ธันวาคม 2555

 
 
 
 
 
 
1
2
3
4
5
6
8
9
10
11
12
13
14
15
17
18
19
20
21
22
24
25
26
27
28
29
30
31
 
 
All Blog
นวนิยาย..สืบลับลิขิตรัก ตอนที่ ๓


น้ำบุศย์เดินทางมาถึงท่าอากาศยานเชียงใหม่พร้อมกับบัวบูชาในอีกสองวันถัดมา โดยกะว่าจะอยู่เที่ยวให้หนำใจก่อนค่อยแจ้งให้ลูกค้าหนุ่มมารับ ทว่ายังไม่ทันออกจากอาคารที่พักผู้โดยสารหญิงสาวก็พบว่ามีใครบางคนมายืนรออยู่ก่อนแล้ว


“คุณกฤตินโทร.มาบอกเวลาเดินทางของคุณเอาไว้เมื่อเช้านี้”ชายหนุ่มขยายความหลังจากเห็นท่าทางงุนงงของสองสาว บัวบูชาหันไปสบตาเพื่อนและบ่นกระปอดกระแปด “แหม น่ารักจริงๆนะพี่ชายน้ำเนี่ย จะให้น้องอยู่เที่ยวเชียงใหม่สักคืนก็ไม่ได้”


“นั่นสิ น้ำก็บอกแล้วว่าจะติดต่อนาย เอ่อ คุณเหนือขิลิตเอง”หญิงสาวพยายามปรับเปลี่ยนท่าทีหลังจากที่ต้องร่วมงานกันจริงๆ แต่มันก็ช่างฝืนจิตใจเหลือเกิน ให้ตายสิ


แม้เขาจะรู้สึกหมั่นไส้ต่อท่าทีของหญิงสาวแต่เหนือลิขิตก็ไม่แสดงอาการใดๆออกไป ชายหนุ่มยังคงสงวนท่าทีและแสดงความเป็นสุภาพบุรุษอยู่ทุกกระเบียดนิ้ว “มาคุณ ผมถือกระเป๋าให้”


หญิงสาวไม่ตอบ มือเรียวซึ่งกำคันชักกระเป๋าลากแบบสองล้ออยู่ยังคงนิ่ง เธอเคยชินกับการช่วยเหลือตัวเองมาตลอด ดังนั้นน้ำบุศย์จึงแอบคิดในใจว่า เธอไม่ต้องการน้ำใจอันแสนเสแสร้งจากผู้ชายตรงหน้าเลย


ระหว่างที่กำลังมีการรีๆรอๆอยู่นั้น ชายร่างใหญ่ท่าทางตุ้งติ้งคนหนึ่งเดินลิ่วๆเข้ามาหาบัวบูชาและพูดคุยกันอยู่สองสามคำ นางแบบสาวจึงหันมาบอกหนุ่มสาวทั้งคู่ว่า “บัวคงต้องไปแล้วล่ะ ดูแลตัวเองด้วยนะน้ำ ฝากเพื่อนบัวด้วยนะคะคุณเหนือลิขิต”


ผู้รับฝากยิ้มเต็มหน้าส่งสายตาเป็นมิตรให้แก่นางแบบสาวพลางรับคำ“ไม่ต้องห่วงครับคุณบัว ผมจะดูแลคุณน้ำเป็นอย่างดี”


บัวบูชาจึงเอ่ยคำขอบคุณทิ้งท้ายแล้วหันไปดึงมือเพื่อนมากุมไว้ชั่วครู่ก่อนผละจากไป ทิ้งให้สองหนุ่มสาวเผชิญหน้ากันอยู่ตามลำพัง


“จะส่งกระเป๋าให้ผมได้หรือยังคุณ ผมรีบนะ ต้องกลับไปทำงานอีก” เหนือลิขิตถามย้ำเสียงเข้ม


