"คลังนิยายอ่านก่อนซื้อ-ทดลองอ่าน..."เมื่อการเดินทางของจินตนาการและตัวอักษรมาบรรจบกัน จึงกลายเป็นนิยายแต่ละเล่มของ...แหวนอักษรา และนามปากกาที่เกี่ยวข้อง"

 


Group Blog
 
 
กรกฏาคม 2558
 
 1234
567891011
12131415161718
19202122232425
262728293031 
 
24 กรกฏาคม 2558
 
All Blogs
 
ใต้ปีกมนตรา (บทที่ 3-4)







Oxygen Blue - Working



ใต้ปีกมนตรา ได้รับการตีพิมพ์กับ สนพ.อักษรศาสตร์ เมื่อหมดสัญญาลง ผู้เขียนจึงได้นำมาปรับปรุง และวางจำหน่ายเป็น ebook อ่านรายละเอียดเล่มได้ที่ https://www.mebmarket.com/index.phpaction=BookDetails&data=YToyOntzOjc6InVzZXJfaWQiO3M6NjoiNTMxOTA2IjtzOjc6ImJvb2tfaWQiO3M6NDoiMzYwNCI7fQ



บทที่ 1 เกือบไป


บทที่ 3 บุรุษลึกลับกับชายในใจ

บรรยากาศหลังอาหารค่ำวันนั้นค่อนข้างเงียบ ไม่ครึกครื้นเท่าสองสามชั่วโมงที่ผ่านมา เพราะต่างคนต่างเพลีย เนื่องจากพอเดินทางมาถึงในตอนบ่าย เอาของไปเก็บที่ห้องพักยังไม่ทันได้พักผ่อน ไนย์ชนก็เที่ยวเคาะห้องเรียกเพื่อนๆ ชวนลงเล่นน้ำทะเลด้วยกันที่หาดหน้าบ้านพัก สนุกสนานกันจนเกือบถึงเย็น ดังนั้นเมื่อทานอาหารค่ำร่วมกันเสร็จ นั่งสนทนาสัพเพเหระกันอยู่พักหนึ่ง จึงพร้อมใจกันแยกย้ายกลับเข้าห้องพักของตน
สำหรับเอเซียถึงจะรู้สึกเพลียอยู่บ้างแต่ยังไม่ถึงกับง่วง หล่อนจึงเลือกมาพักผ่อนหย่อนอารมณ์อยู่ตรงหน้าต่างแทน สายตามองผ่านกระจกใสไปสู่ทิวทัศน์ภายนอก แต่ใจนั้นกลับนึกไปถึงชายหนุ่มหน้าตาคร้ามคมผู้เป็นเพื่อนร่วมงานรุ่นพี่

ปราบภัยเป็นชายหนุ่มที่น่าสนใจ มีเสน่ห์ตามแบบฉบับของตัวเอง เป็นที่ต้องตาต้องใจสาวๆ ถ้าไม่นับพิดาที่มักจะชอบผู้ชายหล่อทุกคนอยู่แล้ว ซึ่งที่จริงพิดาแสดงออกไปอย่างนั้นเอง ไม่ได้จริงจังอะไรนักหรอก ผิดกับลินินและอัญมณี สองคนนี้ดูเหมือนจะมีใจตรงกัน โดยเฉพาะอัญมณี หล่อนแสดงความสนใจในตัวชายหนุ่มเปิดเผยอย่างจงใจทีเดียว

เอเชียเพิ่งไปทำงานที่มหาวิทยาลัย รู้จักกับปราบภัยได้ราวครึ่งปี ยอมรับว่านิสัยใจคอเขาเท่าที่คบกันมานับว่าใช้ได้ เอเซียรู้ว่าปราบภัยชอบหล่อนมาก มากจนเกินขอบเขตของความเป็นเพื่อนด้วยซ้ำ แต่จะถึงขั้นว่ารักหรือไม่นั้นหล่อนไม่รู้ แต่มีบางครั้งเหมือนกันที่ปราบภัยแสดงให้เห็นว่าเขาแคร์หล่อนมาก บางทีทำตัวคล้ายหวงแหนและเป็นเจ้าของหล่อนอย่างออกนอกหน้า โดยเฉพาะในเวลาที่มีหนุ่มอื่นมาติดพันหล่อน

ความเย็นวูบบางอย่างที่คล้ายกับมีใครสักคนเพิ่งเดินเฉียดผ่านไปทำเอาหญิงสาวเกือบสะดุ้ง หล่อนหันขวับไปมองข้างหลังทันที กวาดสายตามองจนทั่วบริเวณห้องแต่กลับไม่เห็นสิ่งผิดปกติใดๆ แม้แต่น้อย หญิงสาวถอนหายใจเบาๆ กึ่งโล่งอกกึ่งนึกขำกับความประสาทอ่อนและให้เหตุผลกับตนเองว่า คงเป็นเพราะบรรยากาศสงบเงียบผสมกับความแปลกที่จึงทำให้เกิดอาการประสาทชวนขนลุกขึ้นได้

เมื่อเห็นว่าไม่มีอะไรหล่อนจึงหันกลับไปมองภายนอกหน้าต่างอีกครั้ง แสงกระจ่างใสจากสีเงินของจันทร์ใกล้เต็มดวงกับดาวนับพันที่กระจายอยู่กลางผืนฟ้า ทำให้สามารถมองเห็นทิวทัศน์ได้รางๆ แต่หากมองไกลออกไปจนสุดสายตาสิ่งที่แลเห็นก็จะมีเพียงความมืดมิดของยามราตรีกาล บรรยากาศเงียบสงัดเช่นนี้ชวนให้เกิดอารมณ์สุขปนเศร้าขึ้นมาอย่างประหลาด
ขณะที่หล่อนกำลังนึกถึงปราบภัยอยู่ แต่แล้วกลับมีภาพของชายหนุ่มอีกคนได้ซ้อนขึ้นมา ชวนให้หวนระลึกถึงความประทับใจเมื่อแรกพบ เมื่อนานมาแล้ว…
เสียงกริ๊กคล้ายลูกบิดประตูถูกปลดล็อคทำให้เอเซียถึงกับสะดุ้งเฮือกอีกครั้ง หันขวับไปมองที่ประตูห้อง ด้วยใจเต้นระทึก ปากร้องถามเสียงดังว่า
“ใครน่ะ!”
เงียบ..ไม่มีเสียงใดตอบกลับมา หญิงสาวลังเลอยู่เกือบนาที ในที่สุดจึง ตัดสินใจเดินไปที่ประตู สำรวจดูล็อคปรากฏว่ายังคงกดปิดไว้เรียบร้อยใส่กลอนคล้องโซ่แน่นหนาดี หล่อนแง้มประตูโผล่หน้าออกไปกวาดสายตามองผ่านแสงไฟดวงเล็กที่เปิดตามไว้แต่ละจุด สำรวจไปรอบๆ บริเวณ แต่ไม่มีวี่แววใครเลย ทุกห้องยังคงปิดสนิท ทุกแห่งเงียบสงัด
หญิงสาวรีบปิดประตูกดล็อคใส่กลอน แล้วกระโจนขึ้นเตียงโดยไม่ยอมปิดไฟ ดึงผ้าห่มขึ้นมาคลุมทั้งตัวพยายามไม่คิดถึงเรื่องอะไรอีก จะได้หลับไปซะให้รู้แล้วรู้รอด!
เจ้าประคู้ณ ขอให้สว่างเร็วๆ ทีเถอะ!

ดึกสงัด..ขณะที่ชายหนุ่มนักเขียนผู้มีนามว่าเอกภพกำลังเคลิ้มใกล้จะหลับพลันเกิดความรู้สึกคล้ายกับว่ามีใครเข้ามาในห้องและกำลังชะโงกมองจ้องเขม็งอยู่ข้างเตียง..ชายหนุ่มเบิกนัยน์ตาอันแสนหนักขึ้นอย่างยากเย็น..จากความพร่ามัวของสายตาทำให้ไม่สามารถมองเห็นอะไรได้อย่างชัดเจน ความมืดสลัวรางปกคลุมไปทั่ว
มันมาอีกแล้ว..เขาคิด..ครั้งนี้เป็นครั้งที่สองที่มันมาเยือนเขากลางดึก
จำได้ว่าคืนแรกที่เขาเข้ามาพักที่นี่ มันมายืนมองเขาอยู่ข้างเตียงอย่างนี้เหมือนกัน ไม่ได้ทำอะไรได้แต่มองเฉยอยู่อย่างนั้นสักพักก็หายไป หลังจากคืนนั้นเขาเริ่มระวังตัว แต่มันไม่ได้โผล่มาให้เขาเห็นอีกเลย จนกระทั่งถึงวันนี้
คืนนี้มันมาปรากฏให้เขาเห็นอีกครั้ง ยืนยันแน่ชัดว่าเขาไม่ได้ฝันหรือคิดมากไปเอง
หากชั่ววินาทีหลังจากที่เขาคิดเช่นนั้น ทุกอย่างได้เกิดขึ้นอย่างรวดเร็วจนชายหนุ่มตั้งตัวไม่ทัน ความเย็นยะเยือกประหลาดที่แผ่อิทธิพลเหนือธรรมชาติเข้า จู่โจมเขาอย่างฉับพลัน มีพลังกดดันแรงเกินกว่าที่เขาจะต้านมันได้ ชายหนุ่มรู้สึกเหมือนคนจะจมน้ำ เขาตะเกียกตะกายดิ้นรนสุดฤทธิ์อยู่ในภวังค์ พยายามจะให้หลุดพ้นจากอำนาจที่แผ่พลังเข้ามาครอบงำ!
ในชั่ววูบหนึ่งซึ่งเอกภพคิดว่าตนเองคงกำลังจะพ่ายแพ้ถูกบางสิ่งเข้าครอบงำ จู่ๆ “อะไร” ที่กำลังจู่โจมเขากลับผ่อนฤทธิ์ลงในทันทีทันใด ความรู้สึกอึดอัดทรมานกับอาการหายใจไม่ออกได้บรรเทาลงจนกลับเป็นปกติในที่สุด เหมือนกับว่า “อะไร” ที่มาแสดงฤทธิ์นั้นมันไม่ได้เจตนาจะทำร้ายเขาให้ถึงตาย เพียงแค่ “หยั่งเชิง” ถึงพลังต้านในจิตของชายหนุ่มเท่านั้น!

