ถ้าเป็นไปได้กรุณาเขียนข้อความเล็กน้อยทิ้งไว้ จะทำให้เจ้าของบล๊อกดีใจมากๆ เลยครับ
ปรัชญา: จริยศาสตร์การทำแท้ง - ปัญหาของสิ่งเล็กๆ ที่เรียกว่าชีวิตในครรภ์



จากกรณีการพบซากทารกกว่า 2,000 ศพที่วัดไผ่เงิน ทำให้ปัญหาเรื่องการทำแท้งเป็นประเด็นในสังคมไทยขึ้นมาอีกครั้ง ประเด็นการถกเถียงสำคัญ คือ การถกเถียงว่า การทำแท้งเป็นสิ่งที่ผิดหรือไม่ ควรหรือไม่ที่จะแก้กฎหมายเกี่ยวกับการทำแท้ง จากเงื่อนไข 2 กรณี คือ กรณีที่จำเป็นต้องกระทำเนื่องจากปัญหาทางสุขภาพของหญิงตั้งครรภ์ (การทำแท้งเพื่อการรักษา) และกรณีที่ตั้งครรภ์เนื่องจากมีการกระทำความผิดอาญา (การทำแท้งในกรณีการละเมิดทางเพศ) ให้อนุญาตทำให้ในเงื่อนไขอื่นๆ มากขึ้น หรือคำถามถึงการจัดการกับปัญหาการตั้งครรภ์ไม่พึงประสงค์ที่จะเกิดขึ้นอย่างไร

ผู้เขียนมีความเห็นว่าข้อถกเถียงปัญหาเกี่ยวกับการทำแท้งเป็นเรื่องที่ละเอียดอ่อน มีปัญหาที่ทับซ้อนอยู่มากมาย รวมถึงมีผลกระทบต่อสังคมในวงกว้างด้วย ดังนั้นในข้อเขียนสั้นๆ นี้ ผู้เขียนจึงต้องการสรุปประเด็นที่เราต้องพิจารณาเกี่ยวกับปัญหาเรื่องการทำแท้ง โดยนำเสนอข้อมูลจากหนังสือชื่อ Contemporary moral problems (1) และ จริยศาสตร์: ทฤษฎีและการวิเคราะห์ปัญหาจริยธรรม (2) เพื่อเป็นข้อมูลพื้นฐานที่จะนำไปพิจารณาปัญหาเรื่องนี้ รวมถึงนำเสนอทัศนะเกี่ยวกับปัญหาการทำแท้งในทัศนะของผู้เขียนจากพื้นฐานของข้ออ้างเหตุผลดังกล่าวด้วย

ชีวิตในครรภ์เป็นมนุษย์หรือไม่

ข้ออ้างเหตุผลหลักของฝ่ายที่เห็นว่าการทำแท้งเป็นความผิด คือ เห็นว่าการทำแท้งเป็นการกระทำที่ผิดเพราะเป็นการละเมิดชีวิตมนุษย์ ปัญหาที่ตามมาทันทีจากข้ออ้างเหตุผลนี้คือ “ชีวิตในครรภ์เป็นมนุษย์จริงหรือไม่” มีหลายทัศนะที่เสนอว่า ชีวิตในครรภ์ไม่ถือว่าเป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์ เนื่องจากลักษณะทางกายภาพของชีวิตในครรภ์ต่างจากมนุษย์ที่สมบูรณ์มาก ซึ่งส่วนใหญ่ข้ออ้างนี้จะใช้ข้อมูลทางชีววิทยาของชีวิตในครรภ์เป็นหลัก

ผู้ที่อ้างถึงความเป็นมนุษย์ของชีวิตในครรภ์ก็จะอ้างถึงการเริ่มต้นการเป็นมนุษย์ที่ต่างกัน เช่น อ้างว่าความเป็นมนุษย์เริ่มเกิดขึ้นตั้งแต่มีการปฏิสนธิและฝังตัวในมดลูก (สัปดาห์ที่ 1-2 ซึ่งแนวคิดนี้ตรงกับพุทธศาสนา) หรือเพิ่งเริ่มนับตอนที่มีอวัยวะสำคัญที่ทำให้ตัวอ่อนมีลักษณะคล้ายมนุษย์ (สัปดาห์ที่ 2-8) นอกจากนี้ก็มีที่นับจากช่วงที่สามารถตรวจจับคลื่นสมองของทารกได้ (สัปดาห์ที่ 6-8) หรือนับช่วงที่ทารกเริ่มเคลื่อนไหวได้ (ช่วงการดิ้นสัปดาห์ 12 - 16) หรือช่วงที่ชีวิตในครรภ์สามารถอยู่รอดได้เอง (สัปดาห์ที่ 20-28 หากคลอดก่อนกำหนดก็มีโอกาสรอดชีวิตสูง) รวมถึงในทางกฎหมายแล้วความเป็นบุคคลนั้นเพิ่งจะเริ่มต้นขึ้นเมื่อคลอดแล้ว ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่ทารกเป็นอิสระจากหญิงตั้งครรภ์เท่านั้น (สัปดาห์ที่ 40) (3)



ฝ่ายที่สนับสนุนข้ออ้างว่าชีวิตในครรภ์เป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์จะอ้างว่า ความเป็นมนุษย์ของชีวิตในครรภ์ไม่สามารถตัดสินได้ว่าเกิดขึ้นในช่วงเวลาใด เพราะกระบวนการดังกล่าวเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง เขาจึงเห็นว่าความเป็นมนุษย์ควรเริ่มนับตั้งแต่จุดตั้งต้น คือเมื่อมีการปฏิสนธิและฝังตัวบนมดลูก โดยพิจารณาจากรหัสทางพันธุกรรม (DNA) ว่าสิ่งมีชีวิตนั้นมีรหัสพันธุกรรมเหมือนกับมนุษย์ที่สมบูรณ์หรือไม่ หากใช่เราก็ต้องถือว่าเขาเป็นมนุษย์ (4) ส่วนดอน มาร์ควิส (Don Marquis) อ้างว่า ชีวิตในครรภ์นั้นอาจไม่ถือเป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์ แต่สิ่งหนึ่งที่เขามีอย่างแน่นอน (ตั้งแต่เริ่มมีการปฏิสนธิ) นั่นคือ "ชีวิตอนาคต" (future life) ที่ต้องให้ความเคารพ ชีวิตอนาคตในความหมายของมาร์ควิสหมายถึง โอกาสที่ชีวิตในครรภ์จะสามารถดำเนินชีวิตได้เหมือนกับมนุษย์ที่สมบูรณ์โดยทั่วไป หากกระบวนการการตั้งครรภ์นั้นไม่ถูกขัดขวางก่อน (5)

