละ

ปืนใหญ่จอมสลัด (ประเทศไทย)



แหม เสียดายจังที่ได้ดูจากดีวีดี... จริง ๆ ช่วงอยู่ไทยก็เกือบจะได้ดูละ ถ้าไม่ติดว่ามี....มาแทรก...

มีเสียงบ่นมากว่า หนังดำเนินเรื่องเร็ว ตัดต่อแบบฉุบฉับ เหมือนกับว่าพยายามให้หนังเหลืออยู่ในแค่ 2 ชม. ทั้งที่หนังมันมีอะไรเยอะกว่านั้น อันนี้หลังจากได้ดูแล้วมันก็เป็นอย่างนั้นครับ

ส่วนตัวแล้ว ได้ดูเบื้องหลังงานสร้างที่ฉายยูบีซี สัปดาห์ละตอนเมื่อปีก่อนไปแล้ว เลยทำให้พอจะเข้าใจเนื้อเรื่องโดยรวม ที่มาที่ไป และวิธีคิดของการสร้างหนังเรื่องนี้ ทำให้ช่วงแรกที่หนังเน้นความเป็นดราม่า การเมือง ดูไปได้แบบไม่สะดุดมากนัก ส่วนฉากต่าง ๆ ก็อลังการดี

สิ่งที่รู้สึกว่าประทับใจเห็นจะเป็นการนำประวัติศาสตร์หน้าที่คนไทยไม่มากคนนักที่จะได้รู้มาสร้างเป็นภาพให้ได้เห็น แถมยังเสริมแฟนตาซีออกมาให้มีสีสัน

แต่น่าเสียดายถ้าหนังจะไม่มีภาคต่อ จากการดูสารคดีแล้วพบว่า ลังกาสุกะ ในหนังนั้นเล่าถึงเพียงแค่ช่วงพระราชินีพระองค์แรกเท่านั้น แต่จริง ๆ หนังมันต้องเล่าเรื่องที่เกิดขึ้นในช่วงการครองราชของราชินีพระองค์อื่น ๆ ซึ่งตอนแรกผกก.ก็ต้องการจะทำเป็นไตรภาคอยู่แล้ว ... ไม่รู้ว่าตอนนี้เสี่ยจะว่าไง

หนังที่ไปดูโรงเมื่อเดือนที่แล้ว...

ハッピーフライト / Happy Flight (Japan)




กำกับโดย ยากูจิ ชิโนบุ ผกก.หนังฮาจาก Water Boys, Swing Girls สมัยนั้น ทั้งทซึมาบุกิ, ทามากิ(จิอากิ เซนปาย), จูริ ยังไม่ดังเรยยย

พัฒนาการ ของผกก.ญี่ปุ่นหลังยุค 2000 คือ หลังจากได้สั่งสมชื่อเสียงและผลงานสักพัก สตูดิโอใหญ่ ๆ ก็เริ่มอนุมัติโปรเจ็กต์ใหญ่ขึ้น เงินเยอะขึ้น และนักแสดงมีชื่อเสียงขึ้น มาเล่นได้

แต่โชคยังดีที่หนังยังคง สามารถคงสไตล์ของผกก.ไว้ได้ หนังพูดถึงการทำงานของเที่ยวบินเที่ยวหนึ่ง ที่เต็มไปด้วยองค์ประกอบที่ไม่น่าจะแฮปปี้เสียเท่าไหร่... เช่น ผู้ช่วยนักบินที่เก๊กหล่อเป็นอย่างเดียว แต่ไม่รู้ว่าขับเครื่องบินเป็นรึเปล่า ต้องมาสอบเอาไฟลท์นี้, เคบิน แอตเทนแดนท์ ฝึกใหม่ที่ยังป้ำ ๆ เป๋อ ๆ, ช่างเครื่องที่โดนหัวหน้าด่าเรื่องความประมาทตลอด, บวกกับเรื่องฮา ๆ ของผู้โดยสาร กับพนักงานภาคพื้นดิน แล้วทั้งหมด ก็ต้องบินไปพร้อมกันบนเครื่องลำเดียวกัน พร้อมกับเรื่องฮา ๆ อีกนับไม่ถ้วนทั้งบนเครื่อง และบนภาคพื้นดิน..

