ถ้าเป็นไปได้กรุณาเขียนข้อความเล็กน้อยทิ้งไว้ จะทำให้เจ้าของบล๊อกดีใจมากๆ เลยครับ
แนะนำหนังสือ: "โหวตโน" กับ "ลุดวิก ฟอน วูล์ฟแกง" อีแร้งที่ไม่ยอมกินศพ



ไม่ว่าอยากจะยอมรับกันหรือไม่ การเมืองไทยมันมาถึงจุดต่ำสุดของหล่มปลักแห่งความเน่าเฟะแล้วล่ะครับ เราจะยอมก้มหน้าก้มตากินศพที่เน่าเละขนาดนี้กันอีกต่อไปหรือไม่ ก็ต้องลองใช้สติปัญญาคิดกันเอาเองดูครับ


ช่วงนี้ไม่ว่าจะเปิดทีวีช่องไหนก็มีแต่ข่าวกิจกรรมการหาเสียงของนักการเมืองนะครับ วันนี้เขาและเธอพูดอะไร ทำอะไร ไปไถนา ดำนา ลวกเส้นก๋วยเตี๋ยว ฉีกทุเรียน ปีนต้นมะพร้าว ไต่ลวด พ่นไฟ ก็ต้องเอามารายงานกันทั้งหมด กับสภาพสังคมการเมืองไทยที่ใครๆ ในประเทศนี้ต่างรู้ดีว่า (ถ้าไม่หลอกตัวเองกันจนเกินไป) เรามีนักการเมืองและการเมืองในรูปแบบที่เลวร้ายแค่ไหน คนไทยต้องทนอยู่กับประชาธิปไตยที่บูดเบี้ยวและจอมปลอมแบบนี้มานานแค่ไหนแล้ว เลือกไปก็ใช่ว่าจะมีอะไรพอเป็นความหวังขึ้นมาได้ แต่ทั้งนี้ก็ยังมีคนยืนยันว่าเราต้องยอมจำนนและออกไปเลือกคนที่เลวน้อยที่สุด มันทำให้ผมนึกถึงวรรณกรรมแปลเรื่องหนึ่งที่เคยอ่านเมื่อนานมาแล้วครับ ชื่อ “ลุดวิก ฟอน วูล์ฟแกง : อีแร้ง” ที่ว่าด้วยเรื่องของอีแร้งตัวหนึ่งที่ปฏิเสธการกินศพ กับคำถามที่ถามว่า เป็นอีแร้งมีสิทธิ์ที่จะปฏิเสธการกินศพได้ด้วยหรือ? และถ้านักการเมืองหรือการเมืองมันเลวร้ายเราจะมีสิทธิ์ในการปฏิเสธได้หรือไม่? เราลองมาหาคำตอบจากวรรณกรรมเรื่องนี้กันครับ


ฉบับภาษาไทย “ลุดวิก ฟอน วูล์ฟแกง : อีแร้ง” (2537) แปลจาก “Ludwig von Wolfgang : Vulture” (1973) เขียนโดย Dolph Sharp แปลโดย ชาญวิทย์ เกษตรศิริ เป็นวรรณกรรมในแบบที่เรียกว่า Parody หรือวรรณกรรมล้อเลียน ที่นำเอาเรื่อง “โจนาธาน ลิฟวิงสตัน : นางนวล” (Jonathan Livingston : Seagull) ที่เขียนโดย Richard Bach มาเขียนดัดแปลงให้เป็นอีกอารมณ์หนึ่ง โดยเปลี่ยนจากตัวละครที่เป็น “นกนางนวล” เป็น “นกอีแร้ง” แทน ซึ่งลักษณะวรรณกรรมในแบบ Parody เช่นนี้มักจะเป็นการล้อเลียนในแบบที่ยังคงประเด็นสำคัญของต้นฉบับไว้ เพียงแต่เพิ่มอารมณ์ขัน ปรับเปลี่ยนการใช้ภาษา และใส่ลูกเล่นต่างๆ เข้าไปเพื่อให้เกิดสีสันจนกลายเป็นเรื่องๆ ใหม่ขึ้นมา ถ้านึกถึงวรรณกรรมไทยที่มีลักษณะเช่นนี้อาจเทียบได้กับเรื่อง “ระเด่นลันได” ที่ใช้เรื่อง “อิเหนา” เป็นต้นแบบ ก็ได้ครับ