ใบหน้าเรียบเฉยของน้ำบุศย์จึงตึงขึ้นเล็กน้อย ‘หน็อย พอเพื่อนของเธอเดินไปไม่ทันถึงหน้าสนามบินตาบ้านี่ก็เริ่มวางตัวเป็นปฏิปักษ์เสียแล้วสิ โธ่เอ๊ย นายขี้เก๊ก แกล้งทำตัวเป็นคนดี เป็นสุภาพบุรุษต่อหน้าสาวๆล่ะสิ’ ด้วยทิฐิมานะเธอจึงเชิดหน้าตอบ “ไม่เป็นไรฉันถือเองได้”


เหนือลิขิตยิ้มมุมปาก แล้วยักไหล่ “ตามสบาย ผมดีใจนะที่คุณช่วยเหลือตัวเองได้ เวลาอยู่ที่ไร่จะได้ไม่ลำบากมากนัก”


“ไร่”หญิงสาวทวนคำ ทำตาโต “นี่นายอย่าบอกนะว่าฉันจะต้องเข้าไปอยู่ในป่าในดอย ห่างไกลความเจริญน่ะ”


ผู้ถูกถามหัวเราะหึๆเอ่ยตอบด้วยท่าทีสาแก่ใจ จากนั้นจึงหันหลังเดินนำไปฉับๆ “ผมคงไม่ต้องบอกแล้วล่ะ คุณรู้เองแล้วนี่ เอาล่ะ เดินตามผมมา เดี๋ยวระหว่างเดินทางก่อนถึงไร่ผมจะให้ข้อมูลคร่าวๆเกี่ยวกับตัวเอง”


“เรื่องนั้นฉันไม่ต้องการรู้”หญิงสาวสวนไปทั้งที่เขาพูดยังไม่จบประโยคด้วยซ้ำ


ชายหนุ่มจึงเอี้ยวตัวกลับมาหาและบอกหน้าตาเฉยตามสไตล์“ผมก็ไม่ได้อยากบอกหรอกนะ แต่อย่าลืมสิว่าคุณไปอยู่ที่นั่นในฐานะแฟนผม ดังนั้นคุณจะต้องรู้จักผมให้มากที่สุด และที่สำคัญคุณจะมาทำปั้นปึ่งใส่ผมแบบนี้ไม่ได้ เพราะมันผิดวิสัยของคู่รัก”


“แต่ฉันคงจะไม่พักในบ้านไร่ของคุณหรอกนะ ฉันจะไปพักในตัวเมือง ตามที่อยู่ในทะเบียนบ้านของคุณบอกเอาไว้นี่ว่าบ้านคุณก็อยู่ในอำเภอเมือง ไม่ใช่อำเภอรอบนอกห่างไกลความเจริญเสียเมื่อไหร่”


เมื่อเดินมาถึงรถ เหนือลิขิตจึงยื่นมือขอกระเป๋าจากเธอไปวางไว้ในกระโปรงรถด้านหลังแล้วอ้อมมาเปิดประตูรถฝั่งตรงข้ามคนขับให้หญิงสาวก่อนเดินกลับไปนั่งประจำที่ของตน “บ้านผมอยู่ติดเขา ชายขอบอ.เมือง คงลำบากหน่อย แต่การที่คุณไปพักนอกเขตไร่ทำให้ลดประสิทธิภาพการทำงานลง อีกอย่างผมต้องการลดค่าใช้จ่ายด้วย เพราะดูแล้วบุคลิกแบบคุณคงพักโรงแรมจิ้งหรีดไม่เป็นหรอกมั้ง”


น้ำบุศย์เบิกตาโพลงหันไปมองเสี้ยวหน้าคนพูดเขม็ง “นี่คุณคิดจะให้ฉันไปพักโรงแรมจิ้งหรีดเนี่ยนะ”


คนฟังดูไม่ใส่ใจคำถามแต่กลับสนใจรายละเอียดปลีกย่อยในคำพูดของเธอมากกว่า “ผมว่าคุณควรจะแทนตัวเองว่าน้ำแล้วเรียกผมว่าลิขิตจะดีกว่านะ”


