The world around us: My perspective
Group Blog
 
<<
สิงหาคม 2551
 
 12
3456789
10111213141516
17181920212223
24252627282930
31 
 
23 สิงหาคม 2551
 
All Blogs
 

สกู๊ปเกี่ยวกับ Wall-E ที่เคยเขียนส่งไป

อย่างที่เคยบอกไว้ในบล็อกก่อน ว่านอกจากสกู๊ปเกี่ยวกับ ผกก. ของ The Dark Knight ผมยังมีอีก 1 สกู๊ปเกี่ยวกับ Wall-E ก็เลยขอเอามาแปะไว้ให้ชมกันด้วยครับ

---------------------------------------------------------------------------------------------



ในคริสศตวรรษที่ 22 มนุษย์ย้ายไปอาศัยอยู่ในอวกาศ และทิ้งภาระกำจัดขยะบนโลกไว้ให้กับหุ่นยนต์กลุ่มหนึ่งที่ชื่อ WALL-E (มาจาก Waste Allocation Load Lifter Earth Class) เพื่อที่มนุษย์จะได้กลับมาอาศัยอยู่บนโลกอีกครั้ง เมื่อแผนนี้ถูกยกเลิก และเวลาผ่านไป 700 ปี มีหุ่นยนต์ WALL-E เหลือรอดอยู่เพียงตัวเดียวโดยอาศัยชิ้นส่วนอะไหล่จากหุ่นยนต์ตัวอื่น และพลังงานจากแสงอาทิตย์ ช่วงเวลาอันยาวนานที่ WALL-E ใช้ชีวิตอยู่บนโลกทำให้เขาเริ่มมีความรู้สึกนึกคิด และในที่สุดก็ตกหลุมรักหุ่นยนต์ EVE (มาจาก Extraterrestrial Vegetation Evaluator) ที่ถูกส่งมาเก็บตัวอย่างพืชที่มีชีวิตบนโลก

แม้ว่าเรื่องราวต่อไปจะเป็นส่วนผสมของการผจญภัยกับแนวคิดเชิงไซไฟก็ตาม แต่ธีมหลักของเรื่องยังคงเป็นความรักระหว่างหุ่นยนต์สองตัว ซึ่งคาดเดาได้ไม่ยากนักถ้าสังเกตจากชื่อของหุ่นยนต์เพศหญิง “อีฟ” ที่เป็นชื่อของผู้หญิงคนแรกของโลกตามพระคัมภีร์ไบเบิ้ล ส่วน “อดัม” นั้นคงเป็นใครไปไม่ได้ถ้าไม่ใช่เจ้า WALL-E ตัวสุดท้ายของโลก

แอนดรูว์ สแตนตัน แห่งพิกซาร์สตูดิโอ ได้คิดพล็อตเรื่อง WALL-E นี้มาตั้งแต่ก่อน Toy Story เสียอีก แต่ต้องรอจนเสร็จสิ้นการกำกับหนัง Finding Nemo ก่อนที่เขาจะรู้สึกมั่นใจว่าสามารถสร้างการเคลื่อนไหวในอากาศและบนดินได้สมจริงเหมือนในน้ำ [3] (อาจฟังดูแปลกไปนิด แต่นี่คือสิ่งที่แสดงได้ชัดถึงความพิถีพิถันของทีมงานสร้างหนังเรื่องนี้) ยิ่งไปกว่านั้นคือ เขาต้องการให้ผู้ชมเห็น WALL-E เป็นหุ่นยนต์จริงๆ ไม่ใช่เป็นคนที่อยู่ภายในชุดหุ่นยนต์ (ไม่แน่ใจว่าสแตนตันกำลังคิดถึงหนังเรื่อง Robots ของบลูสกายสตูดิโอในขณะที่ให้สัมภาษณ์อยู่หรือเปล่า) ด้วยเหตุนี้เขาจึงไม่ใส่จมูกและปากให้กับ WALL-E และนั่นทำให้เหลือเพียงดวงตาเท่านั้นที่ถูกนำมาใช้แสดงอารมณ์ทั้งหมด [7] ซึ่งก็เป็นสแตนตันนั่นเองที่เป็นผู้นำเอากล้องส่องทางไกลมาเป็นต้นแบบสำหรับดวงตาของ WALL-E เขาได้ไอเดียนี้หลังจากที่ไปชมการแข่งขันเบสบอลโดยใช้กล้องส่องทางไกลช่วยในการมอง และสังเกตเห็นว่าแค่จับเจ้ากล้องนี้เอียงไปมาเพียงเล็กน้อย ก็จะได้ภาพลักษณ์และอารมณ์ที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง [2]