ถ้าใครเคยอ่าน “นางนวล” ที่ใช้นกนางนวลเป็นสัญลักษณ์ของผู้ที่ตั้งคำถามกับวิถีชีวิตของตัวเอง และพยายามแสวงหาคุณค่าและชีวิตที่ดีกว่า จนกระทั่งไปไกลถึงการหลุดพ้นจากข้อจำกัดของการเป็นสิ่งมีชีวิต (ซึ่งบางคนตีความว่าเป็นความจริงในเชิงโลกุตรธรรม) ใน “อีแร้ง” ก็พูดถึงประเด็นเดียวกันคือการตั้งคำถามกับชีวิตที่คุ้นเคยของตัวเอง ตัวเอกของเรื่องคือ "ลุดวิก" มันเป็นอีแร้งที่เกิดมาพร้อมกับความอยากที่จะอ่านหนังสือให้ออก ถึงแม้จะเป็นเรื่องยากเย็นแสนเข็ญอย่างไรที่อีแร้งจะอ่านหนังสือได้ แต่ลุดวิกก็พยายามจนกระทั่งมันสามารถอ่านหนังสือออก การแสวงหาของมันจึงเป็นการ “อ่าน” ทุกอย่างที่ขวางหน้าไม่ว่าจะเป็นป้ายที่ไห ขวด โหล และกล่องต่างๆ จนถึงกลับบุกเข้าไปเจรจาขอยืมหนังสือจากห้องสมุดสาธารณะ (ซึ่งแน่นอนว่ามันไม่ได้รับความร่วมมือจากบรรณารักษ์เท่าที่ควร)

จุดเปลี่ยนของมันเกิดขึ้นจากการที่มันไปอ่านหนังสือเล่มหนึ่งที่ตกอยู่ข้างๆ ศพของหญิงแก่ที่นอนเน่าเหม็จฉึ่งอยู่กลางป่า ในขณะที่อีแร้งตัวอื่นรุมทึ้งร่างศพหญิงแก่รายนั้นอยู่ ลุดวิกได้พบหนังสือเล่มหนึ่งตกอยู่ข้างๆ ศพชื่อว่า “กินมีสุขภาพ ทำให้มีสุขภาพ” (555) หลังจากนั้นมันจึงเลิกกินศพ ทั้งพ่อ แม่ เพื่อนฝูง ต่างแสดงอาการไม่พอใจต่อตัวมันที่เป็นอีแร้งแต่กลับไม่ยอมกินศพ จนกระทั่งมีการไต่สวนเอาผิดกับมันในสภาดาราอีแร้ง ซึ่งทำให้มันถูกประจานเยาะเย้ยถากถาง แต่สิ่งที่มันพอจะบอกกับทุกคนได้ก็เพียง “ฉันรู้วิธีที่จะเปลี่ยนอีแร้งให้เป็นนกอินทรี เป็นบี 52 และเชื่อฉันเถอะ ท่านจะไปได้ไกลด้วยน้ำมันเครื่องบินไฮออกเทนมากกว่าด้วยซากศพ” รวมถึงคำพูดเท่ๆ ที่มันจำมาจากหนังสือที่ว่า “You are what you eat” (กินอะไรก็เป็นอย่างนั้น 555)



วรรณกรรมเล่มนี้ใช้ภาษาในการเล่าเรื่องราวพิลึกพิลั่นของลุดวิกได้อย่างสนุกสนานครับ ลองอ่านฉากเปิดเรื่องแบบนี้ดูสิครับ "The sky was black. The air was thick, clammy and unbreathable. The landscape of Council Plain was bleak, and the atmosphere in general was positively funereal.” โดยเฉพาะถ้าได้อ่านฉบับภาษาอังกฤษที่มีการเล่นคำอย่างชวนให้เกิดอารมณ์ดี และชื่อตัวละครแต่ละตัวที่ใช้ชื่อบุคคลสำคัญมาผสมกันจนได้ชื่อแปลกๆ มากมาย อาทิ โจเซฟุส เชคสเปียร์, เคลวิน นิกสัน, วิลสตัน วอลแตร์ เป็นต้น รวมถึงการมีลีลาที่ช่วยสร้างอารมณ์ได้ตลอดเวลาในการบรรยายถึงอุดมการณ์ในการแสวงหาอันสูงส่งของมันในตอนที่ถูกเรียกไปอย่างงงๆ ที่ศาลสภาดาราอีแร้งว่า “พวกนั้นจะให้เหรียญตราฉัน หรืออย่างน้อยก็ให้ถ้วยเงิน มันบอกกับตัวเอง หรือบางทีอาจได้ทุน เช่น ฟุลไบร์ตขนๆ หรือทุนโรดส์นกมันสมอง อ้าเมินเสียเถิดเพื่อนเอ๋ย มันอยากจะบอกฝูงนกอย่างนั้น เธอไม่จำเป็นต้องทำหรอก การเรียนรู้เป็นรางวัลในตัวอยู่แล้ว ความรู้ทำให้เป็นนกเต็มตัว และการกินที่เหมาะสมก็ทำให้เส้นโลหิตใหญ่ปลอดโปร่งและแข็งแรง”