ในเวลาใกล้เคียงกัน หญิงสาวผู้ซึ่งกำลังหลับสนิทอยู่บนเตียงกว้างก็กำลังตกอยู่ในภวังค์ฝันอันประหลาดเช่นกัน
“คุณอีกแล้วหรือ”
หล่อนถามอยู่ภายในภวังค์ฝัน พยายามเพ่งสายตามองฝ่าหมอกขาวขุ่นที่ม้วนตัวเข้าคลี่คลุมอยู่ทั่วบริเวณ
“คุณเป็นใครกันแน่ มาหาฉันบ่อยๆ ทำไม”
หล่อนย้ำถามซ้ำซาก ทั้งที่รู้ว่าคงจะไม่ได้รับคำตอบเหมือนเช่นทุกครั้งที่ผ่านมา นับตั้งแต่คืนแรกที่ “เขา” มาเยือน จนกระทั่งถึงคืนนี้ นับเป็นครั้งที่สี่ โดยแต่ละครั้งจะห่างกันราวหนึ่งเดือน หากแต่ละครั้งที่บุรุษลึกลับปรากฏตัวหล่อนกลับไม่นึกกลัวแม้แต่น้อย และเหมือนจะคุ้นเคยกันมากขึ้นทุกทีเสียด้วยซ้ำ!
ไม่มีกังวานเสียงใดๆ โต้ตอบมาจากเงาที่มองดูลางเลือนจนแทบจะกลืนหายไปกับสายหมอกขาว หล่อนมีความรู้สึกอย่างหนึ่งว่าบุรุษลึกลับผู้นี้อยากจะสื่อสารหรือพูดอะไรบางอย่างกับหล่อน แต่กลับไม่เคยมีคำพูดใดๆ หลุดออกมาจากปากสักครั้ง!
เขาเป็นใครกันหนอ..ทำไมถึงมาหาหล่อน..และเมื่อมาแล้วทำไมไม่พูดอะไรบ้างเลย!
“ช่วยบอกหน่อยเถอะ คุณเป็นใครกันแน่ ต้องการอะไรจากฉัน”
ไออุ่นจัดจากอุ้งมือแข็งแรงที่ซ่อนกายอยู่ในกระไอหมอก ยื่นมาสัมผัสตรงแก้มเนียน..นิ้วเรียวแข็งแรงไล้แผ่วเบาที่แก้มของหล่อนแทนคำตอบ..ความเศร้าล้ำลึก
บางอย่างถูกถ่ายทอดจากร่างนั้นพุ่งเข้าสู่หัวใจหล่อน..หญิงสาวเกิดความรู้สึกใจหายแปลกๆ เหมือนอยากจะร้องไห้..หากยังไม่ทันจะเอ่ยปากซักถามใดๆ ร่างนั้นกลับถอยห่างออกไปฉับพลัน!!
“เดี๋ยวก่อน อย่าเพิ่งไป”
หญิงสาวตกใจรู้สึกตัวตื่นขึ้นในตอนนั้นเอง!
เอเซียผวาผลุดลุกขึ้นนั่งพิงหัวเตียงด้วยใจคอระทึกหวั่นไหว
“ฝันอีกแล้ว!” หล่อนอุทานออกมาดังๆ
ภาพเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในฝันนั้นมันรบกวนความรู้สึกเสียจนหล่อนไม่อาจหลับลงได้อีก ความรู้สึกเศร้าปนกระวนกระวายที่แฝงตัวลึกๆ อยู่ในใจ ผุดขึ้นมาอย่างไม่สามารถหยุดยั้งได้
ทำไมถึงต้องฝันอะไรอย่างนี้ด้วยก็ไม่รู้!
มิหนำซ้ำในระยะสามสี่เดือนที่ผ่านมา หล่อนมักจะฝันคล้ายๆ กันอย่างนี้ทุกเดือนอีกด้วย!
หรือทั้งหมดนี้คือความปรารถนาในส่วนลึกของตัวหล่อน
หล่อนสร้าง “เงา” ของบุรุษนั้น ขึ้นแทนตัวตนของใครคนหนึ่ง..เป็นอย่างนั้นหรือเปล่า?!
เฮ้อ! หญิงสาวถอนหายใจ พลางหันไปคว้าหมอนข้างมากอดก่อนทิ้งตัวลงนอนอีกครั้ง
คิดมากน่า..จะเอาอะไรกับความฝันเล่า ไร้สาระนัก นี่ไงล่ะผลจากความคิดมาก ก่อนนอนอยากเฝ้าคิดถึงแต่ “เขา” ไม่สร่างซาอยู่นั่นแล้ว..
ภาพของบุรุษผู้นั้น..ยังคงแจ่มชัดอยู่ในสัมผัสของหัวใจ!
โธ่เอ๊ย! หล่อนคงเป็นบ้าไปแน่แล้ว จะไปปรึกษากับปราบภัยก็ไม่ได้เสียด้วย จะให้บอกเขาได้อย่างไรเล่าว่า จู่ๆ หล่อนได้เก็บเอาภาพผู้ชายคนหนึ่งไปเฝ้าฝันพิลึกเป็นตุเป็นตะ นี่ถ้าเจ้าตัวล่วงรู้ว่ามีผู้หญิงคนหนึ่งฝันถึงเขาในลักษณะเช่นนี้ เขาจะรู้สึกยังไงนะ!
แน่นอนว่าชายหนุ่มผู้นั้นไม่มีทางรู้หรอกว่าหล่อนฝันอะไร เพราะเขาไม่รู้จักหล่อนด้วยซ้ำ หล่อนก็ไม่รู้จักเขาเช่นเดียวกัน!
คนแปลกหน้าในความทรงจำ เมื่อเนิ่นนานมาแล้ว
เอเซียพบเขาเพียงครั้งเดียวเท่านั้น จากนั้นก็ไม่เคยพานพบกันอีกเลย จนถึงทุกวันนี้..
หากเป็นแค่ครั้งเดียวที่ประทับอยู่ในความทรงจำจนน่าประหลาด ติดตาติดใจไม่เคยลืมเลือน!
ชั่วชีวิตนี้จะมีโอกาสได้พบกับชายในใจคนนั้นอีกสักครั้งไหมหนอ..หญิงสาวได้แต่คิดรำพึงอย่างเหม่อลอย
“เก็บมานาน..พานพบเธอ..ชายในใจที่เคยได้เจอ..”
หน้าตาเกลี้ยงเกลา..ท่าทางผู้ดี..มีเสน่ห์บาดใจ
สบตาคราใดใจยังผวา..ดังจะละลายด้วยไฟในดวงตาเธอ..
เก็บมาเป็นความทรงจำที่ดีต่อเธอ..ครวญเป็นเสียงเพลงให้เธอได้ยินและฟัง
จากวันวาน คอยพบเธอ คอยพบเจอ คิดว่าเธอคงผ่านมา
คอยมอง มองหาเธอ มองหาเธอไม่มีแม้เงา..เธอมา
หลับตาครั้งใด จิตใจร้อนรน ความฝันเอยขอจงมีเธออยู่เคียง
จากวันวานยังติดตรึงซึ้งในใจ..มิเคยลืมเลือน..ไป”

เนื้อเพลงเก่าเพลงหนึ่งเคยได้ยินผ่านหูเมื่อนานนักหนามาแล้วแต่ไม่ได้ใส่ใจอะไร กลับมาเป็นเพลงที่มีเนื้อหาโดนใจหล่อนมากที่สุดในยามนี้..
หญิงสาวหวนนึกไปถึงวันที่พบเขาในครั้งนั้น
หลังจากที่เอเซียเรียนจบจากมหาวิทยาลัยแห่งหนึ่งในโคลัมเบียแล้ว หล่อนกับเพื่อนคนไทยด้วยกันอีกสองสามคนฉลองปริญญาด้วยการตระเวนไปตามสถานที่ท่องเที่ยวต่างๆ ที่อยากไปแต่ยังไม่มีโอกาสได้ไปจน กระทั่งเรียนจบ
ชิคาโกเป็นเมืองสุดท้ายที่หล่อนแวะก่อนจะเตรียมตัวกลับเมืองไทยในอีกไม่กี่วันข้างหน้า..เอเซียได้พบกับชายหนุ่มตรงหน้าสถาบันศิลปะในเขตแกรนต์ปาร์ค
วันนั้นหิมะตก..อากาศหนาวจัด..หล่อนสวมเสื้อโค้ตหนา..สวมหมวกแบบไหมพรมถักและใส่ถุงมือ..มือกอดอก ก้มหน้าก้มตาเดินรีบกลับโรงแรมที่เข้าพักพร้อมกับเพื่อน
ส่วน “เขา” เดินช้าๆ มาตามทาง สวมสเว็ตเตอร์สีเข้ม สองมือล้วงกระเป๋ากางเกงยีนสีซีด
เอเซียเงยหน้าขึ้นอย่างไม่ตั้งใจ แล้วเลยได้ประสานสายตากับเขาอย่างจังในระยะกระชั้นชิด!
เขาชะงักและมองตรงมา..หัวใจหล่อนเหมือนจะละลายด้วยไฟในดวงตาของเขา!
ประมาณนั้นเลย..เนื้อเพลงที่พรรณนาไว้ตรงกับใจและความรู้สึกของหล่อนในขณะนั้นทีเดียว!
ชายหนุ่มร่างสูงเกินหกฟุตนิดหน่อย เอเซียคะเนอายุเขาว่าน่ายี่สิบหกหรือ ยี่สิบเจ็ดเป็นอย่างมาก ผิวขาวออกชมพูอย่างคนในเมืองหนาวทั่วไป หน้าตาดีมาก โดยเฉพาะดวงตาคมล้ำลึกคู่นั้นมีเสน่ห์ล้ำลึกที่สุด!
เพียงแค่สบตา เขาเดินผ่านเธอไป เธอก็เดินผ่านเขาไป แต่นับจากวันนั้นเป็นต้นมา ดวงตาสีสวยแปลกคู่นั้นไม่เคยลบเลือนไปจากความทรงจำของหล่อน!
แม้กาลเวลาจะผ่านมาเกือบปีแล้วก็ตามแต่หญิงสาวยังไม่อาจลืมบุรุษผู้นั้นไปได้ เธอมักคิดถึงเขาขึ้นมาทุกครั้งในยามว่างหรือเกิดอารมณ์เหงา พลางนึกวาดภาพว่าเขามาอยู่เคียงข้างเป็นเรื่องเป็นราวเพ้อเจ้อไปต่างๆ นาๆ
เอเซียทอดถอนใจอีกเป็นครั้งที่เท่าไหร่แล้วไม่รู้ ไม่เข้าใจตนเองเหมือนกันว่าทำไมจึงต้องเก็บเอาภาพชายแปลกหน้าคนหนึ่งที่แค่เดินสวนทางกันเข้ามาเก็บไว้เป็นความทรงจำด้วย
ไม่ใช่แค่จินตนาการแต่เป็นความจริงที่เก็บไว้กับใจมาตลอด

