ตุลาคม 2554

 
 
 
 
 
 
1
2
3
6
7
9
10
11
12
13
14
15
16
17
18
19
20
21
22
23
24
25
26
27
28
29
30
31
 
 
All Blog
บุพนิวาส...ตอนที่ ๒

๒.






ดวงตายาวรี คมเข้ม เหม่อมองสายน้ำจากน้ำพุบาหลีที่หยดลงบนพื้นซึ่งปูด้วยหินทรายสลับแกรนิตขึ้นเงาวาววับ เลยไปยังมุมสวนหย่อมประดับไม้กระถางสีสดด้านหน้าต้นกัลปพฤกษ์ซึ่งมีการะเกดเขียวคลุมโคนต้นไม่ให้โล่งเกินไปนัก และกั้นขอบเขตด้วยคริสติน่าปลูกเป็นแนวคล้ายกำแพงเหนือทางเดินปูด้วยอิฐมอญทอดยาวไปจนถึงตัวตึกสไตล์อิตาเลียนด้านหลังบริเวณที่เขานั่งอยู่



เสียงประตูเปิดออกทำให้สมาธิของชายหนุ่มขาดห้วง แต่เขาก็เพียงแค่ละสายตาจากจุดเดิม ก้มหน้าลงมองภาพปกหนังสือกฎหมายเล่มหนาซึ่งวางอยู่บนโต๊ะเหล็กดัดสีขาวเข้าชุดกับเก้าอี้ของตนเท่านั้น ไม่ยอมหันหลังกลับไปดูผู้ที่กำลังเดินเข้ามาหา



“ตื่นนานแล้วหรือลูก” คุณมาศินีเอ่ยถาม ด้วยเห็นว่าบุตรชายคนเดียวเพิ่งกลับจากเข้าเวรที่สถานีตำรวจ และเข้านอนในตอนสายๆ นี่เอง “เพิ่งบ่ายสองโมง ทำไมไม่นอนเยอะๆ ล่ะ เสียสุขภาพหมด”



“เพิ่งตื่นได้สักชั่วโมงนี่เองครับคุณแม่ พออาบน้ำอาบท่าเสร็จก็มานั่งอ่านหนังสือใต้ต้นไม้นี่แหละครับ” ร้อยตำรวจเอกเอกตระกูลตอบอย่างออมเสียงและถามต่อ “คุณแม่มีอะไรกับผมหรือเปล่าฮะ”



คนเป็นแม่ทำเฉย จ้องมองดวงหน้าคมสันของอีกฝ่ายเขม็ง บุตรชายของหล่อนเป็นคนที่มีบุคลิกหน้าตาโดดเด่น ดวงตาคมยาวรีใต้คิ้วหนาเป็นปื้นนั้นมีแพขนตางอนยาวทำให้ดูหวานซึ้งทรงเสน่ห์ จมูกเรียวเล็กนั้นก็โด่งเป็นสัน รับกับปากบางสวยและกรอบหน้าได้รูป ไหนจะบุคลิกอันสมาร์ททะมัดทะแมงสมกับเป็นนายตำรวจนั่นอีกเล่า คุณสมบัติเพียบพร้อมเช่นนี้ แล้วเหตุใดเขาจึงยังไม่มีคนรัก ทั้งๆ ที่ผู้เป็นแม่คะยั้นคะยอให้จนแทบจะเรียกได้ว่าใส่พานถวายอยู่ตลอดเวลา “แม่น่ะไม่มีธุระอะไรจะคุยกับเราหรอก แค่เดินมาบอกว่าหนูโรสรออยู่ในห้องนั่งเล่นแน่ะ”



“โรสมีอะไรเร่งด่วนหรือเปล่าฮะ” เจ้าตัวเลิกคิ้วถาม



“ โอ๊ย! ต้องมีธุระด้วยรึถึงจะมาบ้านนี้ได้น่ะตาเต้” คุณมาศินีถามเสียงสูง หล่อนมักจะแสดงออกเสมอ ว่าเอ็นดู สโรสินีเป็นพิเศษ



“เปล่าหรอกครับ ระหว่างโรสกับผม เราเป็นเพื่อนกัน ฉะนั้นเธอจะมาบ้านเราตอนไหนก็ได้ แต่ที่ผมแปลกใจก็ คือ วันนี้โรสมีเวลาว่างมาหาได้ยังไง ปกติเห็นงานยุ่งจนเอกสารแทบจะทับตาย”