ใบหน้างามมีร่องรอยไม่สบอารมณ์เกิดขึ้นทันใด “จะบ้าเหรอ ฉันไม่ได้สนิทกับคุณขนาดนั้นสักหน่อย”


ฟังคำตอบของเธอแล้ว น้ำเสียงของผู้นั่งอยู่หลังพวงมาลัยจึงแข็งกระด้างเข้มงวดขึ้น “คุณคงลืมไปแล้วมั้งว่ากำลังทำงานอยู่ ดังนั้นคุณจะทำอะไรตามอำเภอใจไม่ได้ ผมแนะนำอะไรคุณก็ต้องทำนะครับคุณนักสืบ เพราะผมคือคนที่รู้จักน้าพรมากที่สุด”


“ก็ได้ ฉัน...จะทำตามที่คุณบอก”หญิงสาวรับคำเสียงขุ่น


เหนือลิขิตจึงย้ำ “คุณต้องพูดว่า น้ำจะทำตามที่ลิขิตบอกค่ะ”


ดวงตาคู่สวยที่เหลือบมองมา...เขียวปั๊ด เขียวพอๆกับน้ำเสียงของเจ้าตัวนั่นแหละ “ได้ แต่ฉันจะพูดตอนที่ไปถึงบ้านคุณแล้วเท่านั้น


“ตามใจคุณ”ริมฝีปากใต้ไรหนวดเขียวครึ้มกระตุกยิ้ม นึกขำความดื้อรั้นของอีกฝ่าย หากก็ยังกังวลอยู่ลึกๆ ‘เขาจะรับมือแม่นักสืบสาวแสนเหวี่ยงคนนี้ได้สักกี่น้ำกัน’



Create Date : 23 ธันวาคม 2555
Last Update : 21 กุมภาพันธ์ 2556 20:13:07 น.
Counter : 913 Pageviews.

3 comments
  
ก้าวแรกบนผืนแผ่นดินเมืองลำปางทำให้น้ำบุศย์รู้สึกทึ่ง บรรยากาศในไร่ของเหนือลิขิตแตกต่างจากที่หญิงสาวคาดเอาไว้ลิบลับ ตลอดเวลาที่นั่งอยู่ในรถเธอกังวลเหลือเกินว่า ที่ทำงานเฉพาะกิจของตนนั้นจะเป็นเพียงบ้านไร่เชยๆซ่อนตัวอยู่ในป่ารก แต่เมื่อมาถึงจริงๆแล้วหญิงสาวกลับพบว่าไร่เคียงดอยแห่งนี้เป็นไร่อันกว้างใหญ่ไพศาลเต็มไปด้วยพืช ผัก ผลไม้ และดอกไม้ครบครัน อีกทั้งยังมีบ้านหลังใหญ่งดงามราวกับภาพฝันตั้งอยู่บนเนินเขาท้ายไร่ ท่ามกลางแมกไม้นานาพันธุ์อีกต่างหาก


“เป็นไง บ้านผมพอจะรับรองสาวไฮโซเมืองกรุงอย่างคุณไหวไหม” ชายหนุ่มถามหลังจากลงจากรถเรียบร้อยแล้ว


อากาศอันเย็นเยียบของยามเช้าเดือนพฤศจิกายนทำให้หญิงสาวต้องห่อไหล่ก่อนพยักหน้า “ก็...พอได้”


“งั้นเดี๋ยวขึ้นไปพบน้าพรกันก่อนดีกว่า”เขาบอกแล้วก็เดินเข้ามาโอบไหล่เธอหน้าตาเฉย


น้ำบุศย์หันไปถลึงตาก่อนขืนตัวออกมาอย่างยากลำบาก “พอถึงบ้าน คุณก็หาเรื่องแต๊ะอั๋งทันทีเลยนะ”


เหนือลิขิตนิ่วหน้า “คุณนี่อคติเหลือใจจริงๆ ผมบอกแล้วไงว่าเราต้องแสดงละครให้มันแนบเนียน ตอนนี้ผมพาแฟนมาบ้านครั้งแรกจะให้ต่างคนต่างเดินเหมือนคนไม่รู้จักกันได้ยังไง”