เอเซียตื่นแต่เช้าตรู่ ลุกขึ้นอาบน้ำแต่งกายทะมัดทะแมงในชุดกางเกงขาสั้นสไตล์เก๋เข้าชุดกันดีกับเสื้อผ้ายืดสีสดใส รัดใต้อกส่วนบนและปล่อยชายพลิ้วลงมาตามแบบสมัยนิยม ผมยาวรวบเรียบทิ้งตัวเป็นพวงหางม้า หญิงสาวเดินทอดน่องเอื่อยๆ ไปตามริ้วทรายขาวตรงหน้าหาดที่ทอดตัวยาวไกลสุดตา ท้องฟ้าในยามรุ่งอรุณทอแสงสีอ่อนเรื่อเรือง ทะเลต้องลมพลิ้วเป็นฟองคลื่นทอประกายเขียวครามระยับ หญิงสาวสูดลมหายใจลึกๆ เพี่อรับเอาอากาศบริสุทธิ์เข้าเต็มปอด..สดชื่นดีจัง..ถ้าไม่ห่วงว่าคนอื่นจะรอพร้อมหน้ากันที่โต๊ะอาหารหล่อนคงจะยืนอยู่ตรงนี้อีกนาน
เอเซียยืนรับลมชมวิวเล่นอยู่พักหนึ่งก่อนกลับไปที่เรือนใหญ่ เพื่อทานอาหารเช้าพร้อมกับสมาชิกคนอื่นๆ อาหารเช้าวันนั้น ประกอบไปด้วย ข้าวต้มกุ้งตัวโตๆ แต่ถ้าใครอยากทานแบบง่ายๆ เบาๆ หน่อยก็มีกาแฟร้อน โกโก้ร้อน น้ำผลไม้อย่างน้ำส้มก็มี พร้อมด้วยแพนเค้ก แซนด์วิชหมูทอดให้เลือกกันตามอัธยาศัย
“เมื่อคืนหลับสบายหรือเปล่าครับ”
ไนย์ชนหันไปทักทายและชวนหญิงสาวที่นั่งใกล้สนทนาด้วย เขาออกมาจากห้องไล่หลังจากที่เอเซียเดินไปหน้าหาดแล้วพักหนึ่ง แต่เขาไม่ได้ไปไหนไกลเพียงแต่ทำท่าก้มๆ เงยๆ ออกกายบริหารอยู่ตรงระเบียงหน้าบ้านนั่นเอง ก่อนมานั่งดื่มกาแฟอยู่ที่โต๊ะอาหารบนเรือนใหญ่ จากนั้นคนอื่นค่อยๆ ทยอยตามกันมาจนพร้อมหน้ากัน
“เรียกอิ้งค์ดีกว่าค่ะ เรียกสั้นๆ สะดวกดี”
เอเซียเลือกไม่ตอบคำถามชายหนุ่ม..กลับเลี่ยงไปพูดเรื่องอื่นแทนเพราะไม่อยากนึกถึงเหตุการณ์ขวัญเกือบหนีที่ประสบเมื่อตอนหัวค่ำ รวมไปถึงความฝันที่ไม่สามารถเล่าให้ใครฟังได้อีกด้วย
อันที่จริงไนย์ชนเพิ่งรู้จักกับเอเซียก่อนหน้าวันมาเที่ยวแค่อาทิตย์เดียวเท่านั้น ดังนั้นเขาจึงยังไม่ค่อยคุ้นเคยกับหล่อนเท่าไหร่นัก แต่พอรู้เหมือนกันว่า ปราบภัยสนใจน้องคนนี้เป็นพิเศษ
“คุณปราบล่ะ หลับสบายฝันถึงสาวคนไหนบ้างหรือเปล่า”
ขณะที่เอเซียกำลังคุยกับพิดาและหลานชายเจ้าของบ้านเพลินอยู่ ลินินก็ชวนปราบภัยคุยไปเรื่อยๆ เพราะเขาไม่ยอมเริ่มต้นสักที หล่อนจึงต้องเป็นฝ่ายเริ่มชวนสนทนาขึ้นก่อน
ตอนพบกันครั้งแรกลินินตามเพื่อนที่เป็นนักข่าวในนิตยสารผู้หญิงฉบับหนึ่ง ไปสัมภาษณ์คณบดีท่านหนึ่งในมหาวิทยาลัยที่ปราบภัยสอนอยู่ และชายหนุ่มก็อยู่ที่นั่นในวันนั้นด้วย หล่อนได้พบกับเขาอีกหลายครั้ง มีอยู่ครั้งหนึ่งที่ไนย์ชนอยู่ด้วย ปราบภัยจึงแนะนำให้รู้จักกัน หลังจากวันนั้นมาไนย์ชนก็คอยตามติดพันลินินมาตลอด ซึ่งหล่อนได้แสดงความไม่พอใจจนออกหน้า เขาเลยว่าหล่อนเชิดและหยิ่ง แต่ยังไม่ยอมละความพยายามตามจีบหล่อนต่อไป
จนถึงวันนี้มิตรภาพระหว่างปราบภัยกับหล่อนแทบไม่ได้ก้าวหน้าไปกว่าเดิมเลย อุปสรรคอยู่ตรงที่ว่าเขาดูจะสนิทสนมกับยัยหมึกอิ้งค์ ผมยาวผิวขาวหน้าหมวย ทำให้หล่อนแทรกเข้าไปได้ยาก
“ไม่ฝันถึงสาวคนไหนเลยครับ”
ปราบภัยตอบคำถามหญิงสาว เขาไม่ได้พูดปดจนนิดเดียว เพียงแต่ไม่ได้เล่าความจริงว่าเขาไม่ได้ฝันถึงผู้หญิง เขาจำเนื้อหาในฝันไม่ได้มากนัก แค่จำได้ว่าเห็นเงาวูบวาบของผีหรืออะไรสักอย่าง ไร้สาระไปหมด
ขณะที่ปราบภัยนั่งฟังลินินเล่าถึงงานเขียนที่หล่อนกำลังทำอยู่ สาวใหญ่เจ้าของบ้านแต่งกายในชุดทำ งานสวยหรูสีสดใสขับผิวขาวนวลก็เดินฉับๆ เข้ามาร่วมวงด้วยท่าทางมาดมั่นคล่องแคล่วตามเคย โดยมีชายหนุ่มร่างสูงเพรียววัยใกล้เคียงกับปราบภัยและไนย์ชนเดินตามเข้ามาด้วยกัน
“อรุณสวัสดิ์จ๊ะทุกคน”
“อรุณสวัสดิ์ครับ คุณอัญ”
“อรุณสวัสดิ์ค่ะ”
สมาชิกแต่ละคนทักทายตอบ สายตาไนย์ชนแลเลยผ่านอัญมณีไปยัง ชายหนุ่มอีกคนซึ่งกำลังเลื่อนเก้าอี้ให้สาวใหญ่นั่ง เสร็จแล้วตนเองจึงเดินไปนั่งลงตรงเก้าอี้ตัวที่ว่างอยู่อีกด้าน อัญมณีหันไปพยักหน้ากับแม่บ้านชื่อกิ่ง ผู้เป็นน้องสาววัยห่างกันสามปีของป้าแก้ว ซึ่งยืนคอยอยู่ห่างๆ เป็นเชิงสั่งให้เสิร์ฟอาหารได้ ก่อนจะแนะนำเอกภพให้ทุกคนรู้จักอย่างเป็นทางการ
เอกภพ สุระพจน์ เป็นชายหนุ่มวัยสามสิบสอง หน้าตาเรียบๆ สวมแว่นสายตาสั้นรับกับใบหน้า แต่งกายสุภาพเรียบร้อย ท่าทางเงียบขรึมพูดน้อยและสำรวม ตลอดช่วงเวลาของการรับประทานอาหาร เอเชียได้ยินเขาพูดแค่ไม่กี่คำ
เมื่อป้ากิ่งทำหน้าที่เสิร์ฟอาหารตามที่แต่ละคนต้องการเสร็จและถอยกลับไปแล้ว อัญมณีจึงชม้ายสายตาไปยังชายหนุ่มที่นั่งจิบแค่กาแฟเป็นอาหารเช้า หล่อนทอดเสียงอ่อนทักถามเขาด้วยประโยคที่ไนย์ชนและลินินถามมาแล้วในเช้าวันนี้ว่า
“เป็นไงบ้างคุณ หลับสบายดีนะ”
“ครับ”
ชายหนุ่มตอบสั้นๆ ไม่อยากบอกว่าเขานอนหลับๆ ตื่นๆ เกือบทั้งคืนเพราะฝันร้าย เขาไม่รู้ว่าคนอื่นฝันไม่ดีเหมือนตัวเขาหรือเปล่า แต่ไม่ได้ออกปากถามใคร
เสียงอัญมณีที่กล่าวกับไนย์ชนแทรกเข้ามาทำลายภวังค์ชายหนุ่มว่า
“ทานข้าวเสร็จเธอพาเพื่อนไปเดินเล่นซิ แถวนี้วิวสวย บรรยากาศสดชื่นดีทีเดียวล่ะ”
“ผมตั้งใจไว้อย่างนั้นเหมือนกัน พรุ่งนี้ค่อยไปที่อื่น”
“คุณอัญไปด้วยกันซิคะ”
พิดาชวน พลางเลื่อนชามข้าวต้มที่ทานหมดแล้วไปไว้ทางหนึ่ง
“ตามสบายเถอะจ้ะ ว่าจะเข้าไปเคลียร์งานที่ออฟฟิศเสียหน่อย ปล่อยให้หนุ่มๆ สาวๆ สนุกกันไปก่อน ฉันขอรอปาร์ตี้ตอนค่ำดีกว่า เออ..นี่หมอยังไม่มาอีกหรือ เห็นว่าจะมาแต่เช้า”
“หมอ? ใครหรือครับ?” ไนย์ชนถามน้ำเสียงสนใจใคร่รู้
“ผู้ช่วยของฉันไงล่ะ..ความจริง..ฉันไม่แน่ใจหรอกนะว่าเขาทำงานอะไรมาก่อน เขาไม่เคยบอกว่าตัวเองเป็นหมอ แต่สรุปเอาจากการที่ได้พูดคุยกัน เขาดูมีภูมิ
ความรู้อย่างคนที่มีอาชีพหมอน่ะ เลยล้อว่าเป็นหมอซ่อนภูมิ แล้วเรียกเขาว่าหมอมาเรื่อย”
“แปลกดี รู้จักกันนานหรือยังครับ”
ไนย์ชนถามอีก
“กำลังนินทาผมอยู่หรือ”
อัญมณียังไม่ทันได้ตอบคำถามของไนย์ชน พอดีกับเสียงห้าวดังขึ้นทางเบื้องหลังทุกคนเสียก่อน พร้อมกับร่างสูงที่ก้าวยาวๆ เข้ามาที่โต๊ะอาหารด้วยท่าทางคุ้นเคยกับสถานที่
“ว๊าว!”
“เอ๊ะ?!”
พิดาตาโต ขณะที่เอเซียอุทานออกมาได้คำเดียวแล้วเงียบไป ได้แต่นั่งมองบุคคลผู้มาใหม่ตาค้างอยู่เช่นนั้น
ฝ่ายแขกทุกคนมีความเห็นตรงกันว่า ชายหนุ่มที่เพิ่งมาปรากฏตัวนี้ดูอายุยังน้อยเกินคาด ได้ยินอัญมณีพูดถึง ”หมอ” นึกว่าจะรุ่นราวคราวเดียวกับอัญมณีเสียอีก แต่ที่เห็นอยู่ตรงไม่น่าจะเกินยี่สิบแปด
ชายหนุ่มในชุดเสื้อเชิ้ตสีฟ้าครามกับกางเกงสีเข้ม ร่างสูงสง่า ผิวขาว หน้าตาเท่ห์สไตล์ลูกผสมชัดเจน ผมสีน้ำตาลเข้มจัด สีตาที่แปลกดูเหมือนจะเป็นสิ่งที่มีเสน่ห์ที่สุดบนใบหน้าคมนั้น ไนย์ชนยังไม่เคยเห็นใครมีสีตาเป็นสีน้ำเงินทอเงาไวโอเลตสวยอย่างนี้มาก่อน เห็นแล้วชักรู้สึกอิจฉารูปโฉมหมอนี่ขึ้นมาติดหมัด
“โอ๊ะโอว์..ดูซิ ใครมา แหมๆ ไปซะหลายวันเลยนะ!”
อัญมณีทักเสียงดัง ถึงแม้จะรู้อยู่แล้วว่าเขาจะมา แต่แววตาของหล่อนอดที่จะเปลี่ยนแปลกไปไม่ได้ เพราะยังจำได้ดีถึงเหตุการณ์ที่มีปากเสียงกันก่อนที่เขาจะออกจากบ้านไป
วันนั้นเขาโกรธจัดอย่างที่หล่อนไม่เคยเห็นมาก่อน เขาทิ้งท้ายคำพูดก่อนเดินทางเข้ากรุงเทพในวันนั้นว่า..ผมคิดผิด..
‘ผมคิดว่าคุณจะช่วยผม..คงภูมิใจมากล่ะซิที่เอาชีวิตผมมาล้อเล่นได้’
หล่อนเม้มปากวูบหนึ่งที่นึกสงสาร แต่แล้วหล่อนกลับเชิดหน้าขึ้น..พยายามปัดความคิดนั้นทิ้งเสียโดยเร็ว
“นั่งก่อนซิ ทานอะไรมาหรือยังล่ะ”
อัญมณีกล่าวทักทายชายหนุ่ม พลางพยักหน้าไปยังเก้าอี้ตัวที่ยังว่างอยู่ เอกภพลุกขึ้นและเลื่อนเก้าอี้ให้อีกฝ่ายนั่งลงใกล้กันอย่างให้เกียรติและรู้หน้าที่
“ไม่ต้องลำบาก ผมเรียบร้อยมาแล้ว”
ไนย์ชนกำลังพูดว่า
“คงเป็นคุณนี่เองที่คุณอัญบอกว่าเป็นเด็กในคอนโทรล พูดซะผมนึกว่าเป็นเด็กจริงๆ”
ชายหนุ่มผู้มาใหม่ตวัดสายตาผ่านอัญมณีไปอย่างเคืองๆ แต่ไม่กล่าวอะไรออกมาเป็นวาจา
“พูดไปเรื่อยนะไนย์ ฉันนึกว่าเธอรู้จักกันแล้วด้วยซ้ำ”
“ทำไมคุณอัญถึงนึกว่าผมต้องเคยรู้จักกัน”
อัญมณียักไหล่
“คนกันเองนี่ นับไปนับมาญาติกันทั้งนั้น เธออาจเคยเจอแล้วแต่จำไม่ได้เองช่างเถอะ เจอหรือไม่เจอไม่สำคัญอะไร เอาเป็นว่าถ้ายังไม่รู้จักก็รู้จักกันซะตอนนี้เลย เขาชื่อฟาร์ เรนไทน์..ส่วนจะเป็นหมอหรือเปล่า ถามเจ้าตัวเอาเองดีกว่า..ถ้าเขารู้นะ!”
ตลอดช่วงท้ายของการสนทนาที่โต๊ะอาหาร เอเซียแทบไม่มีสมาธิฟังใครเลย เพราะใจของหล่อนได้ลอยวับไปตั้งแต่ผู้ชายคนนั้นก้าวเข้ามาในห้องแล้ว
โชคดีที่ไม่มีใครสังเกตเห็นว่ามือของหล่อนสั่น หัวใจระทึกหวั่นไหวเสียจนแทบซ่อนสีหน้าไว้ให้เป็นปกติไม่ได้ เมื่ออยู่ต่อหน้าคนอื่นหล่อนจำเป็นต้องเก็บความรู้สึกให้มากที่สุด ทั้งที่กำลังตื่นเต้นไปหมดทุกห้องหัวใจ!
ที่แท้ “หมอ” ที่อัญมณีเอ่ยถึง..ไม่ใช่ใครที่ไหนเลย
เขาชื่อ ฟาร์ ผู้ชายคนนั้นชื่อฟาร์ หญิงสาวทวนคำซ้ำซากอยู่ในใจ
ใครจะนึกบ้างว่าภาพฝันลมๆ แล้งๆ ได้กลายมาเป็นความจริงในที่สุดจนได้ หล่อนพบเขาแล้ว เอเซียพบชายในใจคนนั้นแล้ว!

