ธันวาคม 2555

 
 
 
 
 
 
1
2
3
4
5
6
8
9
10
11
12
13
14
15
17
18
19
20
21
22
24
25
26
27
28
29
30
31
 
 
All Blog
นวนิยาย..สืบลับลิขิตรัก ตอนที่ ๑

บทที่๑





อาคารชั้นเดียวสีขาวหลังย่อมตั้งอยู่ข้างประตูรั้วอัลลอยด์ดูโดดเด่นตัดกับสีเขียวชอุ่มของสนามหญ้าญี่ปุ่นกว้างใหญ่ ซึ่งปลูกเป็นแนวไปจนจรดเทอเรซของตึกสีครีมสองชั้นที่ซ่อนตัวอยู่ท่ามกลางแมกไม้อันร่มรื่น ทำให้รู้ถึงรสนิยมผู้เป็นเจ้าของว่าหลงใหลในธรรมชาติสักเพียงใด


ลำแสงสีทองจางๆส่องลอดกิ่งชมพูพันธ์ทิพย์ลงมาเป็นทางยาว เรือนร่างได้สัดส่วนในชุดเสื้อลายสก็อตแขนกุดสีน้ำเงิน กางเกงขาสั้นสีครีมจึงต้องย้ายทำเลจากที่ยืนสำรวจด้านนอกสำนักงาน เข้าไปทรุดนั่งลงบนชุดรับแขกสีน้ำตาลในตัวอาคารแทน


เสียงหัวเราะคิกคักดังแว่วมาจากด้านหลังประตูแบบบานพับอันเป็นโซนห้องทำงานที่มีโต๊ะตั้งอยู่ 5 ตัว ติดกับห้องส่วนตัวของเธอและพี่กฤตินซึ่งอยู่เยื้องไปทางปีกขวา



น้ำบุศย์และกฤตินพี่ชายของเธอมีเจตนารมณ์เดียวกัน คือ ต้องการจัดตั้งสำนักงานนักสืบ เนื่องจากกฤตินนั้นเป็นอดีตนายตำรวจ แต่ด้วยความเบื่อหน่ายต่อระบบราชการทำให้เขาหันกลับมารับผิดชอบธุรกิจของครอบครัวแทน ทว่าชายหนุ่มก็ยังแอบซ่อนความฝันเล็กๆว่าอยากมีสำนักงานนักสืบเป็นของตนเอง ดังนั้นทันทีที่น้ำบุศย์น้องสาวคนเดียวของเขาเรียนจบและเธอเห็นดีเห็นงามด้วย แน่นอนความฝันอันเลือนรางย่อมผนวกกันเป็นรูปเป็นร่างได้อย่างไม่ยากเย็นนัก



เสียงหัวเราะดังมาไม่ขาดสาย ขณะที่น้ำบุศย์หันมองไปรอบๆสำนักงานนักสืบบุศยาอย่างพึงพอใจ อาคารหลังนี้มีการจัดตกแต่งอย่างสวยงามและเป็นสัดส่วน โดยเฉพาะบริเวณที่เธอนั่งอยู่ซึ่งเป็นมุมรับแขกอันแสนเรียบง่ายแต่เก๋ไก๋ด้วยดอกไม้สีสดที่เด่นไสวอยู่กลางห้องอันประดับประดาด้วยกระจกรอบทิศ มีผ้าม่านลูกไม้สีขาวยาวระพื้นคอยบังแสงแดด ทั้งยังทำให้ห้องเรียบๆนี้ดูอ่อนหวานมากยิ่งขึ้นอีกด้วย


เสียงถอนหายใจดังขึ้นเบาๆหลังจากหญิงสาวเอนหลังพิงโซฟาตัวยาว ดวงตามองเหม่อทะลุกระจกหน้าต่างไปยังพื้นสนามซึ่งดอกชมพูพันธ์ทิพย์ร่วงหล่นอยู่เกลื่อนกลาด พลางนึกถึงคำพูดของบิดาในวันที่สองพี่น้องปรารภถึงการจัดตั้งสำนักงานนักสืบแห่งนี้



