ถ้าเป็นไปได้กรุณาเขียนข้อความเล็กน้อยทิ้งไว้ จะทำให้เจ้าของบล๊อกดีใจมากๆ เลยครับ
ภาพยนตร์: ใคร...ในห้อง - คำถามที่คนไทยควรถาม (สปอยล์)



กำกับ : ภาคภูมิ วงษ์จินดา
บทภาพยนตร์ : เอกสิทธิ์ ไทยรัตน์


เป็นหนังไทยในรอบหลายเดือน ที่ผมมีโอกาสเข้าไปนั่งดูในโรงครับ เรื่องล่าสุดจำได้ว่าเป็น “รถไฟฟ้ามาหานะเธอ” (ที่ไปดูเพราะโดนบังคับครับ 555) ผมตัดสินไปดูเรื่องนี้ก็เพราะเป็นแฟนการ์ตูนของคุณเอกสิทธิ์ ไทยรัตน์ มาเนิ่นนานแล้ว ตั้งแต่สมัย ไทยคอมมิค (นิตยสารการ์ตูนไทยรายเดือนบ้างไม่รายเดือนบ้าง เมื่อเนิ่นนานมาแล้ว) และเป็นผู้เขียนเรื่อง My Mania รวมเรื่องสั้นจิตหลุดนั่นแหละครับ

คุณเอกสิทธิ์ ไทยรัตน์เป็นนักเขียนการ์ตูนไทยคนแรกครับ ที่มีคนนำเรื่องไปทำภาพยนตร์ ที่รู้จักกันดี ก็เช่น 13 เกมสยอง (อันนี้ผมชอบภาคการ์ตูนมากกว่าภาคที่เป็นหนังอีกครับ) ยันต์สั่งตาย (ตอนหนึ่งใน 4 แพร่ง) ส่วนผลงานการเขียนบทภาพยนตร์ก็ 13 เกมสยอง, Body ศพ 19 มาถึงเรื่องนี้ การนำเรื่องโรคประหลาดๆ ของเด็กญี่ปุ่นมาพูดถึง (ฮิคิโคโมริ หรือ ฮิคิโมฮาโตริ อะไรนั่นแหละ) และการมีนักแสดงที่ทรงพลังอย่างคุณสินจัย รวมๆ แล้วจึงเป็นหน้าหนังที่น่าสนใจมากๆ

ใคร...ในห้อง เป็นเรื่องราวของ นิดา (สินจัย หงษ์ไทย) แม่ค้าซีดีเถื่อนที่มีลูกชื่อ “ต้น” เด็กมีปัญหาที่เอาแต่ขลุกตัวอยู่แต่ในห้อง ซึ่งตรงกับอาการของโรคชนิดหนึ่งที่เด็กญี่ปุ่นเป็นกันมาก เธอเองก็ไม่ได้เห็นหน้าเห็นตาลูกคนนี้มากว่า 5 ปีแล้ว (ต้นอาจจะออกจากห้องเฉพาะตอนที่ไม่มีใครอยู่บ้าน) เมื่อชาวบ้านเริ่มสงสัยว่า จริงๆ แล้วลูกของเธอยังอยู่ในห้องจริงหรือเปล่า หรือสิ่งที่อยู่ในห้องที่แท้จริงนั้นมันเป็นอะไรกันแน่ ห้องของต้นจึงมีแรงดึงดูดให้ทุกคนอยากค้นหาว่า ใครกันแน่ที่อยู่ในห้อง



ตัวละครของคุณเอกสิทธิ์ในเกือบทุกเรื่องจะมีลักษณะที่เป็นเอกลักษณ์อย่างหนึ่งครับ นั่นคือ จะเป็นพวกที่มีบุคลิกแปลกๆ หรือไม่ก็มีปมปัญหาทางจิต (มีคนเรียกหนังแนวนี้ว่า Psycho Horror) เรื่องนี้ก็เช่นเดียวกันครับ นิดาเป็นคนที่มีบุคลิกแปลกๆ (การย้อมผมคุณสินจัยเป็นสีทอง สนับสนุนบุคคลิกในเรื่องได้ดีมากเลยครับ) เธอพยายามจะปกป้องความเชื่อของเธอว่า ลูกของเธอยังอยู่ในห้อง และต่อต้านทุกคนที่จะเข้ามายุ่งเกี่ยวกับลูกของเธอ

