Group Blog
 
<<
พฤศจิกายน 2550
 
 123
45678910
11121314151617
18192021222324
252627282930 
 
29 พฤศจิกายน 2550
 
All Blogs
 
ยูโทเปีย เล่มที่ 2 ศาสนาของชาวยูโทเปีย (1)

ศาสนาของชาวยูโทเปีย

ชาวยูโทเปียนับถือศาสนาต่างๆกัน บ้างก็บูชาดวงอาทิตย์เป็นเทพเจ้า บ้างก็บูชาดวงจันทร์ บ้างก็บูชาดาวนพเคราะห์ดวงใดดวงหนึ่ง บ้างก็บูชาบุคคลที่เลิศล้ำด้วยคุณธรรมหรือความรุ่งโรจน์มิเพียงแต่เยี่ยงเทพเจ้าหากแต่เยี่ยงเทพเจ้าสูงสุด แต่โดยทั่วๆไปแล้วชาวยูโทเปียส่วนใหญ่และคนที่ฉลาดที่สุดไม่บูชาสิ่งเหล่านี้ พวกเขาคิดว่ามีพระเจ้าอยู่องค์เดียวผู้ทรงไว้ซึ่งความลึกลับ อนันต์ นิรันดร์ และทรงอยู่เหนือความเข้าใจของมนุษย์ พระองค์ทรงหยั่งรู้ความคิดของมนุษย์และทรงสถิตอยู่ทั่วจักรวาล มิใช่ด้วยกายแต่ด้วยคุณธรรมและอำนาจ พวกเขาเรียกพระองค์ว่าพระบิดาของสรรพสิ่ง และยอมรับว่าพระองค์เป็นต้นตอของการเกิด การทวี การก้าวหน้า การเปลี่ยนแปลงและการยุติของทุกสิ่งทุกอย่าง และไม่ยกย่องเทพเจ้าองค์อื่นใดอีกว่าเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์

ถึงแม้ว่าชาวยูโทเปียจะมีความเชื่อถือทางศาสนาแตกต่างกันในแง่อื่นๆ แต่ชาวยูโทเปียทั้งมวลก็เห็นพ้องต้องกันกับคนที่ฉลาดกว่าในหมู่ของตนว่ามีอำนาจที่สูงสุดคือพระผู้สร้างและผู้ปกครองจักรวาลแต่ผู้เดียวซึ่งเขาเรียกในภาษาของเขาว่า มิธรา23 แต่ก็ไม่ตกลงกันว่าพระองค์คือใครกันแน่ บ้างคิดว่าเป็นอย่างหนึ่ง บ้างก็ว่าเป็นอีกอย่างหนึ่ง แต่ไม่ว่าจะเป็นพระเจ้าสูงสุด พวกเขาก็เห็นตรงกันว่าพระเจ้าคือความเป็นที่สากลซึ่งมนุษย์เห็นพ้องกันว่าทรงไว้ซึ่งอำนาจและสง่าราศีเหนือสรรพสิ่งทั้งปวง

โดยทั่วๆไปแล้วชาวยูโทเปียทั้งหมดกำลังละทิ้งการถือผีถือลางแบบต่างๆหันมาเห็นพ้องกันในศาสนาเดียว ซึ่งดูเหมือนจะดีกว่าศาสนาอื่นๆโดยเหตุผล ว่าที่จริงแล้วศาสนาอื่นๆน่าจะหมดอายุไปนานแล้ว ถ้าหากชาวยูโทเปียซึ่งดำริจะเปลี่ยนศาสนาไม่ประสบเคราะห์กรรมและคนอื่นมิได้ถือว่านั่นเป็นความบังเอิญแต่ถือว่าเป็นการลงโทษของเทพเจ้าที่เขาผู้นั้นเลิกเคารพบูชา