เอเซียกลับเข้าห้องได้แป๊บเดียวก็มีเสียงเคาะประตูเบาๆ ตรงหน้าห้อง พร้อมกับร่างของพิดาโผล่เข้ามาอย่างถือวิสาสะเพราะความสนิทสนมกัน พิดาเดินมาทิ้งตัวลงนอนบนเตียง ลืมตาลอยคว้างมองเพดานห้องรอยยิ้มค้างตรึงอยู่บนริมฝีปาก
“หล่อจัง หล่อเตะตา เท่ห์มีเสน่ห์ที่สุด”
“ใครกันที่ว่าหล่อๆ”
หญิงสาวโต้ตอบ ขณะมือสาระวนหยิบอุปกรณ์โน่นนี่ที่จำเป็นใส่กระเป๋าย่ามใบเล็ก เตรียมตัวไปเที่ยวชมที่รีสอร์ทตามที่เจ้าของบ้านกล่าวชวนไว้แต่แรก และคงจะเลยไปชมสถานที่อื่นแถวๆ นี้ด้วย บ่ายหน่อยค่อยกลับ มาลงเล่นน้ำ
“อันที่จริงก็หล่อกันทุกคน” คนพูดเริ่มจาระไน
“หล่อไปคนละแบบ มีมาดไปคนละอย่าง”
เอเซียหัวเราะขำสำนวนของเพื่อนรุ่นพี่ รู้สึกว่าบรรยากาศรอบตัวขณะนี้ดูสดชื่นไปหมด
“งั้นเลยนะ”
“คุณเอกภพไม่เชิงว่าหล่อแต่มาดสุขุมนุ่มลึกมาก ส่วนคุณปราบไม่ต้องบอก หล่อเข้มแค่ไหนก็ต้องห้ามใช้มั้ยเล่า..หนูอิ้งค์”
“เอ๊อ..มาเกี่ยวอะไรกับอิ้งค์”
“น่า..รู้ๆ กันอยู่ คุณปราบคงไม่มีตามองใครแล้ว”
“ไม่จริงมั้ง..เห็นสบตากับคุณอัญอยู่ว่อบแวบ”
“ฮื้อ..อาจารย์เป็นผู้ชายนี่..เจอผู้หญิงแรงสูงแถมเป็นหม้ายพราวเสน่ห์ออกอย่างนั้น ถ้าไม่ชำเลืองแลเสียเลยก็แปลกเต็มที แต่ไม่ว่ายังไงคนสำคัญของเขามีอยู่คนเดียวเท่านั้น จริงหรือเปล่าเล่า”
เอเซียไม่ยอมตอบให้เข้าเนื้อตัวเอง หล่อนถามกลับไปว่า
“สรุปแล้วหนุ่มไหนเข้าตากรรมการที่สุด”
“ไม่น่าถาม..มีอยู่คนเดียว เข้าตากรรมการที่ซู้ด.ด”
ท้ายประโยคคนพูดทำเสียงสูงพร้อมกับลากเสียงยาว
“หล่อฮ็อทชะมัด เสียแต่ไม่ค่อยสบตาใครเอาเลย สงสัยขี้อายแฮะ”
พอพูดถึงตรงนี้เอเซียชะงักไปเล็กน้อย..นี่ถ้าหล่อนเล่าเรื่องที่เคยพบฟาร์ที่ ชิคาโก พิดาคงแทบกรี๊ดสลบ
“ไม่สนคุณไนย์บ้างเหรอ”
“ตี๋พอใช้ได้ เสียแต่ชอบเลี้ยงงูไว้บนหัว ที่แย่คือชอบมองยัยนั่นอยู่เรื่อย คงสมกันหรอก”
“เขาสวยดีนะ หวานแบบสาวไทย”
“หยิ่งล่ะไม่ว่า ทำหน้าเชิดคิดว่าเป็นนางงามจักรวาลรึยังไง!”
สีหน้าเคลิ้มฝันของพิดาเปลี่ยนเป็นหมั่นไส้ชัดเจน
“ถามจริงๆ เถอะ พี่ดา รู้จักก็ไม่เคยรู้จัก แล้วไปจงเกลียดจงชังอะไรเขานักหนา”
“ไม่มีเหตุผลหรอก แค่ไม่ชอบหน้าเท่านั้น”
เมื่อหาเหตุผลแท้จริงไม่ได้ พิดาจึงได้แต่ตอบแบบกำปั้นทุบดิน

