Group Blog
 
<<
พฤศจิกายน 2550
 
 123
45678910
11121314151617
18192021222324
252627282930 
 
29 พฤศจิกายน 2550
 
All Blogs
 
ยูโทเปีย เล่มที่ 2 ศาสนาของชาวยูโทเปีย (2)

(ต่อ)


กษัตริย์ยูโทปัสออกกฎหมายนี้ส่วนหนึ่งก็เพราะเห็นแก่สันติสุขซึ่งพระองค์เห็นว่ากำลังจะถูกทำลายอย่างย่อยยับเพราะความแตกแยกที่มีอยู่ตลอดเวลาและความเกลียดชังที่ไม่มีลดหย่อน และอีกส่วนหนึ่งก็เพื่อเห็นแก่ศาสนา พระองค์ไม่ได้เสี่ยงเข้าไปตัดสินใจในเรื่องที่เกี่ยวแก่หลักการของศาสนา ซึ่งบางทีอาจจะเนื่องมาจากความคิดว่าพระเจ้าทรงชอบและทรงดลบันดาลให้เกิดการเคารพบูชาในแบบต่างๆที่แตกต่างกันไป พระองค์ทรงเห็นว่าเป็นความโง่และอวดดี ถ้าใครพยายามจะทำให้คนอื่นทั้งหมดยอมรับความเชื่อของตนโดยใช้กำลังและการขู่เข็ญ ถ้าศาสนาหนึ่งเป็นศาสนาที่แท้และศาสนาอื่นๆเป็นศาสนาเทียม มนุษย์เราเมื่อใช้เหตุผลและความพอประมาณก็จะเห็นล่วงหน้าได้อยู่เองว่าความจริงโดยกำลังของตัวเองย่อมชนะเสมอ แต่ถ้ามนุษย์ต่อสู้และก่อการจราจลอย่างที่คนซึ่งชั่วช้าและดื้อดึงมักจะทำนั้น ศาสนาที่ดีและศักดิ์สิทธิ์ที่สุดในโลกก็ถูกแทนที่ด้วยการเชื่อถือโชคลางที่ว่างเปล่าและไม่มีความหมาย เหมือนดั่งข้าวสาลีถูกแวดล้อมไปด้วยหนามและเถาไม้ ดังนั้นกษัตริย์ยูโทปัสจึงไม่กำหนดให้ประชาชนนับถือศาสนาใดและปล่อยให้แต่ละคนมีอิสระที่จะเชื่อในสิ่งที่เขาประสงค์แต่มีข้อยกเว้นอยู่อย่างเดียวคือ พระองค์ได้ออกกฎหมายที่สำคัญและรุนแรงลงโทษผู้ที่ต่ำทรามกว่าศักดิ์ศรีตามธรรมชาติของมนุษย์ถึงกับเชื่อว่าวิญญาณตายไปพร้อมๆกับร่างกายหรือเชื่อว่าจักรวาลมีความเป็นไปโดยบังเอิญมิได้มีพระเจ้าปกครองดูแล