“แต่มันก็ไม่ถึงกับต้องโอบไหล่แบบนี้หรอก”เธอลอยหน้าเถียง


“เอาล่ะๆถ้างั้นจูงมือก็พอ โอเคไหม”เขาต่อรองด้วยคำพูด ทว่าสายตานั้นแสดงให้เห็นถึงความอิดหนาระอาใจเต็มที่


น้ำบุศย์ทำหน้าตึง กำมือตนเองแน่น ขณะชายหนุ่มเอื้อมมากุมมือเรียวเล็กของเธอไว้แล้วจึงจับจูงกันขึ้นบันไดเตี้ยๆทอดไปสู่ตัวบ้านซึ่งเป็นเรือนไม้สองชั้นหลังใหญ่ที่ตกแต่งเอาไว้อย่างลงตัว


“แม่เลี้ยงอยู่ที่ระเบียงค่ะคุณลิขิต”แม่บ้านร่างท้วมเดินอุ้ยอ้ายเข้ามารายงานเจ้านายหนุ่มอย่างพินอบพิเทา นางแอบชำเลืองมองมือของเขาที่กุมมือสาวสวยข้างกายเอาไว้แน่นแล้วอมยิ้ม


เหนือลิขิตพยักหน้า ทำไม่รู้ไม่ชี้หันไปบอกหญิงสาวด้วยน้ำเสียงอ่อนโยนว่า “ไปหาคุณน้าที่ระเบียงกันก่อนครับน้ำ”


คิ้วเรียวถูกดึงเข้าหากันเมื่อได้ยินคำพูดของเขาที่พานให้เธอรู้สึกหมั่นไส้ หญิงสาวจึงขยับเข้าไปกระซิบเบาๆ “แสดงละครเก่งดีนี่”


ชายหนุ่มหัวเราะหึๆไม่ต่อความยาวสาวความยืด ยกมือแตะตรงปลายข้อศอกของเธอเบาๆเป็นเชิงให้เดินตามออกไปโดยทันที


โดย: ผู้หญิงเลือดเย็น วันที่: 23 ธันวาคม 2555 เวลา:8:51:11 น.
  
น้ำบุศย์มองแผ่นหลังของหญิงวัยปลายกลางคนร่างบอบบางในชุดเดรสยาวสีครีมซึ่งนั่งอยู่บนรถเข็นสำหรับคนป่วยก่อนปรายตามองชายหนุ่มข้างกายนิดหนึ่ง เมื่อเห็นเขาพยักหน้าเธอจึงก้าวเข้าไปยืนข้างเขาอย่างสงบ


“น้าพรครับ”เสียงนุ่มทุ้มเรียกน้าสาวๆเบา น้ำเสียงของเขาดูสุภาพ อ่อนโยนจนหญิงสาวต้องแปลกใจ


ใบหน้าสวยสมวัยซึ่งล้อมกรอบด้วยผ้าคลุมผมสีเหลืองอ่อนหันมาช้าๆก่อนยิ้มละไมเมื่อเห็นหน้าหลานชาย “กลับมานานหรือยังลูก”


“เพิ่งมาถึงครับ ผมพาน้ำมากราบน้าครับ”เขาบอกแล้วหันไปมองคนรักกำมะลอของตน พลางเลื่อนเก้าอี้ให้เธอนั่ง “จริงๆแล้วน้าพรมีศักดิ์เป็นอาของผมกับน้องๆแต่คนที่นี่เราจะเรียกรวมๆกันว่าน้าหมด”


“อ๋อค่ะ สวัสดีค่ะคุณน้า”


ดวงตาเรียวรีของคุณธันยาพรมองตามสายตาหลานชาย ก่อนจะหยุดนิ่งที่ใบหน้าอาคันตุกะสาว ยกมือขึ้นรับไหว้ด้วยท่าทางปราณี


“น้ำจะมาอยู่ดูแลน้าพรที่นี่ด้วยนะครับ”


