มกราคม 2557

 
 
 
1
2
3
4
5
6
7
8
9
10
12
13
15
17
19
21
23
25
26
27
28
29
30
31
 
 
All Blog
นวนิยายตราบสิ้นอสงไขย บทที่ ๔ วาระแห่งกรรม
บทที่ ๔




“ต้องขอโทษที่มาช้านะคะคุณนัย เอื้องมัวคุยกับพี่นัทเพลินไปหน่อยน่ะค่ะ”ดาราดังในชุดเดรสสีม่วงพูดออกตัวหลังจากนั่งลงบนเก้าอี้ที่นัยภาคเป็นผู้เลื่อนให้เรียบร้อยแล้ว

แสงแดดยามใกล้พลบส่องลอดกระจกสีใสเข้ามากระทบดวงหน้างามละไมให้ดูยิ่งละมุนตา คนรอจึงเพลินมองด้วยใบหน้าเจือยิ้ม “ไม่เป็นไรเลยนี่ครับ ยังไงผมก็ทำงานในรีสอร์ตอยู่แล้ว”

“แต่เอื้องเกรงใจน่ะค่ะ เพิ่งจะรู้จักกันเมื่อวาน วันนี้ดันมาผิดนัดเสียแล้ว”

“ไม่เป็นไรจริงๆครับ”เขาย้ำอีกครั้งก่อนจะหันไปสั่งพนักงานให้ทยอยยกอาหารมาเสิร์ฟตามที่สั่งเอาไว้ แล้วจึงชวนหญิงสาวคุยต่อ “ช่วงเย็นผมจะมาดูแลห้องอาหารอยู่แล้วครับ ไม่ถือว่าต้องรออะไรเลย”

“แล้วคุณนทีดลล่ะคะ ไม่มาช่วยเลยเหรอ”เธอเสไปถามถึงเจ้าของรีสอร์ตซึ่งได้ยินเพียงแค่ชื่อแต่ไม่เคยได้พบเจอตัวจริงเลยสักครา “พี่ดลต้องดูแลผับในเมืองน่ะครับ จะไปที่นั่นเกือบทุกวันเพราะว่าเพื่อนๆพี่เขาเยอะ จริงๆพี่ดลเขาถนัดไปทางงานผับมากกว่างานรีสอร์ตก็เลยให้ผมคอยดูแลทางนี้แทน”

“ถนัดงานกลางคืนมากกว่างานกลางวัน มิน่าล่ะถึงได้ยินข่าวว่าเจ้าชู้เหลือเกิน”

“ไม่ถึงขนาดนั้นหรอกครับ เพียงแต่พี่ดลเขามีคนเข้ามาในชีวิตเยอะ”นัยภาคแก้ลำแล้วจึงหยุดพูด ให้พนักงานนำอาหารจานใหญ่มาเสิร์ฟ

หลังจากนั้นเขาจึงผายมือพร้อมทั้งแนะนำอาหาร “นี่เป็นออร์เดิร์ฟเมืองครับคุณเอื้อง จะประกอบด้วยอาหารจำพวกไส้อั่ว จิ๊นส้ม แหนม น้ำพริกหนุ่ม หมูยอ สำหรับทานรองท้อง”

เอื้องลดาห่อปากทำตาโต เนื่องจากไม่ค่อยได้รับประทานอาหารพื้นเมืองทางเหนือบ่อยนัก “น่าอร่อยจังค่ะ”

“เอาไว้วันหลังผมจะพาคุณเอื้องไปทานแบบขันโตกที่ลานล้านนานครของรีสอร์ตเรานะครับ ที่นั่นจะเป็นลานระเบียงเหนือสวนดอกไม้ แต่วันนี้กลางวันฝนตก ผมก็เลยเลือกห้องอมรเชียงใหม่นี่แทน”

“ขอบคุณค่ะคุณนัย แต่จะว่าไปแค่ออร์เดิร์ฟก็เยอะจนเอื้องแทบจะอิ่มก่อนแล้วล่ะค่ะ พอดีช่วงเย็นๆเอื้องทานน้อยด้วย”