มารดาตั้งท่าค้อนให้วงใหญ่ “เราก็ดีแต่บอกว่าเขาเป็นเพื่อนน่ะแหละ เดี๋ยวใครคว้าไปแล้วจะหาว่าแม่ไม่เตือนนะ คุณสมบัติแบบนี้หาได้ง่ายๆ ที่ไหน”



คุณสมบัติหายากที่มารดากล่าวถึง คือตระกูลของสโรสินีเป็นตระกูลที่มีเชื้อสายและกว้างขวางอย่างยิ่งในจังหวัดเชียงใหม่ แต่สำหรับนายตำรวจหนุ่มแล้ว หญิงสาวคือเพื่อนที่ดีที่สุด และมั่นใจว่าเธอเองก็คิดเช่นเดียวกัน



“เราเป็นเพื่อนกันครับคุณแม่” เขาจึงย้ำอีกครั้ง



“เอาเถอะ อย่าเพิ่งปฏิเสธ รีบเข้าบ้านไปหาหนูโรสเสียสิ” มารดาตัดบท หันหลังเดินเข้าบ้านไปก่อนด้วยท่าทางหมายมั่นปั้นมือ



เอกตระกูลพับปิดหนังสือ แต่ก็ยังไม่ยอมทำตามที่มารดาสั่ง เขาเอนหลังพิงพนักเก้าอี้ ระบายลมหายใจออกมาอย่างหนักหน่วง ครุ่นคิดว่าคนในครอบครัวราชกิจชัยยศของตนนั้น ไม่ว่าจะกี่ยุคกี่สมัยก็หนีไม่พ้นการคลุมถุงชน แต่เขานี่แหละที่จะแหกกฎบ้าบอนี้ไปให้ได้ เพราะไม่มีวันที่คนอย่างเอกตระกูลจะยอมพ่ายแพ้ต่อเหตุผลข้างๆ คูๆ เช่นนี้อย่างแน่นอน





เสียงพูดคุยดังขึ้นเบาๆ เมื่อร่างสูงผึ่งผายเดินผ่านกรอบประตูเข้าไปยังห้องโถงใหญ่ และเมื่อชายหนุ่มไปถึงห้องนั่งเล่นจึงพบว่า หญิงสาวผมซอยสั้น ผู้มีดวงหน้าสวยเฉี่ยวในชุดเสื้อสีแดงเลือดนก กางเกงสีดำขายาว โดยมีสูทสีดำสวมทับอยู่ด้านนอกกำลังง่วนอยู่กับการช่วยแม่เลี้ยงพิมพ์คำย่าของเขาจัดดอกไม้ลงในสลุงเงินใบใหญ่



“มาแล้วรึพ่อตัวดี ปล่อยให้หนูโรสคอยอยู่ตั้งนาน” ผู้สูงวัยแกล้งบ่น



“ถ้าผมมาเร็วคุณย่าก็ขาดลูกมือจัดดอกไม้พอดี” หลายชายยั่วเย้าย่าของตน แล้วหันไปทักผู้เป็นแขกด้วยรอยยิ้ม



“ว่าไงครับเจ้าหญิง วันนี้ทำไมออกมาหาเพื่อนตอนกลางวันได้ล่ะ” เขาและสโรสินีเรียนโรงเรียนเดียวกันมาตั้งแต่ชั้นประถมศึกษา จึงรู้ดีว่าหญิงสาวเป็นลูกหลานของตระกูลอันสืบทอดมาจากเจ้าผู้ครองนครเชียงใหม่ หากเป็นในอดีตหล่อนคงมีคำนำหน้าชื่อว่า เจ้า เสียด้วยซ้ำ เหตุนี้จึงทำให้เพื่อนร่วมสถาบันต่างตั้งสมญานามแก่สโรสินีว่า เจ้าหญิง ซึ่งเจ้าตัวก็ไม่รู้สึกยินดียินร้ายแต่ประการใด เพราะรู้ดีว่าเป็นการเย้าแหย่กันประสาเพื่อน “เต้พูดเหมือนโรสเป็นปีศาจสาว ถึงออกมาเพ่นพ่านตอนกลางวันไม่ได้น่ะ”



นายตำรวจหนุ่มหัวเราะอวดฟันขาว “เปล่าสักหน่อย ผมเห็นว่าโรสงานยุ่งต่างหากล่ะ”