ส่วนผู้ที่เห็นว่าชีวิตในครรภ์นั้นไม่ใช่มนุษย์ เช่น แมรี แอนน์ วาร์เรน (Mary Anne Warren) เห็นว่า ลักษณะของมนุษย์ที่สมบูรณ์นั้นจะต้องประกอบด้วยคุณสมบัติ หรือเงื่อนไขที่เป็นองค์ประกอบสำคัญ อาทิ
1) สามารถรับรู้ และรู้สึกได้
2) สามารถใช้เหตุผลได้
3) สามารถทำตามเจตจำนงของตนเองได้
4) สามารถสื่อสารกับผู้อื่นได้
5) มีสำนึกเกี่ยวกับการดำรงอยู่ของตัวเอง
(6)

วาร์เรนอธิบายว่า ชีวิตในครรภ์ไม่ได้มีลักษณะที่สำคัญดังกล่าวเลย โดยเฉพาะ 2 ข้อแรก ซึ่งเห็นว่าเป็นสิ่งที่สำคัญมากสำหรับความเป็นมนุษย์ เพราะฉะนั้นการทำแท้งในทัศนะของวาร์เรน จึงไม่ต่างอะไรกับการกำจัดเนื้องอกหรือผ่าตัดไส้ติ่ง

ชีวิตในครรภ์มีสิทธิหรือไม่

ปัญหาข้อพิจารณาเรื่องความเป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์ของชีวิตในครรภ์ ได้รับคำตอบที่ประนีประนอมว่า ชีวิตในครรภ์อาจจะไม่ใช่มนุษย์ที่สมบูรณ์ แต่ถึงอย่างไรก็ไม่สามารถเทียบชีวิตในครรภ์กับเนื้องอกหรือไส้ติ่งได้ เนื่องจากสิ่งมีชีวิตนี้สามารถพัฒนาขึ้นเป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์ได้ หรืออย่างน้อยชีวิตในครรภ์ก็ไม่น่าจะมีสถานะที่จะต้องให้ความเคารพในเชิงจริยธรรมต่ำไปกว่าสัตว์ใหญ่บางชนิด (โค หรือ กระบือ) เช่น ไม่สมควรที่จะได้รับความเจ็บปวดทุกข์ทรมานอย่างไร้เหตุผล อาทิ กรณีของสัตว์ที่สามารถเจ็บปวดทุกข์ทรมานได้ มนุษย์ไม่ควรที่จะไปสร้างความทุกข์ทรมานให้กับมันอย่างไร้เหตุผล เช่น การทรมานสัตว์เพื่อความบันเทิง หรือเลี้ยงสัตว์ในระบบอุตสาหกรรมที่สร้างความทุกข์ทรมานให้กับสัตว์อย่างรุนแรง จริยธรรมที่ใช้กับสัตว์เช่นนี้น่าจะเป็นจริยธรรมขั้นต่ำที่ใช้กับชีวิตในครรภ์ได้ หรือไม่ควรการปฏิบัติกับชีวิตในครรภ์โดยใช้มาตรฐานทางจริยธรรมที่ต่ำกว่ากฎจริยธรรมที่มนุษย์ความมีต่อสัตว์

หลักเกณฑ์ดังกล่าวเรียกว่า "เกณฑ์ความสามารถรับรู้ (sentience criterion) หากใช้เกณฑ์การไม่สร้างความเจ็บปวดทุกข์ทรมานให้กับชีวิตในครรภ์อย่างไร้เหตุผล ก็ควรจะพิจารณาว่าชีวิตในครรภ์สามารถรับรู้ความเจ็บปวดหรือทุกข์ทรมานได้ในช่วงเวลาใด ซึ่งผู้เขียนมีความเห็นว่าควรเป็นช่วงเวลาเดียวกับที่ตรวจจับคลื่นสมองของทารกได้ นั่นคือ สัปดาห์ที่ 6-8 ดังนั้นในช่วงเวลาก่อนสัปดาห์ที่ 6 จะเป็นช่วงเวลาที่ชีวิตในครรภ์ยังไม่สามารถรับรู้ความรู้สึก เช่นเดียวกับการตัดสินการมีชีวิตหรือไม่มีชีวิตของมนุษย์จากการทำงานของสมอง เราก็ควรเริ่มต้นที่ขั้นต่ำสุดนี้โดยยึดเอาช่วงเวลา 6 สัปดาห์จากที่เริ่มต้นตรวจพบคลื่นสมอง เป็นช่วงเปลี่ยนผ่านระหว่างการเป็นเพียงส่วนหนึ่งของหญิงตั้งครรภ์ไปเป็นสิ่งมีชีวิตอีกสิ่งหนึ่งที่ดำรงอยู่ภายในร่างกายของหญิงตั้งครรภ์ การทำแท้งในช่วงเวลาดังกล่าวจึงเป็นการกระทำที่น้่าจะพอรับได้สำหรับการทำแท้งในกรณีการตั้งครรภ์ไม่พีงประสงค์หรือมีความจำเป็นที่จะต้องทำแท้ง เพราะยังไม่ได้สร้างความเจ็บปวดให้กับทารก อาทิ กรณีมารดามีปัญหาสุขภาพ, ทารกไม่สมบูรณ์, มีความเสี่ยวต่อชีวิตและสุขภาพของผู้เป็นแม่, ตั้งครรภ์จากการถูกข่มขืน หรือเงิ่อนไขทางสังคมที่จำเป็นอื่นๆ) แต่หากเลยสัปดาห์ที่ 6 ไปแล้วก็ต้องถือว่าเป็นการละเมิดจริยธรรมขั้นต่ำต่อชีวิตในครรภ์ แต่ระยะเวลาที่ชีวิตในครรภ์จะสามารถรับรู้ความเจ็บปวดได้นั้น ยังเป็นที่ถกเถียงว่าเริ่มต้นตั้งแต่ช่วงเวลาใด เช่นในกรณีของซัมเนอร์ (L. W. Sumner) เห็นว่าควรเริ่มต้นที่ 4 เดือน (7)



