มกราคม 2557

 
 
 
1
2
3
4
5
6
7
8
9
10
12
13
15
17
19
21
23
25
26
27
28
29
30
31
 
 
All Blog
นวนิยายตราบสิ้นอสงไขย บทที่ ๘ แว่วเสียงปริศนา

บทที่ ๘

เพียงได้เห็นตุงสีสันสวยงามปลิวไสวไปตามจังหวะของเสียงกระดิ่งใบโพธิ์ที่ดังมาจากชายคาวิหารในวัด เอื้องลดาก็บังเกิดความปลื้มปีติขึ้นมาโดยไร้เหตุผล

เหมือนได้สัมผัสสิ่งที่เคยเป็นส่วนหนึ่งของชีวิต ได้พบสิ่งที่เคยฝังรากลึกในหัวใจมานานแสนนาน...อีกครั้ง และยิ่งดาราสาวหมุนตัวไปมองบรรยากาศรอบๆวัดก็ยิ่งทำให้เกิดความชุ่มชื่นหัวใจอย่างประหลาด ถึงกับหัวตาร้อนผ่าวจวนเจียนจะหยาดรินหยดน้ำตาออกมาเสียให้ได้ ทว่าหญิงสาวก็พยายามสะกดกลั้นเอาไว้สุดชีวิต เพราะคงจะไม่เข้าท่านักหากเธอจะปล่อยให้ตนเองตาบวมเป่งออกไปถ่ายละครในวันนี้

เอื้องลดาพยายามสูดลมหายใจเข้าปอดลึกๆแล้วเดินเข้าไปหลบใต้ต้นไม้รอให้นาถนรีประสานงานกับทางกองถ่ายเสร็จ ส่วนนทีดลนั้นขณะที่เขากำลังจอดรถก็มีโทรศัพท์โทร.เข้ามาพอดี หญิงสาวจึงเดินลงมาก่อนเนื่องจากบริเวณหน้าวัดนั้นอากาศร้อนเหลือใจ

เสียงปิดประตูรถดังขึ้นแสดงว่านทีดลคงจะจัดการธุระของตนเสร็จเรียบร้อยแล้ว เอื้องลดาจึงหันกลับไปมองตามสัญชาตญาณซึ่งก็พบว่าชายหนุ่มกำลังเดินมาทางเธอเช่นเดียวกับนาถนรี และทันทีที่มาถึงหญิงสาวรุ่นพี่ก็สวมหมวกปีกใบใหญ่ลงบนศีรษะของเอื้องลดาพร้อมทั้งให้เหตุผล “ใส่หมวกปิดหน้าไว้ก่อน ทางกองถ่ายบอกว่ามีแฟนคลับมารออยู่เยอะ เดี๋ยวไม่เป็นอันทำงานกันพอดี”

นางเอกคนดังพยักหน้าแล้วเหลียวมองรอบกายก่อนเอ่ยปากชม“ที่นี่สวยจังนะคะ”

“เดี๋ยวถ้าเห็นข้างในเอื้องจะทึ่งมากกว่านี้”

“แหม เห็นแค่นี้เอื้องก็ทึ่งแล้วล่ะค่ะพี่นัท”

“เห็นคุณนัทบอกว่าคุณเอื้องจบโบราณคดีมา งั้นก็คงจะถูกใจที่นี่นะครับ วัดนี้เป็นวัดเก่าสร้างขึ้นตั้งแต่ปี 1998 หรือเมื่อประมาณห้าร้อยกว่าปีมาแล้ว” ชายหนุ่มผู้อาสามาเป็นสารถีอธิบายบ้าง

“จริงๆเอื้องก็พอจะเคยได้ยินเรื่องราวของวัดเจ็ดยอดมาบ้างเหมือนกันค่ะ ว่าเป็นวัดที่พระเจ้าติโลกราชทรงสร้างขึ้น และเป็นสถานที่สังคายนาพระไตรปิฎกครั้งที่ 8 ของโลกอีกด้วย”พูดจบหญิงสาวก็หัวเราะ “จำได้แค่นี้แหละค่ะ”