คนฟังตีหน้าเซ็ง เมื่อนึกถึงภาระอันหนักอึ้งของตน “อืม น่าเบื่อจริงๆ ชีวิตมีแต่งานและงาน อายุเราก็ยังน้อยอยู่แท้ๆ ไม่รู้จะมีภาระอะไรนักหนา รอให้นายรัญจ์กลับมาจากเมืองนอกก่อนเถอะ โรสคงจะวางมือไปหาอะไรเล็กๆ น้อยๆ ทำเสียที”



“ทุกคนมีหน้าที่ และเราก็ต้องทำมันให้ดีที่สุดจนกว่าจะหมดวาระของมัน” แม่เลี้ยงพิมพ์คำพูดขึ้นลอยๆ ขณะดวงตาจ้องมองสรวยดอกไม้ที่ทยอยนำวางเรียงกันในสลุงคล้ายไม่ใส่ใจในสิ่งที่เปรยออกไปนัก



“คุณย่าหมายถึง โรสต้องรอเวลาหรือคะ ”สโรสินีถามอย่างสนใจ แม้จะเรียนจบด้านบริหารมาเพื่อดูแลกิจการของครอบครัว แต่หญิงสาวก็มีจิตใจละเอียดอ่อนและมีความเชื่อเรื่องโชคชะตาอยู่ไม่น้อย “สงสัยดวงของโรสนี่ต้องลำบากก่อนถึงจะสบาย”



“ย่าก็พูดไปตามประสบการณ์น่ะ อะไรที่คิดแล้วสบายใจ เราก็คิดไปเรื่อยๆจะดีกว่า”



นักธุรกิจสาวเงยหน้าขึ้นสบตาเพื่อน “คุณย่านี่ทันสมัยจังเลยนะเต้ แบบนี้เขาเรียกกันว่าผู้หญิงคิดบวก”



“ท่านคงเห็นโลกมามากน่ะ” เอกตระกูลตอบด้วยน้ำเสียงจริงจัง และถามต่อว่า “แล้วทำไมโรสถึงว่างได้ล่ะ”



“อ๋อ ก็วันนี้เป็นวันก่อตั้งบริษัทครบรอบสามสิบปีไง พอเลี้ยงเพลเสร็จโรสก็ถือโอกาสแวบออกมา” หล่อนยักไหล่ก่อนพูดต่อ “ ไม่ค่อยชอบงานเลี้ยงสังสรรค์สักเท่าไหร่น่ะ”



“แล้วที่มานี่จะให้ข้าน้อยรับใช้สิ่งใดมิทราบขอรับ” น้ำเสียงของเขามีร่องรอยล้อเลียนปนอยู่

แต่ก่อนที่จะมีใครพูดอะไรต่อ แม่เลี้ยงพิมพ์คำก็อุ้มสลุงแนบไว้กับอกและลุกขึ้นจากที่นั่ง พลางบอก “เดี๋ยวย่าเอา สลุงไปเก็บแล้วเตรียมน้ำขมิ้นส้มป่อยก่อน หนูโรสตามสบายนะ”



“ค่ะ คุณย่า” หญิงสาวรับคำพลางมองตามร่างผอมบางของผู้มากวัยที่กำลังก้าวออกจากห้องไป ก่อนจะหันกลับมามองเพื่อนด้วยแววตาเป็นประกาย “เต้พาโรสไปพายเรือเล่นหน่อยสิ บ้านเต้อยู่ติดแม่น้ำปิงนี่นา”



“เอ่อ คือ.. ” นายตำรวจหนุ่มอึกอักเล็กน้อย เพราะจำได้ดีว่า ตอนที่ยังเป็นเด็กตนเองจะถูกสั่งห้ามไม่ให้ไปเล่นที่ท่าน้ำปิงเสมอ โดยมารดาให้เหตุผลว่าหากเขาไปที่นั่นเมื่อใดก็มักจะไม่สบาย และละเมอเพ้อพกในเวลากลางคืนเป็นประจำ เอกตระกูลจึงไม่ค่อยได้เฉียดกรายไปยังบริเวณดังกล่าวบ่อยครั้งนัก เอ...แต่ตอนนี้เขาโตแล้วนี่นา จะมัวมาห่วงเรื่องราวความเชื่องมงายไปทำไมกัน ฉุกใจคิดดังนี้คำตอบจึงแปรเปลี่ยนเป็นเออออ “โอเค เชิญครับเจ้าหญิง”