ผู้สูงวัยทำท่าแปลกใจ “น้าไม่ได้เป็นอะไรมากสักหน่อย ไม่เห็นต้องรบกวนหนูน้ำขนาดนั้นเลย หนูพักผ่อนที่นี่ได้ตามสบายนะลูก แต่อย่าถึงกับต้องมาดูแลคนป่วยอย่างน้าเลย พยาบาลพิเศษก็มีอยู่แล้ว”



มือใหญ่กระตุกมือเรียวของหญิงสาวเบาๆ น้ำบุศย์หันไปสบตาคมคู่นั้น ก่อนเอ่ย “น้ำต้องขอบพระคุณน้าพรมากค่ะ”


คุณธันยาพรนิ่งอยู่เป็นครู่จึงยิ้มและกล่าวตอบอย่างเป็นกันเอง “น้าดีใจมากนะที่หนูมาเยี่ยม ตาลิขิตเขามาเกริ่นกับน้าไว้บ้างแล้วล่ะ ว่าว่าที่คู่หมั้นของเขาจะมาอยู่เป็นเพื่อนน้าที่นี่ ในไร่ในดอยมันเหงาจ้ะหนูน้ำ น้าเองก็ไม่มีใคร พอตาลิขิตกับตารุตไปทำงาน ยายสตางค์ไปเรียน น้าก็เหมือนอยู่คนเดียว ถ้ามีหนูอยู่ ที่นี่คงมีชีวิตชีวาขึ้น”


น้ำบุศย์ยิ้ม ทอดสายตามองไร่อันกว้างใหญ่ก่อนหันมาตอบ “น้ำเองก็ชอบที่นี่มากค่ะ”


หากยังไม่ทันมีใครพูดอะไรต่อ ชายหนุ่มรูปร่างสูงโปร่งผู้มีเค้าหน้าคล้ายเหนือลิขิตก็พาชายหนุ่มอีกสองคนเดินเข้ามาสมทบ และหนึ่งในนั้นเป็นคนที่น้ำบุศย์รู้จักเป็นอย่างดี “น้าพร พี่ลิขิตครับ ผมพาพนักงานใหม่มาแนะนำครับ”


“พี่ก็มีคนมาแนะนำให้รุตรู้จักเหมือนกัน”เหนือลิขิตบอกน้องชาย แล้วจึงแตะมือลงบนต้นแขนของน้ำบุศย์เบาๆ “นี่น้ำ เป็น เอ่อ แฟนพี่ น้ำเค้าอายุรุ่นราวคราวเดียวกับรุตเนี่ยแหละ”


วิศรุตค้อมศีรษะให้หญิงสาวเล็กน้อยพลางยิ้มให้อย่างเป็นมิตร น้ำบุศย์ยิ้มตอบ ค่อยรู้สึกดีขึ้นหน่อย ‘อีตาวิศรุตนี่ดูไม่มีลับลมคมในเหมือนพี่ชายเลยสักนิด’



เมื่อทักทายกันพอหอมปากหอมคอดีแล้ว วิศรุตก็เอ่ยแนะนำพนักงานคนใหม่ตามเจตนารมณ์ที่ตั้งใจเอาไว้ตั้งแต่แรก “คนนี้ชื่อคุณพีรัชชัยครับ เป็นหัวหน้าฝ่ายบัญชีคนใหม่ ส่วนนี่คุณนันทวัชร์มารับหน้าที่ผู้จัดการโกดังสินค้าของเรา”


“ขอให้ตั้งใจทำงานก็แล้วกันนะ การทำงานที่นี่เราถือคติว่า เวลางาน ลมหายใจของเราคืองาน แต่เวลานอกเหนือจากนั้นทุกคน คือ ญาติพี่น้อง”คุณธันยาพรหมุนรถเข็นมาเผชิญหน้ากับหนุ่มสาวรุ่นลูกทั้งห้าและให้คติเตือนใจด้วยน้ำเสียงจริงจัง “การทำงาน คือ การแก้ปัญหา ฉันหวังว่าเราจะทำงานร่วมกันอย่างราบรื่นนะ”