“เสียดายนะ น่าจะชวนพ่อครูมาด้วย ท่านชอบทำบุญ” นาถนรีว่า

ลูกชายพ่อครูจึงอธิบาย“ช่วงปีใหม่เมืองน่ะ ถึงพ่อจะไม่ต้องไปทำงานที่มหาวิทยาลัยแต่ก็มีภารกิจต้องทำที่บ้านครับคุณนัท”

เอื้องลดาชักสนใจ “ทำอะไรอยู่บ้านคะ”

“ท่านเขียนเทียนน่ะครับ ในวันสำคัญต่างๆคนเหนือมักจะจุดประทีปบ้าง บูชาเทียนบ้าง ถ้าบูชาเทียนก็จะใช้เทียนเล่มใหญ่หน่อยแล้วขอให้คนที่มีความรู้ทางจารีตประเพณีเขียนอักขระล้านนาลงไปให้ เราทำเพื่อเป็นพุทธบูชาแล้วก็เชื่อกันว่าจะช่วยลดเคราะห์ลดนามอีกประการหนึ่งด้วย”

ฟังแล้วหัวใจของเอื้องลดาก็อ่อนยวบเช่นเดียวกับแววตาที่ทอดมองเขาในเวลานี้ “เอื้องอยากจุดเทียนแบบนั้นบ้างจังเลยค่ะ”

“อยากทำก็ทำสิครับ เดี๋ยวตอนหัวค่ำวันพญาวันผมจะพาไปที่คุ้ม คุณแม่ท่านต้องไหว้พระสวดมนต์เป็นประจำอยู่แล้วล่ะ”

“อะแฮ่ม”นาถนรีเริ่มอยากมีบทบ้าง จึงแกล้งกระแอมกระไอขึ้นมาเสียงดัง “จะชวนก็ต้องชวนให้ครบนะจ๊ะพ่อคุณ ลืมหุ้นส่วนสาวสวยคนนี้ไปหรือเปล่า”

นทีดลหัวเราะ “โอเค คุณนัท ว่าแต่ตอนนี้คุณพาคุณเอื้องไปแต่งตัวก่อนเถอะ เดี๋ยวไม่ทันเข้าฉากนะ”

“อุ๊ย จริงด้วย ไปจ้ะเอื้อง พี่คณินเปิดห้องที่อพาร์ทเมนท์ข้างๆวัดไว้เป็นห้องแต่งตัวดารา คุณดลจะไปด้วยหรือเปล่าล่ะ”

เขาส่ายหน้า ยกหัวแม่โป้งมือขวาชี้ไปยังพระธาตุซึ่งประหง่านอยู่หลังดงไม้ “ผมไปไหว้พระดีกว่าครับ จะได้ไม่เกะกะทีมงาน”

“งั้นเราก็ไปกันได้แล้วจ้ะเอื้อง”

เอื้องลดาดึงปีกหมวกให้ต่ำลงเพื่อปิดบังใบหน้า ก่อนจะเดินฝ่าเปลวแดดตามผู้จัดการส่วนตัวออกไปอย่างรวดเร็ว




Create Date : 22 มกราคม 2557
Last Update : 22 มกราคม 2557 23:11:34 น.
Counter : 446 Pageviews.