แทนที่จะใช้เสียงสื่อถึงอารมณ์ความรู้สึกตามแบบหนังทั่วไป สแตนตันตัดสินใจใช้การเคลื่อนไหวของหุ่นยนต์ทั้งหลายเป็นองค์ประกอบหลักในการแสดงอารมณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้นภายในหนัง อีกทั้งในความเป็นจริงแล้วการสื่อสารของหุ่นยนต์สามารถเกิดขึ้นผ่านสื่อต่างๆ ได้สะดวกกว่าเสียง อย่างไรก็ตาม การทำให้หุ่นยนต์ไม่ใช้เสียงเลยคงไม่ใช่แนวคิดที่ดีนัก และด้วยความต้องการของสแตนตันที่อยากให้ผู้ชมมองหุ่นยนต์ทั้งหลายเป็นเครื่องจักร เสียงของหุ่นยนต์ในหนังเรื่องนี้จึงเป็นแนวบี๊บๆ วี๊ดๆ แบบไม่เป็นประโยค ซึ่งสแตนตันยังเคยกล่าวติดตลกไว้เลยว่าเขากำลังพยายามจะสร้างหนังภาค R2D2 ของสตาร์วอส์ต่างหาก [4] และสุดท้ายแล้วจึงไม่น่าแปลกใจเลยที่ผู้ออกแบบเสียงให้กับ WALL-E จึงเป็น เบ็น เบิร์ท ผู้เคยออกแบบเสียงให้กับอีที เจ้าหุ่น R2D2 และตัวละครในสตาร์วอส์มาก่อน

เบิร์ทเคยใช้เสียงแบบต่างๆ มามากมาย เช่น ใช้เสียงของภรรยาที่เป็นหวัดของเขาตอนกำลังนอนหลับเป็นเสียงของอีที เสียงท่อน้ำและนกหวีดเป็นเสียงบี๊บของ R2D2 เสียงตัวเขาเองหายใจผ่านหน้ากากดำน้ำเป็นเสียงของดาร์ธ เวเดอร์ และผสมผสานเสียงจากทีวีของเขากับเสียงโปรเจ็กเตอร์เก่าเก็บขนาด 35 มม.ให้กลายเป็นเสียงฮัมของดาบไลท์เซเบอร์ แต่เขายังถึงกับปรารภว่าในตลอด 25 ปีที่เขาทำงานมา ยังไม่มีครั้งใดที่เขาต้องใช้เสียงจำนวนมากขนาดนี้ในหนังเพียงเรื่องเดียว โดยเขาต้องใช้เสียงของเขาเองถึง 6 แบบ อีกทั้งยังใช้เสียงของเครื่องปั่นไฟด้วยมือที่เขาเคยเห็นในหนังเก่าของจอห์น เวย์น เป็นเสียงเดินของ WALL-E อีกด้วย ซึ่งเบิร์ทเล่าว่าเขาตามหาเครื่องปั่นไฟแบบนี้จนมาได้จากเว็บอีเบย์นั่นเอง และพอ WALL-E เดินเร็วขึ้น เขาก็ใช้เสียงที่แหลมขึ้นโดยนำมาจากเสียงปั่นของอุปกรณ์ที่ใช้สตาร์ทเครื่องบินในค.ศ. 1930 [6]

