ถ้าเป็นไปได้กรุณาเขียนข้อความเล็กน้อยทิ้งไว้ จะทำให้เจ้าของบล๊อกดีใจมากๆ เลยครับ
ดนตรี: ตำนานเพลงเพื่อชีวิต ฉบับย่อ – การผ่านพ้นของบทเพลงไทยที่ไม่ไร้สาระ (1)


เพลงแสงดาวแห่งศรัทธา เนื้อร้องทำนองโดย จิตรภูมิศักดิ์ ขับร้องโดย เพ็ญศรี พุ่มชูศรี


เดือนตุลาคมของทุกปีจะเป็นเดือนที่มีสถานะพิเศษในสังคมไทยนะครับ เพราะมีเหตุการณ์ที่สั่นสะเทือนสังคมไทยอย่างสุดขั้วเกิดขึ้นหลายครั้งหลายครา อาทิ เหตุการณ์วันที่ 14 ตุลาคม พ.ศ.2516 และ 6 ตุลาคม พ.ศ. 2519 บทเพลงชนิดหนึ่งที่ถูกนำมาใช้ในช่วงเวลาของเดือนนี้ และมีความเกี่ยวเนื่องผูกพันกับเดือนพิเศษเดือนนี้ คือ “เพลงเพื่อชีวิต” ครับ เนื่องจากผมเคยจัดงานเสวนาเกี่ยวกับเพลงเพื่อชีวิตที่มหาวิทยาลัยรังสิต เมื่อประมาณ 2 ปีก่อน เลยมีข้อมูลเกี่ยวกับเรื่องเพลงชนิดนี้อยู่จำนวนหนึ่ง วันนี้จะนำตำนานเรื่องเล่าเกี่ยวกับเพลงชนิดนี้มานำเสนอถ่ายทอดอีกทีหนึ่งครับ (1)

ผมอยากจะแบ่งเพลงเพื่อชีวิตออกเป็น 4 ยุคสมัยที่สำคัญๆ ดังนี้นะครับ คือ

1. ยุคเพลงชีวิต
2. ยุคเพลงเพื่อชีวิต
3. ยุคเพลงปฏิวัติ
4. ยุคธุรกิจเพลงเพื่อชีวิต


โดยจะแบ่งการเล่าเรื่องเป็น 2 ตอน คือ ในสัปดาห์นี้จะพูดถึงใน 2 ยุคแรกก่อนครับ


ครูไพบูลย์ บุตรขัน และ ครูคำรณ สัมบุณณานนท์


1. ยุคเพลงชีวิต

เพลงเพื่อชีวิต จริงๆ แล้วไม่ใช่ชื่อของแนวเพลงนะครับ (ไม่เหมือนกับเพลงร็อค แร็บ หรือป๊อบ) แต่เป็นการจัดประเภทของเพลงไทยตามลักษณะของเนื้อหา จริงๆ แล้ว คำว่า “เพลงเพื่อชีวิต” มีที่มาจากหนังสือของ จิตร ภูมิศักดิ์ ชื่อ “ศิลปะเพื่อชีวิต ศิลปะเพื่อประชาชน” (นักคิดนักเขียนฝ่ายก้าวหน้า ที่มีอิทธิพลต่อนิสิตนักศึกษาในยุคสมัยนั้น) จิตรเสนอว่า ศิลปะควรทำหน้าที่เพื่อรับใช้ประชาชน มากกว่านำเสนอเรื่องราวประโลมโลกย์

จากแนวคิดดังกล่าวทำให้ศิลปินจำนวนหนึ่งเลือกที่จะนำเสนอบทเพลงที่มีเนื้อหาจริงจัง ต่างจากเพลงรักที่พบหาได้กราดเกลื่อนในทุกยุคทุกสมัย ศิลปินไทยในอดีตที่นำเสนอบทเพลงในลักษณะนี้ คือ แสงนภา บุญราศรี, เสน่ห์ โกมารชุน, ไพบูลย์ บุตรขัน และคำรณ สัมบุณณานนท์ (ช่วงประมาณปี 2480-2500) ซึ่งในขณะนั้นเรียกเพลงที่สะท้อนความยากลำบากของผู้คน และความไม่เป็นธรรมทางสังคมต่างๆ ว่า “เพลงชีวิต” เพลงที่เป็นที่รู้จักกันดีในช่วงเวลานี้ ได้แก่ คนปาดตาล (แสงนภา บุญราศรี), ผู้แทนควายและสามล้อแค้น (เสน่ห์ โกมารชุน), กลิ่นโคลนสาบควายและค่าน้ำนม (ไพบูลย์ บุตรขัน), รอยไถและมนต์การเมือง (คำรณ สัมบุณณานนท์) เป็นต้น