“โธ่ คุณเอื้องยังทานได้อีกเยอะครับ ไม่อ้วนหรอก”ผู้จัดการหนุ่มบอกอย่างเอาใจ

เอื้องลดายิ้มให้กับความปากหวานของเขา จากนั้นจึงก้มลงมองอาหารอีกหลายประเภทที่พนักงานเพิ่งนำมาเสิร์ฟบนโต๊ะ พร้อมเลือกรับประทานอย่างละนิดละหน่อยแล้วปิดท้ายด้วยผลไม้ก่อนที่จะถามถึงเรื่องที่ตนเองค้างคาใจ “ทำไมคุณนัยถึงอยากให้เอื้องไปสอบถามเรื่องเมื่อกลางวันนี้กับคุณพ่อของคุณนทีดลล่ะค่ะ”

“คุณลุงชัยพงษ์ท่านเป็นอาจารย์สอนประวัติศาสตร์ล้านนาครับ ที่สำคัญท่านศึกษาธรรมะแล้วก็นั่งวิปัสสนาด้วย ท่านน่าจะพอรู้เรื่องลี้ลับอยู่บ้าง”

“แปลว่าคุณนัยเชื่อมั่น ว่าเด็กผมจุกคนนั้นไม่ใช่คน”หญิงสาวถามพลางจ้องรอคำตอบอย่างจดจ่อ

นัยภาคพยักหน้า “ครับ ความเป็นไปได้มีสูงมาก เพราะไม่ใช่แค่คุณเอื้องคนเดียวที่เคยเห็นเด็กคนนั้น เรื่องเด็กชายหญิงในเมืองเก่าและเสียงสะล้อซอซึงน่ะ มีคนเล่าลือกันมานานแล้วครับ”

“แล้วคุณลุงของคุณเคยเล่าเรื่องนี้ให้คุณฟังบ้างไหมคะ”เอื้องลดาถามอย่างตื่นเต้น

ผู้จัดการหนุ่มหัวเราะแหะๆ ก่อนตอบ “ไม่เคยเล่าครับ แต่ผมเชื่อว่าคนที่เคยบวชจนได้มหาเปรียญอย่างคุณลุงชัยพงษ์จะต้องรู้เรื่องนี้มากกว่าคนทั่วไปอย่างแน่นอน”

หญิงสาวฟังจบจึงพยักหน้าคล้อยตาม “หวังว่าท่านจะกรุณาเอื้องนะคะ สองวันมานี้เอื้องได้ยินเสียงดนตรีพื้นเมืองและได้เห็นเด็กคนนั้นทั้งที่เป็นกลางวันแสกๆ ทำให้อยากรู้ว่าตัวเองทำอะไรไม่เหมาะไม่ควรหรือเปล่า ถึงมีสิ่งเหล่านี้มาหลอกหลอน”

นัคภาคพยักหน้า เขาเชื่อมั่นว่าคุณลุงของตนมีความเมตตากรุณากับทุกคน จึงไม่มีเหตุผลใดที่จะปฏิเสธการให้คำแนะนำแก่หญิงสาว

“ถ้างั้นรีบทานกันดีกว่าค่ะ เอื้องอยากพบท่านเหลือเกินแล้ว”

ผู้จัดการหนุ่มลงมือตักอาหารใส่จานของหญิงสาวแทนคำตอบรับ ด้วยหน้าที่ของผู้จัดการรีสอร์ตเขาพร้อมที่จะให้บริการดาราสาวอย่างเต็มที่ อีกทั้งนัยภาคนั้นรู้สึกเป็นมิตรกับเธอเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว จึงทำให้การเทคแคร์แขกวีไอพีของรีสอร์ตในครั้งนี้เกิดขึ้นด้วยความเต็มใจ





Create Date : 14 มกราคม 2557
Last Update : 14 มกราคม 2557 6:55:32 น.
Counter : 438 Pageviews.