สิทธิของหญิงตั้งครรภ์ VS สิทธิของชีวิตในครรภ์

อีกประเด็นหนึ่งที่เป็นข้ออ้างเหตุผลสำคัญในปัญหาเรื่องการทำแท้งคือ เรื่องสิทธิของหญิงตั้งครรภ์ กลุ่มที่ใช้ข้ออ้างเหตุผลในข้อนี้ส่วนใหญ่จะเป็นกลุ่มนักปรัชญาสตรีนิยม (Feminist) หรือกลุ่มนักเรียกร้องสิทธิให้กับผู้หญิง โดยกลุ่มนี้จะมีความเห็นว่าหญิงตั้งครรภ์ทุกคนมีสิทธิในร่างกายของตนเอง ที่จะทำอะไรก็ได้ตามที่ต้องการ ไม่ว่าจะเป็นการเปลือยกายในที่สาธารณะ การทำศัลยกรรม รวมถึงการทำแท้ง แต่ข้ออ้างนี้ก็จะถูกโต้แย้งว่า การทำตามสิทธิของหญิงตั้งครรภ์นั้นอาจก่อให้เกิดการละเมิดสิทธิของชีวิตในครรภ์ (หากเรายอมรับว่าชีวิตในครรภ์มีสิทธิที่จะไม่ต้องเจ็บปวดโดยไร้เหตุผล) ซึ่งโดยทั่วไปแล้วการอ้างสิทธิเพื่อที่จะละเมิดสิทธิของผู้อื่นนั้นเป็นสิ่งที่จะทำไม่ได้

ในประเด็นนี้ วาร์เรนเห็นว่าสิทธิของหญิงตั้งครรภ์น่าจะเหนือกว่าสิทธิของชีวิตในครรภ์ เพราะหญิงตั้งครรภ์มีความเป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์กว่า ในขณะที่ชีวิตในครรภ์ยังมีความเป็นมนุษย์ที่ไม่สมบูรณ์ ซึ่งก็มีการโต้แย้งว่า ถึงแม้ความเป็นมนุษย์ของชีวิตในครรภ์จะไม่เท่ากับหญิงตั้งครรภ์ ก็ไม่มีเหตุผลเพียงพอที่จะละเมิดสิทธิของชีวิตในครรภ์อยู่ดี ตัวอย่างเช่น บุคคลที่มีความพิการทางสมองซึ่งอาจกล่าวได้ว่าบุคคลเหล่านี้มีความเป็นมนุษย์ที่ไม่สมบูรณ์เหมือนกับมนุษย์โดยทั่วไป (หากใช้เกณฑ์ของของวาร์เรนเอง) แต่ก็ไม่มีความชอบธรรมใดๆ ที่จะไปละเมิดโดยการสร้างความเจ็บปวดทุกข์ทรมานอย่างไร้เหตุผลให้กับพวกเขาได้ ดังนั้นในกรณีของชีวิตในครรภ์ก็ควรจะพิจารณาไปในทางเดียวกัน

แต่อย่างไรก็ตามหญิงตั้งครรภ์สามารถอ้างสิทธิที่จะละเมิดสิทธิของชีวิตในครรภ์ได้ เฉพาะในกรณีที่สิทธิในการไม่ต้องเจ็บปวดอย่างไร้เหตุผลนั้นจะละเมิดสิทธิหญิงตั้งครรภ์ ซึ่งในกรณีนี้ก็ต้องยอมรับว่าควรเลือกสิทธิของหญิงตั้งครรภ์ที่สิทธิมีความสมบูรณ์กว่า เช่น กรณีที่การตั้งครรภ์นั้นอาจส่งผลเสียต่อร่างกายและชีวิต (ผลกระทบในเชิงกายภาพ) ของหญิงตั้งครรภ์ เช่นการตั้งครรภ์นั้นอาจทำให้ผู้เป็นหญิงตั้งครรภ์พิการหรือเสียชีวิตจากการคลอด ก็ต้องถือว่ากรณีนี้สิทธิของหญิงตั้งครรภ์ถูกละเมิดก็สามารถทำแท้งได้เพื่อรักษาสิทธิของหญิงตั้งครรภ์เอาไว้ได้

ส่วนกรณีที่เป็นผลกระทบต่อชีวิตในด้านสังคมและเศรษฐกิจต่อหญิงตั้งครรภ์ เช่น ชีวิตในครรภ์พิการซึ่งจะมีผลกระทบต่อชีวิตของหญิงตั้งครรภ์อย่างรุนแรง หรือหญิงตั้งครรภ์ขาดความสามารถในทางเศรษฐกิจและทางสังคมในการเลี้ยงทารก เช่น การตั้งครรภ์ที่ขาดการยอมรับของบุคคลแวดล้อม หรือหญิงตั้งครรภ์อยู่ในสถานะที่ไม่สามารถตั้งครรภ์ได้ เช่น อยู่ระหว่างการศึกษา หรือยังไม่บรรลุนิติภาวะ ในท้ายที่สุดแล้วหากชีวิตในครรภ์มีอายุเกิน 6 สัปดาห์แล้ว การทำแท้งจึงต้องพิจารณาว่าเป็นไปเพื่อปกป้องสิทธิของหญิงตั้งครรภ์อย่างแท้จริงหรือไม่ และเหตุผลใดบ้างที่ควรยอมรับหรือไม่ยอมรับให้มีการทำแท้งด้วยเงื่อนไขในข้อนี้ ซึ่งจะพิจารณาต่อไป

เหตุผลของการละเมิดชีวิตในครรภ์

ในกรณีปัญหาของทางด้านสังคมและด้านเศรษฐกิจของหญิงตั้งครรภ์ เช่น สถานะทางสังคมและเศรษฐกิจของหญิงตั้งครรภ์ ในทัศนะของผู้เขียนมีความเห็นว่าเป็นข้ออ้างเหตุผลที่มีน้ำหนักน้อยกว่าเหตุลทางด้านกายภาพ เนื่องจากหญิงตั้งครรภ์ไม่ได้ถูกละเมิดสิทธิอย่างร้ายแรงเพียงพอที่จะไปอ้างสิทธิในการละเมิดชีวิตในครรภ์ได้ อีกทั้งหญิงตั้งครรภ์ก็รู้เงื่อนไขของตัวเองทั้งทางด้านสังคมและเศรษฐกิจอยู่ก่อนที่จะมีเพศสัมพันธ์แล้ว และย่อมจะมีความตระหนักดีว่าการมีเพศสัมพันธ์โดยปราศจากการควบคุมอาจก่อให้เกิดการตั้งครรภ์ได้ ดังนั้นจึงมีความเห็นว่าการละเลยหรือความผิดพลาดในการป้องกันของหญิงตั้งครรภ์ไม่สามารถนำมาใช้เป็นข้ออ้างในการละเมิดสิทธิของชีวิตในครรภ์ได้ในทุกกรณี การพิจารณาในเงื่อนไขนี้จึงควรใช้หลักเกณฑ์ของการรับผิดชอบพิเศษของหญิงตั้งครรภ์ที่ควรมีต่อชีวิตในครรภ์



