ถ้าเป็นไปได้กรุณาเขียนข้อความเล็กน้อยทิ้งไว้ จะทำให้เจ้าของบล๊อกดีใจมากๆ เลยครับ
ปรัชญา: ประชาธิปไตยในกำมือพวกโซฟิสต์



“เขาจะทำให้คุณฟัง ก่อนที่พวกเขาจะกลืนกินคุณลงไป”


บทนำ

มีผู้อาวุโสหลายท่านเคยบ่นๆ กับผมว่า ไม่มียุคสมัยไหนที่สังคมและการเมืองไทยต่อสู้กันทางความคิดและอุดมการณ์กันเข้มข้นขนาดนี้ เนื่องจากผมก็เกิดไม่ทันยุคเปลี่ยนแปลงการปกครอง 2475 หรือ 14 ตุลาฯ และ 6 ตุลาฯ นะครับ ก็เลยตัดสินไม่ได้ว่าจริงๆ แล้วเหตุการณ์ช่วงไหนมีความเข้มข้นมากกว่ากัน แต่หากลองหาเหตุผลดูว่าเหตุใดหลายท่านจึงกล่าวเช่นนั้น ผมก็คิดว่าส่วนหนึ่งอาจจะเป็นเพราะเทคโนโลยีต่างๆ มันเอื้อมากขึ้น เอื้อที่ทำให้อุดมการณ์ ความคิด รวมถึงข่าวลือสามารถแพร่กระจายขยายวงไปสร้างความขัดแย้งได้มากกว่าแต่ก่อนมั้งครับ

เมื่อสังคมในปัจจุบันมีลักษณะที่เปิดมากขึ้น พื้นที่ของการโต้แย้งถกเถียงกันทางความคิดก็เปิดกว้างมากขึ้นด้วย ประชาธิปไตยไทยก็เปลี่ยนโฉมหน้าไปสู่ยุคสมัยที่ต้องต่อสู้ ช่วงชิง กันในทางความคิดมากยิ่งขึ้น ประชาธิปไตยไทยคงจะไม่สามารถหวนกลับไปสู่ยุคของการใช้อำนาจตัดสินความถูกผิดได้อีกต่อไปแล้ว จากบทเรียนที่ผ่านมาก็คงจะสามารถพิสูจน์กันได้แล้วล่ะครับว่า การใช้อำนาจไม่ว่าจะโดยการปฏิวัติ หรือการชุมนุมด้วยคนเรือนหมื่นเรือนแสน ก็ไม่สามารถตัดสินยุติสถานการณ์ความขัดแย้งใดๆ ได้ หากความคิดความเชื่อทางสังคมยังไม่ได้รับการจัดการให้คลี่คลายลงไปด้วย

ยุคสมัยแบบนี้มันทำให้ผมนึกถึงคนจำพวกหนึ่งที่มีบทบาททางการเมืองใน เอเธนส์ (Athens) (1) ครับ นั่นคือ พวกโซฟิสต์ (Sophist) ครับ

พวกโซฟิสต์คือใคร

ในยุคกรีกโบราณมีคนอยู่จำพวกหนึ่งครับ คนพวกนี้เรียกตัวเองว่า “โซฟิสต์”(Sophist) ซึ่งแปลว่า “ผู้รู้” หรือ “ผู้ทรงภูมิปัญญา” (I am wise, wise-ist, wise man) พวกโซฟิสต์ส่วนใหญ่จะมีอาชีพเป็นครูรับจ้าง ทำหน้าที่สอนทักษะและความรู้ต่างๆ ให้กับเยาวชนของเอเธนส์ พวกเขาได้รับความเชื่อถือจากคนในสังคมเป็นอย่างมาก หากเทียบกับปัจจุบันก็คงไม่ต่างอะไรกับบรรดานักวิชาการที่มักจะถูกรับเชิญไปแสดงความคิดเห็นในที่ต่างๆ และมีคนนับหน้าถือตากันทั่วเมืองนั่นแหละครับ (2)

ทักษะและความรู้ที่พวกโซฟิสต์สอนให้กับเยาวชนในเอเธนส์ก็คือ วาทศิลป์ (Rhetoric) ตรรกวิทยา (Logic) และวิชาการความรู้อื่นๆ ซึ่งเป้าหมายของการเรียนรู้ทั้งหมดเป็นไปเพื่อฝึกหัดเยาวชน ซึ่งส่วนมากเป็นลูกหลานของบรรดาชนชั้นสูงในเอเธนส์ ให้สามารถก้าวขึ้นสู่การเป็นบุคคลที่มีอำนาจและสามารถแสวงหาผลประโยชน์ได้มากกว่าคนอื่น ทักษะความรู้ต่างๆ เช่น การใช้วาทศิลป์และตรรกวิทยาในการชักจูงโน้มน้าวหว่านล้อมผู้คน จึงเป็นท่าทีแบบพวกนักพูดหรือนักโต้วาทีที่พูดเพื่อนำเสนอหรือยืนยันเป้าหมายส่วนตัวมากกว่าเพื่อวัตถุประสงค์อื่น