การแสดงอารมณ์ของตัวละครโดยใช้เสียงเพียงเล็กน้อยอาจดูเป็นเรื่องยากลำบาก แต่อย่าลืมว่านี่คือพิกซาร์สตูดิโอที่มีเจ้าโคมไฟจอมซุกซนเป็นสัญลักษณ์ ซึ่งตัวอย่างแอนิเมชั่นที่พิกซาร์ปล่อยมาบางส่วนก็น่าจะเป็นสิ่งยืนยันคุณภาพได้พอสมควร ภาพของเจ้า WALL-E ที่กำลังวุ่นกับการทิ้งแท่งแม่เหล็กให้พ้นตัว หรือกำลังสวมยกทรงเข้ากับตาของตัวเองคงทำให้ผู้ชมหลายคนนึกเอ็นดูรวมไปถึงเอาใจช่วยเจ้าหุ่นตัวน้อยได้ไม่ยากนัก เบิร์ทยังเพิ่มเติมอารมณ์ขันให้กับหนังด้วยการใช้เสียงของซีกัวนีย์ วีเวอร์มาเป็นเสียงของคอมพิวเตอร์ในยานอวกาศที่มนุษย์อาศัยอยู่ ซึ่งนับเป็นการล้อเลียน (หรือเรียกว่าให้เกียรติก็คงได้) หนังเรื่องเอเลี่ยน พร้อมเรื่อง 2001: A Space Odyssey ไปในตัว (คอมพิวเตอร์ชื่อ ฮัล ที่บังคับยานอวกาศในหนังเรื่องนี้ก็ใช้เสียงในการสื่อสารกับมนุษย์เช่นกัน) [6] และในฉากหนึ่งของหนัง ผู้ชมจะมีโอกาสเห็นดาวเทียมสปุตนิกของรัสเซียลอยเคว้งอยู่ในอวกาศอีกด้วย [2]

(ย่อหน้านี้มีสปอยล์เล็กน้อยนะครับ ถ้ายังไม่ได้ดูหนัง ขอให้ข้ามไปย่อหน้าถัดไปเลย - ผู้เขียน)
หนังแสดงให้เห็นถึงวิวัฒนาการทางด้านอารมณ์และความรู้สึกนึกคิดของ WALL-E โดยเฉพาะหลังจากที่เขาได้ดูวีดีโอหนังในอดีต ระยะเวลาอันยาวนานถึง 700 ปีดูจะเป็นเหตุผลที่หนักแน่นพอที่จะทำให้สมองกลของ WALL-E พัฒนาตัวเองจนเกิดความรู้สึกเหมือนกับมนุษย์ แต่ในขณะที่ผู้ชมกำลังเชื่อมั่นและเอาใจช่วยสิ่งมีชีวิตทรงปัญญาพันธุ์ใหม่ของโลก หนังกลับช็อคผู้ชมด้วยภาพลักษณ์ใหม่ของมนุษย์ชาติในอนาคตที่อาศัยอยู่ในยานอวกาศ ด้วยสิ่งอำนวยความสะดวกและระบบการทำงานอัตโนมัติของเครื่องจักร มนุษย์ในอนาคตกลับกลายเป็นสิ่งมีชีวิตที่ช่วยตัวเองแทบไม่ได้ (แต่จะเป็นแบบไหนก็คงต้องติดตามชมกันเองในโรงภาพยนตร์นะครับ) ซึ่งเป็นภาพที่ได้รับการตอบรับที่ไม่ดีนักจากผู้ชมบางกลุ่มที่ไม่เห็นด้วยกับการสร้างความสัมพันธ์ที่ผิดเพี้ยนระหว่างการเสื่อมถอยของมนุษยชาติกับสรีระของมนุษย์ [1] อย่างไรก็ตาม นี่เป็นประเด็นโต้เถียงเพียงหนึ่งเดียวที่เกิดขึ้นเท่านั้น ในขณะที่ความเห็นส่วนใหญ่ของทั้งผู้ชมและนักวิจารณ์ได้สอดรับประสานกันเป็นเอกฉันท์ถึงความมหัศจรรย์ของงานภาพ และความซาบซึ้งตรึงใจในอารมณ์ที่หนังเรื่องนี้มีให้อย่างเต็มเปี่ยม

