มีนาคม 2556

 
 
 
 
 
1
2
3
4
5
6
7
8
9
10
11
12
13
14
16
18
20
21
23
24
25
26
27
28
29
31
 
 
All Blog
นวนิยาย ตราบสิ้นอสงไขย บทที่๒ เด็กน้อยในเมืองเก่า


หญิงสาวในชุดเสื้อยืดสีแดงทับด้วยแจ๊กเก็ตสีดำยาวคลุมมาถึงกางเกงยีนเดินลากกระเป๋าออกมายังอาคารพักผู้โดยสารท่าอากาศยานเชียงใหม่ด้วยท่าทีสบายๆ เพราะรู้ดีว่าผู้จัดการส่วนตัวของตนได้จัดเตรียมให้คนมารอรับอยู่แล้ว


เสียงประกาศจากประชาสัมพันธ์ระคนเสียงผู้คนรอบตัวฟังไม่ได้ศัพท์ แต่หญิงสาวก็มิได้ให้ความสนใจ หล่อนเดินมานั่งแหมะลงบนเก้าอี้ตัวหนึ่งแล้วจึงหยิบโทรศัพท์มือถือออกมาเล่นเฟสบุ๊กฆ่าเวลา


“คุณเอื้องลดาใช่ไหมครับ”น้ำเสียงสุภาพของใครบางคนดังขึ้นข้างตัว


นางเอกสาวเงยหน้าขึ้นมองพร้อมทั้งคลี่ยิ้ม “ใช่ค่ะ”


“ทางพิงครัตน์รีสอร์ตให้ผมมารับคุณ นี่นามบัตรของคุณชยานนท์เจ้าของรีสอร์ตครับ”เขายื่นกระดาษแผ่นเล็กๆให้หล่อนดูเพื่อเป็นการยืนยัน


“อ๋อค่ะ รถอยู่ทางไหนคะ”เอื้องลดารีบลุกขึ้นยืน หล่อนต้องการไปถึงที่พักเร็วๆเพราะอยากพักผ่อนเต็มทีแล้ว


ชายหนุ่มผายมือไปทางด้านขวามือก่อนจะขอกระเป๋าของหล่อนไปถือเสียเอง จากนั้นจึงเดินนำไปยังรถที่จอดอยู่บริเวณด้านนอกของตัวอาคาร


“เชิญครับ”ชายหนุ่มผู้นั้นเปิดประตูรถให้แล้วจึงค่อยเดินอ้อมไปยังฝั่งคนขับและเคลื่อนรถออกไปอย่างรวดเร็ว ผ่านไปร่วมสิบนาทีเอื้องลดาเริ่มรู้สึกว่าความเงียบขรึมของเขาทำให้บรรยากาศในรถดูอึมครึมมิใช่น้อย จึงพยายามชวนคุย “ทางกองถ่ายจัดให้นักแสดงพักที่โรงแรมในตัวเมืองไม่ใช่เหรอคะ ทำไมเอื้องถึงได้ไปพักที่รีสอร์ตล่ะคะ”


คนขับปรายตามองกระจกส่องหลังนิดหนึ่ง ยิ้มน้อยๆตอบเสียงเรียบ “เป็นความประสงค์ของคุณนัท เอ่อคุณนาถนรี ผู้จัดการส่วนตัวของคุณเอื้องลดาเองน่ะครับ”


‘อ้อ นี่ก็แสดงว่าพี่นัทเป็นคนจัดการเองทั้งหมดสิเนี่ย’หล่อนนึกในใจ ขณะที่ปากก็ชวนคุยไปเรื่อยเปื่อย “คุณรู้จักชื่อเล่นพี่นัท แสดงว่าพี่นัทก็คงคุ้นเคยกับทางรีสอร์ตพอสมควรสิคะ”


“คุณนัทมาพักที่นี่บ่อยครับ เธอเป็นเพื่อนกับคุณนนท์ เจ้าของรีสอร์ตน่ะฮะ”เขายังคงตอบอย่างสุภาพเช่นเคย


‘หมอนี่รู้ลึก ท่าทางจะไม่ใช่พนักงานธรรมดา’หญิงสาวประเมินสารถีของตนในใจ”ขอโทษนะคะ คุณเป็นเจ้าหน้าที่ฝ่ายไหนของรีสอร์ตคะ”
“ผมเป็นผู้จัดการรีสอร์ตครับ”


“อ้าว แล้วนี่ทางรีสอร์ตให้ผู้จัดการเป็นคนขับรถมารับเอื้องเลยหรือคะ เกรงใจจัง”


คราวนี้เขาหัวเราะ “อย่าเกรงใจเลยครับ ช่วงนี้เป็นฤดูกาลท่องเที่ยว คนขับรถของเราถูกใช้บริการเยอะครับ ผมก็เลยอาสามาเอง เพราะสนิทกับคุณนัทเป็นการส่วนตัวอยู่แล้ว”


เอื้องลดาหัวเราะบ้าง “อ๋อ ใช้เส้นพี่นัทนี่เอง ขอบคุณมากค่ะคุณ”