เราบอกให้เขาทราบถึงชื่อ หลักการ วิถีการดำรงชีวิต และความมหัศจรรย์ของพระคริสต์ ตลอดจนความเสมอต้นเสมอปลายอันน่ายกย่องของวีรธรรมชนหลายต่อหลายคนซึ่งยอมสละโลหิตเพื่อให้นานาประเทศหันมานับถือคริสตศาสนา แทบไม่น่าเชื่อว่าพวกเขารับฟังเรื่องเหล่านี้ด้วยความนิยมชมชอบ นี่อาจเป็นเพราะพระเจ้าทรงดลจิตพวกเขาอย่างลับๆ หรือไม่ก็เป็นเพราะว่าศาสนาคริสต์นั้นคล้ายกับสิ่งที่พวกเขาเชื่อมั่นอยู่แล้ว ข้าพเจ้าคิดว่าพวกเขารู้สึกหวั่นไหวเมื่อรู้ว่าพระคริสต์ได้ทรงจัดตั้งชุมชนที่มีทรัพย์สินรวมกัน24 และประเพณีนี้ก็ยังคงใช้กันอยู่ในหมู่ชาวคริสต์ที่สัตย์ซื่อที่สุด25 จะด้วยเหตุผลใดก็ตามชาวยูโทเปียหลายคนเปลี่ยนมานับถือศาสนาคริสต์และได้เข้าพิธีบัพติสมา พวกเราสองคนได้เสียชีวิตไปและข้าพเจ้าเสียใจที่จะบอกว่าพวกเราที่เหลือสี่คนก็ไม่มีใครเป็นพระเลย ดังนั้นถึงแม้ว่าเขาเหล่านั้นจะได้รับการสั่งสอนในเรื่องอื่นๆแต่เขาก็ไม่ได้เข้าพิธีกรรมต่างๆซึ่งในศาสนาของเราพระเท่านั้นที่จะทำได้ แต่เขาเหล่านั้นก็เข้าใจและปรารถนาอย่างแรงกล้าที่จะเข้าพิธีเหล่านี้ ที่จริงแล้วพวกเขาถกเถียงกันอย่างจริงจังว่าคนใดคนหนึ่งที่เลือกมาจากหมู่เขาโดยไม่ได้รับสิทธิอำนาจจากสันตปาปาจะมีลักษณะที่แท้ของพระหรือไม่ ถึงแม้ว่าเขาดูจะตั้งใจที่จะเลือกบุคคลเช่นว่านั้นขึ้นมา แต่เมื่อข้าพเจ้าจากมาเขาก็ยังไม่ได้เลือกกัน

ชาวยูโทเปีย ที่ยังไม่ยอมรับศาสนาคริสต์ก็มิได้ห้ามปรามหรือกลั่นแกล้งผู้ที่เปลี่ยนไปนับถือคริสต์แต่อย่างใด ในขณะที่ข้าพเจ้าอยู่ที่นั่น มีชาวคริสต์คนเดียวเท่านั้นที่ถูกลงโทษ เหตุเกิดขึ้นเมื่อผู้เข้าเชื่อใหม่คนนี้เทศนาว่าด้วยเรื่องการนมัสการตามแบบของคริสตศาสนาอย่างแข็งขัน แต่อย่างไม่ฉลาดกับชุมชน และถึงแม้ว่าจะห้ามปรามสักเพียงใดเขาก็ร้อนรนมากจนมิเพียงแต่ยกให้ศาสนาคริสต์อยู่เหนืออย่างอื่นทั้งหมดเท่านั้น หากแต่ยังประณามพิธีการอื่นๆว่าหยาบช้าและด่าว่าผู้ประกอบพิธีนั้นๆอย่างโจ่งแจ้งว่าเป็นมนุษย์ที่ชั่วช้าไม่บริสุทธิ์และเหมาะสำหรับไฟในนรก หลังจากที่เขาได้เทศนาเช่นนี้อยู่เป็นเวลานานก็ถูกจับกุม ชาวยูโทเปียมิได้เอาผิดกับเขาฐานดูหมิ่นศาสนาตน แต่ผิดฐานทำให้เกิดความวุ่นวายไม่สงบขึ้นในหมู่ชนและเนรเทศเขาออกไป เพราะพวกเขาถือเป็นหนึ่งในขนบธรรมเนียมแต่โบราณมาว่าจะไม่ให้ใครต้องได้รับทุกข์ทรมานเพราะศาสนาของตน26 ในระยะแรกๆนั้น กษัตริย์ยูโทปัสทราบว่าก่อนสมัยของพระองค์ ชาวพื้นเมืองที่นั่นวิวาทกันอย่างรุนแรงด้วยเรื่องศาสนา พระองค์พบว่าการปราบปรามพวกนั้นทั้งหมดทำได้ง่าย เพราะผู้นับถือลัทธิต่างๆนั้นเมื่อสู้รบให้บ้านเมืองจะต่างคนต่างสู้แทนที่จะช่วยกันต่อสู้ เพราะฉะนั้นหลังจากที่ได้ชัยชนะแล้วพระองค์จึงมีประกาศิตว่า ใครแต่ละคนอาจนับถือศาสนาอะไรที่ตนปรารถนาได้ และอาจพยายามชักจูงให้ผู้อื่นเข้านับถือด้วยอย่างฉันท์มิตร และอย่างพอควรและโดยปราศจากความโกรธซึ่งกันและกัน ถ้าไม่อาจชักจูงได้บุคคลก็ไม่มีสิทธิ์ที่จะใช้กำลังหรือทะเลาะทุ่มเถียง ถ้าใครต่อล้อต่อเถียงเพื่อศาสนาของตนไม่หยุดหย่อนก็จะถูกลงโทษโดยการเนรเทศหรือการเอาตัวเป็นทาส