ผู้เขียนเห็นว่าควรยอมรับการทำแท้งในกรณีที่ทารกในครรภ์มีความผิดปรกติ เนื่องจากมีผลกระทบอย่างรุนแรงต่อชีวิตของหญิงตั้งครรภ์หากไม่มีความพร้อมที่จะเลี้ยงดูเด็กพิเศษ ซึ่งต้องใช้ความสามารถในการเลี้ยงดูสูงกว่าเด็กปรกติ หรือในหญิงตั้งครรภ์ที่ยังเป็นเป็นเยาวชน (อายุไม่เกิน 15 ปี) ทั้งนี้ เนื่องจากหญิงตั้งครรภ์ที่เป็นเยาวชน ยังมีวุฒิภาวะไม่เพียงพอที่จะแสดงความรับผิดชอบกับชีวิตของตัวเองและชีวิตในครรภ์ได้ และในกรณีของการถูกข่มขืน แต่ควรทำแท้งให้เสร็จสิ้นในช่วง 6 สัปดาห์แรก หรือการถูกข่มขืนอาจมีหลายเหตุผลที่ผู้ถูกข่มขืนอาจไม่สามารถเข้าแจ้งความหรือทำแท้งได้ในช่วงเวลา 6 สัปดาห์แรก ก็ควรอนุโลมให้ทำแท้งพร้อมทั้งเอาผิดกับผู้ก่อเหตุข่มขืนด้วย

ส่วนการทำแท้งในกรณีที่เป็นการตั้งครรภ์ที่อาจมีปัญหาทางด้านสังคมอื่นๆ เช่น ขาดการยอมรับของผู้เกี่ยวข้อง อาทิ ชายที่ทำให้ตั้งครรภ์ปฏิเสธความรับผิดชอบ ครอบครัวของหญิงตั้งครรภ์ไม่ให้การยอมรับ หรือหญิงตั้งครรภ์มีสถานะทางสังคมไม่เหมาะสมสำหรับการตั้งครรภ์ (เช่น ยังอยู่ในระหว่างการศึกษา) ผู้เขียนเห็นว่าด้วยเหตุผลต่างๆ เหล่านี้ไม่เพียงพอในการใช้ละเมิดชีวิตในครรภ์ หญิงตั้งครรภ์ในฐานะของผู้รับผิดชอบในลำดับแรก มีหน้าที่จะต้องรับผิดชอบต่อชีวิตในครรภ์อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เช่นเดียวกับความรับผิดชอบที่บุคคลผู้มีวุฒิภาวะโดยสมบูรณ์จะต้องมีต่อสิ่งต่างๆ ที่ตนเองได้กระทำลงไป รวมถึงเงื่อนไขทางเศรษฐกิจก็เช่นเดียวกัน เพียงแต่กรณีต่างๆ เหล่านี้ต้องมีมาตรการช่วยเหลือหรือเป็นทางเลือกควบคู่ไปกับความรับผิดชอบของหญิงตั้งครรภ์ เช่น เอาผิดกับชายตั้งครรภ์ที่ปฏิเสธความรับผิดชอบ และมีการบังคับให้ทำหน้าที่ส่งเสียเลี้ยงดูทารกเป็นค่าปรับหากปฏิเสธความรับผิดชอบตลอดจนกว่าจะบรรลุนิติภาวะ หรือลงโทษในความผิดทางอาญาอื่นตามความเหมาะสม นอกจากนี้จะต้องมีการอุดหนุนให้กับผู้มีบุตรโดยรัฐบาลอย่างครอบคลุมและอย่างเป็นระบบ รวมถึงการจัดการสนันสนุนทางเลือกอื่นๆ ให้กับการตั้งครรภ์ไม่พึงประสงค์ด้วย อาทิเช่น การมีบ้านพักชั่วคราวให้กับหญิงตั้งครรภ์เพื่อหลีกเลี่ยงความอับอายและปัญหาการไม่ยอมรับจากสังคมที่อาจเกิดจากการตั้งครรภ์ และการหาครอบครัวอุปถัมภ์ให้กับทารกภายหลังการคลอดหากหญิงตั้งครรภ์ต้องการด้วย

สรุป

จากการพิจารณาข้ออ้างเหตุผลต่างๆ ในเรื่องการทำแท้ง ผู้เขียนมีความเห็นด้วยกับการทำแท้งในกรณีที่ชีวิตในครรภ์ยังไม่เกิน 6 สัปดาห์ (หากผู้ตั้งครรภ์มีปัญหาตั้งครรภ์ไม่พึงประสงค์ตามสภาพปัญหาที่มีความจำเป็นจริงๆ ตามเงื่อนไขที่กล่าวไปแล้ว) แต่หากเกิน 6 สัปดาห์ไปแล้วควรพิจารณาเป็นรายกรณีไป โดยจะต้องเป็นการพิจารณาทั้งสิทธิของหญิงตั้งครรภ์และชีวิตในครรภ์ไปพร้อมๆ กัน การทำแท้งจะสามารถทำได้ก็ต่อเมื่อชีวิตในครรภ์ได้ละเมิดสิทธิของหญิงตั้งครรภ์อย่างร้ายแรงเท่านั้น เช่น ก่อให้เกิดปัญหาทางด้านสุขภาพหรืออาจทำให้เสียชีวิต แต่หากเป็นเหตุผลในด้านสังคมและเศรษฐกิจก็ควรพิจารณาว่าหญิงตั้งครรภ์ควรแสดงความรับผิดชอบพิเศษในกรณีใดบ้างอีกทีหนึ่ง กรณีที่ผู้เขียนเห็นว่าหญิงตั้งครรภ์ไม่ต้องแสดงความรับผิดชอบพิเศษแก่ชีวิตในครรภ์ คือ กรณีที่ชีวิตในครรภ์มีความผิดปรกติ กรณีการตั้งครรภ์ในเยาวชน และกรณีการตั้งครรภ์จากการถูกล่วงละเมิดทางเพศ ส่วนกรณีอื่นๆ นอกเหนือจากนี้ หญิงตั้งครรภ์และผู้เกี่ยวข้องต้องแสดงความรับผิดชอบพิเศษแก่ชีวิตในครรภ์อย่างปฎิเสธไม่ได้ ภายใต้การเยียวยาและการเสนอทางเลือกอื่นๆ โดยรัฐ