ชาวยูโทเปียเชื่อว่าหลังจากชีวิตนี้แล้วมีการลงโทษผู้ทำความชั่วและการให้รางวัลแก่ผู้ปฏิบัติคุณธรรม พวกเขาถือว่าคนที่เชื่ออย่างอื่นนั้นแทบจะไม่เป็นมนุษย์เพราะเขาทำให้วิญญาณของมนุษย์ต่ำเท่ากับระดับของร่างกายของสัตว์ป่า คนเช่นนั้นเขาไม่ถือว่าเหมาะสำหรับสังคมมนุษย์ เพราะถ้าเขากล้าพอเขาก็จะเย้ยหยันกฎหมายและประเพณีทั้งปวง ใครจะเชื่อว่าคนซึ่งไม่กลัวอะไรเลยนอกจากกฎหมาย และไม่เชื่อว่ามีอะไรหลังจากความตายจะไม่หัวเราะเยาะกฎหมายของประเทศตนอย่างลับๆ หรือละเมิดกฎหมายดังกล่าวโดยพลการเพื่อสนองความโลภของตน ? เพราะฉะนั้น จึงไม่มีการให้เกียรติแก่บุคคลที่มีทัศนะดังกล่าว และไม่มีการมอบตำแหน่งเจ้าหน้าที่ปกครองหรือความรับผิดชอบสาธารณะใดๆแก่เขา มิหนำซ้ำเขาจะถูกดูแคลนโดยทั่วไปว่าเป็นผู้มีธรรมชาติอันไม่มีคุณค่าและเลวทราม กระนั้นก็ดีมิได้มีการลงโทษคนเช่นว่านั้นยิ่งไปกว่านี้ เพราะเชื่อว่าไม่มีใครบังคับตนเองให้เชื่ออะไรได้ตามใจ และพวกเขามิได้บังคับบุคคลนั้นโดยการคุกคามให้ซ่อนเร้นความคิดของตนด้วย จึงเท่ากับเป็นการปิดโอกาสมิให้มีการหลอกลวงและโกหก ซึ่งชาวยูโทเปียรังเกียจว่าไม่ต่างอะไรกับการฉ้อโกง แต่พวกเขาก็ระมัดระวังไม่ให้บุคคลนั้นได้กล่าวสนับสนุนความเห็นของตนโดยเฉพาะต่อคนธรรมดา พวกเขาอนุญาตและสนับสนุนให้เขาปรึกษาเรื่องเหล่านี้กับพระและผู้ที่จริงจังคนอื่นๆเสียด้วยซ้ำ โดยมีความเชื่อมั่นอย่างเต็มเปี่ยมว่าความเห็นวิปริตของเขาจะต้องพ่ายแพ้แก่เหตุผล

ชาวยูโทเปียเกือบทั้งหมดเชื่ออย่างมั่นคงว่าความสุขของมนุษย์หลังความตายนั้นไม่มีวันสิ้นสุด พวกเขาจึงโศกเศร้ากับความป่วยไข้แต่ไม่ได้โศกเศร้ากับความตาย พวกเขาจะเศร้าใจในการตายจากไปของคนถ้าเขาเห็นว่าบุคคลนั้นจากชีวิตไปอย่างลังเล พวกเขาถือว่านี่เป็นลางที่เลวมากคือราวกับว่าวิญญาณของผู้นั้นเกรงกลัวความตายเพราะความสิ้นหวังหรือเพราะมีลางสังหรณ์อย่างลี้ลับบ่งความผิดและโทษทัณฑ์ที่คอยท่าอยู่ ผู้ซึ่งแทนที่จะวิ่งไปหาพระเจ้าอย่างดีใจเมื่อพระองค์ตรัสเรียก กลับทำเสมือนผู้ที่อยากหลบหน้าและต้องถูกฉุดคร่าไปหาพระเจ้านั้นจะเป็นผู้ที่พระองค์ทรงรักใคร่ไม่ได้เป็นอันขาด พวกเขารู้สึกสยดสยองต่อความตายเช่นนั้น และหลังจากที่ได้นำศพออกไปอย่างเศร้าสร้อยและด้วยคำสวดอย่างเงียบๆต่อพระเจ้าขอให้เมตตาต่อความอ่อนแอของผู้ตาย เขาก็จะฝังร่างนั้นไว้ใต้ดิน เมื่อบุคคลใดตายอย่างร่าเริงและเต็มไปด้วยความหวังที่ดี27 พวกเขาก็ไม่เศร้าโศก แต่เดินร้องเพลงตามศพ ขอมอบวิญญาณของบุคคลนั้นต่อพระเจ้าอย่างตั้งใจ จากนั้นพวกเขาก็ฌาปนกิจศพนั้นอย่างเคารพยกย่องมากกว่าอย่างเศร้าโศก และตรงที่ตั้งกองไฟเขาก็จะตั้งเสาหินจารึกเกียรติประวัติของผู้ตายไว้ เมื่อกลับจากพิธีเผาศพก็เล่าสู่กันฟังถึงชีวิตและกรรมดีของผู้ตาย ไม่มีตอนใดของชีวิตของบุคคลนั้นที่จะเล่ากันบ่อยครั้งหรือด้วยความดีใจเท่ากับการตายอย่างร่าเริงของเขา

