ธันวาคม 2555

 
 
 
 
 
 
1
2
3
4
5
6
7
8
9
10
11
12
13
14
15
16
17
19
20
21
22
23
24
25
26
27
28
29
30
31
 
 
นมบัวหิมะธิเบต (Kefir grains) คืออะไร ?
หลาย คนอาจเข้าใจว่าคีเฟอร์เป็นพืชหรือเห็ด แท้จริงแล้ว ภายในเม็ดคีเฟอร์ประกอบไปด้วยจุลินทรีย์ 2 ชนิด ได้แก่ ยีสต์ Saccharomyces exiguus หรือ S. kefir และแบคทีเรียแลคติค (lactic acid bacteria) ที่อยู่ร่วมกันแบบพึ่งพาอาศัยกัน (symbiosis) และยึดเกาะกันด้วยสารที่มีลักษณะเป็นเมือกเหนียวประเภทพอลีแซคคาไรด์จนเกิด การก่อตัวขึ้นมาเป็นรูปร่างคล้ายดอกกะหล่ำ มีสีขาวจนถึงเหลืองอ่อน ขนาดเท่าผลวอลนัทและเล็กได้จนเท่ากับเมล็ดข้าว คีเฟอร์จะมีกลิ่นอ่อนๆ ของยีสต์หรือกลิ่นคล้ายเบียร์ การหมักแลคโทสโดยแบคทีเรียแลคติคจะทำให้เกิดรสเปรี้ยว (กรดแลคติค) ส่วนการหมักโดยยีสต์จะทำให้มีแก๊สคาร์บอนไดออกไซด์และแอลกอฮอล์เกิดขึ้นเล็ก น้อย (ประมาณ 1-2%ขึ้นกับระยะเวลาของการบ่มและอาหารที่ใช้เพาะเลี้ยง) ลักษณะของคีเฟอร์ใกล้เคียงกับโยเกิร์ตแต่ คีเฟอร์จะมีกลิ่นที่แรงกว่าเล็กน้อย โดยทั่วไปนิยมเลี้ยงเม็ดคีเฟอร์ในน้ำนม ซึ่งอาจเป็นนมวัว นมแพะ นมแกะ หรือนมอูฐเพราะมีสารอาหารที่เหมาะสมทำให้เม็ดคีเฟอร์เจริญได้ดี แต่บางครั้งอาจเพาะเลี้ยงในน้ำนมถั่วเหลือง น้ำนมข้าว น้ำกะทิ น้ำผลไม้ หรือน้ำมะพร้าว เม็ดคีเฟอร์ที่เลี้ยงในน้ำผสมน้ำตาลจะเรียกว่า “คีเฟอร์น้ำ (Water kefir)”สำหรับชาวไทยจะคุ้นเคยและรู้จักคีเฟอร์กันดีในชื่อของบัวหิมะธิเบต สามารถเพาะเลี้ยงได้เองตามบ้าน โดยอาจทำในภาชนะแก้วหรือพลาสติก โดยการถ่ายเม็ดคีเฟอร์ที่ได้มาลงในน้ำนม ตั้งไว้ที่อุณหภูมิห้องประมาณ 18-24ชั่วโมง จากนั้นนำมากรองแล้วดื่ม มีความเชื่อกันว่าลักษณะของคีเฟอร์ที่สมบูรณ์จะบ่งบอกถึงสุขภาพของผู้เลี้ยง และต้นเชื้อคีเฟอร์จะต้องได้มาจากการแบ่งปันเท่านั้น ห้ามซื้อขาย ทำให้การผลิตและบริโภคคีเฟอร์ในประเทศไทยยังคงไม่เป็นที่แพร่หลายมากนัก เพราะอาศัยการแบ่งปันกันเฉพาะในแวดวงของคนที่รู้จักกัน นอกจากนี้ยังมีความเชื่อว่าห้ามไม่ให้คีเฟอร์สัมผัสโดนภาชนะโลหะ แต่ความจริงคือในระหว่างการหมักจะเกิดกรดซึ่งอาจมีฤทธิ์ในการกัดกร่อนโลหะ ออกมาปะปนกับน้ำคีเฟอร์ที่เราจะใช้ดื่ม จึงอาจก่อให้เกิดอันตรายได้