เขานิ่งไปครู่ใหญ่จึงเอ่ยขึ้นอีกครั้ง “ต้องขอโทษนะครับผมลืมแนะนำตัวไป ผมชื่อนัยภาคครับ เรียกสั้นๆว่านัยก็ได้”


“ยินดีที่ได้รู้จักค่ะคุณนัย แล้วนี่พี่นัทสั่งอะไรถึงเอื้องอีกไหมคะ”


“ไม่มีนี่ครับ แต่ได้ยินว่าอีก3-4วันเธอจะมาที่นี่ เธอกำลังจะหุ้นกับพี่นนท์เปิดร้านอาหารอิตาเลียนอยู่ๆแถวๆสี่แยกรินคำน่ะฮะ ช่วงนี้น่าจะไปๆมาๆระหว่างเชียงใหม่-กรุงเทพฯบ่อย”


“อ๋อค่ะ ว่าแต่พิงครัตน์รีสอร์ตนี่ก็อยู่ไกลเหมือนกันนะคะ”หล่อนถามขณะที่สายตามองออกไปนอกกระจกรถ


“ตั้งอยู่เลยตัวเมืองออกไปทางทิศเหนือน่ะครับ”


“รีสอร์ตนี่มีมานานหรือยังคะ”


“เพิ่งเปิดครบ4 ปีไปเมื่อเดือนที่แล้วนี่เองครับ พอดีคุณป้า เอ่อ...เจ้าสกุลรัตน์ท่านซื้อที่แถวนี้ไว้ผืนหนึ่งก็เลยสร้างคุ้มเวียงพิงค์เอาไว้ใกล้ๆรีสอร์ตด้วยเพราะอากาศดีกว่าในเมือง”


“แสดงว่าวิวน่าจะสวย”


“ครับ เป็นรีสอร์ตที่เต็มไปด้วยดอกไม้เมืองหนาว ทิศตะวันตกก็มองเห็นดอยสุเทพเด่นชัด ส่วนทิศตะวันออกก็เป็นแม่น้ำน่ะครับ”


“แม่น้ำปิงใช่ไหมคะ”


“ไม่ใช่ครับ เป็นแม่น้ำสายเล็กๆครับ แต่ก็สะอาดน่าลงเล่น”


“สาธยายจนเห็นภาพแบบนี้เอื้องชักอยากจะเห็นของจริงแล้วล่ะค่ะคุณนัย”


“ถ้าคุณเอื้องสนใจ ว่างๆผมขออนุญาตพาไปชมนะครับ”


“ขอบคุณค่ะ”หญิงสาวเอ่ยขอบคุณแล้วจึงซักถามเกี่ยวกับเรื่องของกองถ่ายซึ่งนัยภาคก็เล่าให้ฟังอย่างละเอียดเพราะเขามีหน้าที่ดูแลโดยตรงอยู่แล้ว สองหนุ่มสาวพูดคุยกันอย่างถูกคอจนรถเคลื่อนเข้ามาถึงพิงครัตน์รีสอร์ต นางเอกสาวจึงปลีกตัวเข้าที่พักซึ่งผู้จัดการหนุ่มได้จัดเตรียมเอาไว้ให้อย่างเรียบร้อย



Create Date : 30 มีนาคม 2556
Last Update : 30 มีนาคม 2556 8:23:28 น.
Counter : 997 Pageviews.

6 comments
  
เพลงรีมิกซ์จังหวะกระชั้นเงียบเสียงลงปล่อยให้บทเพลงช้ารื่นหูดังขึ้นแทนที่


หญิงสาวร่างระหงซึ่งนั่งอยู่ใกล้ๆเวทีหรี่ตาลงเล็กน้อยเมื่อเจ้าหน้าที่ในผับเปิดไฟทุกดวงจนสว่างจ้า หล่อนหันมองรอบกายแล้วหัวเราะกับเพื่อนๆเบาๆเมื่อพบว่าเทพบุตรเทพธิดาที่ได้เห็นก่อนหน้ากลายร่างเป็นคนเมาใบหน้ามันแผล็บไปเสียแล้ว ไม่ได้ดูดีเหมือนยามอยู่ภายใต้ความสลัวรางเมื่อครู่เลย


เมรินนั่งตัวตรงใช้นิ้วเคาะโต๊ะเบาๆดวงตาเคลื่อนไปยังด้านหลังเวทีคล้ายมองหาใครอยู่ แต่กลับต้องปรายตากลับมามองเพื่อนร่วมโต๊ะที่บ่นอุบด้วยความขัดใจ“ตีหนึ่งปุ๊บ เปิดไฟไล่ปั๊บเลยนะพี่นนท์ของเธอเนี่ยยายเมรัย”