2 comments
  
แล้วนทีดลก็ไม่ทำตัวเกะกะกองถ่ายดังที่ได้ลั่นวาจาเอาไว้จริงๆ เมื่อไหว้พระเสร็จแล้วชายหนุ่มจึงแยกตัวออกมานั่งมองการเตรียมการของทีมงานบนม้านั่งหินอ่อนใต้ต้นไม้ใหญ่อยู่ห่างๆ

เสียงฆ้องกลองดังกระหึ่มแว่วเข้าหูมาราวกับได้ย้อนไปในยุคอดีต ชายหนุ่มยกมุมปากขึ้นยิ้มน้อยๆเมื่อเห็นเอื้องลดาในชุดช่างฟ้อนซึ่งเป็นเสื้อสีเหลืองเข้ารูป แขนยาว ผ่าหน้าห่มสไบสีขาวปล่อยชายยาวลงมาถึงตัวซิ่นสีดำต่อเชิงยาวกรอมเท้า เธอเดินออกมาบริเวณด้านหน้าองค์พระธาตุพร้อมกับเมรินซึ่งอยู่ในชุดแบบเดียวกัน โดยดาราสาวทั้งสองต่างก็มีแฟนคลับของตนมาคอยให้กำลังใจอยู่ห่างๆ เนื่องจากถูกสั่งห้ามจากทางกองถ่ายไม่ให้เข้าไปยุ่มย่ามขณะถ่ายทำ

“แหม ตะลึงตาค้างเชียวนะคะคุณดล ชอบช่างฟ้อนคนไหนล่ะ ถ้าเป็นเอื้องนัทติดต่อให้ได้นะ แต่ถ้าเป็นนางเอกอีกคนคงไม่ต้องมีผู้ช่วย เห็นตั้งแต่มาถึงวัดเธอก็เรียกหาแต่พี่ดลแจ้วๆ”นาถนรีกระเซ้าขณะเดินมาหยุดอยู่ข้างๆชายหนุ่มและเห็นท่าทีสนอกสนใจของเขา

นทีดลขยับแบ่งที่ให้อีกฝ่ายก่อนจะหันไปจ้องหน้าสาวร่างท้วมนิ่ง “แล้วถ้าผมบอก คุณนัทจะช่วยจริงๆหรือเปล่าล่ะ”

คนถูกถามชะงัก ครู่ใหญ่จึงออกปากปราม “นี่พ่อคาสซาโนว่า อย่ามาทำเจ้าชู้ประตูดินกับน้องสาวนัทนะคะ ยายเอื้องดูเป็นคนทันสมัยก็จริง แต่เธอไม่ใช่ผู้หญิงฟรีนะ เธอเป็นคนคิดเยอะไม่ใจเร็วด่วนได้เหมือนสาวๆสมัยนี้หรอก”

“โธ่ คุณนัท”เขาครวญเสียงอ่อย “ทำไมมองผมแบบนั้นล่ะ เรารู้จักกันมาตั้งนานแล้วนะ ดูไม่ออกหรือไง”

“ของแบบนี้ไว้ใจไม่ได้หรอกค่ะ ชื่อเสียงของคุณก็ใช่ย่อย ข่าวสังคมพูดถึงทีไรมีแต่เรื่องสาวๆทั้งนั้น”

ผู้ถูกปรามาสหัวเราะหึๆ “แล้วคุณนัทเคยเห็นผมควงใครออกงานหรือไปเที่ยวที่ไหนหรือเปล่าล่ะ ถ้าไม่เคยก็ควรยกผลประโยชน์ให้จำเลยนะ คุณอยู่ในวงการบันเทิงก็น่าจะเข้าใจเวลาที่คนเขาอยากจะสร้างข่าว”

“แต่มันก็มีมูลใช่ไหมล่ะ”ผู้ปกป้องน้องสาวเถียงไม่ลดละ

หากชายหนุ่มกลับยอมง่ายๆ “ใช่มันมีมูล”

“นั่นไง”

“นี่ฟังผมพูดให้จบก่อน มูลก็คือ ผมรู้จักทุกคนในข่าวจริงๆ บางคนก็ลูกสาวเพื่อนคุณพ่อคุณแม่ บางคนก็เพื่อน พี่น้อง แต่ไม่ใช่คนรัก เข้าใจเสียใหม่ด้วย”