สังเกตุจากวิธีการเลี้ยงนะคะ ขอเน้นย้ำให้ชัดเจน ใช้ไม้ พลาสติก แก้ว เซรามิคได้หมด ยกเว้นข้อห้ามสำคัญคือ เหล็ก อลูมิเนียม สแตนเลส ผลิตภัณฑ์พวกนี้ มีสิทธิ์ โดนกรดเปรี้ยวกัด อาจำทำให้เกิดอันตราย หรือ สารพิษ ที่เกิดจากการหมัก มีการสะสมได้ อาจเกิดอันตรายนะคะ  อยากให้หลีกเลี่ยงอย่างมากคะ

ภาพขั้นตอนการเปลี่ยนน้ำนมบัวหิมะธิเบต

นมบัวหิมะธิเบต สรรพคุณ

ใน คีเฟอร์อุดมไปด้วยโปรตีน วิตามิน และเกลือแร่ที่มีประโยชน์ต่อร่างกาย เช่น ทริปโตเฟน (Tryptophan) แคลเซียม แมกนีเซียม และฟอสฟอรัส มีวิตามิน A, B1, B12, C และวิตามิน K เม็ดคีเฟอร์ประกอบด้วยสารโพลีแซคคาไรด์ที่สามารถละลายน้ำได้ที่มีชื่อว่า kefiran ซึ่งเป็นส่วนที่มีผิวสัมผัสคล้ายวุ้นในปาก kefiran ช่วยป้องกันโรคความดันโลหิตสูง โดยมีการศึกษาพบว่าช่วยลดระดับคลอเรสเตอรอลในซีรัมของหนู แบคทีเรียที่สร้าง kefiranได้คือ Lactobacillus delbrueckii subsp. bulgaricus หรือ L. kefir คีเฟอร์ที่บ่มนานๆ จะทำให้มีรสเปรี้ยวและทำให้ปริมาณกรดโฟลิค (vitamin B9) เพิ่มขึ้น

ข้อควรจำ
- ห้ามแช่เย็น บัวหิมะจะโตขึ้นเป็น 2 เท่าทุก ๆ 18 วัน (การแช่เย็นจะเป็นการชะลอการเิติบโตของบัวหิมะ)
(ในอากาศร้อนชื้นแบบประเทศไทย บัวหิมะจะโตเร็วกว่าปกติ)
- ห้ามไม่ให้บัวหิมะโดนโลหะที่มีส่วนผสมของเิงินโดยเด็ดขาด
- ใช้ที่กรองพลาสติกใช้แก้วกระเบื้องหรือแสตนเลสห้ามใช้โลหะชนิดอื่น
- การดูแลรักษาบัวหิมะได้ดี ให้มีความสะอาดย่อมจะทำให้สุขภาพของผู้ดื่มนมที่แช่บัวหิมะดีตามไปด้วย เนื่องจากจะได้นมที่สะอาดและมีคุณภาพสำหรับดื่ม


สรรพคุณ
1. สร้างความสมดุลของภูมิต้านทานในร่างกาย
2. ช่วยให้ตับ, ม้ามแข็งแรง
3. ช่วยรักษากระเพาะ และลำไส้
4. ทำให้ความดันโลหิตเป็นปกติ
5. ป้องกันการขยายตัวของมะเร็ง
6. ทำให้ร่างกายเป็นปกติ ลดความเครียด ช่วยบรรเทาความเหนื่อย
7. ช่วยรักษาโรคที่เกี่ยวกับหัวใจ และช่วยลดคอเรสเตอรอล
8. ช่วยละลายนิ่ว
9. สร้างสารปฏิชีวนะในร่างกาย เพื่อช่วยให้การซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอ
10. รักษา ช่วยให้ตับ และระบบการขับถ่ายดีขึ้น