“พ่อไม่เห็นด้วยหรอกนะ ติน น้ำ” คุณอภิสัยหันมองลูกทั้งสองสลับกันก่อนเอ่ยต่อ “งานนักสืบน่ะมีแต่คนในละครหรือในนิยายเท่านั้นแหละที่จะประสบความสำเร็จ ใครมันจะมาสืบอะไรกันนักหนา ถ้าลูกอยากมีกิจการที่สร้างขึ้นกับมือของตัวเองก็หาอะไรที่คนจำเป็นต้องกินต้องใช้สิ อย่างเช่น ร้านอาหาร โรงงานน้ำดื่ม แบบนี้ถึงจะอยู่ได้”



“แต่นั่นมันไม่ใช่สิ่งที่น้ำกับพี่ตินอยากทำนะคะคุณพ่อ” น้ำบุศย์ทำหน้าง้ำโพล่งขึ้นเมื่อถูกขัดใจ พ่อของเธอก็เป็นแบบนี้ทุกทีแหละ อะไรที่ตัวเองคิดว่าไม่ดี ไม่ใช่ ก็จะพยายามเกลี้ยกล่อมลูกเมียให้เชื่อตาม ดีที่ยังไม่เผด็จการเท่านั้นแหละ



“ชีวิตคนนะลูก ไม่มีใครสามารถทำตามใจอยากได้ทั้งหมดหรอก อีกอย่างที่พ่อห่วงที่สุดก็คือน้ำนี่แหละ น้ำเป็นผู้หญิง ช่วงนี้พี่ตินเขามัวแต่ดูแลโครงการบ้านจัดสรร จะให้มาตามเราไปสืบโน่นสืบนี่ไม่ได้หรอกนะ”


“เรามีทีมงานของเราอยู่แล้วครับคุณพ่อ”กฤตินเสริมขึ้นบ้าง เมื่อเห็นว่าหน้าน้องสาวชักจะหงิกเป็นใบผักกูดขึ้นทุกทีๆ


คุณอภิสัยยกมือขึ้นกอดอกแล้วจึงยิ้มเยือกเย็น นึกในใจว่า น้ำเชี่ยวอย่าเอาเรือขวาง เขาควรจะปล่อยให้ลูกๆเรียนรู้ปัญหาด้วยตนเองจะดีกว่า“เอาล่ะ ถ้าลูกมั่นอกมั่นใจกันขนาดนั้นล่ะก็ ลองดู แต่พ่อไม่ให้ไปเปิดสำนักงานไกลๆหรอกนะ ตั้งมันที่หน้าบ้านเรานี่แหละ”



คิ้วเรียวของลูกสาวคนเล็กเลิกขึ้นสูงลิบ “แต่บ้านเราไม่ใช่ที่ชุมชนนะคะคุณพ่อ ทำเลดีๆมันต้องย่านที่คนพลุกพล่านกว่านี้”



บิดาหัวเราะหึๆตอบเสียงเข้ม “บ้านเราก็ติดถนนใหญ่ เป็นทางผ่าน สะดวกสบาย ไม่ได้ไกลปืนเที่ยง พ่อจะให้โอกาสพวกแกสัก 3 เดือน ถ้ายังไม่เป็นชิ้นเป็นอัน ตาตินก็ต้องทำงานให้พ่ออย่างเดียว ส่วนยายน้ำก็ต้องเรียนต่อจนได้เป็นอัยการ ตกลงไหม”



น้ำบุศย์กลืนน้ำลายเอื้อกใหญ่ หันมองพี่ชายอย่างขอความคิดเห็น กฤตินส่งยิ้มมาให้ด้วยท่าทีไม่ยี่หระ หญิงสาวจึงสูดลมหายใจลึกๆก่อนพยักหน้า “ตกลงค่ะ น้ำสัญญาว่าถ้าไปไม่รอด น้ำจะยอมเป็นอัยการเหมือนที่คุณพ่ออยากให้เป็นแน่นอนค่ะ”



พี่ตินน่ะไม่เท่าไหร่หรอก ถึงสำนักงานนักสืบจะไปรอดไม่รอดก็อยู่ตัว แต่เธอนี่สิ ตอนแรกอยากเรียนศิลปะบิดาก็หาว่าเป็นงานที่ไม่มั่นคง อยากเป็นตำรวจหญิงมารดาก็บ่นว่าอันตราย อยากให้เรียนนิติศาสตร์มากกว่า เมื่อเธอยอมทำตามใจท่านแล้ว พอเรียนจบเบนเข็มมาเป็นนักสืบ ท่านก็ไม่น่าจะมาขัดแข้งขัดขาอีก เฮ้อ...



เพล้ง!



