พฤษภาคม 2554

2
3
4
5
6
7
8
9
10
11
12
13
14
15
16
17
18
19
20
21
22
23
24
25
26
27
28
29
30
31
 
 
All Blog
สิ่งสำคัญในการเลี้ยงลูก "ตามตำรา"
ที่ตัดสินใจลงเป็นเจอร์นอลเลย ก็เพราะว่าอยากให้อ่านกันง่ายๆ และพี่ๆน้องๆของฉันก็เตรียมตัวปั๊มลูกกันยกใหญ่แล้วหนา....



การ ทำลูก มันเป็นเรื่องง่าย สำหรับคนปกติ แต่การเลี้ยงลูก มันไม่ใช่เรื่องง่ายสำหรับทุกคนบนโลกนี้ อาจจะมีคนเถียงฉันว่า ไม่จริง ทีสมัยก่อนยังมีลูกกันเป็นโหล ไม่เห็นเขาจะบ่นกัน ... ใช่ค่ะ สมัยก่อนมีลูกเยอะ ก็ย่อมมีประสบการณ์ในการเลี้ยงลูกเป็นธรรมดา และนอกจากนี้ สมัยก่อนครอบครับคนไทยเป็นครอบครัวขยาย มีปู่ย่าตายายมาเลี้ยงลูกให้ คนเป็นพ่อเป็นแม่ก็ได้ผ่อนภาระลงไปได้บ้าง

ใน ขณะที่สมัยนี้ ครอบครัวส่วนมากนิยมมีลูกกันแค่ไม่กี่คน หลายคนมีลูกคนเดียว (เหตุผลหนึ่งของคนมีลูกคนเดียวก็คือ เหนื่อย และไม่ไหว) หลายๆคนมีลูกสองคน...น้อยคนจะมีลูกตั้งแต่ 3 คนขึ้นไป อ้อ อาจจะเห็นได้บ้างในสังคมต่างจังหวัด เพราะสังคมไม่เร่งรีบ ไม่เหมือนในเมืองค่ะ เอาเป็นว่า ถ้าใครมีลูกแล้วก็จะเข้าใจดีกับสิ่งที่ฉันกล่าวไว้ในย่อหน้านี้ค่ะ



คุณ พ่อคุณแม่สมัยนี้ เชื่อหมอมากกว่าเชื่อโบราณ ซึ่งฉันก็เป็นหนึ่งในฝ่ายที่เลี้ยงตามแบบหมอ...ที่บอกว่าเชื่อหมอ ไม่ได้หมายถึงเชื่อหมอที่รักษาเท่านั้นนะคะ แต่หมายรวมถึง เชื่องานวิจัยใหม่ๆ เชื่อตำรับตำราแนวใหม่ที่วางแผงกันอยู่ ซึ่งพวกงานวิจัย หรือวิธีเลี้ยงเด็กแนวใหม่ๆนี้ ส่วนมากคุณหมอประจำตัวลูก ก็จะเป็นคนเอามาแนะนำว่า ควรทำอย่างไรบ้าง แต่ก็เชื่อว่า คุณพ่อและคุณแม่คงไม่ได้หาความรู้จากคุณหมอคนเดียวเป็นแน่แท้ หนังสือเอย อินเตอร์เน็ตเอย ฯลฯ ล้วนแต่จะเป็นสื่อที่บอกเราว่า วิธีการเลี้ยงเด็ก ต้องทำไงบ้าง...



ฉันก็เป็นคนหนึ่งที่ทำแบบนั้น... หนังสือเอย อินเตอร็เน็ตเอย คู่มือแม่ลูกอ่อนเอย จิตวิทยาเด็กเอย ฯลฯ สารพัดจะอ่าน