พวกโซฟิสต์มักจะมีทัศนะทางจริยธรรมว่าเป็นสิ่งที่ไม่สามารถรู้ได้ หรือเรื่องทางจริยธรรมเป็นเรื่องเฉพาะตัวของแต่ละบุคคล โซฟิสต์คนหนึ่งชื่อ โปรทากอรัส (Protagoras) ได้กล่าวว่า “มนุษย์เป็นผู้วัดสรรพสิ่ง” (Man is the Measure of all things) คำกล่าวนี้สะท้อนทัศนคติของพวกโซฟิสต์ที่ว่า ความจริงเป็นสิ่งที่ถูกกำหนดขึ้นโดยการตกลงกันของมนุษย์ ซึ่งรวมถึงคุณค่าทางจริยธรรมด้วย ความดีความชั่วจึงเป็นเรื่องที่ขึ้นอยู่กับการใช้วาทศิลป์และตรรกวิทยาของตนในการช่วงชิงการเป็นผู้ครอบครองมันมาให้ได้เท่านั้นเอง (3)


ภาพ เดโมไคลตุส (Democritus/ คนที่นั่งทางด้านซ้ายสุด) และ โปรทากอรัส (Protagoras / คนที่ยืน) โดย Rosa Salvator


ท่าทีของพวกโซฟิสต์ที่มีต่อทักษะและความรู้ที่ตัวเองสอนอยู่ จึงเป็นท่าทีที่เห็นว่า “ความรู้คืออำนาจ” เพราะความรู้เป็นเครื่องมือสำคัญที่จะทำให้พวกเขามีอำนาจในทางสังคมและการเมือง และในท้ายที่สุดหากเขาสามารถมีอำนาจทางสังคมและการเมืองได้จริง เขาก็จะยิ่งสามารถกำหนดได้ว่าอะไรเป็นหรือไม่เป็นความรู้ ซึ่งท่าทีแบบนี้แตกต่างอย่างมากกับท่าทีของนักปรัชญา ที่มุ่งแสวงหาความรู้เพราะพวกเขามีรักในความจริง และเห็นว่าความรู้เป็นสิ่งที่มีค่าในตนเอง ไม่ได้มีไว้เพื่อแสวงหาอำนาจและผลประโยชน์ในรูปแบบใดๆ ทั้งสิ้น เหมือนกับคำแปลความหมายคำว่า Philosopher ที่แปลว่า “ผู้รักในปัญญา”

พวกโซฟิสต์กับประชาธิปไตย

คงจะเคยได้ยินกันมาบ้างนะครับว่า เอเธนส์ถือว่าเป็นต้นแบบของรัฐประชาธิปไตย แต่ประชาธิปไตยแบบเอเธนส์นั้นเป็นประชาธิปไตยที่ค่อนข้างจะแตกต่างจากประชาธิปไตยในปัจจุบันครับ ประชาธิปไตยของเอเธนส์เป็นประชาธิปไตยทางตรง ที่ประชากรชาวเอเธนส์จะสามารถเข้าร่วมแสดงความคิดเห็นในรัฐสภากันได้เกือบทุกคน (4) ในบางเมืองอาจใช้วิธีการสลับสับเปลี่ยนกันเข้าไปทำหน้าที่ในรัฐสภา หรือในบางเมืองที่มีประชากรไม่มากนักก็สามารถให้คนทั้งเมืองเข้าร่วมประชุมรัฐสภากันได้ทั้งหมด ซึ่งแตกต่างจากประชาธิปไตยในปัจจุบันที่เป็นระบบตัวแทน

เมื่อพลเมืองทุกคนต่างมีสิทธิ์มีเสียงในทางการเมืองเท่าเทียมกันแล้ว คุณสมบัติอย่างหนึ่งที่มีความจำเป็นสำหรับพลเมืองที่กลายสภาพมาเป็นกึ่งๆ นักการเมืองแล้วในตอนนี้ก็คือ ความสามารถในการพูดและการแสดงออกที่ประกอบด้วยลีลาวาทศิลป์ที่โน้มน้าวจูงใจความรู้สึกของผู้คน เพราะจะเป็นสิ่งที่ช่วยให้นักการเมืองสามารถประสบความสำเร็จในการครอบครองอำนาจและผลประโยชน์แก่ตนได้ ดังที่มีคำพูดเสียดสีเกี่ยวกับคนจำพวกนี้ว่า “เขาจะทำให้คุณฟัง ก่อนที่พวกเขาจะกลืนกินคุณลงไป” (He must take them by the ear before he takes them by the throat)

เมื่อคุณสมบัติของการเป็นนักการเมืองที่ประสบความสำเร็จมีลักษณะดังกล่าว พวกโซฟิสต์จึงมีบทบาทที่สำคัญในการสั่งสอนเยาวชนในเอเธนส์ พ่อแม่ผู้ปกครองที่ต้องการให้ลูกหลานของตนประสบความสำเร็จ มีชื่อเสียง เงินทอง และอำนาจ ก็คาดหวังว่าลูกหลานของตนจะได้รับการฝึกฝนศิลปะดังกล่าวจากพวกโซฟิสต์ที่มีชื่อเสียง เพื่อที่จะได้ใช้ศิลปะที่เรียนรู้จากพวกโซฟิสต์เหล่านี้เป็นเครื่องมือกรุยทางไปสู่จุดมุ่งหมายของตน