ผู้เขียนเห็นว่าปัญหาเรื่องการทำแท้งเป็นเรื่องสำคัญ ฝ่ายต่างๆ ที่เกี่ยวข้องจึงไม่ควรมองปัญหาเรื่องนี้จากข้ออ้างเหตุผลของจุดยืนแบบใดแบบเดียว หรือโดยปราศจากการตรวจสอบซักค้านกับข้ออ้างเหตุผลอื่นๆ รวมถึงการให้การศึกษาเรื่องจริยธรรมทางเพศอย่างเหมาะสม ที่ต้องถือว่าเป็นเรื่องจำเป็นต่อการเตรียมพร้อมความรับผิดชอบให้กับชายและหญิงก่อนที่จะเกิดปัญหาการตั้งครรภ์ไม่พึงประสงค์ เพื่อให้เป็นการจัดการกับปัญหาการทำแท้งอย่างยั่งยืนมากที่สุดด้วย

ปล.ขออุทิศข้อเขียนนี้ให้กับชีวิตในครรภ์ที่ถูกทำลายไปกว่า 2,000 ชีวิตที่วัดไผ่เงินครับ

______________________________________________________

ข้อมูลอ้างอิง

1. James E. White, eds., Contemporary moral problems, 9th ed., (Belmont CA.: Thomson Wadsworth, 2009)
2. ชัชชัย คุ้มทวีพร, จริยศาสตร์: ทฤษฎีและการวิเคราะห์ปัญหาจริยธรรม, พิมพ์ครั้งที่ 3, (กรุงเทพฯ: นำทองการพิมพ์, 2548).
3. ชัชชัย คุ้มทวีพร, จริยศาสตร์: ทฤษฎีและการวิเคราะห์ปัญหาจริยธรรม, พิมพ์ครั้งที่ 3, อ้างแล้ว, หน้า 173.
4. โปรดดู John T. Noonan, An almost absolute value in history, In James E. White, eds., Contemporary moral problems, 9th ed., Ibid., pp. 98-103.
5. Don Marquis, In James E. White, eds., Contemporary moral problems, 9th ed., Ibid., pp. 131-142.
6. Mary Anne Warren, On moral and legal status of abortion, In James E. White, eds., Contemporary moral problems, 9th ed., Ibid., p. 118.
7. อ้างถึงใน ชัชชัย คุ้มทวีพร, จริยศาสตร์: ทฤษฎีและการวิเคราะห์ปัญหาจริยธรรม, พิมพ์ครั้งที่ 3, อ้างแล้ว, หน้า 195.


Create Date : 12 ธันวาคม 2553
Last Update : 27 พฤศจิกายน 2557 16:34:53 น. 23 comments
Counter : 13417 Pageviews.

 
เห็นด้วยกับผู้เขียนและข้อมูลทั้งทางวิชาการและจริยธรรม ค่ะ


โดย: มินทิวา วันที่: 12 ธันวาคม 2553 เวลา:4:27:04 น.  

 
เม้นๆ เราว่าถ้าไม่อยากท้องก็น่าจะป้องกันนะดีกว่าจะมาทำแท้ง ไม่สงสารเด็กมันบางหรอ เค้าไม่รู้เรื่องอะไรด้วยเลยเป็นเรื่องของพ่อแม่ทั้งนั้น


โดย: yui IP: 58.10.217.111 วันที่: 14 ธันวาคม 2553 เวลา:21:32:19 น.  

 
เนื้อหาดีคะ


โดย: เนย IP: 10.0.160.236, 202.29.39.1 วันที่: 10 มกราคม 2554 เวลา:23:19:42 น.  

 
ขอใช้บทความ ในการเขียนรายงานหน่อยนะคะ

ขอบคุณล่วงหน้าค่ะ


โดย: nickchez IP: 202.28.27.2 วันที่: 19 มกราคม 2554 เวลา:16:56:27 น.  

 
ยินดีอย่างยิ่งครับ


โดย: dreamingbutterfly วันที่: 20 มกราคม 2554 เวลา:10:45:33 น.  

 
เนิ้อหาดีคับ


โดย: kornnnn IP: 110.171.36.221 วันที่: 12 กุมภาพันธ์ 2554 เวลา:14:18:30 น.  

 
ไม่สงสารเด็กมันบางหรอ


โดย: meen IP: 10.0.2.216, 110.164.64.186 วันที่: 14 กุมภาพันธ์ 2554 เวลา:15:11:58 น.  

 
ก่อนจะเข้าก็คิดถึงตอนออกบ้างสิ จะได้ไม่ทำให้เด็กมันเดือดร้อน


โดย: เนย IP: 203.114.103.242 วันที่: 30 มิถุนายน 2554 เวลา:14:02:48 น.  

 
แล้วทำให้เขาเกิดมาทำไหม


โดย: กิีก IP: 110.164.204.9 วันที่: 3 กรกฎาคม 2554 เวลา:10:49:37 น.  

 
ขอใช้อ้างอิงทำการบ้านนะค้าบ ขอบคุณค้าบ


โดย: DP IP: 65.49.68.151 วันที่: 10 กันยายน 2554 เวลา:15:44:11 น.  