เพลงสามล้อแค้น เพลงที่สะท้อนชีวิตของคนถีบสามล้อด้วยอารมณ์ขำปนขื่น ที่ในสมัยนั้นถูกจอมพล ป. พิบูลสงคราม สั่งห้ามเข้ามาวิ่งในเขตพระนคร


ในยุคของเพลงชีวิต ครูเพลงแต่ละท่านต่างถูกกดดันคุกคามจากอำนาจรัฐอยู่เนืองๆ มีการข่มขู่การเรียกให้เข้าไปพบในหลายๆ กรณี จนกระทั่งถึงยุคของจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ และ จอมพลถนอม กิตติขจร ซึ่งเป็นยุคของเผด็จการ (ช่วงประมาณปี 2500-2516) มีการปราบปรามอุดมการณ์ในแบบของฝ่ายซ้าย (อุดมการณ์ของระบอบสังคมนิยม) นักคิดนักเขียนที่มีอุดมการณ์จำนวนมากถูกจับกุมคุมขัง เพลงชีวิตกลายเป็นเพลงต้องห้าม และไม่สามารถเผยแพร่ออกอากาศได้เลย เพลงที่เฟื่องฟูในยุคนั้นคือเพลงปลุกใจให้รักชาติ หรือเพลงที่มีวัตถุประสงค์เพื่อความบันเทิงเริงรมย์อย่างเพลงลูกทุ่งและลูกกรุงเป็นหลัก


2. ยุคเพลงเพื่อชีวิต


วงคาราวาน


ยุคสมัยเฟื่องฟูของเพลงเพื่อชีวิตอย่างสูงสุด คือยุคที่มีจิตร ภูมิศักดิ์เป็นต้นทางของเพลงชนิดนี้อย่างแท้จริง ในขณะนั้นจิตรถูกคุมขังอยู่ในคุก ด้วยการยัดเยียดคดีกระทำการเป็นคอมมิวนิสต์ (มาตรา 17) จิตรนำเสนอแนวคิดการทำงานศิลปะเพื่อชีวิตที่มีเนื้อหาปลุกเร้าให้เกิดการต่อสู้เพื่อชีวิตที่ดีกว่าของประชาชน งานเขียน บทกวี และบทเพลง จำนวนมากมายได้รับแรงบันดาลใจจากจิตร ก่อให้เกิดความคิดที่ก้าวหน้าในกลุ่มนิสิตนักศึกษาและประชาชน จนกระทั่งการเกิดเหตุการณ์การเรียกร้องรัฐธรรมนูญในวันที่ 14 ตุลาคม พ.ศ.2516 ในที่สุดด้วย บทเพลงที่มีชื่อเสียงที่นำบทกวีของจิตรไปใส่ทำนองได้แก่ แสงดาวแห่งศรัทธา และ เปิบข้าว เป็นต้น

ในยุคหลังเหตุการณ์ 14 ตุลาฯ เป็นยุคสมัยที่เพลงเพื่อชีวิตเฟื่องฟูอย่างสุดขีด เนื่องจากเหตุการณ์ดังกล่าวสามารถโค่นล้มเผด็จการอย่างจอมพลถนอมลงไปได้ และดูเหมือนกับว่าประเทศไทยจะมีความเป็นประชาธิปไตยมากขึ้น เพลงเพื่อชีวิตในยุคนี้จึงมีลักษณะเป็นเพลงที่ปลุกเร้าสร้างขวัญกำลังใจให้กับมวลชนให้มีกำลังใจที่จะต่อสู้เพื่อสังคมที่ดีกว่า อาทิเช่น เพลงสู้ไม่ถอย (เสกสรรค์ ประเสริฐกุล) เพลงมาร์ชที่ใช้สร้างความฮึกเหิมให้กับมวลชนในการเข้าร่วมการชุมนุม ดังที่มีเนื้อร้องว่า