เสียงขวดหล่นกระทบพื้นดังกังวาน หญิงสาวสะดุ้งเฮือก ลุกพรวดขึ้นเดินไปชะโงกที่ประตู ได้ยินเพียงเสียงหวีดร้องของภูมิชญาหนุ่มร่างใหญ่หัวใจสาวและเสียงขอโทษขอโพยของพริมาภานักสืบสาวเพื่อนของเธอดังมาจากทางด้านหลัง จึงส่งเสียงร้องถามออกไปดังๆว่า “อะไรแตกเหรอ พรีม”


สาวแว่นร่างบางในชุดเสื้อยืดสีขาวกระโปรงลายพร้อยสีชมพูจึงทำหน้าเจื่อนๆชะโงกหน้าออกมาตอบ “ขวดน้ำมันหอยน่ะ”



“น้ำมันหอยอะไรมาอยู่ที่นี่ ในสำนักงานเราไม่มีห้องครัวนะ”



“พรีมซื้อมาเองแหละ เห็นมันลดราคาก็เลยซื้อมาตั้ง 5 ขวด”


“แล้วนี่แตกไปกี่ขวด”เจ้าของสำนักงานซักต่อ



พริมาภายกมือขึ้นเสยผมที่ตกลงมาระใบหน้าก่อนตอบเสียงเบาหวิว “แตกหมดเลย”



“มา เดี๋ยวน้ำไปช่วยเก็บ”



พริมาภารีบสั่นหน้าด้วยความเกรงใจแล้วดันเพื่อนกลับเข้าไปยังห้องเดิม “ไม่ต้องหรอก พรีมมีคำแพงคอยช่วยอยู่แล้วนี่”เธอหมายถึงแม่บ้านประจำสำนักงานบุศยาที่ยืมตัวมาจากตึกใหญ่นั่นเอง



น้ำบุศย์ก้มหน้าซ่อนยิ้ม พลางโบกไม้โบกมือ “งั้นรีบไปทำความสะอาดต่อเถอะ หยึย คงมันเยิ้มเลยสิเนี่ย” พูดพลางทำท่าประกอบก่อนจะหมุนตัวกลับไปนั่งลงบนเก้าอี้ข้างหน้าต่าง มองคนสวนของบิดาที่กำลังขะมักเขม้นกับการจัดแต่งสวนน้ำตกให้เป็นโซนป่าลึกตามที่บิดาของเธอสั่งอย่างสนใจ








Create Date : 07 ธันวาคม 2555
Last Update : 21 กุมภาพันธ์ 2556 20:14:29 น.
Counter : 1460 Pageviews.

3 comments
  
ชายหนุ่มร่างสูง ผิวสองสีในชุดเสื้อเชิ้ตสีน้ำเงิน กางเกงยีนสีเข้มก้าวลงจากรถโฟร์วีลซึ่งจอดอยู่ด้านหน้ารั้วอัลลอยด์สีขาวติดกับอาคารสีขาวหลังจ้อยซึ่งมีป้ายบอกชื่อสถานที่เอาไว้ว่า “สำนักงานนักสืบบุศยา” แล้วจึงหยุดยืนอยู่หน้าสำนักงานครู่ใหญ่ เมื่อเห็นว่าประตูกระจกแบบเลื่อนเปิดแง้มอยู่แล้ว เขาจึงถอดรองเท้าเอาไว้ด้านนอก ก่อนถือวิสาสะเดินเข้าไปด้านใน


ภายในสำนักงานแห่งนี้ทาสีขาวดุจเดียวกับด้านนอกตัวอาคาร และมีการจัดตกแต่งที่ทำให้เขาต้องอมยิ้ม เพราะมันดูคล้ายจะเป็นบ้านพักตากอากาศมากกว่าสำนักงานนักสืบน่ะสิ


เอ..ไม่ยักกะมีคนอยู่แฮะ...ที่โต๊ะประชาสัมพันธ์ข้างประตูก็ว่างเปล่า แต่แล้วเมื่อหันไปมองทางซ้ายมือ เขาจึงพบว่ามีหญิงสาวในชุดเสื้อแขนกุด กางเกงขาสั้นนั่งเหม่ออยู่บนเก้าอี้สีขาวข้างหน้าต่างเพียงลำพัง
แต่งตัวแบบนี้ ท่าทางว่าจะเป็นแม่บ้าน...คิดแล้วชายหนุ่มจึงสาวเท้ายาวๆเข้าไปหาผู้ที่นั่งหันหลังให้ ก่อนจะยื่นมือออกไปหมายสะกิดไหล่ของเธอผู้นั้น เพราะหากจะเรียกเฉยๆก็เกรงว่าหญิงสาวจะตกใจเสียเปล่าๆ