 
จากบทความข้างต้น มีความเห็นด้วยอย่างยิ่งว่า การที่หญิงตั้งครรภ์นั้นต้องรู้ถึงบทบาท เศรษฐกิจ สังคมของตน ว่าเป็นอย่างไร และด้วยสังคมปัจจุบันที่มีการเผยแพร่ความรู้ทางด้านการตั้งครรภ์ให้ทราบอย่างทั่วถึงอยู่แล้ว เหตุผลที่จะมาอ้างว่าไม่รู้ หรือรู้เท่าไม่ถึงการ จะใช้ไม่ได้ด้วยซ้ำ ถึงแม้ว่าเด็กที่อยู่ในท้อง จะยังไม่เป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์ และกฎหมายก็ยังไม่ได้คุ้มครองแม้แต่มาตราเดียวก็ตาม สิ่งที่ควรนึกอยู่เสมอว่า การที่จะทำแท้ง ทั้งๆที่ไม่ได้เป็นอันตรายต่อตนนั้น ก็เท่ากับการฆ่าชีวิตหนึ่งชีวิต เพราะส่วนประกอบของเด็กต้องมีอวัยวะในร่างกายของเขาเองอยู่แล้ว โดยเฉพาะสังคมของไทย เป็นสังคมที่มีความเมตตาต่อสิ่งมีชีวิต เมื่อมีเหตุการณ์เหล่านี้ขึ้น ย่อมมองว่าเป็นเรื่องที่รับไม่ได้ เป็นเรื่องที่โหดร้ายเกินไป โดยเฉพาะบางพื้นที่นั้น บุคคลรอบข้างหรือรู้จักกันก็ตาม ถ้าเขาเหล่านั้นรู้ว่าไปทำแท้งมา ตามธรรมเนียม ยังไม่มีใครถามอะไร ว่าเป็นอะไร ทำไมถึงทำแท้งมา แต่จะเกิดอาการ นินทา รังเกียจ และถูกสายตาประชดชันด้วยซ้ำ ทำให้คนที่ทำแท้งต้องอยู่ด้วยสายตาที่ดูถูกเขาตลอดเวลา ฉะนั้นการทำแท้งที่เป็นการตั้งครรภ์จากความไม่พึงประสงค์ ยังเป้นการขาดคุณธรรมในตัวของมนุษย์อย่างี้ายแร โดยเฉพาะบุคคลที่กำลังจะขึ้นชื่อว่าเป็นแม่ แต่กลับฆ่าลูกของตนเองอย่างนั้นหรือ


โดย: mukhmolum IP: 192.168.1.84, 182.53.117.26 วันที่: 20 กุมภาพันธ์ 2555 เวลา:1:20:12 น.  

 
ข้อมูลดีมากครับ ขอเอาข้อมูลไปใช้ในการทำรายงานเรื่องการทำแท้งด้วยนะครับ พอดีได้หัวข้อ เรื่องของการทำแท้ง


ขอไว้อาลัยให้ชีวิตทั้ง 2000 ชีวิต


โดย: x-ray IP: 172.16.1.69, 58.11.99.31 วันที่: 20 กุมภาพันธ์ 2555 เวลา:23:18:05 น.  

 
ถ้าเป็นประโยชน์ ก็ยินดีอย่างยิ่งครับ


โดย: dreamingbutterfly วันที่: 22 กุมภาพันธ์ 2555 เวลา:16:14:35 น.  

 
ขอบคุณสำหรับเนื้อหานะคะ ขอนำข้อมูลไปทำpaperด้วยค่ะ


โดย: evalika IP: 101.109.227.10 วันที่: 11 สิงหาคม 2555 เวลา:22:13:52 น.  

 
ขอบคุณค่ะ =')


โดย: พลอย IP: 203.131.215.154 วันที่: 10 กันยายน 2555 เวลา:21:58:42 น.  

 
หากผู้เป็นแม่ทำแท้งฆ่าลูกตัวเองได้ลงคอ ต่อไปเค้าก้อจะกล้่าทำสิ่งที่ผิดอีก โดยไม่ละอายใจ ทางพระพุทธศาสนาเชื่อกันว่า เด็กมีจิตวิญญาณกว่าเขาจะมาเกิดเป็นมนุษย์ จะต้องทำกรรมดีมามากมาย. หากถูกขัดขวางไม่ให้เกิดมา. ดวงจิตนี้ก็จะกลายเป็นเเรงกรรม ที่ติดตามแม่ผู้นั้นไป preconvent level.

ขอบคุณข้อมูลดีๆน้าค่ะ :D


โดย: Chatchada IP: 124.121.97.181 วันที่: 5 ตุลาคม 2555 เวลา:15:05:22 น.  

 
ขอบคุณสำหรับข้อมูลนะคะ

สำหรับคอมม้นอื่นๆ ดิฉันอ่านแล้วรู้สึกว่า การตั้งคำถาม ควรพยายามหาคำตอบด้วย เช่น บอกว่าไม่สงสารเด็ก แต่คนที่อ่านอาจจะไม่เข้าใจความรู้สึกของคนทำจริงๆ จริงอยู่บางคนทำแท้งเพราะตัวเองยังไม่พร้อม แต่ก็ต้องมีกรณีที่คนทำทำเพราะเหตุสุดวิสัย(นอกเหนือสองอันนั้น)จริงๆ ซึ่งท่านอาจจะไม่รู้ และอาจจะจินตนาการไม่ถึง
ส่วนที่บอกว่าทำไมไม่ป้องกัน บางทีการป้องกันก็อาจจะพลาดได้(เช่น อุปกรณ์ชำรุด) บางคนบอกว่านี่เป็นข้ออ้าง
แต่มันก็เป็นเหตุผลที่จะตอบคำถามของคนบางคนที่คิดตื้นๆและใช้ตรรกะแบบเดียวตัดสินคนทุกคน
ดิฉันรู้ว่าสังคมไทยเป็นสังคมพุทธ ทำแบบนี้เป็นบาป ในทางความเป็นจริง ชีวิตไม่ได้เป็นรูปแบบเดียว มีเหตุจึงมีผลเราควรจะรู้ให้แน่ใจก่อน และถึงรู้แน่ชัดแล้ว ก็ไม่ควรนินทา เพราะสุดท้ายการนินทาก็ไม่ใช่วิสัยชาวพุทธทีดีอยู่ดี ศาสนาพุทธและศาสนาที่สอนให้ใช้เหตุผลมากที่สุด ไม่ใช่อ้างนี่อ้างนู่น ว่าผิดประเพณี ซึ่งบางครั้งไม่สามาารถใช้ได้ในทางกฏหมาย
มีอีกคำถามนึงที่ถามว่าทำไมผู้หญิงไม่ยับยั้งชั่งใจ
เค้าบอกว่า อำนาจในการมีเพศสัมพันธ์ส่วนมากขึ้นอยู่กับฝ่ายชาย แต่เขาจะไม่ต้องแบกรับภาระหลังจากนั้น ดูจากการทำแท้งที่ว่าด้วยตัวแม่และทารกอย่างเดียว ว่าทั้งสอง ใครมีสิทธิมากกว่าและดูจากอะไร ดิฉันจึงอยากให้นำตัวพ่อเข้ามาพิจารณาด้วย จะได้เท่าเทียมกัน และรู้สึกเหมือนกันว่าการปล่อยให้ทำแท้งแบบเสรีเป็นเรื่องไม่ควร
แต่ก็ต้องสามารทพิจารณาเป็นกรณีไป และหากไม่ร้ายแรงจริง ไมให้ทำ รัฐบาลก็ควรช่วยเหลือทั้งแม่และทารกในครรภ์เหล่านั้น เพราะถ้าไม่ช่วยก็จะเกิดปัญหาอีก เช่นทำแท้งเถื่อน ไม่ดูแลเด็ก ก่อให้เกิดปัญหาสังคมต่อไป
รัฐบาลควรเสนอทางออกเล็กๆให้
ดิฉันไม่ได้เห็นด้วยกับฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง ดิฉันสงสารทารกที่มีโอกาสเกิด และฝ่ายแม่ก็มีเหตุจำเป็น พวกเขาสามารถอ้างสิทธิของตัวเอง
ดิฉันเป็ชาวพุทธ และก็กลัวบาป ไม่ใช่ว่าดิฉันบอกให้ทำแท้งได้ แล้วจะเป็นพวกไม่เข้าถึงธรรมะ บางครั้งอะไรต่างๆก็ไม่ได้ตรงกับตรรกะของเรา ปล่อยวาง เพราะคนอื่นเขาสามารถรับผลกระทำของตัวเองได้ และจะบาปหรืออะไรก็ขึ้นอยู่กับเจตนาของผู้กระทำเอง
นี่คือตรรกะที่ดิฉันคิดในตอนนี้ มันไม่ถูกแต่ก็คงไม่ผิด มันเป็นความคิดเห็น มีใครอยากเสริมหรือโต้แย้งก็เชิญนะคะ ดิฉันก็อยากรู้ว่าควรคิดมุมอื่นหรือไม่