4 comments
  
รถเก๋งสีขาวจอดสนิทด้านหน้าเรือนไม้หลังใหญ่แล้วฝ่ายเจ้าของรถจึงเดินอ้อมมาเปิดประตูรถให้หญิงสาวชุดสีม่วงที่กำลังมองทัศนียภาพรอบกายอย่างตื่นตะลึง เปล่าหรอก...เอื้องลดาไม่ได้ตกใจกับความร่ำรวยของคนในคุ้มเวียงพิงค์ ทว่าสิ่งที่ทำให้เธออดตื่นเต้นไม่ได้ก็คือ ภาพบรรยากาศอันคล้ายกับหลุดมาจากยุคอดีตซึ่งหลอมรวมกันเป็นคุ้มแห่งนี้ จะว่าไปแม้เธอจะเคยถ่ายละครย้อนอดีตมาหลายต่อหลายเรื่อง แต่กลับไม่เคยมีสถานที่ใดดูมีมนตร์ขลังมากเท่ากับที่ได้เห็นกับตาในเวลานี้เลย

หญิงสาวสัมผัสได้ถึงไหนจะกลิ่นหอมอ่อนๆที่รวยรินมาตามสายลม เสียงดนตรีพื้นเมืองซึ่งเข้าใจว่าดังมาจากมุมใดมุมหนึ่งของบ้าน แล้วไหนจะของตกแต่งอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็นเกวียนซึ่งตั้งอยู่ด้านหน้าเรือนไทย ประทีปซึ่งแขวนอยู่ตามชายคา ธงสี่เหลี่ยมผืนผ้าซึ่งเรียกกันว่าตุงไจยก็ล้วนประดับประดาอยู่ทั่วอาณาบริเวณดูเข้มขลังสมกับเป็นคุ้มของสายเลือดเจ้าผู้ครองนครล้านนาอันยิ่งใหญ่

“กลิ่นดอกไม้แถวนี้หอมจังเลยนะคะ”หญิงสาวเอ่ยชมอย่างอดใจไม่อยู่

นัยภาคยังคงยิ้มน้อยๆตามแบบฉบับของเขาก่อนจะตอบ “กลิ่นดอกเอื้องน่ะครับ ย่างเข้าฤดูร้อนแล้วดอกเอื้องก็เริ่มบาน”

“สวย หอมอย่างนี้นี่เล่า เขาถึงได้บอกว่าดอกเอื้องเป็นสัญลักษณ์ของสาวเหนือ”เอื้องลดาเสริมขณะก้าวขึ้นบันไดไม้ตามหลานชายเจ้าของบ้าน

ร่างระหงก้าวพ้นธรณีประตูเข้ามาด้วยสีหน้าสดใส เอื้องลดารู้สึกประทับใจทุกสิ่งบนเรือนนี้อย่างบอกไม่ถูก โลกใหม่ที่ยังคงความโบร่ำโบราณเอาไว้อย่างครบถ้วนสมบูรณ์ ช่างเป็นเสน่ห์ที่แสนจะตรึงตราตรึงใจอย่างเหลือเกิน

จังหวะเดียวกันนั้นถ้ามีใครสักคนสังเกตด้านล่างของเรือน คงมองเห็นดวงไฟสีเงินสองดวงพุ่งวาบลงมาที่ต้นมะม่วงแก้วข้างบันได และไม่กี่วินาทีหลังจากนั้นดวงไฟดังกล่าวก็แปรสภาพเป็นร่างเล็กจ้อยของหมากแก้วและหมากคำ

“จะดีกาหมากคำ ถ้าพ่อปู่รู้เฮาสองคนจะต้องถูกลงโทษแน่ๆเลย”พี่ชายกังวล เพราะรู้ถึงความเด็ดขาดของพ่อปู่ของตนดี