ในทัศนะของ เพลโต (Plato) ความจำเป็นข้อหนึ่งที่มนุษย์มาอยู่ร่วมกันเป็นรัฐ คือ ความเชื่อว่ารัฐจะทำให้เราทุกคนบรรลุถึงชีวิตที่ดีสูงสุดได้ ซึ่งชีวิตที่ดีของเพลโตนั้นน่าจะหมายถึงชีวิตที่บรรลุถึงศักยภาพความเป็นมนุษย์ มากกว่าชีวิตในรูปแบบอื่น และประชาธิปไตยที่เป็นรูปแบบการปกครองของรัฐเอเธนส์นั้น ก็เป็นรูปแบบการปกครองที่มีความเป็นได้มากที่สุด (มีรูปแบบอื่นที่ดีกว่า แต่เป็นไปได้ยาก) ในการตอบสนองเป้าหมายชีวิตที่ดีสูงสุดให้กับพลเมืองในรัฐ แต่หากประชาธิปไตยของเอเธนส์ถูกขับเคลื่อนไปสู่เป้าหมายคืออำนาจและผลประโยชน์ ของนักการเมืองโดยใช้ศิลปะแบบพวกโซฟิสต์ ชีวิตที่ดีในความหมายของเพลโตจึงยากที่จะบรรลุถึงได้

สังคมไทยในกำมือพวกโซฟิสต์

ที่นี้ลองย้อนกลับมาดูสังคมไทยกันบ้างนะครับ เราลองสำรวจว่าสังคมไทยปัจจุบันมีกลุ่มคนที่มีลักษณะแบบพวกโซฟิสต์บ้างหรือไม่ คนที่ใช้วาทศิลป์และตรรกวิทยาอันบิดเบือนแสวงหาชื่อเสียง อำนาจ และผลประโยชน์ คนที่ตั้งหน้าตั้งตาประดิษฐ์วาทกรรมโน้มน้าวจูงใจผู้คนเพื่อจะสามารถกำหนดความจริง และความเป็นไปของชีวิตผู้คนในสังคม ลองสังเกตดูก็ได้ครับ ยุคสมัยนี้สังคมไทยให้ความสนใจกับคนที่พูดเก่ง คนที่พูดถูกใจ คนที่พูดปลุกเร้าอารมณ์ความรู้สึก มากกว่าคนที่พูดความจริงหรือไม่


นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ แกนนำ นปช. และอดีตผู้ชนะเลิศประกวดการโต้วาที ในรายการ “โต้คารมมัธยมศึกษา” และนักแสดงตลกรายการ "สภาโจ๊ก"


หลายๆ ครั้งที่มีการสื่อสารในทางสาธารณะในประเด็นทางสังคมและการเมือง ไม่ว่าจะเป็นในสภา เวทีการชุมนุม หรือแม้กระทั่งในรายการโทรทัศน์ สิ่งที่เกิดขึ้นก็คือ นักการเมืองและนักวิชาการพวกนี้จะใช้ลีลาวาทศิลป์และตรรกวิทยาที่ผิดเพี้ยนโน้มน้าวจูงใจผู้คน ซึ่งล้วนแล้วแต่ เป็นการแสดงความคิดเห็นบนข้อเท็จจริงที่ไม่ครบถ้วน หรือไม่ก็บิดเบือนข้อเท็จจริงนั้นเสียเอง หรือการอธิบายถึงปรากฏการณ์ทางการเมืองต่างๆ ด้วยหลักการที่บูดเบี้ยวไปตามรสนิยมของตน รวมถึงการใช้ถ้อยคำที่มีลักษณะย้อมสีปลุกเร้าอารมณ์มากกว่าความต้องการนำเสนอความจริง

ท่าทีทั้งหมดนี้ล้วนแล้วแต่เป็นท่าทีของพวกนักพูดนักโต้วาที คนพวกนี้มักจะใช้วาจาเพื่อสนับสนุนปกป้องความคิดของฝ่ายตนเท่านั้น เป็นไปไม่ได้เลยว่าคนพวกนี้จะพูดอะไรนอกเหนือไปจากวาระที่ตัวเองมีหน้าที่ต้องสนับสนุนหรือโต้แย้ง ซึ่งท่าทีเหล่านี้อาจจะไม่เป็นปัญหาเลยครับ หากคนในสังคมไทยเป็นคนที่มีวิจารณญาณที่ดีพอ แต่เราก็รู้ๆ กันอยู่ว่า คนไทยและสังคมไทยไม่ได้เป็นแบบนั้น คนไทยเป็นคนที่มากไปด้วยอารมณ์และความรู้สึก และไม่ชอบที่จะคิดไตร่ตรองด้วยเหตุและผลให้มันซับซ้อนวุ่นวาย ความขัดแย้งต่างๆ ที่กำลังดำเนินอยู่ในสังคมไทยจึงถูกลากจูงด้วยวาทกรรมในแบบของพวกโซฟิสต์ อย่างที่เราพบเห็นกันอยู่ทุกเมื่อเชื่อวันนี้นั่นแหละครับ