“อู๊ย นี่คุณจะให้นัทเชื่อเหรอคะว่าชายหน้าหล่อ สมาร์ท ร่ำรวยและตระกูลดีในวัย 27 ปีคนนี้ยังไม่เคยมีแฟนน่ะ” นาถนรีแกล้งทำกรี๊ดกร๊าดชวนหมั่นไส้

คนนั่งข้างๆจึงระบายลมหายใจออกยาวเหยียด ขณะที่ดวงตามองไปยังทีมงานซึ่งกำลังเตรียมการถ่ายทำกันจ้าละหวั่น “ผมเคยคบผู้หญิงคนหนึ่งตอนเรียนมหา’ลัย แต่สุดท้ายก็ต้องเลิกลากันไปหลังจากพบว่าเราเหมาะที่จะเป็นเพื่อนกันมากกว่าคนรัก จากนั้นเธอก็ไปเรียนต่ออเมริกา ตอนนี้แต่งงานไปแล้ว”

“คงเป็นเพราะความเจ้าชู้ของคุณแน่เลย”

“แนะ ยังไม่เลิกอคติอีก คุณน่ะมองโลกในแง่ร้ายมากรู้ไหมคุณนัท”พูดจบเขาก็หัวเราะราวกับขบขันเสียเต็มประดา “เราเลิกกันเพราะเขาไม่เคยรู้สึกว่าผมรักเขาแบบแฟนเลยต่างหาก”

นาถนรีฟังแล้วมุ่นคิ้ว “ทำไมล่ะ”

คราวนี้ชายหนุ่มหัวเราะในลำคอ จากนั้นจึงตอบด้วยเสียงเข้ม “คนไม่รักนี่มีเหตุด้วยเหรอ ถ้าจะให้ตอบแบบกำปั้นทุบดินก็คงเพราะว่าเขาไม่ใช่...”

“แล้วแบบไหนที่ใช่ล่ะ สวย เริด เก่ง เจ้าเสน่ห์ เซ็กซี่หรือว่าต้องงามสง่าดังผ้าพับไว้ นั่งร้อยมาลัย เป็นแม่บ้าน ขยันทำครัว”

เขายักไหล่แทนคำตอบ

นาถนรีเลิกคิ้ว “ยักไหล่แปลว่าอะไรกันคุณ”

“ก็แปลว่าผมไม่ได้สนใจว่าเขาจะเป็นคนแบบไหนน่ะสิ พอได้เจอกัน คุยกันถึงจะรู้ ใช่ก็คือใช่ ไม่ใช่ก็คือไม่ใช่”

จะว่าไปเธอก็ไม่เคยเห็นว่านทีดลทำตัวชีกอกับผู้หญิงคนไหนจริงๆแหละ จะมีก็แต่สาวๆเหล่านั้นมาเกาะแกะเขา คงเพราะความหล่อ ร่ำรวยและมีเชื้อสายกระมังที่ทำให้ชายหนุ่มอยู่ในความสนใจของสาวโสดและไม่โสดอยู่หลายคน

“เหรออออ...”อีกฝ่ายแกล้งลากเสียงยาว “แล้วเอื้องล่ะ ทำไมคุณถึงบอกว่าใช่ คุยกันได้สักกี่คำกันเชียว”

นทีดลขยับตัวเล็กน้อย เพื่อประวิงเวลาในการเรียบเรียงถ้อยคำอยู่ครู่ใหญ่จึงเอ่ยตอบ“ผมรู้สึกสะดุดตาเธอตั้งแต่แรกเห็น พอได้คุยกัน ทำอะไรร่วมกัน ก็ยิ่งรู้สึกว่าใช่ และที่สำคัญเรามีอะไรหลายๆอย่างที่เกี่ยวโยงกัน ผมบอกไม่ถูกหรอก ว่าตอนนี้รู้สึกกับเธอยังไง เป็นความชอบ ความรัก หรือความผูกพัน รู้แต่ว่าอยากอยู่ใกล้ ปกป้องดูแล...”