แต่ สิ่งที่ฉันรู้สึก และเข้าใจอย่างหนึ่ง (ซึ่งไม่ใช่ฉันแค่คนเดียว ยังมีคุณพ่อคุณแม่อีกหลายคนที่เป็นแบบนี้) คือ ฉันเข้าใจว่า คุ่มือต่างๆ ทฤษฏีต่างๆ หนังสืออะไรต่อมิอะไร ฯลฯ สิ่งเหล่านี้เป็นเพียงแค่ "ไกด์ไลน์กว้างๆ" (เน้นอีกทีว่า กว้างๆ) สำหรับการเลี้ยงดูเด็ก สนามจริงมันมีอะไรมากกว่านี้ (ก็คงจะเหมือนกับที่เราเรียน เรียน เรียนมายี่สิบกว่าปี เราเรียนมา แต่พอไปทำงานเข้าจริงๆ เรากลับต้องมาพลิกแพลงกับงานของเรา ไม่วาจะกับตัวงาน กับสันดานของงาน หรือแม้แต่กับสันดานของเพื่อนร่วมงาน ก็ตาม)



นอกจากนี้ ฉันยังเลี้ยงลูกด้วยหลัก เหตุ และ ผล นั่นก็คือ ฉันไม่เชื่อคำโบราณบางคำ เช่น...ห้ามพาเด็กไปส่องกระจกก่อนฟันขึ้น ไม่งั้นฟันจะขึ้นช้า...???? หืมม์???? เกี่ยวกันมั้ย??? ฟันของเด็ก มันกลัวกระจกหรืออย่างไร??? อันนี้ไร้สาระที่สุดเท่าที่เคยได้ยินมา

แต่ถ้าเป็น ห้ามจั๊กจี๋เท้าเด็ก เดี๋ยวเด็กจะเดินช้า...ฟังไปฟังมาเหมือนจะไม่เกี่ยว แต่พิจารณาให้ดีแล้ว โอเค มันอาจจะเกี่ยว เพราะทางการแพทยืก็เคยวิจัยมาแล้วว่า การจั๊กจี๋เด็ก ไม่ว่าจะเป็นที่เอว ที่ไหนก็แล้วแต่ มีผลทำให้เด็กไม่มั่นใจ...โอเค การจั๊กจี๋เท้าเด็กอ่อน อาจจะทำให้เด็กไม่กล้าเหยียบเท้าลงไปที่พื้น เพราะเคยโดนจั๊กจี๋มา และกลัวว่า ถ้าเหยียบเท้าลงไป อาจจะทำให้จั๊กจี๋...เออ อันนี้พอไหว..แต่ฉันก็ไม่แคร์...ยังจั๊กจี๋เท้าลูกอยู่ร่ำไป เพราะเด็กแรกเกิด ต้องให้เค้าขยับเท้าด้วยตัวเอง จึงจะทำให้เท้าเข้าที่ (เป็นวิธีที่หมอสอนตอนคลอดใหม่ๆ แล้วเท้าน้องอลิสบิดเข้าข้างในค่ะ ต้องจั๊กจี๋ให้เค้าหักเท้าออกข้างนอก)



แต่บางคำสอนของคนโบราณ ก็เป็นกุศโลบาย ไม่จะเป็นต้องให้ใครบอก คิดเอาเองก็ได้..เช่น ห้ามซื้อของเตรียมให้ลูก ต้องซื้อตอนคลอดแล้ว ไม่งั้นจะแท้ง........ จริงๆแล้วก็คือว่า การซื้อของเตรียมให้ลูกก่อนจะคลอดน่ะ เราไม่รู้หรอก ว่าเค้าคลอดมาแล้วเค้าจะรอดไหม หรือแม้กระทั่ง เราจะแท้งเมื่อไร ถ้าเค้าไม่รอดชีวิต ของที่ซื้อมา มันก็จะเสียเงินเสียของเปล่าๆ แต่สมัยนี้การแพทย์พัฒนาไปไกลแล้วค่ะ ฉันไปเดินซื้อของตั้งแต่ 5 เดือน เดี๋ยวนี้ครอบครัวเล็กนะคะ ไม่มีใครวิ่งไปซื้อของให้ตอนเราคลอดหรอกค่ะ...