ภาพยนตร์เรื่องนี้มีเสียงบ่นกันมากครับ กับการเฉลยปมต่างๆ ที่หนังสร้างขึ้น โดยเฉพาะฉากสุดท้ายของเรื่องที่เปิดเผยว่า ไอ้ตัวที่อยู่ในห้องจริงๆ แล้วคือต้นที่เธอสร้างขึ้นมาจากพลังความเชื่อของเธอเอง (ทำซีจีหน้าเหมือนตัวมาก) ก็ทำให้คนดูหลายคนออกอาการรับไม่ได้เลยครับ ไม่ว่าก่อนหน้านั้นจะมีการสร้างปมอะไรให้สงสัยเยอะแยะมากมาย แต่พอเฉลยออกมาเป็นไอ้ตัวนี้ก็จบหมด แทนที่จะเป็นอารมณ์เหมือนกับว่าเฉลยแล้วหายสงสัย ตามสไตล์หนังประเภทนี้ แต่กลายเป็นประมาณว่ายิ่งมีเรื่องให้ต้องสงสัยตามมาอีก อย่างนั้นแหละครับ

สำหรับผมแล้ว คงต้องบอกตรงๆ ว่าหนังเรื่องนี้มีปัญหาในเรื่องความลงตัวของการเล่าเรื่องเป็นอย่างมาก เพราะการเล่าเรื่องออกจะเถลไถลออกไปในทางที่ไม่ค่อยสนับสนุนตัวเรื่องเท่าไหร่นัก (รู้สึกผิดกับคนที่พาไปดูมาก เพราะออกมาบ่นไม่หยุดเลยครับ) ปมต่างๆ ที่ถูกสร้างขึ้นให้เราสงสัยเกี่ยวกับโรคประหลาดของต้น ไม่ได้ถูกนำมาใช้อธิบายส่วนเฉลยของเรื่องเลย อาทิ ปัญหาของต้นที่ถูกรังแกที่โรงเรียน ป่าน (กัญญา รัตนเพชร์) เด็กสาวที่เป็นภูมิแพ้ที่อยู่บ้านตรงข้าม โดม (พงศ์พิชญ์ ปรีชาบริสุทธิ์กุล) เพื่อนรุ่นน้องของนิดาที่พยายามจะเอาต้นไปออกทีวี หรือแม้แต่เรื่องโรคฮิคิโกโบริ (555) นี่แทบจะไม่ได้เกี่ยวกันเลย



การที่ในหนังทุกสิ่งทุกอย่างถูกปูขึ้นเพื่อจะบอกว่าต้นเป็นเด็กมีปัญหา ทั้งกับครอบครัว และที่โรงเรียน ซึ่งการปูเรื่องแบบนี้มันก็ทำให้เราเชื่อไปแล้วล่ะครับว่าต้นเป็นเด็กมีปัญหาจึงเลือกเก็บตัวอยู่ในห้อง เรื่องมันจึงน่าจะพาเราไปสู่คำตอบที่ว่า “ไอ้ต้นมันเป็นอะไร” ไม่ใช่ว่า จริงๆ แล้วคนที่อยู่ในห้องไม่ใช่ต้น แต่เป็นตัวประหลาดที่นิดาสร้างขึ้นมาจากความเชื่อของเธอเอง ดังนั้นมันจึงทำให้เกิดคำถามกับคนดูครับว่า ถ้าจะเฉลยว่าใครในห้องเป็นตัวกอลลั่ม ก็ไม่น่าจะเสียเวลาไปเล่าเรื่องปัญหาของต้นมากมายขนาดนี้