ตอนที่ 4 ร่องรอยความทรงจำ

แสงเรื่อเรืองจากขอบฟ้ายามตะวันใกล้พลบ แผ่รัศมีเข้าครอบคลุมความเวิ้งว้างแห่งท้องทะเล เกลียวคลื่นซัดซ่าเป็นระลอกวิ่งเข้าหาหาดทรายขาว อันเป็ความงดงามจากธรรมชาติอย่างแท้จริง แม้ว่าในบางครั้งท้องฟ้าและทะเลจะเปลี่ยนแปลงเหมือนอารมณ์ปรวนแปรของสตรี แต่ไม่มีใครสามารถปฏิเสธได้เลยว่า ยามท้องฟ้าสวยคลื่นลมสงบ ก่อให้เกิดอารมณ์ผ่อนคลายได้อย่างดีที่สุด
บรรยากาศมื้อค่ำกับอาหารหลายชนิด ซึ่งส่วนใหญ่เป็นอาหารทะเลสดอย่างปูม้าเผา กุ้งทะเลอบเกลือ ปลาหมึกแดดเดียว และปลากะพงย่างเนยแถมท้าย ถูกนำมาปิ้งทานพร้อมกับน้ำจิ้มอย่างเอร็ดอร่อย พร้อมสรรพด้วยเครื่องดื่มประเภทน้ำอัดลม เบียร์ และไวน์เย็นเฉียบ
“ครึกครื้นกันดีนะคะ”
อัญมณีกล่าวพลางทรุดตัวลงนั่งบนเก้าอี้ซึ่งดัดแปลงจากขอนไม้ยาวใกล้ๆ กับปราบภัย
“ครับ ถือเป็นการกระชับมิตรภาพระหว่างกันได้ดี”
“ค่ะ ใช่ ใครที่ยังไม่รู้จักกันจะได้สนิทสนมกันในคราวนี้ ว่าแต่คุณปราบเถอะทำไมมานั่งเงียบๆ ตามลำพัง”
“ผมหลบมาสูบบุหรี่น่ะครับ เดี๋ยวจะเข้าไปรวมกลุ่มแล้ว คุณอัญล่ะ”
“ฉันมาหาคุณน่ะสิคะ” หล่อนส่งยิ้มให้เขา
“ผมสูบได้หรือเปล่า” เขาถาม ถ้าหล่อนไม่นิยมควันบุหรี่เขาจะได้ดับทิ้งเสีย
“ตามสบายเถอะค่ะ ฉันไม่ถือเพราะบางครั้งก็สูบบ้างเหมือนกัน”
หล่อนพยักหน้า แล้วถามว่า
“รังเกียจหรือเปล่าถ้าจะมาคุยด้วย”
“โธ่ พูดอะไรอย่างนั้น คนกันเองแท้ๆ ไม่ใช่คนแปลกหน้าที่ไหน”
“ขอบคุณที่ไม่เห็นว่าฉันเป็นคนแปลกหน้าสำหรับคุณ”
หล่อนโต้ตอบเสียงนุ่มนวล พลางสอดมือเรียวสวยไว้ในอุ้งมือเขา ปราบภัยชะงักไปกับท่าทีสนิทสนมของคู่สนทนา
“เชื่อว่า คุณคงรู้ว่าฉันรู้สึกยังไงกับคุณ”
อัญมณีพูดตรงไปตรงมาเสียจนชายหนุ่มวางสีหน้าไม่ถูก รู้สึกตะขิดตะขวงใจกับความเปิดเผยจนเกินพอดีที่หล่อนแสดงออก
“คุณอาจคิดว่า อะไรกัน เพิ่งเจอกันแค่วันเดียว ใช่ ฉันยอมรับ แต่เรื่องของความรู้สึกและอารมณ์ไม่ขึ้น อยู่กับระยะเวลา คุณว่าจริงหรือเปล่า”
“คุณเป็นคนพูดหรือทำอะไรตรงๆ อย่างนี้เสมอหรือครับ”
ชายหนุ่มรู้สึกแปลกใจเสียจนต้องเอ่ยปากถาม ฉงนกับความใจถึงแบบสายฟ้าแลบของหล่อน
ถูกต้อง ปราบภัยยอมรับว่าเขารู้สึกทึ่งและชื่นชมจนเผลอมองหล่อนบ่อยครั้ง แต่อัญมณีดูจะมีความเชื่อ มั่นในตนเองมากไปสักหน่อยกระมัง
“ไม่เสมอไปหรอกค่ะ เฉพาะกับคุณคนเดียวเท่านั้น”
หล่อนตอบแววตาพราว พอกับรอยยิ้มอย่างคนเจ้าชู้
“ชอบแบบนี้หรือเปล่าล่ะ”
เสียงหวานกระซิบถาม พลางกระเถิบเข้าไปจนใกล้ไหล่หล่อนเบียดกับไหล่เขา กลิ่นน้ำหอมรวยรินมากระทบจมูก ชวนให้ชายหนุ่มเกิดอารมณ์หวั่นไหวอยู่ลึกๆ
“ฉันไม่ซีเรียสคิดมากกับเรื่องทำนองนี้หรอกค่ะ ฉันไม่มีสามีแล้ว คุณเองก็เป็นคนไม่มีพันธะ อย่าไปคิดให้มันซับซ้อนเกินความจำเป็นซิคะ เหมือนอย่างตอนนี้..ฉันกำลังคิดว่า..”
หล่อนเว้นช่วงไปนิดหนึ่งเปิดโอกาสให้เขาถาม แต่ชายหนุ่มยังคงนิ่งเงียบกริบ หล่อนจึงพูดต่อว่า
“คุณหล่อเข้ม น่าสนใจนะ”
ขนาดนี้เชียว?! ประหลาดใจเสียจนต้องหัวเราะกร่อยๆ ออกมา
“ขำอะไร”
“เปล่าครับ”
“ไม่เชื่อว่าพูดจริงหรือ? พิสูจน์ยังได้นะ..ฉันคิดว่าเราสองคนควรจะทำความรู้จักคุ้นเคยกันให้มากกว่านี้ คุณแวะไปหาฉันคืนนี้ซิ แล้วเราจะได้คุยกันนานๆ โอ.เค?!”
เอาแล้วไง! ชายหนุ่มอึกอัก อยู่ๆ ส้มก็หล่นตรงหน้า
“นะ..ไปนะ..ถ้าไม่ไปฉันจะบุกถึงห้องคุณไม่รู้ด้วย”
“โอ๊ะ ไม่ต้อง” เขาห้ามเร็ว
“ถ้างั้นฉันจะรอ หลังปาร์ตี้เลิกเราจะได้มีโอกาสคุยกัน..ในทุกเรื่องยังไงล่ะ”
“อย่าดีกว่าครับ ผมว่ามันไม่ค่อยเหมาะ คุณเป็นป้าสะใภ้ของเพื่อนผม ถ้าคนอื่นรู้..”
“โธ่..แค่ไปคุยกันเท่านั้น..อย่าทำเหมือนสาวน้อยขี้อายไปหน่อยเลย”
สาวใหญ่แย้งเสียงสูงอย่างใจถึง
“อีกอย่าง..บนบ้านก็ไม่มีใคร มีแค่ฟาร์อยู่คนเดียว”
มาถึงตรงนี้ ปราบภัยกลับสะดุดใจไปอีกเรื่อง
“ผมนึกว่ามิสเตอร์ฟาร์พักที่เรือนรับรองเสียอีก”
“อ้าว..ลืมหรือไง เรือนรับรองมีแค่หกห้อง พวกคุณห้าคน รวมเอกด้วยก็เต็มแล้ว อีกอย่างรายนั้นเรื่องมาก ไม่ค่อยชอบอยู่ปะปนกับใคร เลยให้เขาอยู่เป็นส่วนตัวสบายๆ แหม..ฉันเห็นเขาเหมือนลูกหลานนะคะ”
อัญมณีต่อว่ากังวานเสียงหวานอย่างไม่จริงจังอะไร
“เลิกพูดถึงเรื่องคนอื่นเถอะ มาตกลงเรื่องของเราก่อน”
“ถึงยังไงผมก็ต้องขอบอกว่า มันไม่เหมาะเลยครับ”
“ฉันก็ขอบอกเหมือนกันว่า จะต้องพบคุณให้ได้ในคืนนี้!”
สีหน้าปราบภัยเฝื่อนสนิท เกิดมายังไม่เคยเจอผู้หญิงอะไรใจถึงปากกล้า เจ้าชู้เปิดเผยขนาดนี้มาก่อนเลยจริงๆ พับผ่าสิ!
“หรือว่ามีนัดอยู่แล้ว ใคร? เอเชีย..พิดา..หรือลินิน..น่าจะเป็นเอเซีย..เอ๊ะ หรือลินิน..รายนั้นเขาชอบคุณอยู่เหมือนกันซิท่า”
“โธ่ คุณอัญ พูดอย่างนี้ผู้หญิงเขาเสียหายแย่ อย่าเอาคนอื่นเข้ามาเกี่ยวเลย ทั้งหมดเป็นเพราะผมไม่สะดวกใจเท่านั้นเอง คุณเป็นคนสวยน่าทึ่ง แต่ว่า..”
“จุ๊ย์ๆ” หล่อนใช้นิ้วชี้แตะที่ริมฝีปากเขา
“อย่าเพิ่งปฏิเสธ เคยได้ยินหรือเปล่าที่เขาบอกว่า..อย่าได้ด่วนตัดสินอะไรที่ยังไม่ประจักษ์ชัดเจน เอาเถอะ..ถ้าคืนนี้ไม่สะดวกใจก็ไม่เป็นไร แต่จำไว้เรายังมีนัดกันอยู่นะคะ ถ้าคุณไม่ไปฉันจะบุกไปหาคุณถึงห้องให้รู้กันให้หมดไปเลย!”
จากนั้นหล่อนจึงชวนปราบภัยสนทนาต่อไปถึงเรื่องอื่น ไม่พูดถึงเรื่องนี้อีก ทำเป็นไม่เห็นท่าทางอึดอัดใจของอาจารย์หนุ่ม พอบุหรี่หมดมวนปราบภัยจึงชวน อัญมณีกลับเข้าไปรวมกลุ่มกับคนอื่นๆ โดยไม่ได้สังเกตแม้ แต่นิดเดียวว่า ตลอดเวลาที่เขาทั้งคู่นั่งเบียดชิดสนทนากันอยู่นั้น ไม่ได้พ้นไปจากสายตาของ ชายหนุ่มลูกผสมที่กำลังนั่งเหยียดขาอยู่บนพื้นทรายนุ่มละเอียด สายตาที่พุ่งมองไปยังบุคคลทั้งสองนั้นส่อแววกึ่งระอากึ่งสมเพช อยากจะรู้เหมือนกันว่าเหตุการณ์ที่บังเอิญเห็นเข้านั่นจะเป็นอย่างไรต่อไป และจะจบลงในรูปแบบใด!

