กันยายน 2555

 
 
 
 
 
 
1
5
7
8
9
10
11
12
13
14
15
16
17
18
19
20
22
23
24
25
26
27
28
29
30
 
 
All Blog
นวนิยาย..วาดรักกลางตะวัน {บทที่ ๒}

 

 

                ประตูรั้วเลื่อนปิดอัตโนมัติ ร่างระหงจึงค่อยๆย่องไปบนอิฐมอญลัดเลาะตามสุมทุมพุ่มไม้ก่อนเลี้ยวเข้าประตูหลังของตึกสีขาวหลังใหญ่อันมีเครื่องอำนวยความสะดวกพร้อมสรรพ

 

 

 

                มีเสียงพูดคุยดังมาแว่วๆ หญิงสาวจึงขยับเข้าไปหลบอยู่หลังผ้าม่านสีครีมที่ทอดยาวพ้นกรอบหน้าต่างลงมาระพื้นและเงี่ยหูฟังด้วยความตั้งใจ

 

 

 

                “พวกแกทันเห็นหน้ามันไหมล่ะ” ชายเสียงแหบถามเป็นภาษาอาข่า

 

 

 

                “ไม่ทันเห็นหรอกอาเจ่ พวกเรายิงมันในระยะไกล” อีกคนตอบ

 

 

 

“มันเจ็บขนาดนั้น พวกสูยังตามไม่ทันอีกเหรองาแบ”

 

 

 

“มันไวมากนะอาเจ่”

 

 

 

“แล้วมันไปทำอะไรที่นั่นล่ะ” อาเจ่เอ่ยถามหลังจากนิ่งไปครู่ใหญ่

 

 

 

“ไม่รู้ว่ามันมาทำไม แต่มันเห็นเฮาตัดไม้ในเขตป่าสงวน เฮาก็เลยคิดว่าควรจะปิดปากมันเสีย ก่อนที่เรื่องจะแดง”

 

 

 

“แต่ก็ทำไม่สำเร็จ” คนฟังดักคอ

 

 

 

“แล้วนายกาเนว่ายังไงบ้าง” งาแบถอนใจเฮือกใหญ่ก่อนถามขึ้นบ้าง

 

 

 

“นายสั่งให้ระวังคนนอกให้ดี ไม่ว่าจะเป็นในป่าหรือแม้แต่ที่นี่”

 

 

 

“ที่นี่ บ้านนี้น่ะรึ”

 

 

 

“เออ อย่าให้ใครเล็ดลอดเข้ามาได้ก็แล้วกัน”

 

 

 

“จะเข้ามาได้ยังไงล่ะ ในเมื่อเราวางระบบไฟฟ้าเอาไว้รอบบ้าน แล้วยังจะกล้องวงจรปิดนั่นอีก” น้ำเสียงงาแบค่อยดีขึ้น

 

 

 

“นายบอกให้ระวังก็ต้องระวัง” อาเจ่สรุปเสียงแข็ง

 

 

 

ไม่นานเสียงฝีเท้าของคนทั้งคู่ก็เบาลงจนกลายเป็นความสงัด มาลินจึงก้าวผ่านห้องอาหารเข้าไปในห้องนั่งเล่นด้วยท่าทางระมัดระวัง เกรงว่าจะมีใครพบเข้าแล้วนำไปฟ้องบิดาว่าตนกลับเข้าบ้านมืดค่ำ

 

 

 

“ไปไหนมายายหนู” น้ำเสียงพูดภาษาไทยแปร่งหูดังขึ้นจากมุมหนึ่งของห้อง

 

 

 

หญิงสาวสะดุ้งโหยง และเงยหน้าขึ้นสบสายตาทรงอำนาจของบิดา ก่อนเอ่ยตอบเสียงอ่อยและทำท่าทางประจบประแจง “อยู่ที่นี่มันเหงา อามิก็เลยไปที่หมู่บ้านมาค่ะ”

 

 

 

กาเนลุกขึ้นจากเก้าอี้ไม้สักสลักเสลาอย่างงดงามแล้วเดินเข้ามาหยุดตรงหน้าบุตรสาว พลางมองด้วยสายตาตำหนิ ”พ่อบอกแล้วไงว่าอย่ากลับบ้านให้มันมืดค่ำนัก อันตรายมักจะเกิดขึ้นยามที่เราประมาทนี่แหละ”

 

 

 

“แต่อามิ...” เธอค้านทั้งที่ในระยะหลังๆ ก็ยินยอมทำตามที่บิดาบอกมาโดยตลอด

 

 

 