11. บรรเทาอาการภูิมิแพ้ทุกชนิด โดยเฉพาะแพ้อากาศ คัดจมูกตอนเช้า
11. ประกอบด้วยสารต่าง ๆ ที่ร่างกายต้องการ

รายงานผลการทานนมบัวหิมะธิเบต ของคุณKaidang

หลังจากที่ผู้เขียนบล็อกได้ลองทานนมบัวหิมะธิเบตมาเป็นเวลา 1 ปี ผลที่เห็นชัดเจนคือ
1. อาการภูมิแพ้คือมีการจามตอนเช้า และคัดจมูกหายไป ภายใน 20 วันแรก ที่ใช้เวลานานหน่อยเพราะว่าตอนได้คีเฟอร์มาตอนแรกมีแค่ 1 ช้อนชาเท่านั้น ต้องอาศัยให้เค้าค่อย ๆ โต
2. ธรรมดาจะเป็นหวัดตอนเปลี่ยนฤดูตลอด เป็นปีละ 3-4 ครั้ง (ตอนเด็กเป็นมากกว่านี้) แต่เมื่อ ทานคีเฟอร์ก็ไม่เ็ป็นหวัดเลย แม้จะอยู่ใกล้ชิดกับคนที่เป็นหวัดก็ตามที
3. โรคกระเพาะที่ผมเป็นอยู่ หลังจากทานคีเฟอร์ก็ทุเลาบ้างเล็กน้อย แต่ของบางคน (60%) หายเลย คืออาการแสบท้องจะหายเลย แต่ของผมไม่หาย
4. (นอกเรื่อง) อาการของโรคกระเพาะที่เป็นอยู่คือมีอาการแสบท้องตอนหัวค่ำนั้น   กลับดีขึ้นมาก 90% เมื่อได้ทานน้ำหมักจากว่านไพล และลูกว่านขันหมาก 
5. โรคภัยไข้เจ็บอื่นไม่มีเบียดเบียน นอกจาก โดนบุ้ง มีดบาด หัวโน(จากความซุ่มซ่าม)  เล็บขบ ซึ่งเป็นเรื่องธรรมดาที่คนต้องเป็นกันบ้าง (โอ๊ยไม่ต้องบอกก็ได้จ๊ะ:ผู้อ่านครวญ) (ก็บอกสักหน่อย เดี๋ยวเค้าจะหาว่าทานคีเฟอร์แล้วไม่ป่วยมันจะเว่อร์เกิ๊น:ผู้เขียนอธิบาย)
6.  ผมมีวิธีการรักษาตัวกำกับไปด้วยดังนี้
- ออกกำลังกาย (ด้วยการทำงานใช้แรงพอประมาณ) ทุกวัน
- ทำความสะอาดห้องนอนให้มีฝุ่นน้อยที่สุด
- พยายามประพฤติตามคำสอนของพระพุทธองค์คือ ทาน ศีล ภาวนา
- งดน้ำเย็น (คนเป็นภูมิแพ้ ต้องงดน้ำเย็น) เพราะส่วนมากธาตุไฟอ่อน
- ไม่ใช้แอร์ และอยู่ในที่อากาศบริสุทธิ์
- หัดทานผักเพิ่มขึ้น




Create Date : 18 ธันวาคม 2555
Last Update : 18 ธันวาคม 2555 14:56:12 น.
Counter : 8056 Pageviews.

0 comments
ชื่อ : * blog นี้ comment ได้เฉพาะสมาชิก
Comment :
 *ส่วน comment ไม่สามารถใช้ javascript และ style sheet
 

funnyyammy
Location :
นครสวรรค์  Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed
 Smember
 ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]



ทำมาค้าขาย ยามว่างก็นั่งอัพบล๊อค ปกติก็ทำงานประจำของบริษัทฯ ยังไงก็พูดคุยกันได้น๊ะจ๊ะ