“อุ๊ยตาย..นึกว่าคุณปราบหายไปไหน ที่แท้คุณอัญแอบกักตัวไว้นี่เอง”
พอเห็นอัญมณีเดินคล้องแขนปราบภัยอย่างสนิทสนมกลับเข้ามาร่วมวง พิดาก็แกล้งอุทานด้วยความหมั่นไส้ ไม่พอใจและหวงแทนเพื่อน สาวใหญ่อาศัยความจัดเจนมีชั้นเชิงที่เหนือกว่า “ต้อน” ชายหนุ่มชนิดที่เขาไม่รู้จะเลี่ยงได้ยังไง จะปฏิเสธกันตรงๆ แบบไม่ต้องรักษามารยาทปราบภัยทำไม่ได้ เพราะเขาไม่อยากฉีกหน้าเจ้าของบ้านจนเกินไป!

พิดามองไปเห็นสีหน้าชายหนุ่มเจื่อนสนิท บ่อยครั้งที่เขาชำเลืองมองไปยังเอเซียอย่างตัดพ้อ ขณะที่เอเซียนั้นกลับนั่งหน้าบานร่าเริงสดใสเหมือนไม่ได้รับรู้กับสถานการณ์อิหลักอิเหลื่อของเพื่อนร่วมงานต่างวัยแม้แต่น้อย พิดาไม่เข้าใจจริงๆ ว่าเอเซียทำได้อย่างไร หล่อนน่าจะรู้ว่าปราบภัยสนใจและแคร์หล่อน ถ้าเป็นพิดา..หล่อนจะแคร์เขาให้มาก จะแสดงออกให้รู้ไปเลยว่าเป็นแฟนกัน จะไม่ยอมให้ใครมาตัดหน้าได้อย่างนี้หรอก!
ส่วนอัญมณีทำท่าไม่สนใจกับคำพูดจิกของพิดา หล่อนรั้งชายหนุ่มให้นั่งลงใกล้กันแบบไหล่เบียดไหล่อีก แกล้งทำเป็นไม่เห็นแววตาหยิ่งๆ ของลินิน อีกทั้งไม่สนใจกับสายตาของคนอื่น ไม่สนใจแม้แต่สีหน้ากระอักกระอ่วนของปราบภัยด้วย

“เกิดเป็นคนรูปหล่อนี่น้า..สาวแก่แม่หม้ายรุมแย่งไม่เว้นแต่ละวัน”
ลินินอดแกล้งพูดเป็นทำนองกึ่งเล่นกึ่งกระทบกระแทกอยู่ในทีไม่ได้ เพราะความหมั่นไส้ป้าสะใภ้ของไนย์ชน ตอนแรกที่พบกันหล่อนรู้สึกทึ่งในความเฉิดฉายเกินวัยของอัญมณีเป็นอย่างมาก ครั้นเวลาผ่านไปไม่ทันข้ามชั่วโมงหล่อนเริ่มจับได้ว่า
อัญมณีสนใจปราบภัยจนออกนอกหน้า จากวาจาและท่าทีที่เปิดทางให้ปราบภัยอย่างใจถึง ชนิดไม่แคร์ต่อสายตาหรือความรู้สึกของใครทั้งสิ้น ทำให้ความทึ่งและเกรงใจในฐานะที่เป็นเจ้าของบ้านและเป็นญาติผู้ใหญ่ของไนย์ชนที่มีมาแต่แรกของลินินลดลง
“นั่นซิฮะ..หนุ่มๆ มีรออยู่ตรงนี้อีกตั้งสามคน..ผมคนหนึ่งล่ะ หมอ แล้วยังคุณเอกอีก แบ่งมาทางนี้พอให้ชื่นใจบ้างเถอะน่า..จริงมั้ยหมอ”
ไนย์ชนพูดกลั้วหัวเราะ เอเซียอยากรู้อยู่เหมือนกันว่าเขาจะตอบว่าอย่างไร แต่ฟาร์ไม่ตอบอะไรเลยท่าทางใจลอยเหมือนไม่ได้ยินเสียด้วยซ้ำ
หญิงสาวกำลังคิดหาจังหวะที่จะพูดคุยกับเขาตามลำพัง อยากถามเขาว่าจำหล่อนได้ไหม จำได้หรือเปล่าว่าเคยพบกันครั้งหนึ่งที่ชิคาโกเมื่อนานมาแล้ว แต่ดูเหมือนว่าจะหาโอกาสได้ยากซะเหลือเกิน..เพราะเขาแทบไม่เหลือบแลมาทางหล่อน สายตาที่มองเหม่อออกไปยังท้องทะเลกว้าง เหมือนคนตกอยู่ในภวังค์ที่มีเพียงลำพังแต่ตัวเขาเท่านั้น!
ระหว่างหล่อนกับฟาร์ยังไม่รู้ว่าจะลงเอยกันอย่างไร อาจเป็นเรื่องของการละเมอเพ้อพกของหล่อนแต่เพียงฝ่ายเดียว ท้ายที่สุดอาจเป็นเช่นเส้นขนานที่ไม่มีวันมาบรรจบ