เมรินค้อนขวับ โพล่งตอบทันควัน “แหม เธอก็ขี้บ่นจังนะยายสา แม่นางร้ายเรื่องมาก พี่นนท์น่ะเขาไม่ใช่คนงกนี่จะได้เปิดเกินเวลาเหมือนคนอื่นๆน่ะ รู้ไว้นะยะว่าคุณแม่พี่เขาเป็นเจ้าเป็นนาย ไม่ใช่ตระกูลไก่กาอย่างพวกผู้ชายที่มาติดพันเธอนะจ๊ะ รู้จักไหมล่ะเจ้าสกุลรัตน์น่ะ ท่านออกจะโด่งดังในวงสังคมไฮโซ”


เมรินและเพื่อนๆเป็นดารานางแบบชื่อดังแห่งวงการบันเทิงเมืองไทย หล่อนทั้งสามคนเดินทางมายังจังหวัดเชียงใหม่เพื่อถ่ายทำละครพีเรียดเรื่องหนึ่ง เมื่อเว้นว่างจากการทำงานจึงออกมาตระเวนราตรีคลายเครียด และต่างก็ลงความเห็นว่าอยากมาเที่ยวที่ รีแล็กซ์ผับ แห่งนี้ เนื่องจากเมรินสนิทสนมกับเจ้าของผับเป็นอย่างดี


สุนิสาหันไปขยิบตาใส่เอริน่านางแบบสาวลูกครึ่งซึ่งมาถ่ายละครเรื่องเดียวกันก่อนจะบ่ายหน้ากลับไปหาเมรินอีกครั้ง “จ้ะ ว่าที่ลูกสะใภ้เจ้า แม่นางเอกขี้วีน ฉันขอให้เธอจับหนุ่มเชื้อเจ้าได้สำเร็จก็แล้วกัน”


“ชวู่...เงียบได้แล้ว ดูสิใครกำลังมา”เอรินารีบเบรกเพื่อนทั้งสองเมื่อเห็นร่างสูงของผู้กำลังตกเป็นหัวข้อสนทนาเดินเข้ามาที่โต๊ะ


เมรินและสุนิสาจึงยุติการประคารมพร้อมทั้งปรับเปลี่ยนกิริยาให้ดูเป็นดาราสาวผู้สวยสง่าประหนึ่งว่ากำลังนั่งอยู่หน้ากล้องถ่ายละครก็ไม่ปาน


บุคคลที่เจนจัดต่อสังคม ย่อมรู้ดีว่าควรแสดงกิริยากับบุคคลใดในระดับไหน


“เมากันหรือยังครับสาวๆ”ชยานนท์ถามพลางนั่งลงบนเก้าอี้ทรงสูงข้างๆเมริน หญิงสาวชายตามองเขาเล็กน้อย สั่นหน้าตอบ “ยังไม่เมาหรอกค่ะ พวกเราดื่มกันสนุกๆ แก้เซ็งจากกองถ่ายน่ะค่ะ”


“เซ็งเรื่องอะไรกันหรือครับ คนดังอย่างลิลลี่ คุณรีนา แล้วก็คุณสานี่ยังมีใครกล้าทำให้ไม่พอใจอีกหรือครับ”ชายหนุ่มถามอย่างเอาใจ


เมรินยกริมฝีปากขึ้นยิ้มอย่างพึงพอใจ ทว่าก็ยังถ่อมตน “แหม ก็ไม่ดังเท่าไหร่หรอกค่ะพี่นนท์ ดูอย่างละครเรื่องใหม่ของลิลลี่นี่เถอะยังมีดารานำหญิงตั้งสองคนเลย”


“อ้าว มีนางเอกสองคนเลยหรือครับ”


เมรินพยักหน้า ไม่ยอมพูดต่อเนื่องจากไม่อยากบอกเขาว่า ตนเองเป็นดารานำก็จริงอยู่ แต่เป็นตัวร้ายไม่ใช่นางเอกที่คู่กับพระเอกอย่างนางเอกสาวอีกคน


สุนิสายักไหล่ จากนั้นจึงตอบเสียเองว่า “ก็แม่เอื้องลดานางเอกอีกคนนี่แหละค่ะที่ทำให้พวกเราต้องมาหงุดหงิดกัน มีคิวถ่ายละครพรุ่งนี้แท้ๆดันขอเลื่อนเป็นวันมะรืน เสียเวลาจริงๆ คงจะติดงานอีเวนท์ค่าตัวแพงลิ่วไงคะถึงมาไม่ได้”


“เขาคงมีธุระจริงๆแหละสา รีนาเคยได้ยินมาว่าคุณเอื้องเธอเป็นคนที่มีความรับผิดชอบสูงคนนึงเลยนะ”เอรินาโต้อย่างกลางๆแต่กลับทำให้เกิดรอยขุ่นในแววตาของเมริน ทว่าชั่วครู่เธอก็ปัดความรู้สึกนั้นทิ้ง ขณะส่งยิ้มละไมให้ชยานนท์ “นิดๆหน่อยๆก็หยวนๆกันไปดีกว่า จริงไหมคะพี่นนท์”


หนุ่มคนเดียวในโต๊ะพยักหน้า “ใช่แล้วครับ”