“ไม่ต้องเถียงพ่อ” บอกพลางจ้องหน้าลูกสาว “ไปอาบน้ำอาบท่ากินข้าวกินปลาเสีย แม่รอยายหนูอยู่นานแล้ว”

 

 

 

มาลินรับคำแผ่วๆพลางเดินเลี่ยงออกไปยังห้องส่วนตัวโดยไม่ยอมขยายความกับบิดาว่าตนเองอาบน้ำมาจากนอกบ้านแล้ว เพราะพูดไปก็รังแต่จะเป็นการหาเรื่องเดือดร้อนใส่ตัว

 

 

 

               

 




Create Date : 04 กันยายน 2555
Last Update : 4 กันยายน 2555 16:49:06 น.
Counter : 813 Pageviews.

2 comments
  
เรื่องนี้ ตั้งใจว่าจะโพสต์ให้จบเรื่องก่อนวางแผงค่ะ ^_^

ลำแขนเรียวเสลาโอบเอวได้รูปของมารดาพลางแนบใบหน้ากับแผ่นหลังซึ่งมีชุดนอนผ้าแพรเนื้อดีห่มคลุมอยู่ ผู้สูงวัยขยับตัวเล็กน้อย ละสายตาจากนอกระเบียง เบี่ยงตัวมามองลูกสาวด้วยสายตาตำหนิ “เป็นผู้หญิงยิงเรือทำไมกลับบ้านค่ำมืดขนาดนี้ล่ะ พ่อเขาห่วงอามิมากนะรู้ไหม”





มาลินยิ้มแล้วดึงแขนมารดาให้นั่งลงบนตั่งไม้สักบุนวมก่อนตอบ “ก็อามิมัวทำธุระอยู่นี่จ๊ะแม่”





มารดารวบมือลูกสาวคนเดียวมากุมไว้ ก่อนพูดต่อด้วยเสียงเข้ม “พ่อกับแม่อาบน้ำร้อนมาก่อนย่อมรู้ดีว่าลูกควรทำตัวแบบไหน ยังไง เวลานี้แม่ยังอธิบายอะไรได้ไม่มากนัก แต่สักวันอามิจะเข้าใจทุกอย่างเอง”





มาลินรับคำหน้ามุ่ย แล้วจึงเปลี่ยนเรื่องสนทนาอย่างรวดเร็ว “อามิถูกคุมแจแบบนี้ เพราะพ่อกับแม่มีลูกแค่คนเดียว พ่อกับแม่แยกห้องนอน แยกตึกกันอยู่แบบนี้ เมื่อไหร่อามิจะมีน้องกับเขาสักทีล่ะคะ”





ญาดาหัวเราะเบาๆ เมื่อได้ยินคำถามของลูกรัก “แม่แก่ป่านนี้แล้ว จะมาอยากมีนงน้องอะไรอีก”





มือเรียวยกขึ้นแตะแก้มขาวนวลของมารดาเบาๆก่อนท้วง “แม่ยังไม่แก่สักหน่อย คนในเผ่าที่อายุมากกว่านี้เขายังมีลูกได้เลยค่ะ”





“โอ๊ย! แค่อามิคนเดียวก็ปวดหัวจะแย่แล้ว”





มาลินหัวเราะเสียงใส จนดวงตากลมโตของเธอหยีเล็กลง “แม่พูดเหมือนอามิเป็นเด็กๆไปได้ อามิเรียนจบมหาวิทยาลัยแล้วนะคะ”





“แล้วอามิไม่คิดจะไปอยู่กรุงเทพฯบ้างเหรอลูก” มารดาหยั่งเชิง





ลูกสาวคนเดียวสั่นหน้าหวือ “ไม่ละค่ะ อามิอยากอยู่ที่นี่ อยากช่วยพี่ปิ๋มสอนเด็กๆแบบนี้แหละค่ะ ต่อไปอามิก็ต้องรับช่วงดูแลกิจการต่อจากพ่อนี่คะ”





“นั่นไม่ใช่งานของผู้หญิงอย่างเราๆนะลูก มันหนักเกินไป” มารดาโน้มน้าว เธอมักคัดค้านเสมอหากมาลินคิดจะดำเนินรอยตามกาเน





คล้ายๆญาดาจะไม่ปลาบปลื้มชื่นชมผู้เป็นสามีนัก บางทีก็ดูไว้ตัวและห่างเหินพิกล

“ไม่ให้อามิทำแล้วใครจะมาทำต่อละคะแม่”





“ไม่รู้สิ แต่แม่อยากอามิไปทำงานที่กรุงเทพฯมากกว่า หรือลูกจะลงทุนทำอะไรสักอย่างก็ได้ แม่ไม่ห้าม”