“ดีกะเจ้าอ้ายหมากแก้ว ข้าเจ้าว่าพ่อพญาน่าจะจำน้าเอื้องของเฮาได้พ่องแล้ว ข้าเจ้าว่าเป็นโอกาสเหมาะแล้วที่จะช่วยให้เพิ่นได้ใกล้ชิดกัน “

หมากแก้วถอนใจขึ้นเฮือกใหญ่ และย่นคิ้วขณะถามน้องสาวอีกครั้ง “ใช้วิธีการอื่นบ่ได้กา การตะแหลงเป็นคนอื่นนี่มันยากนา”

หมากคำจึงส่งยิ้มฟันขาว ยกนิ้วชี้ข้างขวาขึ้นมาแกว่งเบาๆ “บ่ได้เจ้า นี่เป็นวิธีที่ดีที่สุดแล้ว”



โดย: ผู้หญิงเลือดเย็น วันที่: 14 มกราคม 2557 เวลา:6:56:26 น.
  
“คุณนทีดลสั่งไว้ว่า ถ้าคุณเอื้องมาถึงให้เชิญไปที่ห้องอาหารได้เลยเจ้า” สาวใช้วัยกลางคนเดินเข้ามาเชิญดาราสาวด้วยกิริยาสุภาพ “อ้อ คุณนัยก็มาโตย อย่างนั้นก็เชิญทั้งสองท่านเลยเจ้า”

“นี่หมายความว่า...”เอื้องลดาเริ่มปะติดปะต่อเรื่องราวเอาเองในใจ ว่านาถนรีคงจะลืมโทร.กลับมาปฏิเสธนทีดลให้เธอเป็นแน่ ทุกคนในบ้านจึงทำราวกับเธอมาตามที่นัดกับชายหนุ่มเอาไว้แบบนี้

“คุณดลรอคุณเอื้องเมินแล้วเจ้า ข้าเจ้าจะตักข้าวให้ก็บอกว่าให้รอคุณเอื้องมาถึงก่อน”สาวใช้สาธยาย “เชิญเจ้าเชิญ ทั้งคุณนัยและคุณเอื้องเลยเจ้า”

แต่ก่อนที่นัยภาคจะพาเอื้องลดาเดินเข้าไปตามคำเชื้อเชิญนั้น เสียงหนึ่งก็ดังขึ้นด้านล่าง
“คุณนัยครับ มีแขกต่อยกันที่ห้องอาหารของรีสอร์ตครับ”

นัยภาคจึงพรวดพราดเดินไปชะเง้อชะแง้อยู่เหนือประตูเรือน ก่อนตะโกนตอบเสียงดังระดับเดียวกันกับผู้ที่ยืนรออยู่ “แล้วตอนนี้เป็นยังไงบ้าง”

“รีบไปดูก่อนเต๊อะครับ จะใดค่อยว่ากัน”ชายกลางคนร่างใหญ่ตัดบท

ผู้จัดการหนุ่มจึงหันมามองเอื้องลดาด้วยสีหน้าเคร่งเครียด “คุณเอื้องตามนวลเข้าไปก่อนนะครับ ถ้าผมเคลียร์ปัญหาเสร็จแล้วจะรีบกลับมา”

“ได้ค่ะ”หญิงสาวรับคำด้วยความเข้าใจ จากนั้นจึงหันไปหาสาวใช้ชื่อนวล “จริงๆฉันมีธุระกับอาจารย์ชัยพงษ์จ๊ะ ท่านอยู่ไหม”

นวลส่ายหน้า “ท่านบ่อยู่เจ้า มีงานเลี้ยงที่มหาวิทยาลัย”

“อ้อ ถ้างั้นก็พาฉันไปพบคุณดลได้แล้วล่ะ”เอื้องลดาสั่งเสียงเรียบ
โดย: ผู้หญิงเลือดเย็น วันที่: 14 มกราคม 2557 เวลา:6:56:49 น.
  