สรุป

นักปรัชญาคนหนึ่งที่เคยปะทะกับสังคมที่มีพวกโซฟิสต์ครอบงำมาแล้ว คือ “โสกราตีส” (Socrates) โสกราตีสชักชวนให้คนในเอเธนส์แสวงหาความจริงที่อยู่เบื้องหลังคนพวกนี้ โดยเขาเองก็ไม่ได้เสนอวาทกรรมที่อ้างว่าเป็นจริงกว่า เพื่อเอามาใช้ต่อสู้กับวาทกรรมที่มาจากวาทศิลป์และตรรกวิทยาที่บิดเบือนของพวกโซฟิสต์ แต่สิ่งที่โสกราตีสทำคือ เขาทำให้คนในเอเธนส์เรียนรู้ที่จะสงสัยและตั้งคำถามกับวาทกรรมของพวกโซฟิสต์ และทำให้คนในเอเธนส์ได้เรียนรู้สิ่งที่สำคัญที่สุดสำหรับผู้ที่รักในความจริงทุกคน คือการได้เรียนรู้ว่าถ้อยคำที่จริงนั้นย่อมอยู่เหนือลีลาวาทศิลป์และตรรกวิทยาอันบิดเบือน รวมถึงการเรียกร้องให้คนเอเธนส์ตระหนักว่า “ชีวิตที่ปราศจากการตรวจสอบนั้นเป็นชีวิตที่อันตราย”

สังคมที่เต็มไปด้วยพวกโซฟิสต์นั้นจะต้องเป็นสังคมที่มีภูมิคุ้มกันที่ดีครับ และภูมิคุ้มกันทางความคิดที่ดีนก็คือ “ปัญญา” ในขณะที่คนพวกนี้พูดเขียนประชาสัมพันธ์ความคิดอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน หากเราไม่มีสติปัญญาที่เท่าทันเพียงพอ เราอาจจะเข้าใจไปว่าเราได้พิจารณาสิ่งที่เขาพูดและเขียนดีแล้ว แล้วยอมรับนับถือตัดสินใจกระทำอะไรต่างๆ ตามการหลอกล่อจูงใจของคนพวกนี้ไปได้โดยง่าย พอเขาบอกว่า “ทุนสามานย์ดีกว่าศักดินาที่ล้าหลัง” “ประชาธิปไตยที่กินได้” “ระบอบอำมาตย์และสองมาตรฐาน” หรือแม้กระทั่งการกล่าวหาว่าเราเป็น “ไพร่” เราก็อาจจะเชื่อถือและสนับสนุนพวกเขาได้โดยง่าย ดังนั้นหากเรายังมีความคาดหวังถึงประชาธิปไตยที่ยั่งยืน เราต้องทำให้คนในสังคมไทยรู้จักการตั้งคำถาม การตรวจสอบข้อเท็จจริง และมีความรักในความจริงมากกว่านี้ โดยเฉพาะในยุคสมัยที่พวกโซฟิสต์กำลังทำมาหากินกันเกลื่อนเมืองแบบนี้นะครับ

สุขสันต์วันเกิดอายุ 78 ปีประชาธิปไตยไทย 24 มิถุนายน 2553 ครับ

_____________________________________________________


1. เมืองหลวงของอาณาจักรกรีกโบราณ
2. มีหนังสือเล่มหนึ่งที่เพลโตเขียนชื่อว่า “Sophist” ซึ่งเล่าเรื่องราวการสนทนาระหว่างโสกราตีส (Scrates) ในวัยหนุ่มสนทนากับ ปาร์มานีดีส (Parmanedes) ซึ่งเพลโตเห็นว่า ปาร์มานีดีสเป็นพวกโซฟิสต์คนหนึ่งด้วย.
2. ตัวอย่างพวกโซฟิสต์คนอื่นๆ เช่น Gorgias, Prodicus, Hippias, Thrasymachus, Lycophron, Callicles, Antiphon และ Cratylus เป็นต้น
3. ยกเว้น ผู้หญิง และ ทาส เนื่องจากในยุคนั้นยังไม่ยอมรับบทบาทของเพศหญิงและทาสในทางการเมือง


เรื่องที่เกี่ยวข้อง
ของฝากจากปรัชญา: ภาพสำนักปรัชญาเอเธนส์
ปรัชญา: ทำไมโสกราตีสจึงไม่หนีคดี


Create Date : 25 มิถุนายน 2553
Last Update : 25 มิถุนายน 2553 22:01:31 น. 17 comments
Counter : 10986 Pageviews.

 
สวัสดีค่ะ บลอกเราไม่ค่อยได้เคลื่อนไหวเลย
สาเหตุหนึ่งเนื่องมาจาก ไปเพลินอยู่เฟสบุ้คค่ะ ^_^
แต่ก็ยังคงคิดถึงเพื่อนบลอกทุกคนนะคะ อิอิ
:D


สุขสันต์วันเกิด 78 ปี ประชาธิปไตยไทย
ประชาธิปไตยที่น่าสงสารถูกนำมาใช้แอบอ้าง
เพื่อเรียกร้องพ่อมดทุนนิยมให้กลับมา



โดย: printcess of the moon วันที่: 26 มิถุนายน 2553 เวลา:7:12:22 น.  