หุ่นยนต์ตัวอื่นๆ ถูกปล่อยออกมาให้มีบทบาทในช่วงหลังของหนัง ซึ่งน่าจะช่วยสร้างความแปลกใหม่และอารมณ์ขันให้กับหนังได้อย่างต่อเนื่อง ผู้ชมสามารถมั่นใจได้เลยว่าตัวละครเสริมเหล่านี้จะช่วยเติมเสน่ห์ให้กับตัวหนังได้เป็นอย่างดีเหมือนกับที่พิกซาร์เคยทำไว้ในแอนิเมชั่นเรื่องก่อนๆ เพียงเห็นเจ้าหุ่น M-O ที่คอยตามเช็ดตามทำความสะอาดคราบสกปรกที่ WALL-E ทิ้งเอาไว้ก็น่าจะเพียงพอที่จะระบายรอยยิ้มให้กับผู้ชมส่วนใหญ่ได้ไม่ยากนัก

โทนของหนังที่ถูกแสดงออกมาในช่วงแรกอาจทำให้หลายคนคิดว่าผู้สร้างกำลังส่งข้อความเตือนทางด้านสิ่งแวดล้อมผ่านมาทางภาพขยะที่ล้นโลก แต่สแตนตันกลับออกมาปฏิเสธความเห็นนี้อย่างสิ้นเชิง เขากล่าวว่าเขาเพียงแต่คิดถึงพล็อตที่มีหุ่นยนต์ตัวสุดท้ายอยู่บนโลกเท่านั้น และขยะก็เป็นเพียงสิ่งที่ดูสมเหตุสมผลที่สุดที่ทำให้มนุษย์ทิ้งโลกและเจ้าหุ่นตัวนี้ไว้เบื้องหลัง [5] นั่นแสดงว่าใจความสำคัญที่สุดของแอนิเมชั่นเรื่องนี้ยังคงเป็นความรักอยู่นั่นเอง ด้วยเนื้อเรื่องที่พูดเกี่ยวกับความเหงาและโดดเดี่ยวของเจ้าหุ่นยนต์ตัวน้อย และความผูกพันที่เกิดขึ้นท่ามกลางอุปสรรคนานัปการ ผสานกับเทคนิคด้านภาพที่สมจริงแต่สวยงาม รวมไปถึงวิธีเล่าเรื่องที่น่าประทับใจตามสไตล์พิกซาร์ น่าจะทำให้ผู้ชมมากมายซาบซึ้งไปกับนิยายรักเรื่องนี้ได้ไม่ยาก และในช่วงเวลานี้ที่มีเมฆฝนครึ้มปกคลุมท้องฟ้าพร้อมกับสายฝนเย็นๆ โปรยปรายอยู่เป็นระยะ ภาพของ WALL-E และ EVE ที่กุมมือของกันและกันคงทำให้หัวใจของใครหลายคนอบอุ่นขึ้นมาบ้างอย่างแน่นอน

-----------------------------------------------------------------------------------------------

นั่นคือสกู๊ปที่ผมเขียนก่อนไปดูหนังเรื่องนี้ครับ แบบว่าหาข้อมูลจนรู้เรื่องเกือบหมดแล้วก่อนไปดูหนังจริง แต่ว่านั่นก็ไม่ได้เป็นอุปสรรคกับผมในการประทับใจไปกับหนังแต่อย่างใด