ทันทีที่ร่างระหงก้าวผ่านกรอบประตูห้องอาหารเข้าไป ชายหนุ่มเจ้าของบ้านก็รีบกุลีกุจอลุกขึ้นต้อนรับ “เชิญครับคุณเอื้อง”

“ขอบคุณค่ะ”เธอเอ่ยขอบคุณเมื่อเขาเลื่อนเก้าอี้ให้ จากนั้นจึงนั่งลงอย่างระมัดระวังกิริยา

“ขอบคุณนะครับที่มาตามคำเชิญของผม”เขากล่าวพร้อมกับนั่งลงบนเก้าอี้ฝั่งตรงข้ามผู้เป็นแขก

ว่าแล้วไหมล่ะ นาถนรีลืมปฏิเสธเขาแทนเธอจริงๆ

หญิงสาวยิ้มเจื่อนๆนึกละอายใจอยู่ไม่น้อย เมื่อรู้ว่าเขารอเธอจนเกือบทุ่ม แต่เมื่อมาถึงขั้นนี้แล้วก็คงต้องเลยตามเลยแล้วล่ะ “ต้องขอโทษที่ช้าค่ะ พอดีเอื้องติดธุระนิดหน่อย”

“ไม่เป็นครับ แค่คุณเอื้องมาผมก็ดีใจแล้ว ทานข้าวกันเลยดีกว่าครับ”เขาผายมือและสั่งสาวแม่บ้านด้วยท่าทางอารมณ์ดี “ตักข้าวได้แล้วนวล”

“เอ่อ คุณนทีดลคะ วันนี้เอื้องไม่ค่อยสบายน่ะค่ะ ไม่ค่อยหิว”

คิ้วเข้มขยับเข้าหากันจนชิด ดวงตาคมกริบมองเธออย่างห่วงใย “เป็นอะไรไปครับ ไปหาหมอก่อนดีไหม”

“ไม่ได้เป็นอะไรมากหรอกค่ะ แค่ปวดหัวนิดหน่อย”เอื้องลดารีบแก้ตัวก่อนเรื่องราวจะลุกลามใหญ่โต พร้อมหลุบตาลงต่ำเพื่อหลบสายตาอาทรของเขา

“ถ้างั้นเดี๋ยวผมให้แม่ครัวทำข้าวต้มให้ทานดีกว่านะครับ”

หญิงสาวส่ายหน้า “อย่าลำบากเลยค่ะ ถ้าคุณนทีดลจะกรุณาเอื้องขอเป็นผลไม้ดีกว่า เพิ่งทานขนมมาก่อนหน้านี้ด้วยน่ะค่ะ ตอนนี้เลยตื้อๆ”

เขายิ้มน้อยๆก่อนหันไปทางนวลที่รอรับใช้อยู่ไม่ไกล “นวลไปหาผลไม้มาให้คุณเอื้องนะ แล้วก็ขอน้ำส้มอีกแก้วนึงด้วย”

นวลรับคำก่อนเดินเร็วๆออกจากห้องไป ชั่วอึดใจนทีดลจึงเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงค่อนข้างเบา “ที่ผมเชิญคุณเอื้องมาทานข้าวเย็นด้วยกันเพราะเหตุผล 2 ประการนะครับ หนึ่งอยากทำความรู้จัก สองผมมีธุระจะคุยด้วย”

ดาราสาวเงยหน้าขึ้นมองเขาตรงๆด้วยท่าทีสงสัยอย่างหนัก “คุยเรื่องอะไรคะ”

“เรื่องเมื่อกลางวันครับ ที่คุณเอื้องมองเห็นเด็กผู้หญิงผิวขาว ตัวเล็กๆหน้าแป้นๆเกล้าผมมวย สวมเสื้อผ้าฝ้ายและนุ่งผ้าซิ่นพื้นเมือง”

เอื้องลดามีท่าทางเกือบจะเรียกได้ว่าอ้าปากค้าง นึกแปลกใจที่เขาบอกลักษณะของเด็กน้อยได้แม่นยำนัก“ทำไมคุณถึงรู้...”