ในส่วนของเนื้อหา อีแร้งค่อนข้างมีเนื้อหาไปในเชิงเสียดสีสังคมการเมือง มากกว่าการเน้นเรื่องการค้นหาตนเองและแสวงหาคุณค่าในการดำรงชีวิตเหมือนกับนางนวล สังคมที่อีแร้งกำลังเสียดสีก็คือวิถีชีวิตในแบบของทุนนิยมที่ให้ความสำคัญกับการบริโภคและวัตถุเป็นสำคัญ สังคมของเหล่าอีแร้งเป็นตัวแทนของสังคมที่ให้ความสำคัญกับการกินโดยปราศจากการตั้งคำถาม ดังที่พ่อของมันพูดกับมันว่า “เชื่อข้าเถอะ ลุด เรามาอยู่ในชีวิตนี้ก็เพื่อกินซากศพ ถ้าเราไม่กิน แล้วใครจะกินเล่า มันเป็นงานสำคัญทีเดียว แกเป็นอะไรไป เป็นตัวประหลาดบางประเภทหรือ?” ซึ่งมันก็กล่าวว่า “จะเป็นอะไรนักหนาหากฉันเป็นตัวหัวเน่า เป็นสันโดษชน เป็นตัวประหลาด… อีแร้งธรรมดาสามัญวันหนึ่งๆ ก็ไม่รู้เรื่องอะไรเลย สิ่งเน่าเปื่อยเหม็นขึ้นอืดอาจจะอร่อยดี แต่ก็เต็มไปด้วยไขมันในเส้นเลือดและขาดแคลอรี่”

ในตอนท้ายของเรื่องผู้เขียนได้นำเอารูปแบบการบินเท่ๆ ของโจนาธาน ลิฟวิงสตัน นางนวล มาสร้างอารมณ์ขันด้วยการอธิบายถึงการบินในรูปแบบแปลกๆ ของลุดวิกว่า “สิ่งต่อมาที่ลุดวิกรู้ก็คือ มันกำลังบินอยู่อย่างที่ไม่เคยมาก่อน บินกลิ้งช้าสิบหกจุด ร่อนสิบสองไมล์ เฟิร์สเนชันแนลแบงก์ล่องลอยไปในท้องฟ้าสีน้ำเงินคราม” หรือการที่มันได้พบกับเพื่อนร่วมอุดมการณ์ใหม่ๆ ที่นำไปสู่การเผยแพร่อุดมการณ์การกินของมันต่อไปให้แก่เยาวชนแร้ง ทั้งหมดร่วมกันบินและเต้นด้วยลีลาที่สุดแสนจะคาดเดา ดังนี้ “และแล้วนกทั้งสามก็บินวง-วนๆ บินถีบ-ถีบๆ และบิน จ่อม-จ่อมๆ ประสานเป็นโคลงกลอนงามสมบูรณ์แบบราวกับนักระบำสามคน หนึ่ง สอง สาม เตะ! หนึ่ง สอง สาม เตะ!”


สังคมของอีแร้งคงจะไม่ต่างจากสังคมการเมืองไทยมากนักนะครับ เราต่างรู้กันดีว่าการนักการเมืองและการเมืองไทยปัจจุบันนั้นล้มเหลว เรามีการเมืองที่ขาดประสิทธิภาพในการบริหารจัดการโดยสิ้นเชิง หากแต่เป็นการเมืองที่เปิดโอกาสให้เกิดการทุจริตได้ง่าย การเลือกตั้งที่เกิดขึ้นทุกครั้งก็เป็นเพียงแต่พิธีกรรมหนึ่งที่ช่วยสร้างความชอบธรรมให้กับนักการเมือง ในการเข้ามาแสวงหาประโยชน์ให้กับตนเองและพรรคพวก เลือกกี่ครั้งก็ได้นักเลงท้องถิ่นนายทุนผู้รับเหมาที่มีอิทธิพลในพื้นที่เข้ามากันเต็มสภา ฤดูกาลหาเสียงจึงเป็นเพียงอีกฤดูกาลหนึ่งของการโฆษณาชวนเชื่อ แจกบ้าน แจกรถ แจกเงิน แจกบัตรเครดิต เพื่อหวังติดสินบนประชาชนให้เลือกเข้ามาถอนทุนคืนในสภา โดยปราศจากความปรารถนาดีกับประชาชนและส่วนรวมอย่างแท้จริงแทบทั้งนั้น