หรือจะเป็น คนท้องห้ามย้ายบ้าน..ไม่งั้นจะแท้ง...เห็นกังวลกันหลายคนแล้ว....ถามจริงๆ เถอะ มันเกี่ยวกันไหม..มันเกี่ยวค่ะ เกี่ยวที่สุด...เพราะว่า เวลาย้ายบ้าน จะต้องมียกของนั่นโน่นนี่ ของแต่ละอย่างไม่ใช่เบาๆ ถ้าคนท้องไปช่วยเค้าย้ายบ้านล่ะ ไม่ต้องโบราณก็รู้ค่ะ ว่าแท้งแน่นอน.... เอาเป็นว่า ถ้าคุณจะย้ายบ้านตอนท้อง แต่คุณย้ายไปแต่ตัว ส่วนของใช้ต่างๆให้คนอื่นเค้าจัดการ คุณก็ไม่แท้งเพราะย้ายบ้านหรอกค่ะ (ฉันย้ายบ้านตอน 8 เดือนค่ะ น้องอลิสไม่ได้มีอะไรผิดปกติแต่อย่างใด)

ฯลฯ


พวกนี้แหละค่ะ หลักเหตุและผลที่ฉันพูดถึง



กลับมาที่เรื่องของการเลี้ยงเด็กตามตำรากันต่อ



พึง ระลึกไว้อยู่เสมอว่า เด็กทุกคนเกิดมามีพื้นฐานแตกต่างกันตั้งแต่อยู่ในท้อง เนื่องด้วยส่วนหนึ่งคือกรรมพันธุ์ (เรื่องของสมองสติปัญญา) อีกส่วนหนึ่งคืออารมณ์ของแม่ตอนที่อุ้มท้อง(ซึ่งมีผลกับสภาพอารมณ์ของเด็ก เมื่อเกิดมา อันเนื่องมาจากฮอร์โมน ไม่ว่าจะเป็นอะดรีนาลีน หรือเอ็นโดรฟีน มีผลแน่ๆ) เรื่องกรรมพันธุ์คงแก้ไขกันไม่ได้ แต่พื้นฐานทางอารมณ์ของเด็กอาจจะปรับปรุงได้ด้วยตัวแม่เอง ต้องไม่หงุดหงิด ไม่หลั่งอะดรีนาลีนมากเกินไป.... ส่วนคุณพ่อก็คงจะช่วยได้ตรงที่ อดทนกับพฤติกรรมของคุณแม่นะคะ



ทำไมคุณพ่อต้องอดทน? ก่อนอื่นก็อยากบอกให้รับรู้กันชัดๆว่า คน กับ หมา แตกต่างกันแค่เพียงสังคม กฏเกณฑ์ ที่คนรู้จักจัดให้เป็นระเบียบ แต่คน ก็ไม่ได้ต่างไปจากหมาในแง่ของการเป็นสิ่งมีชีวิต (ตอนแรกใช้คำว่า สัตว์ แต่ก็กลัวมีคนรับไม่ได้) ก็คือ มีการ เกิด แก่ เจ็บ ตาย กิน ขับถ่าย สืบพันธุ์ และพักผ่อนเหมือนกัน แน่นอนว่าในแง่อื่นๆก็อาจจะไม่ได้ต่างกันมากนัก ย่อหน้านี้ต้องการจะสื่อให้ทราบว่า ...



ผู้หญิงท้อง ก็เหมือนหมาอุ้มท้อง อารมณ์ไม่ปกติ เดี๋ยวดีเดี๋ยวร้าย คุณแม่ลูกอ่อน ก็ไม่ได้ต่างอะไรจากหมาแม่ลูกอ่อน ที่มีการหวงลูก อารมณ์ก็ยังไม่ปกติอยู่ดี เนื่องมาจากฮอร์โมน หรือแม้กระทั่ง ข้อนี้ถ้าใครเคยเลี้ยงหมาจะรู้ดี การที่เราขังหมาเอาไว้แต่ในบ้านไม่พาออกไปเดินเล่น ไม่พาไปเปิดหูเปิดตานอกบ้านบ้าง จากสร้างความเครียดให้หมา และความเครียดนี้ก็จะไปลงกับคนอื่นด้วยการ ไล่กัดทุกคนที่มันเห็น บางตัวกัดแม้กระทั่งเจ้าของ....ก็เหมือนกัน คนเราไม่ว่าผู้หญิงหรือผู้ชายก็ต้องการสังคม โดยเฉพาะคุณแม่ที่ต้องเลี้ยงลูกเต็มเวลา ควรจะไปเปิดหูเปิดตาคลายเครียดบ้าง ไม่เช่นนั้นอาการเครียดเข้าครอบงำ อารมณ์ไม่ปกติ แล้วจะเครียดได้แม้กระทั่งกับลูกของตัวเอง ฉันมั่นใจว่าไม่ใช่แค่ฉันเท่านั้นที่เป็น.....ไม่ใช่ว่าเอาไปเปรียบเทียบกับ หมา แต่อยากบอกให้ทุกคน รวมทั้งคุณพ่อควรรับรู้ว่า นี่คือธรรมชาติของสิ่งมีชีวิต เป็นเรื่องธรรมดามากๆ ถ้าคุณสามารถอดทนได้ ก็จะเป็นบุญเป็นกุศลแก่ตัวลูกของคุณเอง