แอนิเมชั่นเรื่องนี้ยังสมกับที่เป็นงานของพิกซ่าร์ครับ ความละเอียดลออในตัวงานและอารมณ์ขันน่ารักๆ ยังมีให้เห็นอยู่เต็มเปี่ยม แต่ส่วนที่ผมชอบที่สุดกลับเป็นไอเดียตอน end credit ที่เขาแสดงให้เห็นว่าเกิดเหตุการณ์อะไรต่อหลังจากนั้นบ้าง โดยเริ่มจากการใช้ภาพเขียนผนังถ้ำตามแบบมนุษย์ยุคหิน แล้วค่อยเปลี่ยนมาเป็นภาพที่ใช้ตัวอักษรแบบอียิปต์โบราณ เรื่อยมาจนกลายเป็นภาพสีน้ำมันสไตล์อิมเพรสชั่นนิสต์แบบของแวน โก๊ะ และสุดท้ายที่ชอบมากๆ ก็คือภาพต้นไม้ใหญ่ที่มีพอเรามองไปใต้ดิน ก็จะเห็นรากของมันที่งอกมาจากเจ้ารองเท้าเก่าๆ ข้างนั้นนั่นเอง จัดเป็นบทสรุปที่ลงตัวและน่ารักมากมายจนทำให้ผมไม่เข้าใจพวกคนดูหนังหลายๆ คนที่รีบลุกออกจากที่นั่งเหลือเกิน พวกเขาพลาดอะไรดีๆ ไปหลายอย่างเลยล่ะครับ (ถ้าหนังดีๆ นี่ผมจะนั่งรอดูเสมอ แต่ที่เมเจอร์พิษณุโลกนี่ บางทีเขาก็ปิดหนังก่อน end credit จะจบนะครับ ก็ทำให้ผมเซ็งไปเหมือนกัน แต่ดีที่เรื่องนี้ไม่เป็นอย่างนั้น)

ด้วยความประทับใจใน end credit ผมเลยลอง google หาภาพพวกนั้น แต่ก็หาไม่เจอครับ คงต้องรอจนมี DVD ของหนังออกมาก่อนนั่นแหละ แต่ความพยายามของผมก็ไม่เสียหลาย เพราะผมก็ไปเจอรูปน่ารักๆ มาฝากกันด้วย

เริ่มด้วยรูปในอวกาศของเจ้า Wall-E แล้วก็เป็นรูปที่ตอน Eve วิ่งเล่น (ลอยเล่น) กับ Wall-E ในอวกาศด้วย ผมชอบภาพช่วงนี้ครับ หมู่สะเก็ดดาวนี่สวยเชียว แถมภาพตอนเจ้า Wall-E เคลื่อนไหวในอวกาศก็ทำได้เนียนมาก




ต่อมาเป็นรูปที่หน้าโรงหนังแห่งหนึ่งในอเมริกาครับ เขาทำรูป Eve กับ Wall-E ไว้ซะน่ารัก ผมเลยเก็บเอามาฝากกัน (ตอนเอามาผมลืมจดชื่อเว็บครับ ไว้หาเจอแล้วจะเอาลิงค์มาแปะเป็นการอ้างอิงทีหลัง ขอโทษนะครับบบบบ)



อ้อ แล้วสาวกของพิกซ่าร์น่าจะคุ้นเคยกับการที่แอนิเมชั่นแต่ละเรื่องของค่ายนี้จะมีการเอาตัวละครหรือ prop ของเรื่องหนึ่งไปปนกับเรื่องหนึ่ง แบบว่าเป็นโจ๊กเล็กๆ ของฝรั่งเขา และเจ้า Wall-E นี่ก็เช่นกัน มีใครรู้ไหมว่าเขาไปโผล่เป็นหุ่นยนต์ขับรถใน special feature ของ DVD เรื่อง Ratatouille มาแล้ว




จบกันดื้อๆ แบบนี้แหละครับ
สวัสดี




 

Create Date : 23 สิงหาคม 2551
5 comments
Last Update : 23 สิงหาคม 2551 9:02:51 น.
Counter : 1389 Pageviews.