ทว่าเป็นจังหวะเดียวกับที่น้ำบุศย์กำลังลุกขึ้นยืน มือที่ตั้งใจสะกิดไหล่งามจึงไพล่ไปโดนตะโพกผายของหล่อนเข้าจั๋งหนับ…


วินาทีแรกที่รู้สึกว่ามีใครมาโดนตัวนั้นหญิงสาวไม่ได้รู้สึกรู้สมอะไรนัก เพราะคิดว่าเป็นบัวบูชาหรือพริมาภาเพื่อนของเธอคนใดคนหนึ่งที่บางทีก็แอบเล่นแผลงๆแบบนี้อยู่บ่อยๆเหมือนกัน แต่เมื่อหมุนตัวกลับไปเผชิญหน้าและได้เห็นบุคคลที่ยืนข้างหลังชัดๆ น้ำบุศย์ก็ถึงกับสะอึก เบิกตากว้าง ร้องลั่น


“ กรี๊ด! ไอ้โรคจิต” ไม่พูดเปล่า หญิงสาวหันรีหันขวางไปยกแจกันบนโต๊ะรับแขกขึ้นทำท่าจะทุ่มใส่เขา โชคดีที่มีเสียงทุ้มของใครคนหนึ่งดังขึ้นเสียก่อน “เฮ้ย! น้ำ อย่า...”


ทำให้น้ำบุศย์หันขวับมองไปยังทิศทางของประตูแล้วชะงัก ลดมือลง กระแทกเท้าเข้าไปยืนข้างๆพี่ชาย และฟ้องเสียงขึ้นจมูก “ก็มันลวนลามน้ำนี่คะพี่ติน”


กฤตินได้ฟังก็ถึงกับเลือดขึ้นหน้า เรื่องแบบนี้ไม่ใช่เรื่องที่จะยอมความกันได้ง่ายๆ ในเมื่อน้องสาวของกฤติน วงศ์บวรยศไม่ใช่ดอกไม้ริมทาง เขาจึงก้าวพรวดเข้าไปประชิดตัวแขกไม่ได้รับเชิญพลางยกมือขวาขึ้นกระชากคอเสื้อเชิ้ตของอีกฝ่ายโดยแรง ทว่าเหนือลิขิตก็ขืนตัวเอาไว้ได้ และให้สติพี่ชายของหญิงสาวเสียงเรียบ “ก่อนจะต่อยผม ช่วยถามหน่อยได้ไหมว่ามันเกิดอะไรขึ้น ไม่ใช่เอะอะก็ฟังแต่น้องคุณฝ่ายเดียวแบบนี้”


กฤตินจึงยอมปล่อยมือแต่โดยดีแล้วยืนนิ่งฟังคำให้การของคู่กรณีบ้าง
น้ำบุศย์นึกฉุน ยกมือข้างที่ว่างขึ้นชี้หน้าอีกฝ่าย พร้อมส่งเสียงเกรี้ยวกราด “อย่ามาแก้ตัว นายไม่ใช่เหรอที่พยายามจะจับก้นฉันเมื่อกี้น่ะ”


เหนือลิขิตยิ้มมุมปาก ยกมือขึ้น หันนิ้วโป้งเข้าหาตัว “ผมเนี่ยนะลวนลามคุณ ผมตั้งใจจะสะกิดเรียก แต่คุณดันลุกขึ้นยืนไม่มีปี่มีขลุ่ย มือมันก็เลยพลาดไปโดน...แค่นั้น โธ่! แบนราบอย่างคุณ”เขาหยุดพูด ทำท่ากลั้นหัวเราะ“ดูยังไงก็ไม่ทำให้ปึ๋งปั๋งขึ้นมาได้หรอก”