“วันนี้ลิลลี่เข้าฉากที่ท่าน้ำด้านหลังรีสอร์ตของพี่นนท์ ชอบจัง วิวสวยมากเลยนะคะ”


“ถ้าสถานที่ถ่ายทำขาดตกบกพร่องอะไรก็บอกได้เลยนะครับ พี่จะได้ให้เจ้าหน้าที่แก้ไขให้”


เขาออกตัวเนื่องจากกองถ่ายละครที่สามสาวร่วมแสดงใช้รีสอร์ตของชายหนุ่มเป็นสถานที่ถ่ายทำ เพราะอยู่ติดกับโบราณสถานเก่าแก่ซึ่งเป็นฉากหลักของการถ่ายทำครั้งนี้


“ทางรีสอร์ตเตรียมพร้อมที่สุดแล้วล่ะค่ะ เอ ลิลลี่ว่าพวกเรากลับโรงแรมกันก่อนดีกว่านะ พรุ่งนี้มีคิวถ่ายทำตอนสายๆนอนน้อยเดี๋ยวไม่สวย”


“ถ้างั้นให้พี่ไปส่งนะครับ”ชยานนท์ลุกขึ้นยืนหลังพูดจบ


“อย่าลำบากเลยค่ะ โรงแรมอยู่ใกล้ๆนี่เอง”เมรินบ่ายเบี่ยง


เพื่อนทั้งสองหันมองหน้ากันและอมยิ้ม ด้วยรู้ดีว่าเพื่อนพยายามวางท่ายามอยู่ต่อหน้าชายหนุ่มผู้นี้เสมอ


“ไม่ลำบากเลยครับ เชิญครับ”เขาผายมือเชื้อเชิญแล้วจึงถอยห่างจากโต๊ะเพื่อให้ลูกค้าสาวเดินออกมาได้อย่างสะดวก


ระหว่างเดินสุนิสาจึงเอียงหน้าไปกระซิบข้างหูเมรินเบาๆ “อุตส่าห์มาดักพบเขาเสียขนาดนี้ แต่พอเขาตกหลุมพรางทำเป็นปฏิเสธนะลิลลี่”


เมรินมองหน้าเพื่อนยิ้มๆ “แน่นอนสิ พี่นนท์จะต้องเห็นว่าลิลลี่ไม่ใช่ผู้หญิงง่ายๆที่หาได้ตามท้องถนนเหมือนคนอื่นๆ”
“คิดว่าจะต้องคว้าเอาไว้ให้ได้ว่างั้นเถอะ เห็นทำตัวนิ่งๆแบบนี้ ได้ยินมาว่าเจ้าชู้มากไม่ใช่เหรอพี่นนท์เนี่ย”


เมรินยิ้มมุมปาก ดวงตาวาวประกาย “อาจจะใช่ ก็พี่นนท์ไม่ใช่ผู้ชายที่มีแต่เปลือกนี่สา พี่เขาเป็นคนโปรไฟล์ดี ใครๆก็อยากเป็นเจ้าสาวของเขาทั้งนั้นแหละ เมื่ออยากได้ก็ต้องลงมือไขว่คว้า ดังนั้นคงไม่แปลกที่เขาจะมีผู้หญิงรุมล้อมมากมาย แต่ลิลลี่มั่นใจว่าเอาอยู่”


สุนิสายกนิ้วให้เพื่อนรัก จากนั้นจึงลอบมองหนุ่มหล่อที่กำลังเดินตามมาแล้วหัวเราะในลำคอเบาๆ


เดี๋ยวก็รู้ว่าใครกันแน่ที่จะ...เอาอยู่

โดย: ผู้หญิงเลือดเย็น วันที่: 30 มีนาคม 2556 เวลา:8:25:56 น.
  
เมื่อมองเห็นป้ายสีขาวตัวหนังสือสีทองภายใต้แสงไฟสีนวลเขียนว่า”คุ้มเวียงพิงค์”รถสปอร์ตสีดำจึงเลี้ยวเข้าไปตามถนนคอนกรีตซึ่งสองข้างทางเต็มไปด้วยต้นไม้ขนาดใหญ่ร่มครึ้ม จวบจนถึงหน้าเรือนไม้สักทองหลังใหญ่ ชยานนท์จึงเคลื่อนรถเข้าจอดในโรงรถซึ่งอยู่ถัดไปแล้วก้าวลงมาจากรถเพื่อขึ้นสู่ตัวบ้านซึ่งยังมีแสงไฟสว่างไสวอยู่ทางปีกซ้ายอันเป็นโซนห้องนอนของชยานนท์


ระหว่างที่กำลังเดินคิดอะไรเพลินๆอยู่นั้นชยานนท์ก็รู้สึกว่าถูกสะกิดแขนบริเวณใกล้ๆข้อศอก


เมื่อเขาหันกลับไปมองจึงพบว่าเป็นเด็กหญิงผมจุกวัยประมาณหกขวบในชุดเสื้อผ้าฝ้ายสีขมิ้น ผ้าซิ่นสีดำแดงแต่งเชิงไว้ตรงชายผ้ากำลังยืนยิ้มหน้ากลมแป้นรออยู่