“พอๆไม่ต้องสาธยายละ โน่น สุดเลิฟของคุณกำลังจะเข้าฉาก ไปดูกันเถอะ น้องเอื้องอุตส่าห์เรียนฟ้อนเล็บมาตั้งครึ่งเดือนเชียวนา เพื่อฉากนี้ฉากเดียวเลย”นาถนรีเบรกแล้วขยับลุกขึ้นยืน หลังจากนั้นจึงดึงแขนอีกฝ่ายให้ลุกตาม ทว่านทีดลยังปักใจกับเรื่องเดิมอยู่ “สัญญามาก่อนสิว่าคุณนัทจะไม่ดิสเครดิตผม”

ผู้จัดการดาราสาวปล่อยมือทันใดและหดกลับมากอดอก ทำหน้านิ่วคิ้วขมวด “เราเป็นเพื่อนกันไม่ใช่เหรอคุณดล นัทไม่ทรยศคุณหรอกน่ะ ถึงจะห่วงน้องสาวแค่ไหน แต่หน้าที่นัทก็มีเพียงช่วยดูแลอยู่ห่างๆเท่านั้น ไม่ใช่ยัดความคิดไม่ดีใส่หัวใคร”

สิ้นคำของหญิงสาวเขาจึงดีดตัวลุกขึ้นบ้างและยิ้มกริ่ม “ขอบคุณครับ
โดย: ผู้หญิงเลือดเย็น วันที่: 22 มกราคม 2557 เวลา:23:12:56 น.
  
คณินเดินวนไปมาเพื่อตรวจตราความพร้อมของกล้อง แสง เสียงและนักแสดงตามลำดับ เมื่อทุกฝ่ายตอบว่าพร้อมแล้ว เขาจึงนับถอยหลังและสั่ง...

“แอ๊คชั่น!”

จากนั้นเหล่านักแสดงในชุดช่างฟ้อนร่วมสิบชีวิตจึงค่อยๆย่อตัวลงไหว้ ก่อนจะยืดตัวขึ้นอย่างช้าๆแล้วร่ายรำไปตามจังหวะฆ้องกลองอันดังกระหึ่มไปทั่วบริเวณอย่างอ่อนช้อย

แม้ฉากนี้จะมีการเตรียมการนานนับชั่วโมงแต่ผลพวงจากการซ้อมฟ้อนกันจนชำนิชำนาญของดาราสาวและตัวประกอบทั้งหลายยังเป็นผลให้การถ่ายทำผ่านพ้นไปอย่างเรียบร้อยลงตัวภายในเทคเดียว

หลังจากนั้นทีมงานจึงเตรียมตัวถ่ายทำฉากที่มีพิรธรและเมรินเข้าฉากร่วมกัน ฝ่ายเอื้องลดาซึ่งไม่ต้องเข้าฉากแล้วจึงเลี่ยงออกไปเปลี่ยนเสื้อผ้าเป็นชุดเดิมเหมือนที่ใส่มาในคราวแรกโดยมีนาถนรีตามดูแลไม่ห่าง

“ฟ้อนได้สวยจังครับคุณเอื้อง”นทีดลเอ่ยชมขณะเดินไปรับหญิงสาวทั้งสองกลับเข้ามาในบริเวณวัด

คนถูกชมยิ้มอย่างเขินๆตรงข้ามกับผู้จัดการส่วนตัวที่โพล่งขึ้นดักคอชายหนุ่มกลั้วหัวเราะ “ที่ชมนี่ตามจริงหรือลำเอียงเพราะรักคะคุณดล”

เอื้องลดาหันขวับมามองพี่สาวตาเขียวปั๊ดเนื่องจากรู้เท่าทันเลศนัยในน้ำเสียงของอีกฝ่าย กระนั้นนาถนรีก็ยังทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้บุ้ยใบ้ไปทางชายหนุ่ม “ตอบสิคุณ”