หนังเอาฮาแบบพองามม.. ยังเกรงใจออลนิปปอนที่เป็นสปอนเซอร์อยู่บ้าง รวม ๆ ประเด็นหนังก็ไม่ต่างจากละครอย่าง Attention Please, Good Luck ที่มีธีมหลัก ๆ คือเครื่องบินจะบินได้ต้องร่วมแรงร่วมใจกันทุกฝ่าย แต่สิ่งที่ต่างไปจริง ๆ เห็นจะเป็นที่ ละครสองเรื่องดังกล่าว พุ่งประเด็นไปที่งานซีเอ กับงานนักบินเป็นหลัก แต่สำหรับ Happy Flight นั้นกลับมองทุกภาคส่วน และไม่ได้มองในอาชีพจริงจังมากนัก.. เน้นฮาเป็นส่วนใหญ่

และความที่มันไม่ได้มองไปที่ตัวละครกลุ่มใด กลุ่มหนึ่งเป็นหลัก ๆ นั่นแหละคือปัญหาของหนังประเภทนี้ คือ ประเด็นหนังมันเลยไร้ทิศทาง หาความเป็นเอกภาพน้อย และยังไม่เข้าถึงตัวละครตัวใดตัวหนึ่งได้มากนัก ส่วนมุขฮา อาจจะไม่ได้มีมุขฮาขี้แตกขี้แตนแบบเรื่องก่อน ๆ แต่มุขก็ค่อย ๆ ปล่อยมาเป็นลูก ๆ (อ่อ มุขที่เป็นภาษาญี่ปุ่นจ๋า ๆ เห็นคนญี่ปุ่นขำกัน แต่เราก็อย่างว่านะ..) ... รวม ๆ คือดูสนุก ถ้าเคยชอบผลงานของผกก.ท่านนี้ก็ดูได้ฮะ แนะนำ ...ตอนนี้น่าจะยังหาดูได้อยู่มั้ง ไม่ก็รอดีวีดี หรือ บลูเรย์มาดูกันเองละกัน..


ต่อกันที่ โดรามะ ที่ได้ดูช่วงนี้


สั้น ๆ ละกัน ขี้เกียจละ


イノセント・ラヴ / Innocent Love



จากโฆษณาบนรถไฟแล้วก็ตกใจ น้องโฮริคิตะ มากิ เธอแก้ผ้า(อีกแล้ว)บนโปสเตอร์ละครเรื่องนี้ แต่ในละครไม่มีอะไรส่อไปทางวาบหวิวเลยแม้แต่น้อย ละครเป็นประเภท human drama การเขียนบทดูไม่ต่างจาก Last Friends ที่เพิ่งออกอากาศไปเมื่อฤดูใบไม้ผลิมาก คือสร้างตัวละครที่มีปมของแต่ละตัว แล้วจับเรื่องราวเหล่านั้นมาโยงกันไปโยงกันมา


ประเด็นที่ละครต้องการเสนอ ก็คงหนีไม่พ้นความใสซื่อของตัวละครพระนางของเรา แม้ว่าชะตาชีวิตของพวกเขาช่างดูโหดร้าย และตัวละครตัวอื่น ๆ รายรอบก็ต้องวังวนอยู่กับความรักที่ไม่สมหวัง...


ดูได้เพลิน ๆ แม้ว่าจะเรียกเรตติ้งไปมากโข


エジソンの母 / Edison no haha



นาน ๆ จะเห็นโดระมะแนวจับปูใส่กระด้งสักที เรื่องก็เกี่ยวกับคุณครูคนหนึ่ง ต้องมาเจอเจ้าหนู "ทำไม" ซึ่งช่างคิด ช่างสงสัยมากไป และมักจะหาคำตอบเหล่านั้น ด้วยการทดลองมันด้วยตัวเองตลอด...


ละครแนวนี้ มักเอาอยู่ด้วยเรื่องของความรัก..ที่ผู้ใหญ่พึงจะให้เด็กนั้นแล เนื้อเรื่องดูเพลิน ๆ และสนุกไปกับพฤติกรรมอยากรู้อยากเห็น จนเป็นเรื่องปวดกะโหลกของผู้ใหญ่รอบ ๆ อ้อ เพิ่งเห็นอิโต มิซากิเล่นอะไรเข้าท่า ๆ ก็เรื่องนี้แหละ



Free TextEditor


Create Date : 06 มกราคม 2552
Last Update : 6 มกราคม 2552 18:17:06 น. 1 comments
Counter : 913 Pageviews.

 
งี๊ดๆๆๆ

ทำไมถึงได้ดู Happy Flight แล้วล่ะคะ มันเพิ่งฉายที่ญี่ปุ่นไปไม่ใช่เหรอ
อ๊า.... อยากดูบ้างงงงงงง



โดย: ยิ่งยง นั่งยองยอง วันที่: 6 มกราคม 2552 เวลา:22:44:21 น.  

ชื่อ : * blog นี้ comment ได้เฉพาะสมาชิก
Comment :
  *ส่วน comment ไม่สามารถใช้ javascript และ style sheet
 

Filmism
Location :
กรุงเทพ Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 4 คน [?]




Friends' blogs
[Add Filmism's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.