เมื่อพนักงานใหม่ทั้งสองรับคำแล้ว วิศรุตจึงขอตัวพาทั้งคู่กลับไปดูที่พักโดยที่น้ำบุศย์และเหนือลิขิตยังคงทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้ต่อนักสืบหนุ่มที่สวมรอยมาเป็นหัวหน้าฝ่ายบัญชีคนใหม่เช่นเดิม


“น้าว่าลิขิตพาหนูน้ำไปดูห้องพักเสียก่อนเถอะ เดี๋ยวค่อยคุยกันต่อที่โต๊ะอาหาร”คุณธันยาพรบอก แล้วจึงหันไปทางอาคันตุกะสาว ระบายยิ้มน้อยๆอย่างใจดี “น้าสั่งให้จัดห้องพักให้หนูทางปีกซ้ายของเรือนใหญ่จะได้ไม่เป็นที่ครหาเพราะตาลิขิตกับน้องๆเขาไม่อยู่เรือนหลังนี้กัน”


“น้ำต้องขอขอบพระคุณคุณน้าพรด้วยค่ะ”น้ำบุศย์พนมมือขึ้นอีกครั้ง


เหนือลิขิตหันไปพยักหน้ากับหญิงสาว จากนั้นจึงพากันหมุนตัวเดินออกไปช้าๆ แล้วกลับต้องชะงักเมื่อผู้สูงวัยส่งเสียงไล่หลังมา “ลิขิตอย่าลืมเตรียมชุดสวยๆให้หนูน้ำด้วยนะลูก คืนนี้น้าจะจัดงานเลี้ยงต้อนรับให้ คนงานจะได้สนุกสนานกันไปในตัวด้วย”

โดย: ผู้หญิงเลือดเย็น วันที่: 23 ธันวาคม 2555 เวลา:8:54:02 น.
  

ดวงตากลมโตมองสำรวจห้องนอนสีเนื้อไม้ด้วยความพึงพอใจ ก่อนจะหยุดสายตาไว้ที่เตียงนอนแบบซุ้มสี่เสาตกแต่งด้วยลูกไม้สีขาวสะอาดตาซึ่งมีชุดเครื่องนอนสีเดียวกันจัดเป็นชุดเอาไว้ครบครัน แล้วหันไปหาชายหนุ่มซึ่งยืนกอดอกพิงผนังอยู่ห่างออกไปและมองเขาด้วยสายตาเป็นมิตรครั้งแรก “ห้องนอนของฉันสวยมากค่ะ ขอบคุณมาก”


เหนือลิขิตยิ้มมุมปาก“ผมว่าคุณแทนตัวเองว่าน้ำดีกว่านะ เวลาอยู่ต่อหน้าคนอื่นๆจะได้ไม่หลุด”


เสียงถอนหายใจดังมาจากร่างบางเบาๆ คิ้วของเธอขมวดเล็กน้อย ขณะที่สายตาบ่งบอกถึงความอึดอัดขัดใจเด่นชัด“รู้สึกคุณจะให้ความสำคัญกับคำพูดคำจาของฉันเหลือเกินนะ”


ชายหนุ่มยืดตัวขึ้นยืนตรง เดินเข้ามาหาเธออย่างช้าๆและจ้องหน้า “แล้วคุณจะให้ผมบอกเหตุผลอีกกี่ครั้งล่ะ ว่าเพราะอะไร”


น้ำบุศย์ใจเต้นตุบตับ เธออยู่กับเขาภายในที่รโหฐานเพียงสองคน มิหนำซ้ำเขายังเคยคิดจะลวนลามเธอมาก่อน มันน่ากลัวหยอกเสียเมื่อไรล่ะ หญิงสาวจึงรีบโบกไม้โบกมือให้วุ่น “เอาล่ะๆ ต่อไปนี้ฉัน...”เธอลากเสียงยาวก่อนจะเปลี่ยนสรรพนามเมื่อสบสายตาดุๆที่จ้องมองมาเขม็ง “น้ำจะแทนตัวเองว่าน้ำตลอดเลยก็แล้วกัน”