 
ขอบคุณสำหรับบทความดี ๆ ค่ะ

แต่สิ่งที่น่ากลัวอีกอย่าง คือ คนที่ใช้ปรัชญาโน้มน้าวบุคคลอื่นให้เค้าเชื่อตามความเชื่อของตนเองนี่ยิ่งน่ากลัวกว่า ใช้หลักทฤทษฏีที่แอบแฝง อย่างที่คุณบอกหากผู้อ่านไม่ใช้วิจารณญานให้ดี หรือเป็นผู้ขาดความรู้ที่แท้จริง จะตกเป็นเหยือของผู้ที่ชอบบิดเบือนข้อมูลเอาตามความเชื่อของตนเอง การแสวงหาความจริงที่อยู่เบื้เองหลังคนพวกนี้ จึงเป็นสิ่งจำเป็นยิ่งกว่า


สังคมอาจย่ำแย่ย่อยยับ แต่เราอย่าเป็นคนหนึ่งในจำนวนนั้นที่ทำร้ายสังคม จงอยู่อีกด้านเสมอ เห็นด้วยตามนี้ค่ะ


แต่ที่ไม่เห็นด้วย คือ เหลืองไม่ใช่อยู่ข้างรัฐบาล จำได้ที่คุณเคยเขียนจดหมายถึงเสื้อแดง ปัจจุบันไม่ทราบเปลี่ยนตวามคิดแล้วยัง การกระทำมันค่อนข้างชัดเจนอยู่นา

จากคนที่ต่อต้านความรุนแรง เพราะฉนั้น ไม่ใช่เสื้อแดงแน่นอน เพียงแต่ไม่ชอบเห็นใครใช้ความรุนแรง และอำนาจในการแก้ไขปัญหาค่ะ มนุษย์เราไม่ว่าจะเกิดมาเป็นอย่างไรก็แล้วแต่ มีคุณค่ามากกว่าสิ่งใด ดังนี้ ถ้าต้องให้พวกเค้าตาย เพื่อคงใว้ซึ่งทุกสิ่งของตนเอง มันไม่ใช้วิสัยของผู้ที่มีความรู้ ตามหลักทฤษฏีที่คุณกล่าวมาข้างต้น


โดย: หนึ่ง ต. ต่อต้านความรุนแรง IP: 180.180.98.143 วันที่: 26 มิถุนายน 2553 เวลา:10:45:33 น.  

 
สังคมอาจย่ำแย่ย่อยยับ แต่เราอย่าเป็นคนหนึ่งในจำนวนนั้นที่ทำร้ายสังคม จงอยู่อีกด้านเสมอ เห็นด้วยตามนี้ค่ะ


โดย: น้องแมว1727 IP: 117.47.200.127 วันที่: 30 มิถุนายน 2553 เวลา:11:17:43 น.  

 
อ้างอิงจากไหน???

โซฟิสต์เพียงนำเสนอว่า ประสาทสัมผัสมันมักจะหลอกคุณ เมื่อประสาทสำผัสหลอกคุณ คุณก็ไม่อาจพิสูจน์ได้ว่าอะไรคือสิ่งจริงแท้ คุณรู้ได้หรอว่าสิ่งที่คุณเห็นหนะมีอยู่จริง สิ่งที่คิดมีอยู่จริง อะไรคือความดีที่พวกคุณว่ากัน รู้ได้อย่างไรว่าสิ่งนั้นคือความดีความถูกต้องเอาอะไรวัด(คำตอบคงเป็นมนุษย์สินะ) โลกนี้อาจไม่มีตัวตนจริงเป็นหนังเดอะแมทริกซ์ก็ได้ คุณสรุปอะไรๆได้อย่างไร สิ่งที่ปรัชญาโซฟิสต์พยายามจะบอกคือ ไม่มีอะไรที่เป็นความจริงสูงสุด มนุษ์กำหนดสิ่งต่างๆขึ้นเอง(เหมาเอาเองว่าเป็นอย่างนั้นอย่างนี้นั่นแหละ) และเมื่อโลกเป็นเช่นนี้ เมื่อไม่มีความจริง โซฟิสต์จึงกล่าวว่าเมื่อมนุษย์เป็นเครื่องวัดสรรพสิ่ง ความดีความถูกต้อง คือสิ่งที่มนุษย์อยากทำ

ดังที่เห็นกันมา โลกนี้วัฒนะธรรมต่างๆล้วนมาจากสิ่งที่มนุษย์อยากทำทั้งสิ้น

ขออถัยในบางลีลา


โดย: โซฟิสต์ IP: 113.53.159.77 วันที่: 27 กรกฎาคม 2553 เวลา:23:08:34 น.  

 
แต่สิ่งที่โซฟิสต์สอน วพกเสื้อแดงก็นำมาใช้เป็นประโยชน์จริงๆนะ ฮ่ะๆ โลกก็เป็นแบบนี้แหละ ปลง


โดย: โซฟิสต์ IP: 113.53.159.77 วันที่: 27 กรกฎาคม 2553 เวลา:23:09:50 น.  