* * * * * * * * *


23 มิธรา คือ เทพเจ้าแห่งแสงสว่างของชาวเปอร์เซีย

24 ไม่ปรากฏหลักฐานที่ใดที่แสดงว่าพระเยซูทรงเห็นด้วยกับลัทธิคอมมิวนิสต์อย่างโจ่งแจ้งแต่คำตอบที่พระองค์ให้ต่อผู้ที่มีทรัพย์สินมากมาย (Mark , x , 21) มีความหมายว่าสานุศิษย์ของพระองค์จะไม่มีทรัพย์สินส่วนตัวและจาก Acts , ii 44 – 5 และ iv , 32 จะเห็นได้ชัดว่าศาสนจักรในระยะแรกเริ่มนั้นจัดขึ้นตามแนวของคอมมิวนิสต์

25 หมายถึงอารามของพระและชี

26 เป็นที่น่าเสียดายที่มีหลักฐานปรากฎชัดว่าทอมัส มอร์ เองเมื่อเป็นอัครมหาเสนาบดีของอังกฤษ เคยสั่งประหารชีวิตพวกนอกรีตทางศาสนาโดยการเผาทั้งเป็น อย่างไรก็ดีเราอาจกล่าวได้ว่า ข้อแตกต่างระหว่างการทำของมอร์และข้อความใน Utopia ตอนนี้อาจไม่มากอย่างที่คิดไว้ เพราะชาวยูโทเปียมีขันติธรรมในทางศาสนาต่อผู้ที่ไม่เชื่อในพระเจ้าอยู่แค่ระดับหนึ่ง แต่จะไม่ยอมให้มีการสั่งสอนความเชื่อทางศาสนาไปในลักษณะที่ก่อให้เกิดความไม่สงบขึ้นในสังคม ซึ่งก็เป็นทัศนะเดียวกันกับที่มอร์มีต่อพวกนอกรีตคือ ถือว่าเป็นพวกบ่อนทำลายสังคมที่เจริญแล้ว


Create Date : 29 พฤศจิกายน 2550
Last Update : 29 พฤศจิกายน 2550 1:56:57 น. 0 comments
Counter : 596 Pageviews.

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ

ende
Location :
สงขลา Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 2 คน [?]




I do my thing and you do your thing.
I am not in this world to live up to your expectations,
And you are not in this world to live up to mine.
You are you, and I am I,
And if by chance we find each other, it's beautiful.
If not, it can't be helped.

(Fritz Perls, 1969)
ส่งหลังไมค์ที่นี่
Friends' blogs
[Add ende's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.