นักการเมืองบางคนก็วนเวียนอยู่กับแวดวงการเมืองมาแล้วกว่า 30 ปี ไม่ว่ายุคไหนสมัยไหนก็สามารถเอาตัวรอดปลอดภัยและรวยขึ้นๆ มาได้ตลอด จะโกงจะกินอย่างไรชาวบ้านในพื้นที่ก็ยังเลือกได้ทุกครั้งที่มีการเลือกตั้ง บางรายถึงแม้จะโดนตัดสิทธิ์ทางการเมืองไปแล้วก็ยังแอบไปเล่นเกมชักใยอยู่เบื้องหลัง หรือไม่ก็ส่งเมีย ส่งลูก ส่งพี่เขย พ่อตา อาม่า เหล่ากง มาลงสมัครแทน ซึ่งก็ยังคงได้รับเลือกจากประชาชนอยู่เหมือนเดิม พอเข้าไปทำงานในสภาก็รวมกลุ่มวิ่งเต้นต่อรองเอาตำแหน่งเพื่อแสวงหาประโยชน์ พอขัดแย้งก็ด่าพ่อล่อแม่ บางรายก็แจกกล้วย ลุกขึ้นไปตะบันหน้ากระโดดถีบกันก็ยังเคยมี

คงจะเป็นช่วงเวลา 4-5 ปีที่แล้วนี่เอง ที่ความเลวร้ายของนักการเมืองไทยมาถึงจุดที่เลวร้ายมากที่สุด นั่นคือการที่นักการเมืองออกมากปลุกปั่นให้ประชาชนออกมาฆ่ากันเอง ถึงกับระดมคนเข้ามาพร้อมกับแฝงกองกำลังติดอาวุธไว้ในกลุ่มมวลชน ใช้อาวุธสงครามยิงถล่มประชาชนที่ไม่ได้มีความเกี่ยวข้อง โดยมีเจตนาที่จะก่อให้เกิดผู้เสียชีวิตเพื่อจะนำไปใช้เป็นข้ออ้างในการโค่นล้มฝ่ายตรงข้าม ถึงขนาดเผาบ้านเผาเมืองตัวเองได้ลงคอ (รศ.ดร.ไชยยันตร์ ไชยพร ใช้คำว่า "ชั่วเกินจินตนาการ") ไม่ว่าอยากจะยอมรับกันหรือไม่ การเมืองไทยมันมาถึงจุดต่ำสุดของหล่มปลักแห่งความเน่าเฟะแล้วล่ะครับ เราจะยอมก้มหน้าก้มตากินศพที่เน่าเละขนาดนี้กันอีกต่อไปหรือไม่ ก็ต้องลองใช้สติปัญญาคิดกันเอาเองดูครับ


ถามว่าถ้าสังคมการเมืองไทยที่มันเน่าเฟะเสียยิ่งกว่าศพแบบทุกวันนี้ เราจะปฏิเสธมันได้หรือไม่ ประเด็นหนึ่งที่มีข้อถกเถียงในการเลือกตั้งครั้งนี้ คือประเด็นเรื่องการ “โหวตโน” หรือการใช้สิทธิ์ “ไม่ประสงค์ลงคะแนน” มีหลายคนบอกว่า ถึงเราจะปฏิเสธนักการเมืองและการเมืองด้วยการโหวตโนอย่างไร แต่ก็จะไม่มีผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงใดๆ ทั้งสิ้น เพราะอย่างไรคนพวกนี้ไม่ว่าพรรคใดพรรคหนึ่งก็จะต้องเข้ามาอยู่ในสภาอยู่ดี จะไม่เป็นการดีกว่าหรือ หากเราจะเลือกพรรคที่เลวน้อยที่สุดในการเลือกตั้งครั้งนี้ แต่ในความเห็นส่วนตัวของผมแล้ว หากเราต้องจำยอมเลือกนักการเมืองที่หาเสียงโดยอ้างว่าตนเองเลวน้อยที่สุด ก็คงไม่ต่างอะไรจากการเรียกร้องให้เราทำใจเลือกกินศพที่เน่าน้อยที่สุดแค่นั้นเอง และก็คงจะคาดหวังอะไรไม่ได้อีกแล้วกับบ้านนี้เมืองนี้