เอาล่ะ นอกเรื่องมามากแล้ว... เมื่อหาข้อมูลสำหรับการเลี้ยงลูกมาได้แล้ว ก็จงพึงระลึกเอาไว้ตามที่บอกข้างต้น ว่าเด็กแต่ละคนมีพื้นฐานไม่เหมือนกัน กรุณาอย่า "ตามตำรา" เป๊ะๆ เพราะ เด็กแต่ละคนแตกต่างกัน วิธีเลี้ยงดู เห็นจะเลี้ยงแบบแพทเทิร์นเดียวกันไม่ได้ เด็กนะคะ ไม่ใช่หุ่นยนต์ ที่จะมีกลไกเหมือนกันทุกอย่าง.... ของแบบนี้มันเป็นศิลปะ ข้อมูลที่ศึกษามา ข้อมูลที่รู้มา มันต้องเอามา "ประยุกต์" ใช้กับลูกตัวเอง ไม่ว่าจะตั้งแต่แรกเกิด จนกระทั่งโตแล้วก็ตาม ทุกๆวัยของลูกเรา คือความเป็นตัวของเค้าที่ผสมกับการหล่อหลอมจากเรา ไม่ใช่ความเป็นตัวของลูกคนแต่งตำรา ที่ผสมกับการหล่อหลอมจากตำรา....



และ อีกอย่าง ก็คือ ถึงแม้ว่าเด็กจะมีสภาวะอารมณ์ที่รุนแรงเกินไป ซึ่งอาจเป็นพื้นฐานจากในท้อง หรือจากกรรมพันธุ์ แต่สิ่งที่มีอิทธิพลมากที่สุดในการหล่อหลอมเด็กคนหนึ่ง ก็คือ "การเลี้ยงดู" วิธีง่ายๆคือ ถ้าไม่อยากให้ลูกเป็นแบบไหน ก็จงอย่าทำแบบนั้นให้ลูกเห็น...ถ้าไม่อยากให้ลูกเป็นคนรุนแรง ก็อย่าใ้ช้วิธีรุนแรงตลอดในการเลี้ยงลูก ถ้าไม่อยากให้ลูกอารมณ์ร้อน อารมณ์ร้าย ก็จงอย่าอารมณ์ร้ายให้ลูกเห็น ถ้าไม่อยากให้ลูกเป็นคนขี้โกหก ก็จงอย่าใช้วิธีโกหกกับลูก แม้ว่าจะเป็นสิ่งที่จะช่วยคุณตัดความรำคาญได้ก็ตาม....ก็เท่านั้น เป็นวิธีง่ายๆ ที่ไม่ค่อยจะมีคนทำได้...