 
โสฟิสไม่ใช้เสือแดงนะ คุณมองโลกแบบผิดๆโสฟิสที่แท้ก็คือเสื่อเหลืองนี่เอง คุณได้จากการที่เสื้อเหลืองประกาศตัวว่ารักในหลวง แต่เอาเพลงของจิต ภูมิศักดิ์มาร้อง เกลียดทุนนิยมสามารณ์แต่ก็ ชื่อว่าพันถมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย เรียกร้อง รัฐธรรมนูญมาตราเจ็ด แต่ก็ป่าวร้องว่าต้องทำเพื่อประชาชน สร้างศาสนาใหม่คือสันติอโศกพวกนี้ต่างหากที่ไม่มีแนวทางชัดเจนกับพวกนักวิชาการ อย่างแก้วสรร คนพวกนี้ไม่มียุดยืนชัดเจน ผมไม่รู้ว่าคนเรียนรัฐศาสตร์ที่ไหน แต่สิ่งที่คุณทำมันปิดเบือนเหมือนที่ พลาโตอยากได้รัฐราชาปราชญ์ที่ เซราคิว แต่ก็สร้างไม่ได้คุณบอดเบือนทำให้คนหลงผิดนี่


โดย: สิ่งที่ถูกต้อง IP: 49.49.122.17 วันที่: 14 มิถุนายน 2554 เวลา:16:06:48 น.  

 
ขอโทษทุกท่านที่มาตั้งคำถามในนี้ด้วยนะครับ พอดีผมยุ่งๆ เลยไม่ได้ตอบใครเลย วันนี้มีเวลาจะขอตอบหน่อยนะครับ

ตอบคุณ หนึ่ง ต. ต่อต้านความรุนแรง

1. ผมจะไม่ยอมเด็ดขาดเลยนะครับ ที่จะให้ใครมาเชื่อผมโดยไม่พิจารณาเหตุผล ผมแสดงความเชื่อของผมและแสดงเหตุผลสนับสนุนอธิบายว่าทำไมผมจึงเชื่อเช่นนั้น คนที่อ่านก็ต้องพิจารณาเอาเองแล้วครับว่า เหตุผลของผมน่าเชื่อถือแค่ไหน ถ้าไม่เห็นด้วยก็โต้แย้งกันด้วยเหตุผลครับ ผมพร้อมจะตั้งใจฟังและตรวจสอบตัวเองเสมอครับ

2. ผมว่าเราเห็นตรงกันครับ ในสังคมประชาธิปไตยประชาชนต้องมีคุณภาพ มีความสามารถในการใช้เหตุผลได้ดีระดับหนึ่ง อย่าให้ใครมาบิดเบือนหลอกลวงเราด้วยความเท็จได้

3. บางเรื่องผมก็เห็นด้วยกับเสื้อเหลืองนะครับ บางเรื่องผมก็เห็นด้วยกับเสื้อแดง เราไม่จำเป็นต้องตีตราตัวเองว่าเป็นพวกใดพวกหนึ่ง แต่เราต้องยืนอยู่ในฝ่ายที่ไม่ทำร้ายสังคมจริงมั้ยครับ ผมว่าในขณะนี้สังคมเรามีคนบางพวกทีคิดถึงประโยชน์ส่วนตนและพรรคพวก จนสามารถทำร้ายสังคมได้ ผมแน่ใจว่าพวกเสื้อเหลืองไม่มีประโยชน์อะไรแน่ๆ ไม่ว่าใครเป็นรัฐบาลก็ไม่เคยได้ประโยชน์อะไรขึ้นมา เพราะเขาไม่ได้ออกมาเรียกร้องเพื่อตัวเอง แต่เขาเรียกร้องเพื่อส่วนรวม ในทางตรงกันข้ามมีคนบางพวกทุกครั้งที่ออกมาเรียกร้อง ก็เอาความเดือดร้อนของผู้คนเป็นตัวประกัน พอได้โอกาสก็เข้าไปอยู่ในอำนาจรัฐ แสวงหาประโยชน์และความร่ำรวย ลองไปดูปาร์ตี้ลิสต์บางพรรคสิครับ พวกบุกโรงพยาบาล พวกเผาเมืองเข้าไปอยู่กันเต็มเลย

ในบทความนี้ผมเขียนโดยมีประเด็นว่า สังคมที่มีพวกนักพูด นักโต้วาที ออกมาใช้โวหารบิดเบือนชักจูงผู้คน ถ้าประชาชนไม่มีวุฒิภาวะพอ มันอันตรายครับ อาจจะถูกปลุกปั่นให้ทำอะไรรุนแรงได้สารพัดครับ ลองทบทวนในประเด็นนี้ดูนะครับ

ด้วยมิตรภาพครับ


โดย: dreamingbutterfly วันที่: 14 มิถุนายน 2554 เวลา:23:31:20 น.  

 
ตอบคุณ โซฟิสต์

คืออย่างนี้นะครับ ในขณะที่โซฟิสต์บอกว่า ความจริงเป็นสิ่งที่ไม่สามารถรู้ได้ หรือทัศนะทางจริยธรรม (ดี, ชั่ว) ก็รู้ไม่ได้เช่นกัน แล้วพวกโซฟิสต์มีสิทธิพิเศษอย่างไรในการไปสอนคนอื่นล่ะครับ การไปสอนคนอื่นก็หมายความว่าตัวเองรู้ดีกว่าคนอื่นจริงมั้ย มันไม่ขัดแย้งในตัวเองหรือครับ

สิ่งที่พวกโซฟิสต์ทำมันเหมือนกับจะบอกว่า ความจริงรู้ไม่ได้ หรือไม่มีอยู่จริง (แล้วแต่คน) แต่ข้านี่แหละผู้รู้ (wise man) แล้วก็อาศัยความน่าเชื่อถือของคนเพื่อประโยชน์ส่วนตัว นี่แหละครับคนแบบนี้ผมถึงบอกว่าต้องระวัง และมีวิจารณญาณในการชมครับ ไม่งั้นตามพวกนี้ไปบุกโรงพยาลเอาง่ายๆ เลย


โดย: dreamingbutterfly วันที่: 14 มิถุนายน 2554 เวลา:23:49:08 น.  