“หมากคำเจ้าแอบหนีมาเล่นอีกแล้วสิ”


หนูน้อยหัวเราะกิ๊ก เงยหน้าขึ้นมองชายหนุ่มร่างสูงก่อนตอบ “บ่ได้หนี ข้าเจ้าเตียวออกมาบ่ดาย”

คนฟังหัวเราะ “เดี๋ยวก็ถูกพ่อปู่ตีเอาหรอก”


“พ่อปู่บ่อยู่ดอก วันนี้วันศีล เปิ้นไปถือศีลภาวนาตี้ดอยหลวงพู้น”


“แล้วหมากคำจะไปไหน หรือมาดักรอพี่”


หมากคำพยักหน้า “ข้าเจ้าก้าย มีคนมาวุ่นวายตี้เมือง น่ารำคาญ”


ชญานนท์เลิกคิ้ว “คนเหล่านั้นเขามาถ่ายละครกัน เขาทำพิธีเซ่นไหว้แล้วนี่หมากคำ พ่อปู่คงจะอนุญาตแล้ว”


หมากคำทำปากยื่น ย่นจมูก “แต่ข้าเจ้าบ่ชอบ”


เขาจึงย่อตัวนั่งลง จับไหล่เล็กๆสองข้างนั้นไว้ “พี่เองก็ทำอะไรไม่ได้หรอก คนที่เขาดูแลเมืองเก่าคืออาผ่า พี่แค่ดูแลตามประสาคนบ้านใกล้เรือนเคียงเท่านั้นเอง”


“จะไดจะบ่ได้ ในเมื่อ...”


“หมากคำ อู้นักเกินไปแล้วเน้อ ปิ๊กเมืองได้ละ”เสียงเล็กๆดุๆดังอยู่ข้างกาย พร้อมกับร่างของเด็กชายผมจุกในชุดเสื้อผ้าฝ้ายสีขาว โจงกะเบนสีกรมท่าปรากฏกายขึ้นในทันใด


“อ้ายหมากแก้ว” หมากคำเปล่งเสียงเรียกพี่ชายฝาแฝดอย่างงอนๆ หากหมากแก้วก็มิได้หวั่นไหวยังคงปรามน้องต่อด้วยท่าทีขึงขัง “จ๋ำตี้ป้อปู่บอกได้ก่อ ว่าห้ามอู้เรื่องเก่าจ๋นกว่าจะถึงเวลา”


พออ้างถึงพ่อปู่ ใบหน้าเล็กๆกลมแป้นจึงพยักหงึกหงัก “จ๋ำได้เจ้า”


“จะอั้นก็ปิ๊กเมืองได้แล้ว”พี่ชายบอกพลางฉุดมือน้องสาวเบาๆ


“เดี๋ยวสิหมากแก้ว”ชยานนท์ท้วงพร้อมทั้งยึดร่างหมากคำเอาไว้ก่อน
หมากแก้วนิ่ง


“บอกก่อนว่าพวกเจ้ากำลังปิดบังอะไรพี่”


เด็กชายทอดถอนใจก่อนตอบ “หมากคำยังบอกอ้ายบ่ได้ดอก”
ทันทีที่จบคำ ร่างเล็กจ้อยทั้งสองก็อันตรธานไปในความมืดอย่างไร้ร่องรอย


ชยานนท์ส่ายหน้า อมยิ้ม สองพี่น้องแห่งเมืองอนันตกาลมักจะเป็นเช่นนี้เสมอ ตั้งแต่เมื่อครั้งที่ได้เจอกันครั้งแรกตอนที่ครอบครัวของเขาย้ายคุ้มเวียงพิงค์ออกมานอกเมืองใหม่ๆ
โดย: ผู้หญิงเลือดเย็น วันที่: 30 มีนาคม 2556 เวลา:8:26:52 น.
  
หลังจากคุมการตกแต่งภายในคุ้มเสร็จแล้ว ชยานนท์จึงเดินลัดเลาะออกมาด้านหลังคุ้มอันเป็นรอยต่อระหว่างคุ้มเวียงพิงค์กับรีสอร์ตพิงครัตน์


พื้นที่นอกอาณาเขตเป็นพื้นที่ค่อนข้างรกร้างเนื่องจากเจ้าของได้ย้ายไปอยู่ต่างจังหวัดกับลูกสาวแล้วทิ้งให้ลูกจ้างชาวเขาดูแลแทน พื้นที่ดังกล่าวกินอาณาบริเวณกว้างขวางรวมไปถึงเขตเมืองเก่า “สลีคำ”ด้วย อันที่จริงไม่มีใครรู้ชื่อที่แท้จริงของเมืองแห่งนี้เพราะไม่มีการจารไว้ในใบลานหรือหลักศิลาจารึกใดๆทั้งสิ้น ดังนั้นชื่อสลีคำจึงเป็นชื่อที่ตั้งขึ้นใหม่ ตามลักษณะของเมืองเก่าที่มีฐานเจดีย์ กำแพงเมือง และต้นสลีหรือต้นไทรใหญ่สองต้น ต้นหนึ่งเขียวชอุ่มแต่อีกต้นหนึ่งกลับมีสีเหลืองตลอดปีเป็นที่แปลกใจแก่คนที่พบเห็นยิ่งนัก