นอกจากนี้ ฉัีนเคยอ่านกระทู้หนึ่ง มาโวยวายว่า ครอบครัวข้างบ้านชอบซื้อของให้ลูกเยอะๆ แล้วจขกท.ก็ยังลงท้ายว่า คนที่ซื้อของให้ลูกเยอะๆ ไม่ได้ทำร้ายแค่ลูกตัวเอง แต่ยังทำร้ายเด็กคนอื่นด้วย เพราะหลานของจขกท.นั้นร้องจะเอาแบบนั้นด้วย แค่นั้นยังไม่พอ ยังบอกด้วยว่าครอบครัวนั้น"กะลาครอบ" โง่ ฯลฯ ฉันอ่านแล้วรับไม่ได้ ไม่ใช่เพราะฉันตามใจลูก แต่ฉันมองว่า การที่ซื้อของเล่นให้ลูกเยอะๆ ไม่ได้หมายความว่าตามใจลูกเสมอไป อาจจะมีบางอย่างที่ลูกอยากได้ แต่พ่อแม่ไม่ให้ โดยสอนว่า เรามีนั่นแล้วมีนี่แล้วไงก็เป็นได้ มันเอามาตัดสินไม่ได้ว่าตามใจลูกหรือเปล่า เพียงแต่ไอ้ของเล่นๆเยอะๆที่ครอบครัวนั้นมี ที่จขกท.บอก มันก็คือ เบนเทนครบชุด ซึ่ง...มันอาจจะเป็นการสะสมของเค้า เหมือนการสะสมสแตมป์สมัยก่อนก็เป็นได้ แล้วอีกอย่าง สื่งที่ลูกจะเจอในเรื่องของความอยากได้อยากมีอยากเป็น มันย่อมจะมีมากกว่านี้แน่นอน ควรจะใช้สถานการณ์นี้ค่อยๆสอนกันไป ว่าความสามารถของครอบครัวเราทำได้แค่ไหน ถ้าไม่สอนตอนนี้ แล้วอีกหน่อยเจอยิ่งกว่านี้ จะลำบากแน่นอน (ไหนจะ LV ตอนเรียนมหาวิทยาลัย ไหนจะเครื่องสำอาง La Mer ไหนจะชุดนักศึกษาแบรนด์เนม ไหนจะรถขับไปเรียน ไหนจะ ไอโฟน ไหนจะบีบี ไหนจะเกม ไหนจะคอมพิวเตอร์ไฮเอนด์ ฯลฯ ) สอนลูกเราดีกว่า ไม่ใช่ไปโวยวายให้ครอบครัวอื่น"หยุด" -*-



จาก เรื่องกระทู้ข้างต้น อยากจะบอกว่า เวลามีใครทำอะไรไม่ดี เช่น มีคนตามใจลูกด้วยการซื้อของเล่นให้ลูกมากเกินไป ทำให้ลูกตัวเองอยากได้บ้าง ก็จงอย่าไป"โทษ"ครอบครัวอื่นที่ตามใจลูกตัวเอง จงใช้วิกฤตินี้ ให้เป็นโอกาส เช่น "ชี้ให้ลูกเห็นว่านี่คือความแตกต่างทางครอบครัว เราไม่มีเงินเยอะอย่างเขา เรามีของเล่นเยอะแบบนั้นไม่ได้ ถ้าอยากเล่นแบบนั้น ก็เอาของเล่นที่เรามีไปแลกกันเล่นกับเพื่อนสิคะ" เป็นต้น สอนให้ลูกประหยัดได้ แล้วยังสอนให้ลูกรู้จักแบ่งปันได้อีกด้วย...



แน่นอนว่า มันไม่ได้เห็นผลในครั้งเดียวที่สอนหรอก สำหรับเด็ก มันต้องสอนซ้ำๆ พร่ำพูดพร่ำสอน ให้จำ ที่เค้าเรียกว่า ปลูกฝัง (มิใช่ล้างสมองอย่างที่พวกเสื้อแดงเข้าใจ..เอ่อ วกมาเรื่องนี้ได้ไงวะเนี่ย) จำไว้เลยว่าแต่ละครอบครัวมีแนวทางที่แตกต่างกัน แต่...โดยส่วนตัวแล้วคิดว่ามันไม่ใช่เรื่องคอขาดบาดตายหากแต่ละครอบครัวจะมี การแนะนำด้วยเหตุ และผลบ้าง เน้นว่า แนะนำ ไม่ใช่ เซ้าซี้...... ถ้าคิดว่าสิ่งที่แนะนำมา "ไม่ใช่" สำหรับครอบครัวตัวเอง ก็ไม่เห็นต้องเดือดร้อน เพราะไม่ได้มีใครมานั่งบีบคอให้คุณทำตาม....