“ถ้างั้นแม่ก็ต้องมีน้องผู้ชายมาสืบทอดกิจการของพ่อก่อนนะคะ อามิถึงจะหมดห่วง” มาลินยิ้ม มองเห็นลักยิ้มเก๋ไก๋เด่นชัดอยู่สองข้างแก้ม





ว่าแล้วสาวน้อยก็รีบลุกขึ้นยืน เผ่นแผล็วเข้าไปในห้องก่อนที่จะถูกผู้เป็นมารดาดุ ญาดาได้แต่มองตามประตูที่ปิดลงแล้วถอนใจแผ่วเบา





ถ้าลูกรู้ความจริงทั้งหมด ลูกคงจะไม่คะยั้นคะยอแม่แบบนี้หรอกอามิ
โดย: ผู้หญิงเลือดเย็น วันที่: 4 กันยายน 2555 เวลา:16:50:53 น.
  
มือเรียวเล็กเลื่อนเมาส์ให้ขยับไปตามแผนที่ในเว็บไซต์ชื่อดังแล้วคลิกเบาๆไปยังจุดสีเขียวซึ่งกินพื้นที่กว้างขวางเพื่อให้ขยายใหญ่ขึ้น ไม่นานภาพหมู่บ้านผากิ่วและโรงเรียนผากิ่วก็ปรากฏแก่สายตา หญิงสาวยิ้มน้อยๆที่ได้เห็นสถานที่อันคุ้นเคยปรากฏอยู่ในจอคอมพิวเตอร์ แต่บริเวณบ้านของเธอกลับมองเห็นเป็นเพียงแนวป่าสีเขียว ซึ่งคงเป็นเพราะพ่อกาเนของเธอนั้นปลูกต้นไม้ใหญ่เอาไว้ทั่วบริเวณบ้านจนมองไม่เห็นสิ่งปลูกสร้างใดๆเลย


นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่มาลินแปลกใจต่อความเป็นไปในบ้านของบิดา ก่อนหน้านี้เธอเคยสงสัยอยู่เสมอว่าเหตุใดบ้านนี้จึงต้องมีรั้วรอบขอบชิดแน่นหนา มิหนำซ้ำยังติดตั้งรั้วไฟฟ้าและทีวีวงจรปิดโดยรอบราวกับเป็นสถานปฏิบัติการลับในภาพยนตร์ต่างประเทศซึ่งเคยดูบ่อยๆ สมัยที่ยังเรียนอยู่กรุงเทพฯ


หรือว่าพ่อกาเนต้องการความเป็นส่วนตัว หญิงสาวคิดขณะลงมือค้นข้อมูลถึงสิ่งที่สงสัย แต่กลับไม่สามารถหาคำตอบที่ต้องการได้ คิ้วเรียวจึงขมวดมุ่น ริมฝีปากปากได้รูปขมุบขมิบเบาๆ “ทำไมพ่อกาเนต้องทำตัวลึกลับแบบนี้ด้วยนะ แล้วทำเพื่ออะไรกันล่ะ”


นอกจากการตัดไม้นอกสัมปทานแล้ว พ่อกาเนยังทำอะไรอีก คำถามผุดขึ้นในใจของหญิงสาวราวกับดอกเห็ด เพียงระลึกถึงงานผิดกฎหมายของพ่อ วูบหนึ่ง...ความทรงจำก็กระหวัดไปถึงใครอีกคนที่บังเอิญผ่านเข้ามารู้เห็น ‘เรื่องนี้’ โดยไม่ตั้งใจเข้า


ดวงตาบนใบหน้าคมสันของใครคนนั้นมีแววตามุ่งมั่น จมูกโด่งเป็นสัน และริมฝีปากสีสดซึ่งเธอได้พบโดยบังเอิญเมื่อเย็นวาน ป่านนี้เขาจะเป็นอย่างไรบ้างหนอ คงจะเจ็บแผลมาก เพราะเธอจำได้ว่าเขาสลบไปเลยหลังจากลุงหู่ลองผ่าเอากระสุนปืนออก


ความเวทนาแล่นลิ่วเข้ามาในความรู้สึก จะว่าไปมันก็ไม่ใช่ความผิดของเขาที่บังเอิญมาเห็นว่าคนของพ่อกาเนตัดต้นไม้นอกสัมปทาน ทางฝ่ายเราสิที่ทำผิดแล้วคิดจะปิดปากเขา