พวกเขาคิดว่าการจดจำคุณสมบัติที่ดีของผู้ตายเป็นเครื่องกระตุ้นที่ทรงพลังให้ผู้ที่ยังมีชีวิตอยู่มั่นในคุณธรรม และเป็นการให้เกียรติที่น่าพึงใจที่สุดต่อผู้ตาย เพราะพวกเขาเชื่อว่าผู้ตายอยู่ในหมู่พวกเขาและได้ยินการกล่าวขวัญถึงตนเองถึงแม้ว่าเขาไม่อาจจะมองเห็นได้เนื่องจากสายตาอันไม่แหลมคมของมนุษย์ พวกเขาคิดว่าผู้ที่ตายแล้วย่อมจะไปที่ไหนๆก็ได้ตามสถานแห่งความสุขของตนและมักจะไปเยี่ยมเยียนผู้ที่ตนรักและยกย่องขณะที่ตนมีชีวิตอยู่นั้นด้วยความจงรักภักดี ชาวยูโทเปียเชื่อด้วยว่าในหมู่คนดีๆนั้นความรักใคร่เช่นนี้ก็เหมือนกับสิ่งที่ดีอื่นๆคือเมื่อตายแล้วจะเพิ่มขึ้นแทนที่จะลดลง และเชื่อว่าคนที่ตายแล้วมาอยู่ในหมู่คนเป็นและสังเกตคำพูดและการกระทำของคนเป็น ด้วยเหตุนี้พวกเขาจึงต้องกระทำการทั้งปวงอย่างมีความเชื่อมั่นเพราะความไว้วางใจในผู้พิทักษ์ดังกล่าว และจึงเป็นการยับยั้งมิให้มีการกระทำผิดในที่ลับ เพราะความเชื่อว่าบรรพบุรุษของตนยังอยู่ด้วย

พวกเขาหัวเราะเยาะการเชื่อฤกษ์ยามและการเชื่อถือโชคลางอย่างอื่นๆซึ่งแพร่หลายกันในประเทศอื่นๆแต่ยกย่องสิ่งอัศจรรย์ซึ่งมิได้เกิดจากอำนาจธรรมชาติด้วยเห็นว่านั่นเป็นผลงานและประจักษ์พยานของพระเจ้า พวกเขาเล่าว่าสิ่งอัศจรรย์เช่นนั้นมักเกิดขึ้นบ่อยๆในหมู่พวกเขาคือ เมื่อประสบภัยอันตรายอันใหญ่หลวงและท่ามกลางความไม่แน่นอนนั้นถ้าพวกเขาสวดมนต์อ้อนวอนพระเจ้าด้วยความศรัทธา พวกเขาก็จะได้รับความปลอดภัยและความสำเร็จ

พวกเขาถือว่าการสังเกตดูธรรมชาติและการครุ่นคิดอย่างรอบคอบ และการเคารพสรรเสริญที่เกิดจากการกระทำนี้เป็นการบูชาที่พระเจ้าพอใจมาก


* * * * * * * * *


27 มอร์เองก็ตายอย่างนี้ ดังปรากฏใน William Roper’s The Life of Sir Thomas More ว่า หลังจากที่ขึ้นไปบนตะแลงแกง มอร์ก็คุกเข่าลงสวด จากนั้นก็หันไปหาเพชฌฆาตและกล่าวว่า “ทำใจให้กล้าไว้และไม่ต้องหวาดกลัวในการปฏิบัติหน้าที่ของท่าน คอของข้าพเจ้านั้นสั้นนิดเดียว เพราะฉะนั้นเพื่อรักษาความบริสุทธิ์ของท่านจงระวังอย่างฟันให้เฉไป”


Create Date : 29 พฤศจิกายน 2550
Last Update : 29 พฤศจิกายน 2550 2:01:46 น. 0 comments
Counter : 347 Pageviews.

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ

ende
Location :
สงขลา Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 2 คน [?]




I do my thing and you do your thing.
I am not in this world to live up to your expectations,
And you are not in this world to live up to mine.
You are you, and I am I,
And if by chance we find each other, it's beautiful.
If not, it can't be helped.

(Fritz Perls, 1969)
ส่งหลังไมค์ที่นี่
Friends' blogs
[Add ende's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.