ในทางกลับกันหากการเล่าเรื่องจะเล่นกับความสงสัยของคนอื่นๆ หรือกับคนในละแวกบ้านของนิดา เช่น โดม ป้าขายข้าวแกง วินมอเตอร์ไซค์ หรือเด็กร้านเกม น่าจะสนุกกว่ากันเยอะ สำหรับผมแล้วการที่ใครในห้องจะเป็นตัวกอลลั่มหรือตัวอะไรก็ไม่ได้แปลกอะไรครับ ประเด็นที่ว่าความเชื่อสามารถสร้างสิ่งเหลือเชื่อได้ ก็ยังพอรับได้อยู่ (จริงๆ ก็น่าจะทำไอ้ตัวที่อยู่ในห้องให้มันเนียนๆ กว่านี้หน่อยนะครับ - มันโดดเหลือเกิน) แต่มันไม่มีความจำเป็นเลยที่ต้องไปปูเรื่องราวเกี่ยวกับเหตุผลว่าทำไมต้นจึงมีแนวโน้มว่าเป็นโรคฮิคิโคฮิตาชิ (555) อะไรนั่น หรือการตอบแบบเคลียร์ๆ โดยการให้ดูว่าสิ่งที่อยู่ในห้องมันคือตัวอะไรแบบที่ในภาพยนตร์ทำนั้น มันทำให้ความอยากรู้อยากเห็นที่หนังสร้างได้สำเร็จหายไปในพริบตาหมดเลยครับ

ในบทวิจารณ์ภาพยนตร์เรื่องนี้ของคุณอภินันท์แห่งเว็บผู้จัดการ เขาได้สรุปคำตอบไว้ได้กระชับดีครับว่า สิ่งที่อยู่ในห้องจริงๆ แล้วมันก็คือ “ความเชื่อของนิดา” นั่นเอง ซึ่งผมก็เห็นว่าถ้าภาพยนตร์เรื่องนี้นำประเด็นนี้มาขยี้จะมีความน่าสนใจกว่านี้ครับ อาทิ นิดาซึ่งเป็นคนที่ประสบกับปัญหาครอบครัว และไม่สามารถหาทางออกให้กับชีวิตได้ เธอจึงสร้างโลกส่วนตัวของเธอขึ้นมาเพื่อหนีให้พ้นจากความเป็นจริง โดยที่จริงๆ แล้วห้องๆ นั้นก็คือโลกส่วนตัวที่เธอสร้างขึ้นนั่นเอง โดยที่ในห้องนั้นอาจจะไม่ใครอยู่เลยก็ได้ แต่เธอก็ยังพยายามจะปกป้องมัน ซึ่งก็น่าจะไปกันได้ดีกับเรื่องราวเกี่ยวกับสมาคมจีรังยั่งยืนในเรื่องที่เน้นเรื่องการเชื่อโดยปราศจากคำถามและข้อสงสัยที่ทำให้นิดาหลุดพ้นจากความทุกข์ได้มากกว่า



ผมดูเรื่องนี้แล้วมีเรื่องเก็บไปให้คิดต่ออีกนิดหน่อยครับ ซึ่งอาจจะไม่ได้เป็นสารที่หนังต้องการจะสื่อโดยตรงนะครับ นั่นคือ ปัญหาเกี่ยวกับการเมืองไทยในขณะนี้ ที่คนจำนวนหนึ่งได้สร้างโลกของความเชื่อที่ปราศจากคำถามและข้อสงสัยใบหนึ่งขึ้นมา (5 ปีนี่บังเอิญตรงกับอายุของรัฐบาลนึงเป๊ะเลยครับ) พอมีใครมาตั้งคำถามและข้อสงสัยกับความเชื่อหรือโลกใบนั้น ก็มองเขาเป็นศัตรู และจะต้องทำลายล้างกันให้วอดวายไปข้างหนึ่ง โดยที่ไม่ฟังเหตุฟังผลอะไรเลย สรุปได้ว่า ความเชื่อชนิดที่ปราศจากการตั้งคำถามและข้อสงสัยของคนไทย มันอาจจะเป็นเรื่องที่น่ากลัวที่สุดของการเมืองไทยขณะนี้ก็เป็นได้ครับ (และน่าจะน่ากลัวกว่าไอ้ตัวกอลลั่มในเรื่องเยอะเลยครับ)