สโรสินีเอ่ยขอบคุณแล้วจึงลุกขึ้น ก้าวตามชายหนุ่มออกไปด้วยความลิงโลดใจ ในระยะหลังตัวหล่อนเองก็มีวิถีชีวิตที่ห่างหายไปจากแม่น้ำสายนี้นานมากแล้ว นับตั้งแต่ย้ายออกจากบ้านเดิมของคุณปู่คุณย่าเพื่อมาซื้อบ้านอยู่แถวใจกลางเมือง วันนี้แหละคงได้เชยชมกลิ่นอายธรรมชาติให้ชุ่มปอดเสียที





เรือไม้สักขนาดกลางไหลล่องลัดเลาะสายน้ำปิงไปตามจังหวะการคัดพายของชายหนุ่มผู้ซึ่งนั่งอยู่ทางท้ายเรือ ขณะที่หญิงสาวร่างบอบบางกำลังชะเง้อชะแง้มองทิวทัศน์สองฝั่งน้ำด้วยความรู้สึกสดใสราวกับได้กลับไปเป็นเด็กอีกครั้ง



“รู้สึกสบายใจจัง” สโรสินีเปรยขึ้นลอยๆ ด้วยท่าทางพึงพอใจ



ต้นไม้หลากชนิดเสียดแทรกกันขึ้นอยู่บนฝั่งอย่างแออัด ไม่ว่าจะเป็นต้นหญ้าเล็กๆ ริมตลิ่งที่อวดดอกสีซังข้าวโพดซึ่งโอนเอนพลิ้วไหวไปตามแรงลม ถัดไปเป็นต้นไม้ใหญ่อย่าง ไม้ยาง ฉำฉา ตองตึงที่ยืนต้นท้าลมฝนอยู่แรมปี และเมื่อสายลมพัดมากรูใหญ่ ใบฉำฉาจึงร่วงหล่นลงมาเป็นสายสู่กระแสน้ำเบื้องล่าง



เอกตระกูลมองกิริยาของเพื่อนแล้วก้มลงยิ้มกับผืนน้ำสีขุ่น ด้วยเนิ่นนานจะได้เห็นอาการผ่อนคลายจากนักธุรกิจสาวไฟแรงของวงการอสังหาริมทรัพย์คนนี้ ครู่ใหญ่หญิงสาวก็ส่งเสียงดี๊ด๊าขึ้น พลางชี้มือไปยังไม้ผลลักษณะกลมสีแดงสดที่ลอยตามน้ำมา “นั่น ลูกอะไรน่ะเต้ มะเดื่อใช่ไหม”

คนถูกถามพยักหน้า ก่อนพยักเพยิดไปยังฝั่งน้ำด้านซ้ายมือ “ต้นมันอยู่ริมน้ำโน่นไง”



สโรสินีมองตามจึงทันได้เห็นมะเดื่อต้นใหญ่ แผ่กิ่งก้านอยู่เหนือป่าหญ้าคาที่ขึ้นอยู่เป็นพรืดแซมด้วยต้นผักกูดสีเขียวซึ่งมีใบงอหงิกแปลกตา



“ที่แถบนี้ยังเป็นเขตที่ดินของครอบครัวเต้หรือเปล่า” จู่ๆหญิงสาวก็ถามขึ้น



“ใช้จ้ะ ที่ดินฝั่งขวามือเป็นของคุณปู่ที่ตกทอดมาจากบรรพบุรุษอีกทีหนึ่งน่ะ”



“ที่กว้างมากเลยนะ เออ แล้วฝั่งโน้นล่ะ ของใคร” ถามพลางชี้ไปยังฝั่งซ้ายมือที่มองเห็นต้นไม้ใหญ่ร่มครึ้ม และมีหน้าจั่วหลังคาเรือนไทยโผล่พ้นยอดไม้อยู่ลิบๆ



คิ้วเข้มของคนตอบขยับเข้าหากันเล็กน้อย ทว่าชายหนุ่มก็ยอมเล่าแต่โดยดี “ที่นั่นเป็นบ้านของแม่เลี้ยงวงเดือนเจ้าของบริษัทอนันตภัทรไหมไทยไง สาวๆอย่างโรสน่าจะรู้จักดี”



คนถูกย้อนถามพยักหน้า “ รู้จักสิ อนันตภัทรไหมไทยเป็นแหล่งส่งออกผ้าไหมรายใหญ่ แถมคุณแม่ของโรสยังเป็นลูกค้าประจำของเค้าด้วยนะ แต่เพิ่งรู้ว่าบ้านของแม่เลี้ยงอยู่ตรงข้ามบ้านเต้นี่เอง แล้วไปมาหาสู่กันบ้างไหมนี่”