โดย: นักเรียน IP: 124.120.155.241 วันที่: 13 ธันวาคม 2555 เวลา:23:59:08 น.  

 
ขอแลกเปลี่ยนด้วยคนครับ

สิ่งที่ผมเห็นด้วยก็คือ ปัญหาการทำแท้งไม่ใช่ปัญหาของผู้หญิงที่ทำเพียงอย่างเดียว บางครั้งปัญหามันอาจหนักหนากว่าที่เราจะคาดคิดก็ได้ เราควรเผื่อใจไว้ให้เขาในเรื่องนี้ซักหน่อยครับ แต่ผมก็เข้าใจว่าการทำแท้งผู้เป็นแม่มีความรับผิดชอบพิเศษโดยตรงที่ต้องรับผิดรับชอบเป็นด่านแรกไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น เพราะฉะนั้นไปประณามเขาฝ่ายเดียวก็ไม่ควรครับ ยิ่งเอาบาปบุญคุณโทษ เอาผีมาอ้างแบบพวกจิตสัมผัสนี่ ผมว่ามันโหดร้ายและเลือดเย็นมากๆ ครับ

ส่วนสิ่งที่ไม่เห็นด้วย ผมไม่เห็นด้วยกับพวกนักสิทธิสตรีบางพวกที่อ้างแต่เรื่องสิทธิในการทำแท้งของผู้หญิง โดยไม่ดูเลยว่าปัญหาการทำแท้งมันเกี่ยวพันกับสิทธิของทารกในครรภ์ด้วย

ทำแท้งผิดหรือไม่ผิดไม่ใช่เรื่องที่มีคำตอบสำเร็จรูป แต่ต้องพิจารณาจากหลายมุม คำนึงถึงเหตุปัจจัยที่เกี่ยวข้องทั้งหมดด้วยมากกว่าครับ


โดย: 666 IP: 110.164.187.220 วันที่: 14 ธันวาคม 2555 เวลา:13:04:03 น.  

 
ขอใช้ข้อมูลอ้างอิงในการทำรายงานนะคะ


โดย: เตย IP: 119.46.191.20 วันที่: 26 สิงหาคม 2556 เวลา:22:24:44 น.  

 
อย่าทำแท้งเด็ดขาด จะบาปมากเลยครับ วิญญาณ ไม่ยอมอโหสิกรรมให้เด็ดขาด จะมีโรคภัยมาเบียดเบียนตลอดเลย
ขอให้น้องทุกคนจงรับรู้ไว้ เรื่องวิญญาณเด็กมีจริงครับ
ผมเคยพาแฟนไปทำแท้งเมื่อ 20 ปีก่อน วิญญาณเด็กเล่นงานผมไม่ยอมปล่อยเลย ผมทรมาณมาก อยากทำบุญอุทิศให้ ทำมาก็มากแต่ก็ยังไม่ได้ผลเลย


โดย: อรุโนทัย IP: 58.11.102.49 วันที่: 29 สิงหาคม 2556 เวลา:23:36:10 น.  

 
ถ้าสงสัยว่าจะแท้งไม่สมบรูณ์ ดิฉั้นมีข้อความมาให้อ่านนะค่ะ
การทำแท้งที่สำเร็จและสมบูรณ์เป็นอย่างไร และ เราจะทราบได้อย่างไร

การทำแท้งที่สมบูรณ์หมายถึงการที่ร่างกายได้ขับส่วนต่างๆของครรภ์ (เลือด, เนื้อเยื่อ, ตัวอ่อน) ออกไปแล้ว และไม่จำเป็นต้องมีการใช้เครื่องมืออีก (เช่น การดูด) ทางเดียวที่จะรู้ได้ว่าเราแท้งอย่างสมบูรณ์แล้วคือการทำอุลตร้าซาวด์ 10 วันหลังจากใช้ยาแล้ว คุณไม่ควรมีอาการปวดอย่างรุนแรง การตกเลือดอย่างหนักเป็นเวลานาน หรือเป็นไข้ คุณจะมีเลือดออกต่อไปอีกในระยะเวลาประมาณ 1-3 อาทิตย์

ข้อมูลทางการแพทย์เพิ่มเติม:

ผู้หญิงที่ทำแท้งด้วยยาอย่างสมบูรณ์จะมีเลือดออกทางช่องคลอด จำนวนวันที่ผู้หญิงจะมีเลือดออกแตกต่างไปในแต่ละการศึกษา แต่มีความเป็นไปได้ที่ผู้หญิงจะมีเลือดออกอยู่ประมาณ 1-3 สัปดาห์ 26
ผู้หญิงอีกหลายๆคนอาจจะรู้ตัวว่าการแท้งได้เกิดขึ้นโดยสมบูรณ์แล้ว แต่เราขอแนะนำว่าควรจะทำอุลตร้าซาวด์เพื่อให้มั่นใจว่าการทำแท้งเสร็จสมบูรณ์แล้วจริงๆ การศึกษาแสดงให้เห็นว่าผู้หญิงมักจะสามารถบอกได้ว่าตนเกิดการแท้งอย่างสมบูรณ์หรือไม่โดยไม่ต้องทำอุลตร้าซาวด์ หรือรับการตรวจจากหมอ แต่ผู้หญิงไม่อาจมั่นใจได้อย่างชัดเจนว่าได้แท้งแล้วจริงๆ นอกจากได้ตรวจหรือทำอุลตร้าซาวด์ ซึ่งควรจะทำในระยะ 10 วันหลังจากใช้ไมเฟพริสโตน เนื่องจากร้อยละ 80 ของการทำแท้งจะสมบูรณ์หลังจาก 5 วันผ่านไป 55 อุลตร้าซาวด์จะทำให้มั่นใจได้ว่าเนื้อเยื่อและส่วนต่างๆของครรภ์ได้ออกจากร่างกายของผู้หญิงไปจนหมดแล้ว

ผู้หญิงที่มีการแท้งอย่างสมบูรณ์ไม่ควรมีอาการของการแท้งไม่สมบูรณ์ เช่น การปวดท้องอย่างหนัก การตกเลือดมากเป็นเวลานาน หรือ ใข้


โดย: jutarut IP: 171.101.16.160 วันที่: 10 ตุลาคม 2556 เวลา:15:41:42 น.  

 
เพิ่งเห็นข้อความที่เขียนถึงผมนะครับ ผมอ่านแล้วไม่สบายใจเลย คิดว่ามีความเข้าใจผิดบางประการ อาจเป็นเพราะผมเขียนไม่ชัดเจนพอ ขอแลกเปลี่ยนเพิ่มเติมอีกหน่อย (ไม่รู้ว่าจะได้เข้ามาอ่านมั้ย)

คืออย่างนี้ครับ เรื่อง 6 สัปดาห์มีคนเสนอไว้ (เป็นนักปรัชญาฝรั่ง) ซึ่งผมเห็นด้วยสำหรับกรณีที่จำเป็นต้องทำจริงๆ เช่น

"กรณีมารดามีปัญหาสุขภาพ, ทารกไม่สมบูรณ์, มีความเสี่ยงต่อชีวิตและสุขภาพของผู้เป็นแม่, ตั้งครรภ์จากการถูกข่มขืน หรือเงิ่อนไขทางสังคมที่จำเป็นอื่นๆ"

คือกรณีพวกนี้ทั้งแม่และเด็กมีความจำเป็นจริงๆ ที่จะต้องทำแท้งครับ ถ้าจำเป็นก็รีบทำอย่าให้เลย 6 สัปดาห์ เพราะจะไปสร้างความเจ็บปวดให้เด็กได้แล้ว พอเลย 6 สัปดาห์แล้วนี่ต้องคิดอีกเกณฑ์ หรือต้องไตร่ตรงมากขึ้นเป็นรายกรณีไปอีก ว่าจำเป็นจริงๆ หรือไม่ เป็นทางเลือกเดียวที่เลือกได้หรือไม่ในการละเมิดชีวิตเด็ก

และถ้าเป็นไปตามนี้ ทำแท้งในช่วง 6 เดือน ด้วยความจำเป็นยังผิดอยู่มั้ย ผมเห็นว่าถ้ามันมีความจำเป็นจริงๆ ตามตัวอย่างที่พูดถึง เราควรเห็นใจเขานะครับ อย่าเอาสิ่งเหนือธรรมชาติ น่าหวาดกลัวไปทำร้ายซ้ำเติมเขาเลยครับ เขาท้องหาทางออกไม่ได้จนต้องไปทำแท้ง เรายังจะไปซ้ำเติมเขาอีก ผมว่ามันโหดร้ายเกินไป ไปสร้างเวรสร้างกรรมให้กับขีวิตเขาเกินไปนะครับ พระไพศาล วิสาโล ท่านยังเคยบอกว่า (ขอโทษหากอ้างอิงผิด) ถ้าปล่อยให้คลอดออกมา เด็กพิการ แม่พิการ แม่เสียชีวิต มีปัญหาทางสังคมอย่างร้ายแรงตามมา เราไปข่มขู่เขาในเรื่องทำแท้ง เท่ากับไปสร้างเวรสร้างกรรมซ้ำเติมให้กับชีวิตเขาเปล่าๆ ครับ คนดีๆ ไม่มีปัญหา ไม่มีใครเขาอยากจะไปทำแท้งหรอกครับ เราเห็นอกเห็นใจเพื่อนมนุษย์อีกนิดน่าจะดีกว่าครับ

ผมยังยืนยัน ทำแท้งเป็นสิ่งที่ไม่ดี และควรหลีกเลี่ยง แต่กรณีที่จำเป็นจริงๆ ที่ต้องทำไปเพื่อปกป้องชีวิตแม่ รวมถึงชีวิตเด็กเอง ทำอย่างไรจึงจะเหมาะสมที่สุด เห็นอกเห็นใจและช่วยเยียวยาเพื่อนมนุษย์ได้มากกว่า อันนี้คือประเด็นของผมครับ


โดย: dreamingbutterfly วันที่: 19 สิงหาคม 2557 เวลา:1:17:34 น.  

 
"ถ้าคุณอายุครรภ์น้อยกว่า 9 สัปดาห์ ต้องการยุติการตั้งครรภ์อย่างปลอดภัย ขอให้ติดต่อ womenhelp.org" ค่ะ


โดย: ปุยฝ้าย IP: 125.24.70.106 วันที่: 4 กันยายน 2559 เวลา:11:25:49 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ

dreamingbutterfly
Location :
นนทบุรี Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 22 คน [?]




"Zhuang Zhou dream that he was a butterfly. Suddenly he awoke, and was himself again. He did not know whether he dreaming that he was a butterfly, or a butterfly dreaming that it was him."

บันทึกบอกเล่าความคิด ความรู้สึก และมุมมอง ต่อเรื่องราวต่างๆ ในทัศนะของผมครับ

!!!Update Every Week!!!


Woratep Wongsuppakan | Create Your Badge

: Users Online

free counters

Google

New Comments
Group Blog
 
<<
ธันวาคม 2553
 1234
567891011
12131415161718
19202122232425
262728293031 
 
12 ธันวาคม 2553
 
All Blogs
 
Friends' blogs
[Add dreamingbutterfly's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.