“สู้เข้าไปอย่าได้ถอย มวลชนคอยเอาใจช่วยอยู่
รวมพลังทำลายเหล่าศัตรู พวกเราสู้เพื่อความยุติธรรม
เราเดินเคียงบ่าเคียงไหล่ สู้ต่อไปด้วยใจมุ่งมั่น
เขาจะฟาดเขาจะฟัน เราไม่พรั่นพวกเราสู้ตาย
สู้เข้าไปอย่าได้หนี เพื่อเสรีภาพอันยิ่งใหญ่
รวมพลังผองเราเหล่าชาวไทย สู้เข้าไปพวกเราเสรีชน”

อีกเพลงหนึ่งที่เกิดในช่วงเวลาไล่เลี่ยกันคือเพลง “สานแสงทอง” โดย สุรชัย จันทิมาทร ที่นำเอาเพลง Find the cost of freedom ของวงดนตรี Crosby, Still, Nash & Young มาใส่เนื้อร้องในภาษาไทย ภายหลังสุรชัยร่วมกับ วีระศักดิ์ สุนทรศรี ซึ่งเป็นเพื่อนนักเขียนโดยใช้ชื่อ "ท.เสนและสัญจร" และภายหลังได้รวมกันกับวงบังคลาเทศแบนด์ที่มี ทองกราน ทานา และมงคล อุทก กลายเป็น “วงคาราวาน” วงดนตรีเพลงเพื่อชีวิตที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในตำนานเพลงไทย และเป็นวงดนตรีเพื่อชีวิตที่ยังคงศรัทธาความเชื่อมั่นของแฟนเพลงเพื่อชีวิตได้จนกระทั่งถึงปัจจุบัน

ในยุคสมัยนั้นเริ่มมีการเผยแพร่ผลงานเพลงในเชิงธุรกิจแล้ว ทุกครั้งที่มีการแสดงของคาราวานก็จะมีการบันทึกแผ่นเสียงหรือเทป นำไปขายเป็นซิงเกิ้ลหรือร่วมกับวงอื่นๆ บ้าง จนกระทั่งวงคาราวานออกอัลบั้มแรกของตัวเองชื่อ “คนกับควาย” (2518) และอัลบั้มที่สองชื่อ “อเมริกันอันตราย” (2519) บทเพลงของคาราวานจึงแพร่หลายเป็นที่นิยมเป็นอย่างมากในกลุ่มคนหนุ่มคนสาวในยุคสมัยนั้น บทเพลงที่โด่งดังในยุคสมัยนั้นมีเป็นจำนวนมากได้แก่ ข้าวคอยฝน, คนกับควาย (จากทำนองเพลง Master of War ของ Bob Dylan แต่เนื้อร้องใหม่โดยสมคิด สิงสง และวิสาคัญทัพ), คนภูเขา, คนนอกคอก, ยิ้มกลางสายฝน ฯลฯ


เพลงข้าวคอยฝน โดย ท.เสนและสัญจร


ในช่วงระหว่างปี พ.ศ.2517-2519 มีวงดนตรีเพื่อชีวิตหลายวงเกิดขึ้นในช่วงเวลานี้ ทางด้านเนื้อหานั้นเริ่มมีการสอดแทรกอุดมการณ์แบบลัทธิสังคมนิยมอยู่ในบางส่วน แต่หลักๆ แล้วยังพูดถึงชีวิตที่ยากลำบากของชาวนาและกรรมกร ในแต่ละวงจะมีสไตล์ดนตรีและเครื่องดนตรีที่แตกต่างกัน พวกแรกเป็นพวกที่มีท่วงทำนองลีลาผสมผสานกับตะวันตก (ตามสไตล์ของ Bob Dylan ศิลปินอเมริกันที่โด่งดังอยู่ในช่วงเวลาเดียวกัน) ใช้เครื่องดนตรีอคูสติค เช่น กีตาร์ ฮาโมนิก้า และเครื่องดนตรีเคาะจังหวะอื่นๆ ได้แก่ วงคาราวาน, คุรุชน, กงล้อ, รวมฆ้อน, โคมฉาย ส่วนอีกพวกหนึ่งจะใช้เครื่องดนตรีไฟฟ้า เพื่อปลุกเร้าให้เกิดความคึกคัก เช่น วงกรรมาชน, วงรุ่งอรุณ และวงไดอะเล็คติค และอีกพวกหนึ่งจะมีท่วงทำนองเพลงไทยเดิมและพื้นบ้าน เครื่องดนตรีที่ใช้จะเป็นเครื่องดนตรีไทย ได้แก่ วงต้นกล้า (มีเนาวรัตน์ พงษ์ไพบูลย์เป็นสมาชิกรุ่นหนึ่ง) และวงลูกทุ่งสัจธรรม เป็นต้น