กฤตินหันมองน้องสาวที่กำลังขบเขี้ยวเคี้ยวฟัน แล้วจึงหันกลับไปมองอาคันตุกะแปลกหน้าอย่างสำรวจ ผู้ชายคนนี้น่าจะรุ่นราวคราวเดียวกับเขา รูปร่างก็สูสีกัน จะต่างก็เพียงสีผิวที่อีกฝ่ายนั้นคล้ำกว่ามาก หากการแต่งตัวของฝ่ายนั้นก็ดูดี ไม่น่าจะเป็นมิจฉาชีพหรือพวกโรคจิต แต่สมัยนี้จะเชื่อใครได้ง่ายๆกันล่ะ เขาจึงยิงคำถาม “แล้วคุณเข้ามาที่นี่โดยพลการได้ยังไง”


คนถูกถามทำหน้าแปลกใจสุดขีด “ที่นี่เป็นสำนักงานนักสืบไม่ใช่เหรอ ผมเป็นลูกค้าทำไมจะเข้ามาไม่ได้”


“หมายความว่าคุณจะมาว่าจ้างนักสืบของเราใช่ไหมฮะ”น้ำเสียงของกฤตินดูเป็นมิตรมากขึ้น ทำให้น้องสาวคนสวยเริ่มไม่พอใจ จึงเดินลิ่วเข้ามายืนแทรกระหว่างพี่ชายและหนุ่มคู่อริ “แต่วันนี้สำนักงานยังไม่เปิด โน่นประตู เชิญกลับไปได้แล้วที่นี่ก็ไม่ต้อนรับคนอย่างนายด้วย”


กฤตินสั่นหัว ดึงแขนน้องสาวเข้าไปในห้องทำงานและวางมือลงบนไหล่งามเบาๆ “พี่ว่าใจเย็นๆก่อนเถอะ เขาก็ไม่ได้เลวร้ายอะไรหรอก สำนักงานเรากำลังจะเปิดใหม่ ถ้าเขาเอาไปพูดเสียหาย มันจะไม่ดีต่องานของเรานะ”


“แต่ว่ามัน...” หญิงสาวอ้าปากจะเถียง หากพี่ชายตัดบทขึ้นเสียก่อน “เดี๋ยวพี่ไปเคลียร์เอง น้ำเข้าไปคุยกับเพื่อนๆให้สบายใจก่อนเถอะ”


“ไล่มันออกไปให้ไวเลยนะคะ ถ้าน้ำกลับมาแล้วมันยังอยู่ละก็ เห็นดีกันแน่” น้ำบุศย์คาดโทษ แล้วหมุนตัวผ่านห้องทำงานไปทางประตูหลังซึ่งเพื่อนๆรวมตัวกันอยู่ที่นั่น ขณะที่พี่ชายเดินกลับไปหาลูกค้าคนแรกของสำนักงานนักสืบด้วยท่าทีอะลุ้มอล่วยมากขึ้น


เฮ้อ! ยายน้ำ เกือบโดนข้อหาทำร้ายร่างกายแล้วไหมล่ะ...

โดย: ผู้หญิงเลือดเย็น วันที่: 7 ธันวาคม 2555 เวลา:18:12:31 น.
  
ด้านหลังสำนักงานนักสืบบุศยานั้นถูกให้จัดเป็นมุมพักผ่อนอีกมุมหนึ่ง อันประกอบด้วยสวนหย่อมซึ่งมีไม้ดอกไม้ประดับบานสะพรั่งปลูกเป็นแปลงรอบๆชุดเก้าอี้อัลลอยด์สีขาว ซึ่งเวลานี้ พริมาภา บัวบูชา พิรัชชัย ปนัดดา และภูมิชญากำลังนั่งคุยกันอยู่อย่างออกรส


“ทำไมทำหน้าบูดหน้าบึ้งแบบนั้นล่ะน้ำ”บัวบูชาทักขึ้นก่อน เนื่องจากเธอนั่งหันหน้ามาทางประตูอยู่เพียงคนเดียว


น้ำบุศย์ทำเสียงจิ๊จ๊ะอย่างขัดใจ เมื่อนั่งลงบนเก้าอี้เป็นที่เรียบร้อยแล้ว ดวงหน้างามก็ยังมีร่องรอยไม่พอใจขณะตอบเพื่อน “ก็มีไอ้บ้ากามวิตถารที่ไหนไม่รู้มาลวนลามน้ำน่ะสิ”


คำตอบนั้นทำให้พริมาภาอ้าปากค้าง บัวชมพู พิรัชชัย และปนัดดานิ่งอึ้ง ส่วนภูมิชญานั้นร้องกรี๊ดกร๊าดเสียงหลง “โอ๊ย เลิศเลอมากค่ะคุณน้ำ ทำไมไม่มีใครทำกับพี่แบบนี้บ้าง”