 

รีวิวได้เยี่ยมมากๆครับ ชอบเรื่องนี้มากๆครับ

 

โดย: bigwore IP: 125.26.81.63 23 สิงหาคม 2551 13:44:44 น.  

 

รายละเอียดไปเขียนไว้ซะแล้วที่บทความก่อนหน้า แต่พอมาอ่าน Wall-E ที่อาจารย์เขียนก็ทำให้เข้าใจอะไร ๆ ชัดขึ้นอีกเยอะเลยค่ะ ที่แน่ ๆ ยิ่งชอบหนังเรื่องนี้มากขึ้นไปอีก
เห็นด้วยค่ะกับเรื่องที่ว่าคนดูส่วนมากรีบลุกจากเก้าอี้ทันทีที่หนังจบเหลือเกิน แหมอุตสาห์เสียเงินตีตั๋วเข้าไปชมแล้ว น่าจะเก็บอะไร ๆ กลับมาให้คุ้ม
หนูชอบภาพวาดตอนจบ ตรงที่มันบอกเรื่องราววิวัฒนาการของมนุษย์ที่กลับลงมาอยู่บนโลกได้ดี ค่อย ๆ หัดช่วยเหลือตนเองในการดำรงชีวิต แล้วรูปร่างที่เคยอ้วนท้วนตุ้ยนุ้ย ก็ค่อย ๆ ผอมเพรียว หุ่นดีขึ้น สุขภาพดีขึ้น
มีครั้งนึงเคยไปนั่งดูหนังคนเดียว แล้วพอหนังจบก็มีเสียงบรรยายบอกว่ายังมีต่ออีกนะอย่าเพิ่งลุกไปไหน แต่ชาวพิษณุโลก ก็ทยอยกันออกไปจนหมด เหลือหนูอยู่คนเดียวค่ะ อยู่คนเดียวจริง ๆ วังเวงมาก แต่ก็ยังอยากดู พนักงานคิดว่าคนไปหมดแล้วก็จะมาทำความสะอาด พอเห็นหนูนั่งอยู่ก็ถอยกลับออกไปยืนรอ หนูก็นั่งอยู่นั่นแหละ รอดูจนจบ (ก็เสียตังค์มาแล้วต้องดูให้จบดิ)
นอกเรื่องอีกนิด เมื่อหลายเดือนก่อน คูรมาช่า มาเปิดมินิคอนเสิร์ตที่โรงแรมอมรินทร์ แฟนหนูชอบ ก็เลยพากันไปดู พอคุณมาช่าร้องเพลงจบเข้าเวทีไปแว่บเดียวคนก็รีบลุกออกกันเกือบหมด แม้จะมีพิธีกรออกมาพูดคุยและภายในเวลาแค่ไม่เกิน 40 วินาที คุณมาช่าก็กลับออกมาพูดคุยให้สัมภาษณ์ แต่คนดูก็ไม่สนใจเดินออกกันหน้าตาเฉย ทำเอางงมาก ๆ
คราวที่ไปดู Groove rider ที่ Hybrid ก็คล้าย ๆ กัน พอนักร้องเข้าหลังเวทีก็กรูกันออกหมด เหลือแต่พวกขาแดนซ์ อยู่ดื่มต่อรอร้านปิด ปรากฏว่า สักพัก Groove rider ทั้งวงก็ออกมานั่งดื่ม มาแดนซ์กับพวกที่เหลือในผับนั่นแหละ หุหุหุ

นอกเรื่องซะยาว แค่สงสัยเรื่องนี้มานานแล้วเลยเอามาเล่าให้ฟังค่ะ

ขอบคุณสำหรับบทความดี ๆ นะคะ จะรออ่านเรื่องต่อ ๆ ไปค่ะ

 

โดย: loukkid IP: 118.172.132.58 23 สิงหาคม 2551 16:50:49 น.  