นทีดลหัวเราะในลำคอเบาๆ “ผมเองก็เคยเห็นหมากคำเหมือนคุณนั่นแหละ”

“หมากคำ”หญิงสาวทวน

“ครับ เด็กคนนั้นชื่อหมากคำ”

โทรศัพท์มือถือของนทีดลแผดเสียงลั่นขัดจังหวะ ชายหนุ่มจึงเอ่ยคำขอโทษแล้วลุกขึ้นเลี่ยงไปยืนคุยอยู่มุมหนึ่งของห้อง พร้อมๆกับที่นวลนำผลไม้มาเสิร์ฟพอดี เอื้องลดาจึงให้ความสนใจกับผลไม้ตรงหน้ามากกว่าบุรุษที่กำลังกรอกเสียงทักทายบุคคลในโทรศัพท์ “สวัสดีครับลิลลี่”

“วันนี้พี่ดลไม่มาที่ผับเหรอคะ ลิลลี่มารอตั้งนานแล้ว พอไปถาม ผู้จัดการก็บอกว่าวันนี้พี่จะไม่เข้ามา”น้ำเสียงบอกเล่ายังคงเรียบนิ่งโดยเจ้าตัวพยายามฝังกลบความหงุดหงิดเอาไว้ภายใน

“ครับ วันนี้พี่ติดธุระ ว่าแต่ลิลลี่มีอะไรหรือเปล่าถึงอยากเจอพี่น่ะ”

“ก็ ไม่มีอะไรมากหรอกค่ะ แค่ลิลลี่เบื่อโรงแรม อยากย้ายไปพักที่รีสอร์ตพี่ดลมากกว่า จะได้ใกล้สถานที่ถ่ายทำ ด้วย ลิลลี่เหนื่อยกับการเดินทาง”

“ถ้างั้นพรุ่งนี้พี่จะให้เจ้าหน้าที่จัดเตรียมที่พักไว้ให้”เขารับปากอย่างง่ายดาย ไม่เซ้าซี้ถาม

“ขอบคุณค่ะพี่ดล ถ้างั้นพรุ่งนี้เจอกันนะคะ”บอกสิ่งที่ต้องการเสร็จแล้ว หญิงสาวก็วางสายไป เมรินไม่ต้องการให้เขาเข้าใจว่าเธอเป็นคนจุกจิก น่ารำคาญ ด้วยรู้ว่านทีดลเป็นคนที่รักอิสระและไม่ต้องการให้ใครมาควบคุม

ฝ่ายนทีดลนั้น เมื่อจบธุระส่วนตัวแล้วเขาจึงยัดโทรศัพท์ลงในกระเป๋ากางเกงและเดินกลับมายังโต๊ะอาหารอีกครั้ง แต่กลับพบว่านัยภาคเองก็กำลังเดินเข้ามาในห้องอาหารด้วยเช่นเดียวกัน

“อ้าว ไปไงมาไงล่ะนัย”

“ผมมารอบนึงแล้วฮะพี่ดล แต่พวกพนักงานมาตามให้ไปจัดการกับแขกที่ทะเลาะกันที่ห้องอาหารน่ะครับ”

“นั่งลงก่อนค่อยเล่า”พี่ชายลากเก้าอี้ให้ผู้มาใหม่และนั่งลงพร้อมๆกัน “แล้วตอนนี้สถานการณ์ทางนั้นเป็นยังไงบ้างล่ะ”

“พอผมไปถึงก็ไม่เห็นมีอะไรเกิดขึ้น แถมพนักงานที่มาตามก็หายจ้อยไปเลย ไม่เข้าใจว่าจะโกหกเพื่ออะไร ถ้าจับได้จะเตะให้ขาเดี้ยงเลยเชียว”นัยภาคบ่นด้วยอารมณ์กรุ่นๆ

เอื้องลดามองหน้าคนพูดพลางกลั้นยิ้ม ตั้งแต่พบกัน เธอชื่นชมว่าชายหนุ่มเป็นคนใจเย็นและยังไม่เคยเห็นเขาแสดงอาการหงุดหงิดใส่ใครเลยสักครั้ง เพิ่งจะมีวันนี้แหละ