คราวนี้คิ้วที่ขยับเข้าหากันเมื่อครู่ขมวดมุ่น คำถามง่ายๆ ของเพื่อน กลายเป็นเรื่องยากที่เขาจะขยายความ นายตำรวจหนุ่มนิ่งคิด ประมวลถ้อยคำอยู่อึดใจใหญ่จึงค่อยเล่าช้าๆ “ไม่เคยติดต่อกันเลยโรส ต่างคนต่างอยู่” เว้นวรรคเพื่อหัวเราะเสียงขึ้นจมูกอยู่หน่อยหนึ่ง จึงพูดต่อ “ครอบครัวเราไม่กินเส้นกันน่ะ”



“อ้าว! คนบ้านใกล้กัน แถมเป็นตระกูลใหญ่ทั้งคู่ น่าเสียดายจริง ขอโทษนะเต้ แล้วมีปัญหากันเรื่องอะไรเหรอ โรสชักจะสนใจขึ้นมาตงิดๆ แล้วสิ” ด้วยเห็นว่าสนิทสนมกันมานมนานหญิงสาวจึงกล้าซักไซ้เรื่องส่วนตัวเช่นนี้



“เรื่องนี้ไม่มีใครรู้หรอก รู้แค่ว่าตัดญาติขาดมิตรกันมานาน...จากรุ่นสู่รุ่น” เอกตระกูลตีสีหน้าจริงจัง แม้น้ำเสียงจะเรียบเรื่อยก็ตามที



“อะไรกัน ทำเหมือนละครน้ำเน่าไปได้ ครอบครัวนั้นเป็นศัตรูกับครอบครัวนี้ แต่ที่แปลกกว่าก็ คือ ผู้ใหญ่ไม่ยอมบอกลูกหลานว่าโกรธเกลียดกันเรื่องอะไร”



“จริงๆ แล้วไม่ใช่ผู้ใหญ่ไม่อยากเล่าหรอก แต่เป็นเพราะไม่เคยมีใครเคยรู้เหตุผลเลยต่างหาก”



คราวนี้คนช่างซักทำหน้างง “มีเรื่องแบบนี้ด้วยเหรอ”



นายตำรวจหนุ่มพยักหน้า และสำทับ “มีสิ ก็ครอบครัวเต้นี่ไงแหละ เห็นคุณแม่เล่าว่าจริงๆ บ้านโน้นเขาไม่มีลูกหลานนะ แม่เลี้ยงวงเดือนเป็นโสด ไม่เคยแต่งงาน แถมยังเคยเป็นคนรักเก่าของคุณปู่เต้มาก่อนด้วย”



ดวงตาผู้ฟังเบิกกว้าง “โห! เรื่องราวเหมือนโรเมโอกับจูเลียตเลย”



“อืม! ใช่ แต่คู่นี้ไม่มีใครตาย ต่างคนต่างอยู่ คุณปู่ก็แต่งงานกับคุณย่า ส่วนแม่เลี้ยงวงเดือนก็ครองตัวเป็นโสดจนแก่”



“คุณย่าเองก็รู้เรื่องนี้ใช่ไหม” ถามพลางจ้องเขม็งรอคำตอบ



“รู้” เขานิ่งไปอีกอึดใจจึงเล่าต่อ “คุณแม่บอกว่า คุณย่าเองก็เกลียดแม่เลี้ยงวงเดือนมาก”



“แสดงว่า คุณปู่ก็ยัง เอ่อ..”



“ ใช่ ผมก็คิดว่าคุณปู่คงไม่มีวันลืมรักแรกหรอก”



สโรสินีได้ฟังจึงมุ่นคิ้วบ้าง “รักแล้วทำไมถึงไม่พยายามต่อสู้ล่ะ แถมแต่งงานไปกับคนอื่น ขณะที่คนรักยอมเป็นสาวทึนทึกรออยู่ทั้งคน”



เอกตระกูลส่ายหน้า “ไม่รู้สิ คุณปู่น่าจะมีเหตุผลส่วนตัวมั้ง”