อากาศเย็นลงเมื่อดวงอาทิตย์ลาลับขอบฟ้า ขายาวๆเดินเลียบไปตามลำน้ำสายเล็กกว้างประมาณสองเมตรกว่าๆ แม่น้ำแห่งนี้เป็นลำน้ำที่ไหลมาจากอำเภอแม่ริมโดยไม่มีการขุดเชื่อมไปยังลำน้ำปิงอันเป็นแม่น้ำสายหลักของชาวเชียงใหม่แต่อย่างใด และแม้แม่น้ำไร้ชื่อเสียงเรียงนามแห่งนี้จะมีขนาดเล็ก แต่ก็มีน้ำไหลหลากอยู่ไม่ขาดสาย ริมสองฝั่งน้ำมีต้นไม้ขึ้นเขียวครึ้มทั้งขนาดใหญ่และขนาดเล็ก ต้นไม้ใหญ่มีกอไผ่ซึ่งอยู่ด้านหลังคุ้ม มะเดื่อ มะม่วง ฯลฯต้นเล็กๆก็มีทั้งเฟิร์น ผักกูด ดอกหญ้าและต้นหนาม


เสียงนกกาที่เพิ่งบินกลับมายังฉำฉาต้นใหญ่ทำให้ชายหนุ่มต้องเงยหน้าขึ้นไปมอง เขาเห็นรังนกถูกสร้างขึ้นหลายจุดเหนือกิ่งไม้ บางคราวก็มีกระรอกตัวจ้อยวิ่งไปมา บางตัวก็ขย่มกิ่งไม้จนใบฉำฉาแห้งๆปลิวลงมาจากต้น เขาหยุดยืนดูอยู่ชั่วครู่จึงเดินต่อไปยังเขตเมืองเก่าสลีคำซึ่งมีแนวกำแพงทำจากหินศิลาเตี้ยๆบอกอาณาเขตซึ่งน่าจะเป็นเวียงแก้วเอาไว้ ชายหนุ่มเดินอ้อมไปยังจุดที่คาดว่าน่าจะเป็นประตูเวียง มองเข้าไปเห็นเพียงฐานเจดีย์เก่าๆที่อยู่ทางทิศเหนือ เป็นไปได้ว่าส่วนที่เป็นหอคำนั้นจะผุพังไปตามกาลเวลาเพราะในอดีตนั้นหอคำสร้างขึ้นด้วยไม้เป็นหลัก


เมื่อมองกวาดไปทั่วบริเวณ จุดเด่นที่สุดภายในกรอบสี่เหลี่ยมของเวียงแก้วนั้นคงจะเป็นไม้สลีสองต้นซึ่งตั้งตระหง่านอยู่ทางทิศตะวันออกติดกับแม่น้ำนั่นเอง มุมปากบางคล้ายปากสตรีขยับขึ้นเล็กน้อยขณะยืนมองความแตกต่างระหว่างไม้สลีแฝดคู่นั้น น่าแปลกที่ชั่วนาตาปี ไม้สลีต้นซ้ายมือก็ยังคงมีสีเหลืองอร่ามทั้งๆที่มิได้แห้งตายหรือเกิดความผิดปกติแต่อย่างใดเลย


ชยานนท์ก้าวขาเดินต่อแม้รอบกายจะเริ่มครึ้มลงดังที่ภาษาเหนือเรียกว่าสลุ้มค่ำ แต่ชายหนุ่มก็ยังไม่คิดหันหลังกลับ ร่างสูงตรงดิ่งไปยังบริเวณอันเป็นลานโล่งใกล้ๆไม้สลีราวกับต้องมนตร์ ดวงตาจดจ้องรากอันห้อยย้อยลงมาของมันด้วยความชื่นชม


สำหรับบางคน ธรรมชาติแสนธรรมดาก็งดงามจับตาขึ้นได้ หากใจของเราสงบและเป็นกลางมากพอ


เสียงกรุ๋งกริ๋งดังมาจากทางด้านหลังระคนเสียงหัวเราะของเด็กหญิงชาย ชยานนท์ย่นหัวคิ้วเข้าหากัน คงเป็นไปได้ยากที่จะมีเด็กคนไหนเข้ามาวิ่งเล่นกันในอาณาเขตเมืองเก่ายามใกล้ค่ำเช่นนี้ เพราะคนทั่วไปมีความเชื่อว่า ในเมืองเก่าจะเต็มไปด้วยภูติผีปีศาจ ดังนั้นคงไม่มีบ้านใดอนุญาตให้ลูกหลานออกมาวิ่งเล่นเป็นแน่ หรือจะเป็นเพราะเด็กแอบหนีเข้ามาเอง คิดดังนั้นเขาจึงหันขวับ หมายจะกล่าวตักเตือน