น้ำบุศย์จึงค้อนขวับใส่คนพูด ก่อนตอบ “พี่ภูมิชญาวดีก็ลองไปยืนล่อไอ้เข้อยู่หน้าสำนักงานสิคะ ถ้าอีตานั่นโผล่มาก็คงได้เรื่องบ้างอยู่หรอก”


“พูดแบบนี้แปลว่าน้ำไปล่อไอ้เข้มาเหรอไง”บัวบูชาถามพลางหัวเราะคิกคัก ส่งผลให้ถูกพริมาภาตีเผียะ แล้วบ่นต่อ “ยังจะไปยั่วน้ำอีกยายบัวนี่ เรื่องแบบนี้ไม่ใช่เรื่องเล่นๆนะ”


รอยยิ้มบัวบูชาหุบฉับ หันไปทำหน้าสำนึกผิดใส่เพื่อน “ขอโทษจ้ะแม่แก่ ก็บัวเห็นน้ำมันเครียด ก็เลยกระเซ้าเล่นๆหน่อยเดียวเท่านั้นเอง”


“แล้วตอนนี้ไอ้เข้ เอ๊ยนายนั่นอยู่ไหนแล้วครับคุณน้ำ”พิรัชชัยถามบ้าง


“พี่ตินกำลังเจรจาอยู่ค่ะ”


“ใจเย็นๆนะคะคุณน้ำ พี่เชื่อว่ายังไงคุณตินก็เข้าข้างเราอยู่แล้วล่ะ”ปนัดดาปลอบ


“แต่น้ำไม่ค่อยเชื่อถือหรอก ดูท่าทางพี่ตินจะเชื่อนายนั่นมากกว่าน้ำเสียอีก”เจ้าตัวยังคงทำแง่งอนประหนึ่งพี่ชายมานั่งอยู่ตรงหน้า แต่แล้วอยู่ดีๆหญิงสาวก็หัวเราะคิกคักขึ้นมาราวกับไม่มีเรื่องรกสมองใดเกิดขึ้นมาก่อน “ทำไมยายพรีมถึงมอมแมมจังล่ะ”


พริมาภาอ้าปากจะตอบเพื่อน แต่ต้องรีบปิดปาก เมื่อใครคนหนึ่งเอ่ยขึ้นแทน “จะมีอาไร้ ก็ต้องไปทำซุ่มซ่ามเฉิ่มเบ๊อะที่ไหนมาอีกล่ะสิ”


“อุ๊ย คุณตินมา อย่าบ่นน้องเขาเลย มานั่งนี่เถอะค่ะ นั่งตักญาญ่าก็ได้”ภูมิชญาจีบปากจีบคอพูด เมื่อเห็นว่าไม่เหลือที่ว่างให้หนุ่มหล่อนั่งแล้ว
คนปากร้ายเมื่อครู่ทำหน้าแหยงๆ ยืนกอดอกอยู่หลังน้องสาวเหมือนเป็นเกาะกันภัย เพราะไม่เพียงแต่ภูมิชญาเท่านั้นที่ทำท่าคล้ายจะเขมือบเขา สาวใหญ่วัยดึกอย่างปนัดดาก็ใช่ย่อย เล่นส่งสายตาพราวพรายมาเสียจนเขาสยอง “ไม่ล่ะฮะ ผมเกรงใจ คุณภูมินั่งเถอะ”


รอยยิ้มบนใบหน้าของภูมิชญาเลือนหาย ร่างสูงใหญ่รีบปรี่เข้ามาหาชายหนุ่มทันที “คุณตินล่ะก็แบบนี้ทุกทีเลย ญาญ่าบอกแล้วว่าอย่าเรียกชื่อนี้อีก มันแสลงยังไงล่ะคะ”


กฤตินจึงหัวเราะ ตอบว่า “มันติดปากน่ะครับ”


“พี่ตินจัดการไอ้บ้ากามเสร็จแล้วเหรอคะ”สาวสวยบัวชมพูเงยหน้าขึ้นถามบ้าง


“เขาไม่ได้บ้ากามหรอกนะบัว ยายน้ำน่ะแหละเข้าใจผิด”ชายหนุ่มตอบหนักแน่น



น้ำบุศย์ลุกพรวดขึ้น หันไปประจันหน้าพี่ชาย “นี่พี่ตินหาว่าน้ำตู่ว่านายนั่นลวนลามเหรอคะ คนอะไรแทนที่จะเชื่อน้องตัวเองดันไปเชื่อคนอื่น”