หญิงสาวตัดสินใจปิดคอมพิวเตอร์แบบตั้งโต๊ะแล้วเข้าไปซุกตัวอยู่บนที่นอนหนานุ่ม ทว่ากว่าจะหลับได้สนิทจริงๆ เสียงไก่ขันจากอีกฝั่งหนึ่งของยอดดอยก็ดังขึ้นเสียแล้ว




เสียงไก่ขันเจื้อยแจ้วทำให้ชายหนุ่มสะดุ้งตื่น ลมหนาวพัดความยะเยือกเข้ามาไม่ขาดสายจนต้องดึงผ้าห่มสีทึมเหม็นอับให้คลุมขึ้นมาถึงคอ ความรู้สึกเจ็บแปลบบริเวณไหล่ซ้ายทำให้เขาหยุดขยับตัว แล้วใช้สายตากวาดไปทั่วบริเวณแทน


แสงไฟสีส้มส่องลอดรอยแตกของฝาไม้ไผ่เข้ามาเป็นทางยาวจนเห็นห้องแคบๆที่พักอยู่ได้รางๆ เสียงผ่าฟืนและคนคุยกันดังมาแว่วๆ แต่วงศ์ตะวันก็ไม่สามารถลุกขึ้นไปดูสภาพภายนอกห้องได้ เขาจึงพยายามทบทวนความทรงจำที่ผ่านมาแทน


สองวันก่อนเขาเดินทางมายังดอยผากิ่ว และบังเอิญพบว่ามีคนจำนวนหนึ่งกำลังลักลอบตัดต้นไม้ในเขตหวงห้าม ชายฉกรรจ์เหล่านั้นไหวตัวทันจึงตามไล่ล่าเขาอย่างบ้าคลั่ง สุดท้ายวงศ์ตะวันจึงถูกยิงเข้าที่บริเวณไหล่ซ้ายและวิ่งหนีออกไปทางน้ำตกจนได้พบผู้หญิงคนนั้น
หญิงสาวที่เหมือนภาพฝัน งามจนไร้ที่ติ ทั้งดวงหน้ารูปไข่ ที่มีดวงตากลมโต จมูกเชิดรั้น ริมฝีปากอวบอิ่ม และผิวพรรณลออตาซึ่งโผล่พ้นผิวน้ำออกมาให้เชยชม


เธอคนนั้นคงจะเป็นคนที่ช่วยชีวิตเขาเอาไว้ แต่ว่าทำไมเสียงพูดคุยที่กำลังได้ยินอยู่กลับเป็นเสียงผู้ชายเสียล่ะ


ประตูไม้ไผ่ถูกเปิดออกอย่างช้าๆ แสงไฟจากด้านนอกส่องลอดเข้ามาให้วงศ์ตะวันเห็นร่างสองร่างที่กำลังเดินเข้ามาได้อย่างชัดเจน
ผู้มาใหม่เป็นชายหนุ่มอายุยี่สิบต้นๆและชายสูงวัย ทั้งสองสวมเสื้อแขนยาว กางเกงสี่ส่วนตัวหลวมสีเข้มเกือบดำ ตัวเสื้อตกแต่งด้วยผ้าหลากสีและปักลวดลายแปลกตา เช่นเดียวกับหมวกที่มีลักษณะคล้ายนำผ้ามาพันกันเป็นวงกลมตกแต่งด้วยพู่สีแดง


“รู้สึกตัวแล้วเหรอคุณ” คนมาใหม่ถามอย่างเป็นมิตร


วงศ์ตะวันพยักหน้า ขยับตัวเล็กน้อยก่อนตอบ “ใช่ ผมอยู่ที่ไหนเนี่ย”
ลองกาทรุดตัวนั่งขัดสมาธิข้างๆคนเจ็บพลางเอ่ย “ที่นี่คือหมู่บ้านผากิ่ว เป็นหมู่บ้านของคนเผ่าอาข่า และเฮาชื่อลองกา ส่วนพ่อของเฮาชื่อหู่ลอง”


“พวกคุณเป็นคนช่วยผมเอาไว้ใช่ไหม ขอบคุณมากนะครับ” วงศ์ตะวันเอ่ยขอบคุณพลางพยายามยกมือไหว้ ทว่าความเจ็บทำให้เขาต้องรีบลดมือลงอย่างรวดเร็ว


“เฮาเอากระสุนปืนออกให้คุณแล้ว” หู่ลองบอก


“ขอบคุณครับ” วงศ์ตะวันกล่าวซ้ำประโยคเดิมอีกครั้งด้วยความซาบซึ้งใจ หากไม่มีสองพ่อลูกคู่นี้ ชีวิตเขาคงจะหาไม่