หญิงสาวได้ฟังก็ทำหน้ามุ่ย แสดงอาการไม่เห็นด้วย “เฮ้อ! ไม่เข้าใจพวกผู้ชายเลยจริงๆ แบบนี้ก็เท่ากับว่า ผู้หญิงทั้งสองคนต่างก็ต้องเจ็บ คนหนึ่งเป็นคู่ชีวิตที่รู้ว่าสามีมีคนอื่นอยู่ในใจ ส่วนอีกคนเป็นคนที่ถูกรัก แต่กลับต้องอยู่กับเงาแห่งความทรงจำ”



“ถ้าเรากำหนดชีวิตเหมือนที่บังคับเรือได้ก็คงดี เพราะอยากจะให้ไปทางไหนก็วาดพายไปตามนั้นได้” นายตำรวจหนุ่มอุปมาด้วยน้ำเสียงหม่นเศร้าตามบางอารมณ์ที่แวบเข้ามาในหัวใจ



สโรสินีไม่ตอบโต้ ดวงตาจ้องไปเบื้องหน้าเขม็งคล้ายกำลังเขม้นมองอะไรบางอย่าง แล้วกลับร้องขึ้นเสียงหลง “ เต้ ดูนั่นสิ เด็กผู้หญิงคนนั้นทำไมมาเล่นน้ำอยู่คนเดียวล่ะ”




เอกตระกูลมองตาม ไกลออกไป เขาเห็นเด็กหญิงตัวเล็กๆ คนหนึ่ง กำลังแหวกว่ายอยู่กลางลำน้ำแต่เพียงลำพัง ชายหนุ่มจึงพายเรือเข้าไปเทียบจนเกือบถึงระยะประชิด พลันนึกห่วงใยว่าเด็กที่ไหนกัน ใยผู้ปกครองจึงปล่อยให้เล่นซนเสี่ยงอันตรายเช่นนี้ “ทำไมมาเล่นน้ำคนเดียวแบบนี้ล่ะหนู ขึ้นมาบนเรือเถอะ เดี๋ยวน้าจะไปส่งบ้าน”




ใบหน้าเล็กๆ หันกลับมามองทันทีที่ได้ยินเสียงพูด ฝืนยิ้มทั้งที่ดวงหน้านั้นเศร้านัก แล้วจู่ๆ ร่างน้อยน่ารักก็ทำท่าคล้ายคนกำลังจะจมน้ำ สองมือจ้อยนั้นไขว่คว้าหาที่ยึดเกาะเป็นพัลวัน



เอกตระกูลไม่รอถามความคิดเห็นของเพื่อนร่วมทาง รีบวางพายลงกับพื้นเรือโครมใหญ่ แล้วกระโจนลงสู่ผิวน้ำอย่างรวดเร็ว สองมือก็เอื้อมไปหมายจะคว้ามือน้อยนั้นไว้




พรึบ! ทุกอย่างว่างเปล่า ชายหนุ่มยิ่งร้อนใจ มุดตัวดำดิ่งลงไปใต้ผิวน้ำเพื่อค้นหาชีวิตอันใสบริสุทธิ์นั้นอยู่นาน แต่ก็ไม่พบ เขาจึงลอยตัวพรวดขึ้นสู่ผิวน้ำอีกครั้ง



เมื่อใช้ฝ่ามือลูบหยดน้ำออกจากผิวหน้าแล้ว เอกตระกูลจึงตะโกนถามผู้ที่นั่งพะวักพะวงอยู่บนลำเรือ “เด็กคนนั้นล่ะ โรส”



สโรสินีสั่นหน้า ละล่ำละลักบอก “ระ รีบขึ้นมาบนเรือเถอะเต้ โรสมีอะไรจะบอก”

ชายหนุ่มงงงัน ว่ายกลับเข้ามาหาลำเรือ และปีนขึ้นมานั่งที่เดิมด้วยท่าทางเหนื่อยหอบ “ให้ขึ้นมาทำไม”



นักธุรกิจสาวยกมือขึ้นทาบอกพลางจ้องเขานิ่ง “เต้ฟังให้ดีนะ เมื่อกี้พอเต้กระโดดลงไปในน้ำ เด็กคนนั้นก็หายวับไปกับตา”



“อะไรกัน” มันเป็นคำอุทานจากเขา มากกว่าจะต้องการคำตอบ “โรสกำลังจะบอกว่าเด็กคนนั้นเป็นวิญญาณงั้นเหรอ”



“อาจจะเป็นผี เป็นภาพลวงตาหรือเป็นอะไรก็ตาม แต่โรสยืนยันได้เพียงว่า เด็กคนนั้นไม่ได้จมหายไปอย่างที่เต้คิด”