 
ตอบคุณ สิ่งที่ถูกต้อง

คือว่า มีหลายประเด็นนะครับ แต่ผมเห็นปัญหาในการอ้างเหตุผลต่างๆ ของคุณเยอะเลยครับ แยกตอบเป็นข้อๆ สั้นๆ แบบนี้นะครับ

1. จริงแล้วผมไม่ได้บอกว่าคนเสื้อแดงเป็นโซฟิสต์นะครับ แต่ท่าทีแบบโซฟิสต์หรือท่าทีที่ใช้ลีลาวาทะ เพื่อจูงใจผู้คน มากกว่าที่จะพูดเพื่อเสนอความจริง มันพบได้ในสังคมปัจจุบัน เช่น พวกนักวิชาการ แกนนำเสื้อแดงบางคน (ไม่ใช่คนเสื้อแดง) หรืออาจจะแกนนำเสื้อเหลืองบางคนก็ได้ ถ้าไม่เสนอความจริง เอาแต่ปลุกเร้าอารมณ์ผู้คน ก็ถือว่าเป็นพวกนี้แหละ และเราก็ต้องระวังคนพวกนี้ให้มาก อย่าเป็นคนหัวอ่อนเชื่อง่าย

หลังจากนั้นคุณก็เริ่มโจมตีเสื้อเหลือง ซึ่งผมเห็นว่าหลายๆ ข้อไม่ค่อยมีเหตุผลเลยครับ

1. เพลงแสงดาวแห่งศรัทธาของคุณจิตรมีภาษาที่ไพเราะและสร้างความหวัง จะเสื้อเหลืองหรือเสื้อไหนจะชอบก็ไม่เห็นผิดอะไรนี่ครับ รักในหลวงแล้วชอบเพลงคุณจิตรไม่ได้หรือครับ แล้วชอบเพลงคุณจิตรก็ใช่ว่าจะต้องเห็นด้วยอุดมการณ์ของคุณจิตรด้วยซักหน้อย ผมฟังเพลงคาราบาวผมยังไม่เห็นต้องกินคาราบาวแดงเลย ไม่เกี่ยวกันนะครับ คิดดีๆ

2. อันนี้ยิ่งไม่เข้าใจใหญ่ เกลียดทุนนิยมสามานย์แล้วตั้งชื่อว่าพันธมิตรเพื่อประชาธิปไตย มันขัดแย้งกันตรงไหนล่ะครับ หรือคุณจะบอกว่าเป็นประชาธิปไตยก็จำเป็นต้องรักทุนสามานย์ด้วย ไม่จริงนะครับ รักประชาธิปไตยเกลียดทุนสามานย์ได้ครับ เพราะรักประชาธิปไตยและต้องการทุนนิยมที่มีธรรมาภิบาลมีสำนึกต่อสังคมก็ได้นิ่ครับ ไม่เห็นจะแปลก

3. การเรียกร้องมาตรา 7 คุณคิดว่าเรียกร้องไปเพื่อใคร เพื่อพันธมิตรหรือเปล่า เขาก็เรียกร้องเพื่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางการเมือง เพราะตอนนั้นคุณทักษิณบิดเบือนระบบการเมืองทุกอย่าง และประชาชนก็แทบจะไม่มีทางออกใดๆ เลย เพราะคุณทักษิณไม่ยอมท่าเดียว จะตรวจสอบจะอภิปรายอะไรก็ไม่ได้ เขาก็เลยเรียกร้องเรื่องนี้ ไม่ใช่เพื่อตัวเอง แต่เขาคิดเขาทำเพราะเห็นว่าสังคมจะได้ประโยชน์ ส่วนจะถูกจะผิดอย่างไรอีกเรื่อง แต่ที่แน่ๆ เขาไม่ได้ทำเพื่อตัวเองนะครับ

4. เรื่องสันติอโศก อยากให้คุณทำใจกว้างมองเรื่องการนับถือศาสนาให้ดี คนเรามีสิทธิ์ที่จะเชื่อจะปฎิบัติแตกต่างกัน ถ้าคนกลุ่มนี้เขาเชื่อแบบนี้อยากปฏิบัติแบบนี้ เราจะใส่ร้ายบีบคั้นเขาทำไมให้เป็นเวรเป็นกรรมล่ะครับ ถ้าเขาไม่เบียดเบียนใครก็น่าจะพอแล้ว และเขาก็ไม่อ้างว่าเป็นสงฆ์ด้วย เขาเรียกตัวเองว่า สมณะ แต่เป็นสมณะที่เคารพในคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้าเท่านั้นเอง ผมไม่เห็นว่าจะเสียหายอะไร สมัยพุทธกาลก็มีกลุ่มคนแบบนี้ มันเป็นเสรีภาพในการแสวงหาทางให้ชีวิตครับ เราอย่าไปใจแคบเรื่องนี้ครับ

ยินดีที่ได้คุยกันนะครับ ตอบยาวเลย เหนื่อยมากเลยครับ 555


โดย: dreamingbutterfly วันที่: 15 มิถุนายน 2554 เวลา:0:27:47 น.  