“แล้วผู้หญิงคนนั้นล่ะครับ”


หู่ลองจ้องหน้าเขาตรงๆแล้วตอบ “อามิไม่ได้อยู่ที่นี่”


“อามิเป็นคนพบคุณแล้วให้อาลูผะมาตามเฮาไปช่วย เราก็เลยพาคุณมาอยู่ที่นี่เพื่อความปลอดภัย ทางที่ดีคุณก็ควรจะพักฟื้นอยู่ที่นี่ให้หายก่อน ว่าแต่คุณเป็นใครมาจากไหนล่ะ” ลองกาย้อนถามบ้าง


“ผมมาทำงานที่โครงการหลวง”


“แล้วไปมีเรื่องกับใครมาล่ะ” หู่ลองถาม


“พวกตัดไม้น่ะครับ เขาคงต้องการปิดปากผมที่ไปเห็นเขาตัดไม้ในเขตป่าสงวน” วงศ์ตะวันตอบตามตรงด้วยความไว้เนื้อเชื่อใจสองพ่อลูก เพราะหากทั้งสองต้องการชีวิตเขา ป่านนี้ชายหนุ่มก็คงจะตายไปแล้ว


“ระวังตัวด้วยก็แล้วกัน บนดอยแห่งนี้ห่างไกลจากกฎหมาย คุณควรอยู่ให้เป็น อย่าพยายามไปขัดแข้งขัดขาใคร ว่าแต่พวกนั้นเห็นหน้าคุณหรือเปล่าล่ะ” หู่ลองถามต่อ


“ไม่หรอกครับ เขายิงผมในระยะไกล แล้วผมก็หนีออกมา”


ผู้เฒ่าในชุดอาข่าพยักหน้า “ดีแล้วละ ไม่อย่างนั้นก็เห็นจะอยู่ที่นี่ไม่ได้ คุณต้องพักฟื้นอีกหลายวัน”


“ครับ” ชายหนุ่มรับคำสั้นๆ


“นอนพักก่อนเถอะ เดี๋ยวเฮาจะหาอะไรมาให้กิน” ลองกาบอกก่อนเดินตามพ่อออกไปจากห้อง


ประตูไม้ไผ่ปิดลง หลากหลายความคิดประดังเข้ามาในหัวของวงศ์ตะวัน การเดินทางมารับราชการที่ดอยแห่งนี้เห็นทีจะไม่ง่ายดังที่มารดาได้เตือนเอาไว้ตั้งแต่ต้น


‘แม่ไม่อยากให้ตะวันไปเลยลูก แม่เป็นห่วง’ ท่านบอกเสียงเครียด หลังจากรับรู้ว่าเขาต้องเดินทางมาทำงานในจังหวัดทางภาคเหนือแห่งนี้
‘อย่าห่วงเลยครับคุณแม่ ไม่มีอะไรหรอก’


‘จะไม่ให้ห่วงได้ยังไง ดูแต่พ่อของลูกเถอะ ขนาดว่ามีลูกน้องเยอะแยะ ท่านก็ยัง...’ น้ำเสียงของมารดาขาดห้วง ไม่ว่าจะกี่เดือนกี่ปี หากพูดถึงสามีที่ล่วงลับ วิภาวีก็จะแสดงอาการโศกเศร้าอยู่เสมอ


‘แม่ถึงไม่อยากให้ผมเป็นตำรวจเหมือนพ่อใช่ไหมฮะ’


‘ก็ใช่น่ะสิ’


‘คุณแม่ไว้ใจผมเถอะครับ’


‘ลูกต้องไปทำงานไกลตาแบบนั้น แม่ก็ยิ่งเป็นห่วง’


‘แม่อย่าห่วงเลย แล้วผมจะรีบกลับมา’


จะทำอย่างไรได้เล่า หน้าที่คือหน้าที่ คนที่ไม่ทำตามหน้าที่ของตนจะหลงเหลือศักดิ์ศรีให้รักษาได้อย่างไร...

โดย: ผู้หญิงเลือดเย็น วันที่: 4 กันยายน 2555 เวลา:16:52:48 น.
ชื่อ :
Comment :
 *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
ยืนยันรหัสความปลอดภัย :
(กรอกตัวเลขที่ปรากฎในภาพ)

ผู้หญิงเลือดเย็น
Location :
เชียงใหม่  Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed
 Smember
 ผู้ติดตามบล็อก : 2 คน [?]



ใครเล่นเฟซบุ๊คไปคุยกันได้
ในแฟนเพจ "บ้านน้ำฟ้า"นะคะ