ปล. ลองคิดดูเล่นๆ ครับ หากฉากจบเปลี่ยนเป็นเปิดห้องมาเจอคนหน้าเหลี่ยมนั่งเล่น twitter อยู่ล่ะก็ ขำไม่ออกเลยครับ God bless Thailand. ครับ

อ่านเพิ่มเติม
จาก Who r You? สู่ Who is The Author? : เปิดใจ 'เอกสิทธิ์ ไทยรัตน์' กับบทที่ถูกสับเละที่สุดในชีวิต
พังประตูห้อง...Who Are You? : 'หนังที่ดูไม่รู้เรื่อง'!!/อภินันท์


Create Date : 08 มีนาคม 2553
Last Update : 10 มีนาคม 2553 14:22:40 น. 4 comments
Counter : 3194 Pageviews.

 
ไม่น่าจะเป็นความเชื่อหรอกครับ ควรจะเป็นความจริงที่ถูกปกปิดมา 5 ปีมากกว่า ปกปิดท้งผู้คนและตัวเองว่าไม่คอร์รัปชั่น ถ้าคนทำยอมรับสิ่งที่ทำลงไป ไม่มีใครจองล้างจองผลาญแน่ๆ คนไทยลืมง่าย แต่ที่ไม่กล้าลืมเพราะกลัวกอลลั่มจะมาเอาคืนก็แค่เท่านั้น เอ เกี่ยวกับภาพยนตร์หรือเปล่า ส่วนบทภาพยนตร์ใช้ได้ครับ อย่างน้อยก็ทำให้คนดูคิดในหลายแง่มุมดีกว่าหนังบ้างเรื่องไม่ได้คิดเลย แถมบางกลุ่มก็ยกย่องกันจนคว้ารางวัลก็มี


โดย: 007 IP: 61.47.114.194 วันที่: 9 มีนาคม 2553 เวลา:11:40:58 น.  

 
คงจะหมายถึงความเชื่อว่าเขาเป็นคนดี โดยไม่ได้ตั้งคำถาม น่ะครับ

ขอบคุณที่แสดงความเห็นนะครับ


โดย: dreamingbutterfly IP: 183.89.41.31 วันที่: 9 มีนาคม 2553 เวลา:14:43:00 น.  

 
มาลาไปเที่ยวกระบี่ค่ะ ช่วงนี้ชีพจรลงเท้า เที่ยวตลอดหลังเรียนจบ


โดย: Imaginewing วันที่: 10 มีนาคม 2553 เวลา:1:37:02 น.  

 
นักแสดงทั้งหมดชื่ออะรัยคะ


โดย: หวัง IP: 223.24.87.44 วันที่: 8 สิงหาคม 2559 เวลา:17:57:02 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ

dreamingbutterfly
Location :
นนทบุรี Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 22 คน [?]




"Zhuang Zhou dream that he was a butterfly. Suddenly he awoke, and was himself again. He did not know whether he dreaming that he was a butterfly, or a butterfly dreaming that it was him."

บันทึกบอกเล่าความคิด ความรู้สึก และมุมมอง ต่อเรื่องราวต่างๆ ในทัศนะของผมครับ

!!!Update Every Week!!!


Woratep Wongsuppakan | Create Your Badge

: Users Online

free counters

Google

New Comments
Group Blog
 
<<
มีนาคม 2553
 123456
78910111213
14151617181920
21222324252627
28293031 
 
8 มีนาคม 2553
 
All Blogs
 
Friends' blogs
[Add dreamingbutterfly's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.