เขาดีดตัวขึ้นยืนตรง เพ่งสายตาจ้องมองเธอเขม็ง เป็นแววตาที่ดูประหลาดจนเธอไม่สามารถคาดเดาความคิดได้เลย“ดีแล้ว ว่าง่ายๆคุณจะได้เสร็จงานไวๆ”


“เรื่องงานของเรามีใครรู้บ้างคะ”เธอย่อตัวลงนั่งบนเตียงนุ่ม เงยหน้าขึ้นมองเขาขณะถาม


เหนือลิขิตสั่นหน้า “ไม่มีเลย เรื่องนี้เป็นความลับ อ้อ มีคนนึงที่ผมจำเป็นต้องบอกเรื่องนี้กับเขา...”


หญิงสาวเลิกคิ้วขึ้นแทนคำถาม


“แฟนผม มนิดา”


น้ำบุศย์พยักหน้า ลอบอมยิ้ม พลางนึกในใจ ‘โธ่เอ๊ย! เห็นทำตัวเป๊ะ ใหญ่คับฟ้าที่แท้ก็กลัวแฟนจนหัวหด’


“ยิ้มอะไร”เขาถามเสียงขุ่น เมื่อเห็นท่าทีของหญิงสาว


น้ำบุศย์เม้มริมฝีปากกลั้นหายใจเพื่อให้ร่องรอยขำในดวงหน้าจางหายก่อนตอบ “เปล่านี่ น้ำก็แค่รับรู้ว่ามีคนรู้เรื่องนี้สองคนคือคุณกับแฟน แปลกใจอยู่อย่างนึง คุณน้าไม่สงสัยเลยหรือไงว่าคุณมีแฟนอยู่แล้วแต่ทำไมคิดจะหมั้นกับคนอื่นอีก”


ร่องรอยบางอย่างผ่านแวบเข้ามาในดวงตาคมกริบชั่ววินาทีก่อนจางหายไป “คุณน้าไม่ชอบมีมี่ ผมก็ตามใจท่านไงล่ะ”


“ทำไมน้าคุณถึงไม่ชอบแฟนคุณล่ะ”หญิงสาวย้อนถาม


ดวงตาคมคู่นั้นฉายแววขุ่นมัวขึ้นชั่วครู่ แต่แล้วชายหนุ่มก็ถอนหายใจออกมาเบาๆก่อนจะตอบ “นั่นไม่ใช่ส่วนที่คุณควรจะรู้ เอาเป็นว่าตอนนี้คุณมีหน้าที่อย่างเดียวคือ ล้วงความลับเรื่องคนรักของคุณน้ามาให้ได้ก็พอ”


ว่าแล้วชายหนุ่มจึงหันหลังกลับ แต่อยู่ดีๆก็เอี้ยวตัวกลับมา “ถ้าหากขาดเหลืออะไรก็มาบอกผมโดยตรงเลยนะ”


หญิงสาวพยักหน้าหงึกหงัก ก่อนจะเบะปาก ขณะมองตามร่างสูงสง่าที่เดินออกไปจากห้องด้วยความประหลาดใจ ‘อีตานี่คิดอะไรแปลกๆ ทำอะไรแปลกๆอยู่เสมอแฮะ’


โดย: ผู้หญิงเลือดเย็น วันที่: 23 ธันวาคม 2555 เวลา:8:55:36 น.
ชื่อ :
Comment :
 *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
ยืนยันรหัสความปลอดภัย :
(กรอกตัวเลขที่ปรากฎในภาพ)

ผู้หญิงเลือดเย็น
Location :
เชียงใหม่  Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed
 Smember
 ผู้ติดตามบล็อก : 2 คน [?]



ใครเล่นเฟซบุ๊คไปคุยกันได้
ในแฟนเพจ "บ้านน้ำฟ้า"นะคะ