ก็ บอกแล้วว่า การเลี้ยงเด็กแต่ละคน มันไม่ใช่แพทเทิร์นเดียวกันเป๊ะๆ เราอยู่กับลูกเรามากที่สุด ไม่ใช่คนเขียนตำรา ฉะนั้นคนที่จะเข้าใจลูกเรามากที่สุดคือ ตัวเราเอง ไม่ใช่คนอื่น..... ใจความสั้นๆของบล็อกนี้คือ จงรู้จักประยุกต์ใช้!!!



เอาล่ะ เดี๋ยวจะยาวไป..เห็นว่าคนไทยอ่านหนังสือกันไม่เกินวันละ 8 บรรทัด..ขอแยกไปเป็นอีกเรื่องนึงเลยแล้วกันค่ะ...



Create Date : 01 พฤษภาคม 2554
Last Update : 1 พฤษภาคม 2554 11:57:34 น.
Counter : 1177 Pageviews.

5 comments
  
เป็นความรู้ที่ดีค่ะ แต่..... ตอนนี้ยังไม่มีคนมาสร้างประสบการณ์เลยอะ 555+
โดย: คนอ่อนไหวที่แกล้งใจแข็ง (Tukta21 ) วันที่: 1 พฤษภาคม 2554 เวลา:12:22:15 น.
  
แวะมาอ่านตลอดแต่ไม่ค่อยได้เม้นท์เลย อิอิ

น้องอลิส ใกล้จะสองขวบแล้วเนอะ..เมแกนก็เหมือนกัน อีกสองเดือนเอง เวลาผ่านไปเร็วมาก...

ถูกใจตรงที่ว่า บางครอบครัวมีลูกคนเดียว เพราะเลี้ยงไม่ไหว เหนื่อย...เห็นด้วยอย่างแรงค่ะ เพราะส่วนตัว คงมีลูกคนเดียว เลี้ยงไม่ไหวเหนื่อยจริง ๆ ยิ่งเลี้ยงคนเดียวตลอด 24/7 ต่างแดนด้วยแล้ว เหนื่อยหนักเลยค่ะ


รักษาสุขภาพนะจ้ะ

ปล. สำหรับกระทู้นั้น เห็นด้วยค่ะ ว่าไม่เกี่ยวกันเลย ครอบครัวไหน หรืออะไร มาทำร้ายลูกเราไม่ได้หรอก ถ้าเราสร้างเกราะคุ้มกันที่ดีให้กับลูกเรา
โดย: khuntop IP: 92.28.201.157 วันที่: 1 พฤษภาคม 2554 เวลา:13:38:08 น.
  
ทักทายยามบ่ายนะจ่ะ อากาศวันนี้มันดีมากๆๆๆๆๆ
โดย: ตะวันเจ้าเอย วันที่: 1 พฤษภาคม 2554 เวลา:15:20:22 น.
  
เกือบแวบไปอ่านอย่างอื่นเหมือนกันค่ะ :P

เห็นเป็นจริงด้วยทุกย่อหน้า (ที่ไม่ได้ย่ออ่ะ :D) เลยค่ะ
ไกด์ไลน์ก็คือไกด์ไลน์ แถมกว้างมากจริงๆ
แต่ก็อดเผลอเอาตัวเองไปผูกติดกับมันไม่ได้นะบางที
โดย: สรุป...เหมือนเดิม IP: 110.168.202.195 วันที่: 2 พฤษภาคม 2554 เวลา:13:44:07 น.
  
อ่านมากแล้วเครียด เราเลยเลื้ยงแบบชิวๆๆ ลูกเลยชิวซะไม่มี
โดย: skylion วันที่: 3 พฤษภาคม 2554 เวลา:15:02:01 น.
ชื่อ :
Comment :
 *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
ยืนยันรหัสความปลอดภัย :
(กรอกตัวเลขที่ปรากฎในภาพ)

elin
Location :
  

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed
 Smember
 ผู้ติดตามบล็อก : 3 คน [?]



New Comments