ในยุคที่สองของเพลงเพื่อชีวิตนี้ต้องถือว่าเป็นยุคทองของเพลงเพื่อชีวิตทีเดียวครับ ภายใต้อุดมการณ์แบบของจิตร ภูมิศักดิ์ ทำให้มีนักคิดนักเขียนที่เป็นปัญญาชนคนสำคัญนำเสนอผลงาน ผ่านวรรณกรรม ภาพยนตร์ และบทเพลง อย่างครึกครื้นคึกคัก บทเพลงเพื่อชีวิตเองก็ได้มีบทบาทที่สำคัญในการเพาะบ่มความคิดความอ่าน เกี่ยวกับตนเองและสังคมส่วนรวมให้แก่คนหนุ่มสาวในยุคสมัยนั้น ให้มีการถามหาคุณค่าและความหมายของการดำรงชีวิตมากขึ้น รวมถึงการตื่นตัวกับปํญหาของชาติบ้านเมืองมากกว่ายุคสมัยใดๆ จนกระทั่งมาถึงการเปลี่ยนแปลงในเหตุการณ์ 6 ตุลาคม พ.ศ. 2519 ที่เป็นเสมือนกับฝันร้ายแห่งยุคสมัย มีการปราบปรามนิสิตนักศึกษาครั้งใหญ่ที่ธรรมศาสตร์ นิสิตนักศึกษาบางส่วนหลบหนีเข้าป่าเพื่อร่วมงานกับพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย เพื่อหวังเปลี่ยนแปลงประเทศไทยในรูปแบบผลิกฟ้าคว่ำแผ่นดิน ซึ่งก็นำไปสู่อีกยุคสมัยหนึ่งของเพลงเพื่อชีวิต นั่นคือยุคสมัยที่ชื่อว่า “ยุคเพลงปฏิวัติ” (อ่านต่อเสาร์หน้านะครับ)

1. จุลสารประกอบงานรำลึก 25 ปี 14 ตุลา รวบรวมและจัดทำโดยกลุ่มศิลปวัฒนธรรมเพื่อชีวิต ใช้เป็นเอกสารประกอบการเสวนา “เส้นทางเพลงเพื่อชีวิต” ในงานรำลึก 25 ปี 14 ตุลา วันที่ 10-14 ตุลาคม 2544. ที่มา http://www.2519.net/newweb/doc/content2/003.doc.


Create Date : 09 ตุลาคม 2553
Last Update : 10 ตุลาคม 2553 2:54:06 น. 1 comments
Counter : 2206 Pageviews.

 
blog นี้ สาระเพียบเลยค่ะ


โดย: gluhp วันที่: 10 ตุลาคม 2553 เวลา:8:40:25 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ

dreamingbutterfly
Location :
นนทบุรี Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 22 คน [?]




"Zhuang Zhou dream that he was a butterfly. Suddenly he awoke, and was himself again. He did not know whether he dreaming that he was a butterfly, or a butterfly dreaming that it was him."

บันทึกบอกเล่าความคิด ความรู้สึก และมุมมอง ต่อเรื่องราวต่างๆ ในทัศนะของผมครับ

!!!Update Every Week!!!


Woratep Wongsuppakan | Create Your Badge

: Users Online

free counters

Google

New Comments
Group Blog
 
<<
ตุลาคม 2553
 12
3456789
10111213141516
17181920212223
24252627282930
31 
 
9 ตุลาคม 2553
 
All Blogs
 
Friends' blogs
[Add dreamingbutterfly's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.