“แต่เท่าที่พี่ฟังเขามาน่ะ คุณเหนือลิขิตเขาจะมาจ้างนักสืบของเรานะ เขามีปัญหาจริงๆ พอขึ้นมาไม่เจอใคร เห็นน้ำนั่งอยู่คนเดียว เขาคิดว่าเป็นแม่บ้านของสำนักงานก็เลยเดินเข้าไปเรียก ประจวบเหมาะกับเราน่ะลุกขึ้นยืน มันก็เลยพลาด”กฤตินเล่ายืดยาว ใบหน้าจริงจัง


บัวชมพูหัวเราะ “ยายน้ำจะโกรธมากก็ตรงที่นึกว่าเป็นแม่บ้านนี่แหละค่ะพี่ติน”


“แต่ผมไม่ค่อยเชื่อถือเลย สมัยนี้โรคจิตมันเยอะนะคุณติน” พีรัชชัยเข้าข้างสาวน้อยที่กำลังทำหน้าเซ็งอยู่ข้างๆอย่างเอาใจ


“นั่นสิคะ พรีมว่าเขาอาจจะคิดไม่ดีก็ได้”พริมาภาเสริม แต่แทนที่กฤตินจะโต้ตอบคำพูดหล่อน เขากลับย้อนถามเจ้าตัวเสียงดุ “นั่นเธอไปเล่นซนอะไรมาน่ะ พริมาภา”


“น้องพรีมทำความสะอาดพื้นมาน่ะค่ะ พอดีเมื่อกี้พื้นมันเลอะ”ปนัดดาตอบแทน เพราะดูท่าสาวน้อยพริมาภาเริ่มจะหน้าจ๋อยเสียแล้ว


“ซุ่มซ่ามอีกตามเคย” เขาบ่นก่อนจะนึกอะไรขึ้นมาได้ “มัวแต่ยุ่งๆเรื่องน้ำกับคุณเหนือลิขิต ลืมไปเลยว่าคุณพ่อ คุณแม่ให้มาเชิญทุกคนไปทานข้าวด้วยกันที่ตึกใหญ่ นี่ท่านคงรอนานแล้วล่ะ”


“อ้าว!งั้นไปเถอะค่ะ บัวหิวแล้ว”บัวบูชาเอ่ยชวน ขณะที่พริมาภายังเงียบกริบ เนื่องจากฝ่ายหลังไม่ค่อยสนิทกับพี่ชายเพื่อนเท่าฝ่ายแรก มิหนำซ้ำกฤตินยังใจร้าย ชอบดุ และหาว่าเธอเป็นจอมซุ่มซ่ามอีกต่างหาก หากสามารถเดินเลี่ยงกันสักร้อยโยชน์ได้ พริมาภาคงทำไปแล้ว


“ไปกันได้ละ เดี๋ยวคุณพ่อ คุณแม่หิว”น้ำบุศย์บอกพลางลุกขึ้นก่อน และหันไปขู่พี่ชาย “คอยดูเถอะ น้ำจะฟ้องคุณพ่อ”


ชายหนุ่มจึงได้แต่ส่ายหัวกับความเอาแต่ใจของน้องสาวแต่ก็ไม่คิดจะถือสา เนื่องจากรู้ดีว่าอีกฝ่ายนั้นไม่เคยโกรธใครข้ามวัน พอนอนแล้วตื่นขึ้นมา เดี๋ยวน้ำบุศย์ก็ลืม...

โดย: ผู้หญิงเลือดเย็น วันที่: 7 ธันวาคม 2555 เวลา:18:14:38 น.
  
น่าอ่านคะ
โดย: วรรณ IP: 115.67.164.174 วันที่: 6 เมษายน 2556 เวลา:16:02:33 น.
ชื่อ :
Comment :
 *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
ยืนยันรหัสความปลอดภัย :
(กรอกตัวเลขที่ปรากฎในภาพ)

ผู้หญิงเลือดเย็น
Location :
เชียงใหม่  Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed
 Smember
 ผู้ติดตามบล็อก : 2 คน [?]



ใครเล่นเฟซบุ๊คไปคุยกันได้
ในแฟนเพจ "บ้านน้ำฟ้า"นะคะ