นทีดลส่ายหน้าอย่างระอาแล้วจึงตอบเสียงดุเป็นการปรามอีกฝ่ายไม่ให้กระเซ้าแรงเกินไปนัก “ผมน่ะชมตามจริง เพราะเห็นว่าคุณเอื้องมีพรสวรรค์ทางนี้ แต่คุณน่ะกำลังพยายามชักใบให้เรือเสียอยู่นะ”

“เอาล่ะค่ะ อย่ามัวแต่โต้กันไปโต้กันมาเลย เมื่อกี้ฝ่ายคอสตูมเล่าว่าที่นี่มีเจดีย์บรรจุอัฐิของพระเจ้าติโลกราชอยู่ด้วยหรือคะ เอื้องอยากไปกราบท่านน่ะค่ะ”

“อ๋อ ได้สิครับ เดี๋ยวเราเดินอ้อมวิหารหลังนั้นไปก็ถึงแล้ว”นักธุรกิจหนุ่มรับปากพร้อมทั้งชี้ไปยังทิศทางเป้าหมาย แต่แล้วกลับต้องชะงักเห็นเมื่อกลุ่มคนจำนวนหนึ่งกำลังกรูกันเข้ามาหาเอื้องลดา “สงสัยคุณเอื้องต้องรับมือกับแฟนคลับสักพักแล้วล่ะ”

ดาราสาวพยักหน้าและใช้เวลาร่วมกับแฟนคลับร่วมยี่สิบนาทีเธอจึงเอ่ยขอตัวซึ่งเหล่าแฟนคลับก็ยินยอมแต่โดยดี เวลาส่วนตัวของเอื้องลดาจึงกลับมาอีกครั้งหนึ่ง

------------------------------------------------------------------------------------

ดวงตาคู่สวยช้อนขึ้นมองเจดีย์ทรงระฆังขนาดใหญ่ด้วยกิริยาที่เรียกได้ว่าตาเกือบไม่กะพริบ

ระยะเวลาอันล่วงเลยมายาวนานห้าร้อยกว่าปี ยามนี้มหาราชแห่งล้านนามีเพียงพระเจดีย์อันเป็นเครื่องรำลึกถึงว่าครั้งหนึ่งบนผืนแผ่นดินแห่งนี้เคยมีกษัตริย์ผู้ทรงพระนามว่าพระเจ้าติโลกราช หรือที่จักรพรรดิจีนขนานพระนามให้ว่าราชาแห่งตะวันตกเป็นผู้ปกครอง

ทุกๆชีวิตบนโลกนี้ ไม่ว่าจะสูงส่งหรือต้อยต่ำเพียงใดก็ล้วนแต่หลีกหนีความตายไปไม่พ้น

“แล้วฝั่งโน้นล่ะค่ะที่เหลือแต่ฐานสี่มุมนั่นน่ะ คืออะไร”เสียงของนาถนรีแทรกขึ้นมา ดาราสาวจึงหันมองไปตามจุดโฟกัสสายตาของอีกฝ่ายขณะที่หูก็รอฟังคำตอบจากชายหนุ่มอย่างจดจ่อ “วิหารเก่าที่เคยใช้เป็นที่สังคายนาพระไตรปิฎกครั้งที่ 8 ของโลกไงครับ”

“ดูคุณดลก็มีความรู้ทางประวัติศาสตร์ดีเหมือนกันนะคะ”เอื้องลดาชม

“ก็ไม่เชิงหรอกครับ ที่รู้เรื่องวัดนี้เพราะพ่อเล่าให้ฟังบ่อยๆน่ะ แล้วอีกไม่นานผมก็ต้องมาบวชอยู่ที่นี่ด้วย ” เขาตอบเจือยิ้ม

“เมื่อไรคะ”นาถนรีซัก

“เข้าพรรษานี้แหละครับ”