 

ดูมาแว๊ววว งิงิงิ น่ารัก น่าเอ็นดูมากค่ะ เห็นในพันติ๊บมาลงว่ามี Model ตัวจิ๋วขายที่เซ็นทรัลลาดพร้าว ของ Wall-E และ Eve ด้วย มีเสียงและขยับได้ โอ๊ย อยากได้ ๆ แต่ราคาใช้ได้เลยแหล่ะ 400-600 บาทแน่ะค่ะ >_<

ไม่น่าเชื่อนะคะว่าเสียงเล็ก ๆ น้อย ๆ ที่เราฟังแบบแทบไม่ได้ใส่ใจ คนทำกลับใส่ใจรายละเอียดสรรหาเสียงต่าง ๆ เพื่อมาทำแบบนี้ จะว่าไปทั้งตัว ET และ R2D2 ก็เป็นตัวโปรดจากหนังที่ชอบทั้งนั้นเลยค่ะ ^_^

เรื่องจานดาวเทียมนี่เหมือนประชดเลยนะคะ ที่ออกไปนอกโลกแล้วจานดาวเทียมเยอะแยะขนาดนั้น

คนไม่ทำอะไร กิน ๆ นั่ง ๆ นอน ๆ แล้วก็ตัวกลม ๆ กลิ้ง ๆ อุอุ นู๋ใกล้จะเหมือนคนโลกอนาคตเข้าไปทุกที ๆ แว๊วว เอิ๊กกก

ว่าแต่... ตอนจบ credit ม่ายได้ดูอ่ะ งุงิ >_< หนังโรงมันก็งี้อ่ะค่ะ นั่งดูนะ คนเพียบไปหมด ไอ้เราจะไม่ลุกก้ไม่ได้ เพราะไอ้คนข้างในมันจะเดินมาบังคับให้ต้องลุก *-*

สวัสดีค่ะ แวะมาส่งยิ้มให้ในวันจันทร์นะคะ ^_^

"วันนี้คุณยิ้มแล้วหรือยัง"

พึงเอาชนะความชั่ว ด้วยความดี
พึงเอาชนะความโกรธ ด้วยการยิ้ม (ความไม่โกรธ) นะคะ

 

โดย: Beee (Beee_bu ) 25 สิงหาคม 2551 14:10:32 น.  

 

คงเป็นที่อารมณ์อยากรู้ของหลาย ๆ คนที่ เมื่อได้รับการตอบสนองที่ดี กลายเป็นว่า ผมก็รัก Wall - E อีกเช่นกันครับ

 

โดย: palao 26 สิงหาคม 2551 21:15:10 น.  

 



สวัสดีค่ะ
ไม่ได้ตามเรื่องนี้เลยค่ะ
แต่เป็นคนชอบดูหนังของพิกซาร์อยุ่แล้ว

ปอแวะมาเยี่ยม
และมาเสริฟกาแฟแทนคำขอบคุณค่ะ

หวังว่าจะสบายดีนะคะ งุงิ

 

โดย: Butterflyblog 3 กันยายน 2551 19:46:27 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ


MrET_TK
Location :
พิษณุโลก Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 10 คน [?]




วิศวกรคอมพิวเตอร์โดยปริญญา แต่ไปๆ มาๆ กลายเป็นอาจารย์ในที่สุด (แถมเป็นคณะวิทยาศาสตร์ด้วย ฮะๆๆ) ปัจจุบันเป็นวิทยากรด้านการตลาดออนไลน์ให้กับสถาบันในเครือกรุงเทพธุรกิจและเว็บ exitcorner รวมทั้งเป็นที่ปรึกษาด้านการตลาดออนไลน์ให้บริษัทเอกชน

ปัจจุบันผมเขียนบทความใน fan page เป็นประจำ (http://www.facebook.com/dr.ekkasit กับ http://www.facebook.com/InspireRanger)
Friends' blogs
[Add MrET_TK's blog to your web]
Links
 
MY VIP Friend


 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.