ส่วนปราบภัยนั้นเล่า ตอนนี้ท่าจะแย่ซะแล้วกระมัง เขาถูกแม่หม้ายตามดึงตัวไว้แทบไปไหนไม่รอด หล่อนเห็นตั้งแต่ที่คนทั้งสองนั่งเบียดชิดกันอยู่ตรงมุมสลัวด้านโน้นแล้ว ฟาร์ก็เห็นเหมือนกัน ไนย์ชนกับเอกภพนั้นอาจไม่ทันได้สังเกตหรอก
เอเซียเห็นแต่ต้องทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้ จะให้เอาตัวเข้าไปแทรกระหว่างกลางได้ยังไงกัน ถึงจะพอสนิทสนมกับปราบภัยมากอยู่แต่ยังไม่ถึงกับตกปากรับคำเป็นคู่รักกันอย่างแน่นอนเปิดเผย ข้อสำคัญที่สุดถ้าหล่อนเสนอตัวเข้าไปช่วยอาจารย์ด้วยวิธีการแสร้งแสดงตัวว่าเป็นแฟนเขา เพื่อให้อัญมณีเห็นว่าปราบภัยมีคนรักเป็นตัวเป็นตนอยู่แล้ว จะได้เลิกตามตื้อเขาซะ เห็นๆ กันอยู่ว่าชายหนุ่มอึดอัดใจจะแย่ เพียงแค่ไม่อยากเสียมารยาทเท่านั้น เพราะอัญมณีมีฐานะเป็นเจ้าของบ้าน แต่เอเซียไม่สามารถช่วยชายหนุ่มด้วยวิธีนี้ได้ เพราะจะทำให้ฟาร์เข้าใจผิดเสียเปล่าๆ เป็นสิ่งที่หล่อนรับไม่ได้จริงๆ
“ฟาร์..ดาขออนุญาตเรียกว่าฟาร์เฉยๆ ก็แล้วกันค่ะ ฟังดูเป็นกันเองกว่าเรียกคุณ”
พิดาพูดกับฟาร์ขึ้นในตอนหนึ่ง
“ตามสบายครับ”
“อย่าว่าซอกแซกเลยนะ แต่อยากรู้จริงๆ คุณเป็นลูกครึ่งอะไร สีตาอย่างนี้ ถ้าไม่ใช่ฝรั่งเศสก็คงเป็นอังกฤษ ใช่หรือเปล่า”
เอเซียอยากรู้อยู่เหมือนกัน หล่อนรอฟังคำตอบเขาอย่างตั้งอกตั้งใจ
“คิดว่ายังไงละฮะ..ผมดูเหมือน..ฝรั่งเศส อเมริกัน หรืออิตาเลี่ยน”
เป็นคำย้อนถามที่ฟังเหมือนทายกันเพื่อสนุกเท่านั้น แต่หากจะสังเกตให้ดีจะเห็นว่าลึกลงไปในแววตาคนพูดกลับแฝงไว้ด้วยความอยากรู้ถึงเชื้อชาติของตนอย่างแท้จริง!
“ไม่ใช่อิตาเลี่ยนแน่ น่าจะ..อเมริกันมากกว่า”
ปราบภัยว่า พลางหันไปเลิกคิ้วขอแรงสนับสนุนจากเอกภพ
“จริงมั้ย คุณเอก”
“ไม่ทราบหรอกครับ แต่น่าจะเป็นอย่างนั้น”
“อังกฤษ..หรือฟร้านช์ ..ไม่แน่ใจ แต่อิตาเลี่ยน..เอ..ไม่น่าใช่ ยอมรับว่าดูไม่ออกแฮะ ผมยอมล่ะ”
ไนย์ชนแบมือ ยอมแพ้เอาดื้อๆ
“อย่างพี่ปราบว่าไม่ใช่อิตาเลี่ยนแน่..คงเป็นอเมริกัน..เผลอๆ อาจเป็นหนุ่ม ชิคาโกซะด้วยซ้ำ”
เอเซียแกล้งหยอด ดูซิเขาจะว่ายังไง
ฟาร์สะดุ้งวับอยู่ในใจ..ชิคาโก..ชิคาโก?
ทำไมเขาต้องรู้สึกแปลกๆ เมื่อได้ยินคำว่าชิคาโก..ทำไม..
เมืองนี้มีความหมายอะไรกับเขาเป็นพิเศษอย่างนั้นหรือ
ตอนนั้นเองที่มโนภาพบางอย่างพลันแวบขึ้นมาในสมองทันทีทันควัน แล้วกลับเลือนหายไปอย่างรวดเร็วก่อนที่จะจับได้ว่าอะไรเป็นอะไร
ฟาร์ขมวดคิ้ว..อยากจะตะโกนออกมาดังๆ ให้หายอึดอัด รู้สึกทั้งหงุดหงิดทั้งรำคาญกับอาการแบบนึกถึงบางสิ่งขึ้นมาได้อย่างว่อบแวบแต่ไม่สามารถปะติดปะต่อเรื่องราวให้ชัดเจนกระจ่างแจ้งได้
สงสัยเรานี่ท่าจะต้องเพี้ยนจริงๆ เข้าสักวันจนได้..!
ชายหนุ่มสลัดศีรษะแรงๆ พยายามไล่ความสับสนในสมอง รู้สึกเครียดจนชักเริ่มปวดหัวขึ้นมาตุบๆ อีกแล้ว
คนอื่นๆ ไม่ทันได้สังเกตความผิดปกติบนสีหน้าและแววตาของชายหนุ่ม เมื่อเห็นเขาอึ้งไปก็คิดว่าเอเซียทายได้ถูกต้องแล้ว จึงสรุปง่ายๆ ว่าฟาร์เป็นลูกครึ่งอเมริกันนั่นเอง
ความสงสัยเรื่องเชื้อชาติผสมของชายหนุ่มผ่านไปได้ไม่ทันกี่นาที แต่สักเดี๋ยวลินินกลับเป็นคนที่ตั้งคำถามต่อมาอีกว่า
“คุณอัญว่าคุณเป็นหมอหรือคะ”
“นั่นล่ะที่ผมยังข้องใจอยู่”
คราวนี้ฟาร์ตอบเกือบจะทันควัน คำตอบก็ฟังแปลกเสียจนคนฟังต้องชำเลืองมองหน้าคนพูดกันเป็นตาเดียว
ประหลาดคน ไนย์ชนอุทานในใจ จะว่าแกล้งรวนกันเล่นรึหน้าตาก็เฉยๆ อยู่ ไม่ได้มีแววว่าจะพูดเล่นสักนิด
“จับบทสัมภาษณ์ล่ะ จะเจาะเอาไปทำสกู๊ปพิเศษหรือจ๊ะ”
อัญมณีขัดทีเล่นทีจริง ลินินเชิดหน้าโต้ตอบกลับแบบไม่ลดละอย่างทันใจเหมือนกันว่า
“อันที่จริงถามเรื่อยไปเท่านั้นเอง แต่พอคุณอัญแนะปุ๊บ ฉันนึกอยากทำสกู๊ป อย่างว่าขึ้นมาปั๊บ..เสียดายแต่ไม่ได้หยิบเทปอัดมาด้วย”
“ถ้างั้นรีบไปหยิบมาเร็วๆ เข้า จะรอ..อ้อ..ก่อนถ่ายรูปหรือสัมภาษณ์กัน..อย่าลืมขออนุญาตผู้ปกครองเขาด้วยเล่า”
“ตายจริง..โตเป็นหนุ่มขนาดนี้แล้วยังต้องขออนุญาตผู้ปกครองอีกหรือคะ”
ลินินกำลังนึกหมั่นไส้อัญมณีขึ้นมาย่างแรงทีเดียว
“น่ารักจัง!”
พิดานั่งยิ้มเฉย สนุกสะใจเมื่อเห็นสาวต่างวัยทั้งสองเริ่มปะทะคารมกัน แต่เอเซียเห็นว่าชักจะบานปลายขึ้นทุกที จึงรีบเบี่ยงเบนสถานการณ์ด้วยการหันไปถามฟาร์เพื่อขัดตาทัพก่อนที่จะเกิดศึกใหญ่
“ตกลงเรื่องที่คุณลินินถาม..จริงๆ เป็นยังไงคะ..ตอบมาเร็วๆ เลย มีคนอยากรู้หลายคน”
ฟาร์ตอบช้าๆ อย่างค่อนข้างระวังคำพูดว่า
“คงจะอย่างนั้นครับ..อาชีพหมอน่าจะเหมาะกับผมมากที่สุด”
“ความลึกลับซ่อนเร้น..เป็นเสน่ห์อย่างหนึ่งผู้ชายเรา!”
ปราบภัยปรารภขึ้นลอยๆ หลังจากดื่มเบียร์หมดไปอีกกระป๋อง คืนนี้เขาอยากดื่มให้เมามากๆ พับหลับไปเลยยิ่งดี ออกจะน้อยใจเอเซียอยู่ ดูหล่อนไม่แคร์สักนิดว่าจะมีผู้หญิงกี่คนมาคอยตามพัวพันเขา กลับไปสนอกสนใจเรื่องของฟาร์เกินความจำเป็น
“พูดก็พูดเถอะ บอกตรงๆ ว่าผมนึกไม่ออกเลยจริงๆ ว่าคุณเป็นญาติทางฝ่ายไหนกัน”
ไนย์ชนพูดขึ้น สีหน้าเขาแสดงว่าไม่รู้จักญาติคนนี้จริงๆ ไม่เคยได้ยินทั้งชื่อทั้งนามสกุล
“บอกแล้วเป็นญาติทางสายคุณลุงอรัญของเธอนั่นแหละ แต่ห่างออก ไปมาก”
อัญมณีตอบแทนอีกฝ่าย แล้วทำท่าหมดความสนใจเพียงแค่นั้น หล่อนชวนทุกคนสนทนาต่อไปถึงเรื่องอื่นๆ พลางปิ้งอาหารทะเล ดื่มกินกันไป โดยมีเอกภพทำหน้าที่คอยบริการปิ้งอาหารใส่จานให้กับคนนั้นคนนี้ ตัวเองนั้นไม่ค่อยจะได้กินอะไรมากสักเท่าไหร่ แม้อัญมณีจะบอกว่าให้เขาทำตัวตามสบายดีกว่า ไม่ต้องมาเคร่งครัดอะไร เพราะเขาไม่ใช่แม่บ้าน แต่ชายหนุ่มดูพอใจที่จะบริการให้กับทุกคน สมาชิกคนอื่นก็ให้ความเป็นกันเองกับเอกภพดี อย่างไนย์ชนที่ออกจะวางมาดอยู่หน่อยๆ ในตอนแรก พอมาถึงขณะนี้กลับพูดคุยมีความเป็นมิตรและเป็นกันเองมากขึ้น
มีอยู่เพียงคนเดียวเท่านั้นที่ออกจะคบยากกว่าคนอื่นอยู่สักหน่อย
เอกภพอดที่จะชำเลืองมองชายหนุ่มลูกผสมด้วยสายตาหนักใจไม่ได้..เขาเข้าไม่ถึงฟาร์จริงๆ..แม้จะพยายามทำตัวเป็นมิตรกับฝ่ายนั้นอย่างเต็มที่ ดูเหมือนฟาร์จะระแวงเขาอยู่ตลอดเวลา ไม่ยอมเป็นรับมิตรภาพจากเขาง่ายๆ
ช่วงหนึ่งของการสนทนา ขณะที่กำลังคุยกันถึงเรื่องข่าวบ้านเมืองที่เกี่ยวกับกระแสการท่องเที่ยวในขณะนั้น ทำให้ปราบภัยนึกอะไรขึ้นมาได้อย่างหนึ่ง เขาถามไนย์ชนว่า
“เมื่อบ่ายฉันเห็นนายหยิบหนังสือ “โปตาละ” มาอ่าน สนใจเรื่องราวเกี่ยวกับทิเบตรึไง หรือแค่อ่านเล่นๆ”
คนพูดหมายถึงหนังสือท่องเที่ยวพระราชวังโปตาละของทิเบตที่วางเรียงรายอยู่บนชั้นหนังสือในห้องนั่งเล่น
“ถามได้ดี รู้ไหมล่ะว่าไนย์เขาเคยไปถึงโน่นมาแล้วด้วย”
“งั้นหรือ ไม่เห็นเล่าให้ฟังกันบ้าง”
“นานหลายปีแล้วว่ะ ตั้งแต่สมัยพ่อฉันยังมีชีวิตอยู่ สมัยโน้นพ่อไปบ่อย ลุงอรัญก็เหมือนกัน บ้านนี้ถึงได้มีของสะสมจากทิเบตเพียบ จริงไหมครับคุณอัญ อย่างหนังสือสารคดีดินแดนแห่งหลังคาโลกนี่ผมเห็นมีอยู่หลายเล่มเลยถือวิสาสะหยิบมาอ่าน”
ประโยคหลังหันไปพูดกับป้าสะใภ้โดยเฉพาะ
“ไม่เชิงหรอก แต่หนังสือชุดนี้ซื้อที่บ้านเรานี่เอง มีคนมาเสนอขายเป็นชุด ชุดหนึ่งมีทั้งหมดห้าเล่ม คุณอรัญเขาซื้อไว้เพราะไม่มีขายตามท้องตลาด”
อัญมณีเล่าให้ทุกคนฟัง
“แต่ถ้าพูดถึงไปฉันไม่เคยไปเลย คุณล่ะเอก เคยไปทิเบตหรือเปล่า”
เจ้าของบ้านฉลาดที่จะดึงฝ่ายนั้นเข้ามาร่วมวงสนทนาด้วยกัน เพราะเอกภพดูเงียบมาก ไม่ค่อยพูดไม่ค่อยออกความเห็น ถ้าไม่ชวนคุยก่อนเขาก็จะนั่งเงียบกริบอยู่อย่างนั้น
“ไม่เคยครับ” นักเขียนหนุ่มตอบอย่างสำรวมตามเคย
“คุณเป็นนักเขียนถ้ามีโอกาสน่าจะไปสักครั้ง ทิเบตเป็นประเทศเล็กๆ ที่มีอะไรน่าสนใจมากมาย โดยเฉพาะทางด้านอารยะธรรมความเชื่อที่ผูกพันกับ ไสยศาสตร์และมายาศาสตร์”
ไนย์ชนพูดเรื่อยๆ ก่อนเล่าถึงรายละเอียดในสิ่งที่เขาได้ไปเที่ยวและพบเห็นมา ในขณะที่เพื่อนๆ นั่งฟังอย่างสนอกสนใจพลางซักถามแทรกเป็นระยะ
“ตอนนั้นผมไปในทางฐานะนักท่องเที่ยว ไปที่เนปาลก่อนจึงจับไฟล์จากกัฏมัณฑุไปจนถึงเมืองลาซา”
“อู้ว์ ดีจัง พูดอย่างไม่อายนะ ในชีวิตนี้ดายังไม่เคยได้ขึ้นเครื่องบินกับเขาสักครั้ง ขนาดจากกรุงเทพไปเชียงใหม่ยังไม่มีปัญญาเลย”
“ไม่เห็นแปลกตรงไหนนี่ครับ” ปราบภัยว่า
“มีคนมากกว่าครึ่งประเทศไม่เคยขึ้นเครื่องบินเหมือนกัน”
“ทางโน้นคงสวยนะคะ”
ลินินซักพลางใช้ส้อมจิ้มชิ้นปลาหมึกปิ้งหอมฉุยจิ้มน้ำจิ้มแล้วตักใส่ปาก
“ผมว่าน่าประทับใจตั้งแต่อยู่บนเครื่องด้วยซ้ำ คุณลองนึกภาพดูซิ เครื่องบินบินผ่านเทือกเขาหิมาลัย พอมองออกไปนอกหน้าต่างเครื่องเราจะเห็นแสงแดดรำไรเหนือยอดเขาที่ปกคลุมด้วยหิมะ ลองนึกดูแล้วกัน”
“อารมณ์ศิลปินแท้เชียวว่ะ”
ปราบภัยหัวเราะล้อเพื่อน คนอื่นๆ พลอยหัวเราะตามกันไปด้วย แต่ฟาร์กลับนั่งเงียบแทบยิ้มไม่ออกเพราะความรู้สึกแปลกที่เกิดขึ้นกะทันหัน เขากำลังมองภาพนั้นด้วยความทรงจำของตนเอง เหมือนมีเสียงสะท้อนจากใครบางคนบอกเขาแว่วๆ อยู่ว่า
‘อย่าตื่นเต้นจนเกินไปกับการได้เหยียบหลังคาโลก..ดินแดนแห่งความลึกลับ ที่นั่นสภาพอากาศมีระดับออกซิเจนต่ำ ทำให้มีผลหลายอย่างต่อร่างกายกับคนที่ไม่เคยชิน..แต่ลุงค่อนข้างจะชินแล้ว เพราะเดินทางมาบ่อยมาก’
เขาจำได้รางๆ ถึงคำพูด แต่กลับจำคนพูดไม่ได้ “ลุง” คนนั้นเป็นใคร?
เป็นลุงที่เป็นญาติกับเขา หรือเพียงแต่ใช้สรรพนามแทนตัวว่าลุงเพราะอายุที่ห่างกัน
ความคิดของฟาร์เริ่มโลดลิ่วไปไกลกว่านั้นอีก เขารับรู้ถึงความรู้สึกที่สดชื่นมากในตอนแรก และยังนึกว่าไม่เห็นมีอาการขาดออกซิเจนอย่างที่คนพูดๆ ไว้เลย..แต่หลังจากผ่านชั่วโมงแรกไป เขากลับรู้สึกว่าร่างกายเริ่มแสดงปฏิกิริยา เริ่มมีอาการปวดศีรษะคลื่นไส้จนต้องเรียกหายาแก้ปวด พอได้ยาอาการต่างๆ ค่อยทุเลาลง แต่เพียงชั่วครู่ก็จะรู้สึกปวดศีรษะอีก..
‘..พยายามหายใจลึกๆ เคลื่อนไหวร่างกายให้ช้าที่สุด..’
คำพูดเหล่านั้นมันผุดขึ้นมาเองอย่างรางเลือนจากความรู้สึกมากกว่าจะเห็นเป็นภาพ และวิธีที่คนเรียกตนเองว่า “ลุง” แนะนำไว้นับว่าได้ผลดีทีเดียว
พอคิดถึงตรงนี้ พลันภาพต่างๆ ได้ผุดผ่านแวบเข้ามาในจิตความรับรู้ของชายหนุ่ม มันลื่นไหลเหมือนน้ำที่ไหลรินไม่ขาดสาย ถึงแม้จะหม่นมัวไม่ชัดเจนแต่เขารู้สึกว่าคุ้นกับสถานที่ต่างๆ ในดินแดนแห่งความลึกลับที่เขาแน่ใจว่าเคยไปมา ภาพวัดวาอารามในอ้อมกอดขุนเขา พระลามะทิเบตสวมชุดจีวรสีแดงหม่น เสียงสวดมนต์ที่ฟังดูมีมนต์ขลัง การกราบห้าจุดโดยให้อวัยวะแปดส่วนสัมผัสกับพื้น วงล้อหมุนขนาดใหญ่หรือที่บางคนเรียกว่ากังหันมนตรามีบทสวดบรรจุอยู่ภายใน พอหมุนวงล้อครบตามเข็มนาฬิกาเท่ากับว่าได้สวดมนต์สี่หมื่นครั้ง..แล้วก็ธงห้าสีสัญลักษณ์ของการบูชาฟ้าดินและธรรมชาติ เขายังรู้ถึงความหมายของธงนั้นอีกว่าสีฟ้าเป็นเครื่อง หมายของท้องฟ้า..สีขาวคือเมฆ..สีเขียวคือน้ำ สีเหลืองคือดิน และสุดท้ายสีแดงคือไฟ
ความทรงจำต่างๆ ได้ผุดขึ้นมาอย่างกะทันหันและกำลังหลั่งไหลเข้ามาในสมองของชายหนุ่มเหมือนสายน้ำ แต่แล้วจุดความทรงจำกลับมาหยุดนิ่งอยู่ตรงเรื่องราวการสืบทอดของคัมภีร์ศาสตร์มายาดำและความตาย!
ถึงตรงนี้..ภาพทุกอย่างกลับดับวูบ..ขาดหายไปราวกับถูกปิดสวิทช์!