เอื้องลดาได้ฟังจึงหันไปยิ้มหวานให้ว่าที่พระภิกษุคนใหม่ แล้วถอดรองเท้าวางไว้บนทางเดินปูด้วยอิฐและเดินตรงไปยังด้านหน้าองค์เจดีย์

“คุณเอื้องระวัง...”นทีดลร้องเตือนเสียงดัง หากยังไม่ทันจบประโยค ดาราสาวก็เดินเขย่งเก็งกองเข้าไปด้านในด้วยสีหน้าเหยเก เนื่องจากเหยียบเอาหนามไมยราพเข้าให้เต็มรัก ทว่าครู่ต่อมาเธอก็ยังทำใจดีสู้เสือหันกลับมายิ้มร่าให้คนเตือนได้อีก “เตือนช้าไปค่ะคุณดล”

“เจ็บมากไหม”เขารีบถอดรองเท้าก้าวตามหญิงสาวเข้าไปด้วยความห่วงใย เมื่อไปถึงจึงบอกให้เธอนั่งแหมะลงกับพื้นเช่นเดียวกับเขา หญิงสาวทำตามอย่างว่าง่าย และโดยที่เธอไม่ทันตั้งตัว เขาก็เอ่ยขอโทษแล้วจับอุ้งเท้าของเธอขึ้นพลิกดู เป็นครู่จึงปล่อยมันลงพลางยิ้ม “ไม่มีเศษหนามแล้วครับ”

“เอ่อ คือ เอื้องไม่เจ็บเท่าไหร่หรอกค่ะ ตกใจมากกว่าเพราะไม่คิดว่าบนพื้นจะมีหนามด้วย”ดาราสาวออกตัวแก้เก้อขณะก้มหน้าลงเล็กน้อยเพื่อชำเลืองมองนาถนรีซึ่งยืนอยู่บนทางเดิน และพบว่าอีกฝ่ายกำลังมองมาอย่างสนใจ

“คุณนี่จริงๆเลย”เขาบ่นพลางถอนหายใจ แล้วผายมือ “ไปที่กระถางธูปนั่นเถอะครับ จะได้ไหว้พระองค์ท่าน ไม่ต้องกลัวหนามแล้วล่ะ มันขึ้นแค่จุดที่อยู่ใกล้ๆทางเดินเท่านั้นแหละ”

หญิงสาวจึงพยักหน้าก่อนจะทำตามอย่างว่าง่ายโดยมีชายหนุ่มก้าวตามไปติดๆ

ไม่เข้าใจเหมือนกัน แค่เพียงหนามตำเท่านี้ เหตุใดเขาจึงรู้สึกห่วงเธออย่างมากมาย นทีดลถามตนเองหลายครั้งแต่ก็ไม่มีคำตอบย้อนกลับมาสักที ให้ตายสิ

เขาสลัดสิ่งที่ค้างคาใจออกพลางมองตามร่างโปร่งบางซึ่งกำลังทรุดตัวนั่งลงตรงข้ามกระถางธูปซึ่งตั้งอยู่กลางองค์เจดีย์ทางทิศตะวันตกและย่อตัวนั่งคุกเข่าอยู่ข้างๆกัน ก่อนจะหยิบธูปในห่อออกมา 18 ดอก จุดไฟจนไหม้ครบทุกดอกแล้วยื่นมันให้เธอเสียครึ่งหนึ่ง

เอื้องลดาเอื้อมมือไปรับพร้อมทั้งเอ่ยคำขอบคุณเบาๆจากนั้นจึงพนมมือ หลับตาลงและอธิษฐานจิต

ไม่ถึง5วินาทีความรู้สึกร้อนผ่าวจึงบังเกิดขึ้นบริเวณโคนนิ้วก้อยของเธอ หากหญิงสาวก็ยังหลับตานิ่งด้วยรู้ดีว่า แหวนนาคนั้นมีพลังพิเศษบางอย่างซึ่งตนไม่สามารถบังคับได้ และบัดนี้มันคงสำแดงเดชขึ้นอีกครั้ง