“ไม่น่าเชื่อเลย”




“ โรสก็ไม่อยากเชื่อ เรากลับกันดีกว่านะ แถวนี้น่ากลัวจังเลย”




เจ้าถิ่นพยักหน้าแล้วเอื้อมมือไปบีบมือเรียวขาวผ่องของเพื่อนเบาๆ หากเขาต้องรีบชักมือกลับอย่างรวดเร็ว เมื่อโทรศัพท์มือถือแผดเสียงขึ้น นายตำรวจหนุ่มพูดโต้ตอบกับปลายสายอยู่สองสามคำจึงวางลง และสรุปคร่าวๆว่า “เดี๋ยวผมจะไปส่งโรสที่บ้านก่อน แล้วจะกลับมาที่นี่อีกรอบ”



“กลับมาทำไมอีก”




“มีการฆาตกรรมที่สวนหม่อนของแม่เลี้ยงวงเดือน ต้องรีบไปช่วยเขาชันสูตรพลิกศพ” ตำรวจหนุ่มบอกด้วยท่าทีปกติ ขณะที่คนฟังถึงกับหน้าเผือดสี วันนี้เป็นวันดวงตกของหล่อนกระมัง จึงได้พบเจอแต่เหตุการณ์อวมงคลตลอดเวลา



“ถ้าเต้รีบก็ไม่ต้องไปส่งโรสหรอกนะ”



“โรสพายเรือกลับเองได้เหรอ” เขาถามพลางจ้ำพายเหหัวเรือกลับ ดวงตายังคงจ้องคู่สนทนานิ่ง



“เปล่าหรอก ให้โรสไปด้วยดีกว่านะ”



“แต่ว่า ...” ชายหนุ่มทำท่าจะค้าน เพราะสถานที่แบบนั้นคงไม่เหมาะกับหญิงสาวบอบบางอย่างสโรสินี ตรงข้ามกับความคิดหล่อน “เต้ไปเถอะ โรสจะรออยู่ห่างๆ”



ดวงตายาวรีจ้องมองเพื่อนอย่างคาดคั้น หล่อนจึงย้ำ “เอาน่า โรสอยู่ได้”





เรือนร่างได้สัดส่วนสูงระหงในชุดเสื้อผ้าฝ้ายสีขาว กางเกงสีม่วงก้าวลงจากรถยนต์สีดำคันยาวซึ่งจอดอยู่ด้านหน้าเรือนกาแลหลังใหญ่สร้างด้วยไม้สักทั้งหลัง มุงหลังคาด้วยแป้นเกล็ดแบบเรือนคหบดีโบราณ บริเวณหน้าจั่วนั้นแกะสลักไม้ลวดลายฉลุคล้ายๆ ลายดอกพุดตาลเทศ มีชายน้ำประดับเชิงชาย ต่ำลงมาเป็นหน้าต่างบานกระทุ้งหลายบานเรียงราย ส่วนข้างชานเรือนมีซุ้มหน้าต่างยื่นออกมาได้อย่างเหมาะเจาะ ติดกับบันไดที่ทอดตัวลงสู่พื้นดินอันมีไม้ดอกไม้ประดับปลูกอยู่โดยรอบ เว้นที่ว่างเฉพาะจุดที่เป็นร้านน้ำซึ่งมองไกลๆ ยังเห็นว่าปลายด้ามกระบวยที่วางอยู่เหนือหม้อน้ำดินเผานั้นถูกสลักเสลาอย่างงดงาม




“คุณหนูขึ้นไปบนเรือนก่อนเถอะครับ เดี๋ยวลุงจะขนของไปเก็บให้” หนานจันทร์คนขับรถก้าวตามมาบอกหญิงสาว ก่อนจะเดินอ้อมไปเปิดกระโปรงท้ายรถขึ้นเพื่อขนของดังว่า



“ขอบใจจ้ะลุงหนาน” เอ่ยขอบคุณเบาๆ แล้วจึงเดินไปยังเชิงบันไดซึ่งแกะสลักเป็นรูปคล้ายลายดอกพุดตานเทศ และมีเสาลูกมะหวดตั้งเรียงรายลงมาจากราวบันไดแต่ละขั้น แต่กลับต้องชะงักเท้า เมื่อพบว่าประตูด้านบนถูกลั่นดาลแน่นหนา