ทว่าเมื่อหมุนตัวกลับไปมอง กลับเป็นเขาที่ชะงัก


ภาพที่เห็นคือเด็กหญิงตัวเล็กๆในชุดผ้าฝ้าย นุ่งผ้าซิ่นยาวกรอมเท้ากำลังวิ่งเล่นอยู่กับเด็กชายรุ่นราวคราวเดียวกันซึ่งอยู่ในชุดเสื้อผ้าฝ้ายและโจงกะเบน เสียงกรุ๋งกริ๋งที่ดังอยู่เป็นระยะๆคงจะมาจากกำไลข้อเท้าของเด็กทั้งสองที่มีเสียงดังทุกๆครั้งที่ย่างก้าว


แต่แทนที่ชยานนท์จะหวาดกลัว ชายหนุ่มกลับดันทุรังเดินเข้าไปหาเด็กน้อยเพื่อถามไถ่ให้แน่ใจว่าสิ่งที่เขาคิดนั้นถูกหรือผิด


บางทีเด็กทั้งสองอาจจะกลับจากงานประเพณีอะไรสักอย่างแล้วหนีพ่อแม่มาเที่ยวก็ได้


“หนู พวกหนูเป็นใครกัน ทำไมมาเล่นอยู่ในโบราณสถานแบบนี้”
ถึงคราวที่เด็กๆจะชะงักงันบ้าง ต่างหันมามองผู้เรียกเป็นตาเดียว ร่องรอยในแววตานั้นมีความประหลาดใจแฝงอยู่


เด็กหญิงหันไปกระซิบกับพี่ชายว่า “ป้อจายคนนั้นหันเฮาสองคนโตย”
เด็กชายหยักหน้า “แปลก ปกติจะบ่มีไผหันเฮานี่”


“เปิ้นถามเฮา อ้ายหมากแก้วตอบไปแล่”น้องสาวดันเอวพี่ชายให้เดินไปใกล้ชายแปลกหน้ามากขึ้น


หมากคำทำตามพลางเงยหน้าขึ้นมองร่างสูง “ตี้นี่คือบ้านของเฮา”
คนฟังขมวดคิ้ว หันมองรอบกาย “ที่ไหน”


“ตี้นี่แหละ ในเวียงแก้วแห่งนี้”เด็กหญิงที่เดินเข้ามาสมทบเป็นผู้ตอบ
“หมายความว่ายังไง ไหนลองอธิบายให้พี่ฟังหน่อยซิ พวกหนูแต่งตัวไปงานที่ไหนมาหรือเปล่า อย่ามาอำหน่อยเลย”ทั้งที่ใจไพล่คิดไปไกลแล้ว แต่ชายหนุ่มก็หวังจะได้รับคำตอบไปในทางปกติมากกว่า


นิ้วเล็กๆของหมากแก้วชี้ไปบริเวณฝั่งหนึ่งลานโล่งก่อนตอบเจื้อยแจ้ว “นั่นน่ะ เฮาอยู่กั๋นตี้คุ้มฝั่งซ้าย”


“คุ้มไหน ไม่เห็นมีอะไรเลย”เขาถามต่ออย่างจับผิด ท่าทางเด็กสองคนนี้จะโกหกเก่งเหลือเกิน เรื่องภูตผีวิญญาณคงตัดออกไปได้เลยสิเนี่ย
“อ้ายหันหอคำตี้อยู่เยื้องไปตางเหนือก่อ ตางซ้ายมือของหอคำคือคุ้มเจ้าเอื้องฟ้า เฮาอยู่ตี้หั้น”เด็กชายตอบเสียงสั่นในท้ายประโยค คล้ายกำลังสะเทือนใจกับอะไรบางอย่างอยู่ลึกๆ


“ไม่เห็น อย่าโกหกสิ มา พี่จะพาไปส่งบ้าน”ชยานนท์บอกเสียงดุ
เด็กน้อยทั้งสองถอยกรูดหันมองหน้ากัน “เปิ้นหันเฮาสองคนแล้วจะไดว่าบ่หันคุ้มกับหอคำ”


“บ่ฮู้”เด็กหญิงสั่นหน้าหวือ


ชยานนท์ซักต่อด้วยความห่วงใย เด็กทั้งสองคนมีหน้าตาน่ารักหากปล่อยทิ้งไว้อาจจะเป็นอันตรายได้ “หนูสองคนชื่ออะไร บอกพี่มาตามความจริงซิ”


“เฮาจื้อหมากแก้ว ส่วนน้องของเฮาจื้อหมากคำ”
โดย: ผู้หญิงเลือดเย็น วันที่: 30 มีนาคม 2556 เวลา:8:28:00 น.
  