“แต่แปลกนะฮะ ผมไม่เคยเห็นหน้าพนักงานคนนั้นมาก่อนเลย”

“อ้าว แล้วรู้ได้ยังไงคะว่าเป็นพนักงานของรีสอร์ต”หญิงสาวคนเดียวในห้องเอ่ยถาม
“ก็เจ้านั่นใส่ยูนิฟอร์มของรีสอร์ตเรานี่ฮะ”

“จะเป็นไปได้ไหมคะ ว่าเป็นการอำเล่น”

นทีดลทำท่าคิดก่อนพูดตัดบทเสียดื้อๆ “ทานข้าวกันก่อนลดีกว่าครับ เดี๋ยวอาหารเย็นชืดไปจะเสียรส นัยทานข้าวให้เต็มที่ อย่ามัวหงุดหงิด บางทีอะไรๆมันอาจจะไม่ใช่อย่างที่เราคิดก็ได้”
โดย: ผู้หญิงเลือดเย็น วันที่: 14 มกราคม 2557 เวลา:6:57:12 น.
  
ดวงตากลมโตจ้องมองร่างสูงใหญ่ที่หดเล็กลงจนกลายเป็นร่างพี่ชายแล้วจึงหัวเราะด้วยความขำขัน “เมื่อกี้อ้ายหมากแก้วเหมือนผู้ใหญ่มากเลยเจ้า สมควรแล้วที่ข้าเจ้าให้อ้ายไปหลอกน้องชายของพ่อพญา”

“พ่อปู่สั่งอยู่ตลอดว่าบ่ให้เฮาผิดศีล หมากคำก็ยังบ่เชื่อฟัง”คนเป็นพี่บ่นด้วยเสียงดุ หมากแก้วและหมากคำนั้นแม้จะอยู่ในร่างของเด็กน้อยวัยไม่ถึงสิบขวบ ทว่าดวงวิญญาณทั้งสองก็ผ่านวันผ่านกาลมาเนิ่นนานเหลือเกินแล้ว การมองเห็นการเกิดและดับของผู้คนจากรุ่นสู่รุ่น จึงทำให้ความคิดของสองพี่น้องลุ่มลึกมากกว่าเด็กโดยทั่วไป

หลังต่างฝ่ายต่างเงียบ เด็กหญิงก็แสร้งถอนหายใจดังๆ แล้วจึงเงยหน้ามองพี่ชายด้วยแววตาใสแจ๋วประดุจแก้วมณี “น้องแค่ต้องการให้พ่อพญาและน้าเอื้องของเฮาได้ใกล้ชิดกัน เฮาบ่ได้ทำสิ่งเลวร้าย เฮาทำความดีต่างหาก”

สิ้นคำเด็กหญิง สายลมก็พัดกรรโชกแรงขึ้นจนต้นไผ่เสียดสีกันดังเอียดอาด ดอกสีชมพูอ่อนของต้นฉำฉาร่วงหล่นโปรยปรายท่ามกลางความมืด ชั่วครู่ร่างสันทัดของผู้มีหลังไหล่ลู่ค้อมตามวัยก็ปรากฏขึ้น

หมากคำเห็นดังนั้นจึงปรายตามองพี่ชายก่อนจะขยับเข้าไปใกล้ หมากแก้วจึงแก้ไขสถานการณ์ด้วยการยิ้มเผล่ให้ผู้เป็นปู่ ก่อนจะแก้ตัว“หันว่าพ่อปู่นั่งสมาธิอยู่เฮาสองคนก็เลยออกมาแอ่วเล่นเจ้า”

ชายชราในชุดขาวก้มลงมองหลานทั้งสองนิ่ง หมากคำเริ่มร้อนตัวขยับเข้าไปชิดหลังพี่ชายมากยิ่งขึ้น ขณะที่หมากแก้วนั้นยังคงยืนนิ่งทำเป็นทองไม่รู้ร้อน