เมื่อต้นปีเราเห็นชาวตะวันออกกลางร่วมแรงร่วมใจกัน ออกมาเรียกร้องให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางสังคมและการเมืองในประเทศของเขา ในหลายๆ ประเทศก็สามารถสร้างความเปลี่ยนแปลงได้จริงๆ แต่คงจะไม่สามารถเกิดเหตุการณ์แบบนี้ขึ้นได้กับชาวไทย เพราะคนไทยถูกทำให้แตกแยกกันจนไม่สามารถรวมกันติดมาหลายปีแล้ว คนไทยส่วนใหญ่ต่างทำตัวเป็นผู้รับใช้พรรคที่เป็นเจ้าขุนมูลนายของตัวเอง มากกว่าที่จะคำนึงถึงประโยชน์ของประชาชนเพื่อนร่วมชาติด้วยกันอย่างแท้จริง ไม่ว่าใครจะพยายามอธิบายว่าการโหวตโนกันอย่างพร้อมเพรียงจะก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงสังคมการเมืองไทยได้ ผมกลับไม่เชื่อว่าเหตุการณ์แบบนั้นมันจะมีทางเกิดขึ้นได้จริง แต่ไม่ว่าจะเกิดการเปลี่ยนแปลงหรือไม่ อย่างไร ในการเลือกตั้งครั้งนี้ผมมีคำตอบส่วนตัวของผมเองแล้วครับว่า ใครอยากจะเลือกกินศพที่เน่าน้อยหรือเน่ามากก็กินกันไป แต่ผมจะเอาอย่างลุดวิกที่จะไม่ยอมกินศพอีกต่อไป หรือจะไม่ยอมเป็นส่วนหนึ่งในการสร้างความชอบธรรมให้กับนักการเมืองพวกไหนๆ อีกแล้ว อะไรจะเกิดก็คงต้องปล่อยให้มันเกิด เพราะเราก็คงทำอะไรได้แค่นี้เท่านั้นจริงๆ โหวตโนครับ!!!

ของฝากจากปรัชญา: ปรัชญาชีวิตจากโจนาทาน ลิฟวิงสตัน


Create Date : 25 มิถุนายน 2554
Last Update : 31 ธันวาคม 2554 16:11:14 น. 3 comments
Counter : 1360 Pageviews.

 
ไม่เคยเลือกตั้งตั้งแต่ปี 43 ( ใครรู้จะประนามไหมเนี่ย) แต่ว่าครั้งนี้ จะต้องกลับบ้านนอกไปแน่นอน เพราะไม่อยากร่วมสร้างกรรมให้ประเทศเหมือนกันค่ะ เอ ไม่รู้คำตอบเดียวกันหรือปล่าวนะคะเนี่ย ^_^


โดย: แม่ไอ้อ้วน (runlacat ) วันที่: 25 มิถุนายน 2554 เวลา:20:36:20 น.  

 
โหวตเพื่อไทยแน่นอน เพราะอยากเห็นผู้มีจริยธรรมทั้งหลายชักดิ้นชักงอ 555+



โดย: ความสะใจสำคัญกว่าชาติ IP: 49.49.52.53 วันที่: 27 มิถุนายน 2554 เวลา:23:00:11 น.  

 
ตั้งใจว่าจะไม่ไปใช้สิทธิ์ครับ ถึงแม้จะไม่ไกลจากบ้านเท่าไหร่ เพราะตอนนี้ไม่เห็นด้วยและไม่แน่ใจกับกลุ่มไหนทั้งนั้นว่าจะมีเจตนาดีและถูกต้องต่อบ้านเมืองจริง และไม่ขอมีส่วนในเรื่องสังคมการเมืองอีกต่อไปแล้วครับ ดูหนังฟังเพลง ดูแลคนที่เรารักและรักเรา รับผิดชอบหน้าที่ของตัวเองให้ดีที่สุด พอแล้ว


โดย: 666 IP: 110.164.187.51 วันที่: 29 มิถุนายน 2554 เวลา:12:51:06 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ

dreamingbutterfly
Location :
นนทบุรี Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 22 คน [?]




"Zhuang Zhou dream that he was a butterfly. Suddenly he awoke, and was himself again. He did not know whether he dreaming that he was a butterfly, or a butterfly dreaming that it was him."

บันทึกบอกเล่าความคิด ความรู้สึก และมุมมอง ต่อเรื่องราวต่างๆ ในทัศนะของผมครับ

!!!Update Every Week!!!


Woratep Wongsuppakan | Create Your Badge

: Users Online

free counters

Google

New Comments
Group Blog
 
<<
มิถุนายน 2554
 1234
567891011
12131415161718
19202122232425
2627282930 
 
25 มิถุนายน 2554
 
All Blogs
 
Friends' blogs
[Add dreamingbutterfly's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.