 
เรียน คณะ รัฐศาสตร์ สาขา การเมืองการปกครอง
ม.หาดใหญ่ จ.สงขลา
อาจารร์ ให้หาประวัตฺ ของ โซฟิสต์
ดีจัย ที่หาเจอ เพราะมิฉนั้น จะโดนหักคะแนน!!!!


โดย: คิว คับบ เด็กตรัง IP: 110.164.136.187 วันที่: 24 มิถุนายน 2554 เวลา:2:10:42 น.  

 
พอดีเพิ่งเห็นคำถามถึงเอกสารอ้างอิงในเรื่องที่ผมเขียนนี้ ก็ขอเอามาเพิ่มหน่อยครับ พอดีเคยพิมพ์เป็นเชิงอรรถไว้อีกที่นึง

โปรดดู Alasdair Macintyre, “The Sophists and Socrates” chapter 3 A short History of Ethics 2nd London: Routledge, 1998, pp.14-25.

และอีกหนังสืออีก 2-3 เล่มเกี่ยวกับ History of Greek Philosophy ตอนนี้ค้นหนังสือไม่เจอครับ ตอนเขียนๆ จากความทรงจำที่อ่านหนังสือพวกนี้ แต่ไม่มั่วแน่นอนครับ สบายใจได้

คุณคิว ถ้าอยากรู้ประวัติพวกนี้จริงๆ ลองดูใน Wikipedia ดีกว่าครับ เพราะที่ผมเขียนผมยกเรื่องโซฟิสต์ขึ้นมาเพื่อใช้วิเคราะห์ในบางเรื่องเท่านั้นเองครับ ถ้าส่วนที่เป็นการวิเคราะห์ของผมเป็นประโยชน์ ก็ยินดีมากครับ ขอให้ได้คะแนนเยอะๆ ครับ


โดย: dreamingbutterfly วันที่: 25 มิถุนายน 2554 เวลา:1:31:05 น.  

 
ผมชอบในสิ่งที่คุณเขียน!



โดย: ออดี้ IP: 115.67.160.76 วันที่: 9 พฤษภาคม 2555 เวลา:18:15:43 น.  

 
พี่คะหนูของความหมายของ ปรัชญาโซฟิสต์หน่อยคะ


โดย: tae IP: 223.204.239.147 วันที่: 1 กรกฎาคม 2556 เวลา:11:27:55 น.  

 
จริงๆ แล้วพวกโซฟิสต์ไม่ถือว่ามีแนวคิดปรัชญาของตัวเองครับ เป็นเพียงพวกที่จำแนวคิดของคนอื่นมาพูดมาสอน หรือใช้คารมของตัวเองโต้ตอบเอาชนะแบบนักโต้วาทีเท่านั้น แต่ที่พอจะอ้างได้ว่าเป็นแนวคิดที่มีร่วมกันมากหน่อยของกลุ่มนี้คือ แนวคิดแบบ skepticism นะครับ คือพวกที่ปฏิเสธการรับรู้ความจริง หรือเห็นว่าความจริงมีลักษณะสัมพัทธ์เปลี่ยนแปลงไปโดยขึ้นอยู่กับสิ่งอื่น ลองไปค้นดูแนวๆ นี้นะครับ


โดย: D.B. IP: 110.164.187.221 วันที่: 2 กรกฎาคม 2556 เวลา:11:38:43 น.  

 
เขียนได้ดีมากเลยครับบทความนี้ ทำให้รู้ว่าพวกโซฟิสต์เป็นยังไงในสมัยนั้นใช้ความคิดแบบไหน โอ้ๆดีมากครับ


โดย: Ball801 IP: 171.5.59.58 วันที่: 29 กรกฎาคม 2556 เวลา:22:31:44 น.  

 
ยอดเยี่ยมกระชับเข้าใจง่าย ผมได้แนวไปอธิบายต่อแล้วขออนุญาตเลยนะครับ


โดย: iron butterfly IP: 101.108.250.50 วันที่: 17 กันยายน 2556 เวลา:18:46:33 น.  

 
ขอบคุณสำหรับความรู้ดีๆนี้คะ กำลังเรียนเรื่องนี้อยู่เลยคะ ^_^


โดย: Joy IP: 101.51.139.43 วันที่: 24 ตุลาคม 2557 เวลา:22:27:47 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ

dreamingbutterfly
Location :
นนทบุรี Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 22 คน [?]




"Zhuang Zhou dream that he was a butterfly. Suddenly he awoke, and was himself again. He did not know whether he dreaming that he was a butterfly, or a butterfly dreaming that it was him."

บันทึกบอกเล่าความคิด ความรู้สึก และมุมมอง ต่อเรื่องราวต่างๆ ในทัศนะของผมครับ

!!!Update Every Week!!!


Woratep Wongsuppakan | Create Your Badge

: Users Online

free counters

Google

New Comments
Group Blog
 
<<
มิถุนายน 2553
 12345
6789101112
13141516171819
20212223242526
27282930 
 
25 มิถุนายน 2553
 
All Blogs
 
Friends' blogs
[Add dreamingbutterfly's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.