“หมากแก้ว หมากคำ บ้านอยู่ไหนพี่จะไปส่ง”


“เฮาบอกแล้วว่าเฮาอยู่ตี้นี่ ในคุ้มเจ้าเอื้องฟ้าจะไดเล่า”หมากคำย้ำด้วยเสียงฉุนๆ


“พี่ไม่เชื่อ เด็กที่ไหนจะมาอยู่ในเมืองเก่าแบบนี้”


“จ้างเต๊อะ หมากคำ ไปกั๋นดีกว่า”หมากแก้วชวนน้องสาว ก่อนจะทำหน้าตกใจคล้ายเห็นอะไรบางอย่าง


ร่างของผู้เฒ่าเต็มไปด้วยหนวดเคราสีขาวในชุดสีขาวบริสุทธิ์ปรากฏขึ้นในสายตาของเด็กทั้งสอง ดวงหน้าอันเหี่ยวย่นมีรอยยิ้มน้อยๆอย่างปราณี “หมากแก้ว หมากคำ เปิ้นบ่หันต๋ามตี้เจ้าสองตนบอกหรอก เปิ้นเป๋นมนุษย์”


หมากคำวิ่งเข้าไปหาชายชรา เงยหน้าขึ้นถาม “แล้วจะไดเปิ้นถึงหันข้าเจ้ากับอ้ายหมากแก้วได้เจ้าพ่อปู่”


“ก็เพราะเปิ้นกับเจ้ามีความผูกพันต่อกั๋นมาแต่เดิม”น้ำเสียงแหบๆนั้นยังเจือความเอ็นดูเด่นชัด


“ผูกพันจะได เฮาสองคนบ่เกยหันเปิ้นเลย”หมากแก้วถามบ้าง
พ่อปู่กาวินหัวเราะ “เจ้าลองเหลียวไปผ่อเปิ้นใหม่แหมครั้ง แล้วก้อยปิ๊กมาบอกพ่อปู่ว่าบ่ฮู้จักเปิ้นแต๊กา”


หมากแก้ว หมากคำทำตาม ชั่วครู่จึงเบิกตากว้าง เมื่อชายร่างสูงแปรเปลี่ยนเป็นชายหนุ่มรูปงามในเครื่องทรงอย่างกษัตริย์ล้านนา จึงเปล่งเสียงดังลั่นและโผเข้าไปกอดชยานนท์แน่น “พ่อพญา!”


ชายหนุ่มงงงันหนักขึ้น แรกทีเดียวเขายืนฟังเด็กทั้งสองพูดกับความว่างเปล่า แล้วอยู่ดีๆกลับโผเข้ามาหาเขาและเรียกเขาว่า พ่อพญา นี่มันอะไรกัน


“ข้าเจ้ากึ๊ดเติงหาพ่อพญาเจ้า”หมากคำบอกทั้งน้ำตา


ชยานนท์ดันกายเด็กน้อยออกห่างแล้วเช็ดน้ำตาให้ “นี่มันเกิดอะไรขึ้นเนี่ย”


“น้าเอื้องฟ้าของเฮาเล่าพ่อพญา”หมากแก้วถามบ้าง


ชยานนท์สั่นหน้า “นี่เด็กๆกำลังพูดอะไรกัน”


ใบหน้าเรียบเฉยของพ่อปู่มองภาพของทั้งสามด้วยความปลดปลง กาลเวลานำพาการพรากจากมาสู่ทุกผู้ทุกคน “เปิ้นยังจ๋ำเรื่องเก่าบ่ได้ดอกหลานเหย เอาไว้ถึงเวลาทุกอย่างจะคลี่คลายเอง ปิ๊กคุ้มเต๊อะ หมดเวลาของเจ้าแล้ว”


สิ้นคำพ่อปู่ ร่างเด็กน้อยทั้งสองก็หายวับไปจากสายตา


ชยานนท์ผงะ งุนงงจนต้องถอยหลังไปหลายก้าว


เขายอมรับว่าครั้งนั้นตกใจมากมายกับสิ่งที่ได้เห็น แต่เมื่อเด็กน้อยทั้งสองมาปรากฏกายต่อหน้าบ่อยขึ้น ความประหลาดใจก็กลายเป็นความเคยชิน ดังเช่นในเวลานี้
โดย: ผู้หญิงเลือดเย็น วันที่: 30 มีนาคม 2556 เวลา:8:28:52 น.
  
เรื่องใหม่เหรอค่ะ น้องเพิ่งจะได้เห็น ตกข่าวจริงๆเลย.....ขอโต๊ดก๊าบบบบบ
โดย: ใบข้าวสีเขียว (ใบข้าวสีเขียว ) วันที่: 31 มีนาคม 2556 เวลา:19:47:38 น.
  
ถูกต้องจ้ะ
โดย: ผู้หญิงเลือดเย็น วันที่: 2 เมษายน 2556 เวลา:12:32:07 น.
ชื่อ :
Comment :
 *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
ยืนยันรหัสความปลอดภัย :
(กรอกตัวเลขที่ปรากฎในภาพ)

ผู้หญิงเลือดเย็น
Location :
เชียงใหม่  Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed
 Smember
 ผู้ติดตามบล็อก : 2 คน [?]



ใครเล่นเฟซบุ๊คไปคุยกันได้
ในแฟนเพจ "บ้านน้ำฟ้า"นะคะ