“สูเจ้าไปไหนมากัน” น้ำเสียงแหบแห้งถามอย่างปกติไร้ร่องรอยแห่งการตำหนิ

หมากคำค่อยใจชื้นขึ้น จึงเดินเข้าไปหาผู้เป็นปู่เพื่อเกาะชายผ้าสีขาวรุ่ยร่ายนั่นไว้เป็นเชิงประจบ “ก็เดินไปเรื่อยๆเจ้า”

พ่อปู่อินถาเปล่งเสียงหัวเราะชอบใจกับคำตอบอ้อมโลกของหลานสาวก่อนดักคอ “เดินวไปเรื่อยๆจนถึงคุ้มของพ่อพญาแม่นก่อหมากคำ”

หมากคำหัวเราะแหะๆ มองพี่ชายตาแป๋วเป็นสัญญาณให้ช่วยแก้ไขสถานการณ์ หมากแก้วจึงยิงคำถามกลบเกลื่อน “พ่อปู่มาโตยหาเฮาสองคนกาเจ้า”

“แม่นละ ปู่มีเรื่องจักสั่งเจ้าทั้งสอง”

“เรื่องใดกันเจ้า”หมากแก้วถาม ดวงตาของเด็กน้อยฉายแววกระตือรือร้นและใคร่รู้ผสมผสานกันไป

“เจ้าทั้งสองคงได้ปะหน้าน้าเอื้องฟ้าของเจ้าแล้ว”

ดวงหน้าเล็กๆของทั้งคู่พยักขึ้นลงหงึกหงัก

“ต่อไปนี้เจ้าทั้งสองจงคอยดูแลน้าเอื้องฟ้าให้ดี”

“แสดงว่าถึงเวลาแล้ว”หมากพูดตามที่เคยได้ฟังมา

ผู้เป็นปู่ถอนหายใจเบาๆก่อนพยักหน้า “เวียนมาถึงวาระอันมีดวงชะตาเป็นตัวกำหนดชีวิตแล้ว แต่ด้วยความผูกพันก่อนเก่า ทำให้หมู่เฮาต้องคอยช่วยเหลือนาง เจ้าสองตนก็มีหน้าที่ของตัวเอง ส่วนปู่ก็มีหน้าที่ของปู่เช่นกัน”

แม้ไม่ค่อยเข้าใจถ้อยคำของผู้ชรานักแต่เด็กน้อยทั้งสองก็รับคำแต่โดยดี น้าเอื้องฟ้าเป็นน้าสาวที่ทั้งสองรักใคร่ คำสั่งของผู้เป็นปู่จึงเป็นเรื่องที่หมากแก้วและหมากคำเต็มใจเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว

ดวงตาภายใต้เปลือกตาอันเหี่ยวย่นเหม่อมองไปยังคุ้มเวียงพิงค์อย่างแน่วแน่

วันเวลาที่เวียนมาบรรจบอาจทำให้เกิดเรื่องวุ่นวายได้ไม่จบสิ้น ทั้งนี้ก็ล้วนแล้วแต่เกิดจากเวรกรรมที่มนุษย์สั่งสมเอาไว้แต่ก่อนเก่า เหตุการณ์ทุกอย่างจึงเป็นไปตาม วาระแห่งกรรม อย่างไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ แม้คนผู้นั้นจะสูงส่งเพียงใดก็ตาม

โดย: ผู้หญิงเลือดเย็น วันที่: 14 มกราคม 2557 เวลา:6:57:43 น.
ชื่อ :
Comment :
 *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
ยืนยันรหัสความปลอดภัย :
(กรอกตัวเลขที่ปรากฎในภาพ)

ผู้หญิงเลือดเย็น
Location :
เชียงใหม่  Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed
 Smember
 ผู้ติดตามบล็อก : 2 คน [?]



ใครเล่นเฟซบุ๊คไปคุยกันได้
ในแฟนเพจ "บ้านน้ำฟ้า"นะคะ