สักครู่จึงมีเสียงคนวิ่งกระหืดกระหอบใกล้เข้ามา หล่อนหันหลังขวับ




“คุณพู่กันใช่ไหมคะ แม่เลี้ยงไม่ได้อยู่บนเรือนหรอกค่ะ” หญิงสาวรุ่นราวคราวเดียวกับเธอบอก หล่อนผู้นั้นอยู่ในชุดนักศึกษาเต็มยศ



“อ้าว! แล้วคุณยายไปไหนเสียล่ะจ๊ะ” กัณฐ์ลดาย้อนถามบ้าง นึกแปลกใจที่ไม่พบเจ้าของบ้าน ทั้งที่มารดาเน้นย้ำเอาไว้หนักแน่นว่าให้เข้ามายังเรือนเอื้องดอยในวันนี้ เพราะได้นัดหมายกับผู้เป็นยายเอาไว้เรียบร้อยแล้ว




“แม่เลี้ยงอยู่ในสวนหม่อนน่ะค่ะ ตอนนี้กำลังให้ปากคำตำรวจอยู่” หญิงสาวที่กัณฐ์ลดาคะเนว่าคงจะเป็นลูกหลานของคนงานอธิบายต่อ “พอดีมีการฆาตกรรมเกิดขึ้นที่นี่ค่ะ”




ดวงตาของผู้ฟังเบิกกว้างเล็กน้อย ชั่วครู่จึงปรับเป็นปกติ นี่เป็นครั้งแรกที่หล่อนเข้ามายังเรือนแห่งนี้ เนื่องจากไม่เคยมีโอกาสติดตามมารดากลับมายังบ้านเกิดบ่อยนัก จึงไม่เคยเรียนรู้วิถีชีวิตของคนที่นี่ แต่กระนั้นก็ยังมองในแง่ดีตลอดมา ไม่น่าเชื่อเลยว่าจะมีคดีอันโหดเหี้ยมเช่นนี้มารอต้อนรับ จะมีสิ่งใดรออยู่อีกหนอ....



“ เดี๋ยวเพลงจะเปิดประตูเรือนให้คุณนะคะ” หญิงสาวผู้นั้นบอก



ความรู้สึกยะเยือกแผ่ผ่านเข้ามาในอก ทำเอาขนลุกเกรียว กัณฐ์ลดามองขึ้นไปบนเรือนไม้โบราณแล้วหันกลับมาสั่นหน้า “พาฉันไปหาคุณยายก่อนดีกว่า”



เพลงพิณรับคำว่า ค่ะ เบาๆ แล้วจึงเดินนำนายสาวไปบนทางเดินปูด้วยอิฐซึ่งมีตะไคร่เกาะเขียวครึ้ม ตรงไปยังแนวรั้วชาทองที่ผลิใบสีเขียวอ่อนกั้นระหว่างเขตบ้านและสวนหม่อนออกจากกัน




Create Date : 08 ตุลาคม 2554
Last Update : 8 ตุลาคม 2554 8:43:28 น.
Counter : 786 Pageviews.

4 comments
  
สนุกจังค่ะ ตัวละครเพียบเลย
อ่านไปลุ้นไป มันต้องมีปมให้แก้เต็มไปหมดแน่ๆ เลย
โดย: an-o IP: 49.49.83.107 วันที่: 9 ตุลาคม 2554 เวลา:16:57:26 น.
  
ขอบคุณ คุณan-o ค่ะ ที่มาทักทายกัน เรื่องนี้ปมเยอะพอสมควรค่ะ เล่นเอาเหนื่อยทีเดียว
โดย: ผู้หญิงเลือดเย็น วันที่: 9 ตุลาคม 2554 เวลา:23:05:32 น.
  
ตื่นเต้นจังค่ะ.....รู้สึกลุ้นๆ
โดย: ณิญา IP: 58.9.96.73 วันที่: 29 ตุลาคม 2554 เวลา:21:17:01 น.
  
ขอบคุณค่า
โดย: น้ำฟ้า IP: 1.47.103.110 วันที่: 14 พฤศจิกายน 2554 เวลา:16:08:35 น.
ชื่อ :
Comment :
 *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
ยืนยันรหัสความปลอดภัย :
(กรอกตัวเลขที่ปรากฎในภาพ)

ผู้หญิงเลือดเย็น
Location :
เชียงใหม่  Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed
 Smember
 ผู้ติดตามบล็อก : 2 คน [?]



ใครเล่นเฟซบุ๊คไปคุยกันได้
ในแฟนเพจ "บ้านน้ำฟ้า"นะคะ