จบบททดลองอ่านก่อนซื้อ



Create Date : 24 กรกฎาคม 2558
Last Update : 24 กรกฎาคม 2558 21:47:46 น. 0 comments
Counter : 93 Pageviews.

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ

วงแหวนอักษรา
Location :
กรุงเทพฯ Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 2 คน [?]




คำเตือน
ขอสงวนลิขสิทธิ์ผลงานเขียนทุกชนิดใน
blogแห่งนี้ ตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์
พ.ศ.2537 ห้ามคัดลอก ดัดแปลง หรือ
นำไปเผยแพร่ต่อด้วยวิธีการใดๆ ทั้งสิ้น
รวมถึงการนำไปเผยแพร่ต่อที่อื่นโดยไม่
ได้รับอนุญาตจากเจ้าของผลงาน



--------------------------
--------------------------
cr. ขอบคุณภาพ-ของแต่ง blog
จากเว็บแจกฟรีทุกแห่ง
cr. ขอบคุณแฟลชภาพจาก blog yame


books shelf (e-book)


คนล่าสาป
วงแหวนอักษรา
www.mebmarket.com
กงล้อแห่งชะตากรรมที่ต้องเผชิญชะตากรรมกำหนดให้เขาต้องเป็น...คนล่าสาปเพื่อชดใช้ในสิ่งที่ทำไว้ในอดีตชาติจนกว่าทุกอย่างจะสิ้นสุดลง


กรงใจไฟมายา
วงแหวนอักษรา
www.mebmarket.com
สำหรับผมเห็นว่าคุณเป็นเจ้าหญิงหิมะ...ที่จริงควรเป็นเจ้าหญิงน้ำแข็งถึงจะถูก เพราะว่าเวลาหิมะละลาย เราจะพบต้นอ่อนของดอกไม้เสมอ ตรงกันข้ามกับน้ำแข็งที่ละลายแล้วจะระเหยแห้งผากไปหมด เหมือนกับใจของคุณที่กำลังระเหยแห้งแล้งลงไปทุกทีนั่นแหละ...


มนตราทรายใต้ธารดาว
ณลีนิน
www.mebmarket.com
“ระหว่างเราสองคนอาจไม่ได้มีโอกาสใกล้ชิดกันมากนัก แต่นับจากคืนนี้ไป ผมสัญญาว่าผมจะเปิดใจกับคุณทั้งหมด จะไม่ให้มีอะไรเคลือบแคลงต่อกันอีก ที่สัญญาไว้ว่าจะยกชีวิตยกหัวใจให้คุณนั้นผมพูดจริง เรนียาห์คือภาพความหลังที่ผ่านมาแล้ว ในขณะที่คุณคือความจริงในปัจจุบัน”


รุ้งจางในม่านฝน
ณลีลาฯ
www.mebmarket.com
รุ้งงามมักจะเกิดขึ้นหลังฝนตกเสมอ แต่รุ้งที่พาดผ่านอยู่ในสายฝน จะเป็นเพียงรุ้งสีจาง หลบเร้นอยู่ใต้เงาของม่านฝนเท่านั้น
























---------------------------



...โปรเจคนิยายในคลัง...

สถานะ....บางเรื่องยังรีไร้ท์ บางเรื่องกำลังเขียน
และบางเรื่องจองชื่อ+ตั้งพล็อต ไว้ก่อนเพื่อรอ
คิวเขียน / บางเรื่องส่งต้นฉบับตีพิมพ์ บางเรื่อง
เป็น e-book และบางเรื่องอาจมีการเปลี่ยน
แปลงชื่อเรื่องในภายหลังเพื่อความเหมาะสม

1. ระบำรักกุหลาบแก้ว
2. ปีกรักในแดนฝัน
3. ลินินลายกุหลาบ
4. แก้วมนตรา มายาสยอง
5. เสกสรรปั้นรัก
6. พั้นช์รักครบสูตร
7. อาถรรพ์ซ่อนสาป
8. มิลินรัตติกาล
9. เลดี้โนเนม
10. ม่านมนต์ดำ ระบำมนตรา
11. ระบำเงาความตาย
12. ระบำมุก
13. คนล่าสาป (ล่า..หลอน)
14. แก้วมายาหิมาลัย
15. มนต์โมเรศ
16. รอยลายลักษณ์ (นิยายที่ถูกลืม)
17. เดือนฝันพันดาว
18. ศิราอธิษฐาน
19. รักหวานม่านหิมาลัย
20. ภวังค์มนตรา
21. หลง(รักษ์)
22. ใต้เเงาชลาลัย
23. ภูตพันธนาการ
24. คำสาปมายา
25. มนต์รักประภาคารแสงจันทร์
26. มุกสลับสี
27. กังหันมนตรา (กังหันราตรี)
28. ปริศนารักนาฬิกาทราย
29. ตะวันอำพราง
30. ลางมนตรา
31. พั้นช์รักครบสุตร
32. ภูผามายาไพร
ฯลฯ
--------------------



--------------------------

On every journey, there is a meaning.
..ทุกการเดินทางมีความหมาย..
(คติสอนใจจาก ชนเผ่าอเมริกันอินเดียน)
--------------------------
--------------------------




(เครดิต : http://www.youtube.com/watch?v=WYheX_vB4Wc)

--------------------------
--------------------------


Friends' blogs
[Add วงแหวนอักษรา's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.