ตึง...ตึง กลองเสียงทรงพลังดังก้องอยู่ในหัวราวกับมีคนตีกลองขนาดใหญ่อยู่รอบๆตัวเธอ และทั้งที่ดวงตามองเห็นความดำมืด ลูกไฟสีทองกลับปรากฏขึ้นตรงหน้า ทว่าแสงอันเจิดจ้านั้นก็ทำให้เธอไม่อาจมองเห็นอื่นใดได้อีก แต่กลับได้ยินสุรเสียงนุ่มทุ้มทรงอำนาจเอ่ยขึ้นว่า “ประตูอยู่บนกำแพงนั่น ครั้นถึงเวลามันก็จักเปิด ทุกสิ่งได้ถูกกำหนดเอาไว้แล้ว”

“ท่านเป็นใคร ท่านพูดถึงอะไร เอื้องไม่เข้าใจ”จิตของเอื้องลดาเพ่งถาม ร่างอันเปล่งรัศมีเจิดจ้านิ่งไปเป็นครู่จึงตอบ “ธูปในมือของเจ้าสื่อสารกับผู้ใด แหวนนาคของเจ้าก็เป็นสื่อถึงผู้นั้นแล”

“นั่นคือพญาท่านครับคุณเอื้อง”

เสียงของนทีดลดังแทรกขึ้น อา...เหตุใดเสียงของเขาจึงดังขึ้นในกระแสความคิดของเธอได้

“แหมบ่เมินก็จักถึงเวลาแล้ว”สุรเสียงทรงพลังเอ่ยทิ้งท้าย ก่อนที่แสงสีทองจะเลือนหายไป พร้อมๆกับที่เอื้องลดาลืมตาขึ้นผินหน้าไปจ้องคนข้างกายด้วยแววตาประหลาดใจ “เสียงของคุณใช่ไหมคะ ที่บอกว่า นั่นคือพญาท่าน”

“ใช่ ผมเองที่ตอบคุณ”

“แล้วทำไมคุณถึงสื่อสารกับเอื้องได้ทั้งๆที่เอื้องเพียงแค่คิด หรือว่า...”

นทีดลพยักหน้า “ครับ ผมคิดว่าแหวนนาคคงทำให้เราสื่อถึงกันทางจิตได้ในบางจังหวะ”

เอื้องลดาใช้ฟันบนขบริมฝีปากล่างของตนเบาๆขณะนึกคิด ไตร่ตรอง “ก่อนที่จะเห็นภาพนั้น เอื้องรู้สึกร้อนที่โคนนิ้วก้อย หรือว่าก่อนมีอะไรแปลกๆเกิดขึ้น จะต้องเกิดปฏิกิริยากับแหวนก่อนคะ”

“ผมคิดว่าเป็นอย่างนั้นแหละ”เขาทอดสายตามองเธออย่างอ่อนโยนขณะตอบ แต่แล้วทั้งสองก็ต้องรีบหันขวับมองไปยังทางเดินพร้อมๆกันเมื่อได้ยินเสียงใครคนหนึ่งตะโกนเรียก “สามคนนั้นมัวทำอะไรอยู่ เลิกกองแล้วนะ”


โดย: ผู้หญิงเลือดเย็น วันที่: 22 มกราคม 2557 เวลา:23:13:57 น.
ชื่อ :
Comment :
 *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
ยืนยันรหัสความปลอดภัย :
(กรอกตัวเลขที่ปรากฎในภาพ)

ผู้หญิงเลือดเย็น
Location :
เชียงใหม่  Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed
 Smember
 ผู้ติดตามบล็อก : 2 คน [?]



ใครเล่นเฟซบุ๊คไปคุยกันได้
ในแฟนเพจ "บ้านน้ำฟ้า"นะคะ