"คลังนิยายอ่านก่อนซื้อ-ทดลองอ่าน..."เมื่อการเดินทางของจินตนาการและตัวอักษรมาบรรจบกัน จึงกลายเป็นนิยายแต่ละเล่มของ...แหวนอักษรา และนามปากกาที่เกี่ยวข้อง"

 


Group Blog
 
 
กรกฏาคม 2558
 
 1234
567891011
12131415161718
19202122232425
262728293031 
 
24 กรกฏาคม 2558
 
All Blogs
 
ปริศนาแลดาว บทที่ 7 - 9 (อ่านก่อนซื้อ)







Pina Colada Cocktail



คลิ๊กอ่านรายละเอียดเล่มได้ที่
https://www.mebmarket.com/ebook-3623-ปริศนาแลดาว


บทที่ 7 หญิงสาวในสวนหย่อม

หลังจากแพโดยสารข้ามฟากพาทั้งคนทั้งรถไปถึงฝั่งเกาะ พอลงจากแพล้อรถได้แตะพื้นดินวิ่งต่อไปจนเข้าเขตถนนเล็กๆ คั่นระหว่างส่วนที่เป็นบริเวณบ้านเรือนอาคารร้านค้ากับแนวทรายขาวละเอียดทอดตัวยาวตัดกับสีเขียวใสของน้ำทะเล ในที่สุดจุดหมายปลายทางก็มาถึง
นันท์นพินพารถเลี้ยวผ่านแนวรั้วไม้โปร่งสีขาวมีความสูงเพียงระดับอก มองเห็นเนื้อที่ด้านในกว้างขวางใหญ่โต ทางด้านหน้าเป็นสนามหญ้าตัดเรียบ ลึกเข้าไปตกแต่งด้วยมุมน้ำตกจำลอง ใกล้กันมีโต๊ะเก้าอี้ทำจากหินแกรนิตธรรมชาติสำหรับนั่งเล่น รายล้อมรอบนอกด้วยต้นหางนกยูง ต้นสน และไม้ใหญ่ชนิดอื่นให้ร่มเงาร่มรื่น ขณะที่สวนหย่อมใกล้บ้านแต่งด้วยไม้ดอก ประดับน้ำพุเล็กๆ หน้าเรือนไทยประยุกต์
รถเลี้ยวเข้ามาจอดสนิทอยู่ตรงที่ว่างด้านหนึ่งของลานจอด นันท์นพินก้าวลงมาก่อนอย่างคุ้นเคย เห็นร่างสูงของจักรวาลเดินเตร่รออยู่แถวสวนหย่อมพอดี
“มากันแล้ว” เจ้าของบ้านหนุ่มส่งเสียงทักทายพลางยิ้มกว้างอย่างโล่งอก
“กำลังเป็นห่วงอยู่เชียวกลัวว่าจะมาเองไม่ถูก”
พอเจอพี่ชายนันท์นพินก็ยกมือไหว้แล้วยื่นหน้าเข้าไปกระซิบเบาๆ พอได้ยินกันสองคนว่า
“พี่จักรไม่เอาไหนเลย”
“อ้าว..เรื่องอะไรเจอหน้ากันก็มาว่าพี่”
“จะแต่งงานทั้งทีหาให้ไกลตัวกว่านี้หน่อยไม่ได้”
“เออ..แล้วมันเรื่องอะไรของเรา (วะ)!” คำท้ายจักรวาลพูดอยู่แต่ในใจ
“โทร.มาทีไรคุณป้าบ่นแล้วบ่นอีกนพินหูชาไปหมด”
เจ้าของบ้านไม่โต้ตอบอะไรอีกเพราะขณะนั้นสายตากำลังแลเลยไปเห็นหญิงสาวร่างสูงระหงสมส่วนกำลังเดินตรงเข้ามาสมทบพร้อมกับรอยยิ้มสดใส
พริมมธุรสอยู่ในชุดลำลองกางเกงขาสั้นดีไซน์เก๋โชว์ช่วงขาขาวเนียน สวมเสื้อตัวหลวมคาดเข็มขัดเส้นใหญ่ทับทันสมัย ผมยาวถูกมัดรวบไปรวมกันเป็นหางม้าสูง ใบหน้าแต้มสีสันเพียงบางๆ ดูเป็นสาวสะสวยมากขึ้นจนหนุ่มสถาปนิกแทบไม่อยากละสายตา
“สวัสดีค่ะ พี่จักรวาล”
พริมมธุรสพนมมือไหว้ จักรวาลยิ้มตอบรับไหว้อย่างแจ่มใส
“ไม่ได้เจอกันนานมากจริงๆ เป็นสาวสวยขึ้นทุกวันเชียวนะเรา”
“สวยขนาดนี้พี่จักรยังมองข้าม” คนพูดแกล้งทำเป็นตัดพ้อแบบให้รู้ว่าล้อเล่นเท่านั้น
“ใครว่า น้องพริมต่างหากที่มองข้ามทิ้งพี่ไปเสียไกลถึงอเมริกาโน่น จะบอกอะไรให้พี่ตื่นเต้นจะแย่ที่จะได้เจอน้องพริม รีบออกจากออฟฟิศก่อนเวลาเลิกงานตั้งสองสามชั่วโมงเพื่อมารอรับนี่แหละ”
“เอ้า มัวจีบกันอยู่ได้ จะฟ้องคุณไอย์”
นันท์นพินแกล้งขัดคอด้วยความหมั่นไส้ปนเอ็นดูทั้งเพื่อนและพี่ชาย
ช่วงที่คนทั้งสามกำลังโต้ตอบหยอกล้อ เนอินทร์ได้เดินตามมาเป็นคนสุดท้าย จักรวาลมองชายหนุ่มผู้เข้ามาสมทบเป็นคนสุดท้ายอย่างพินิจพิจารณา เขารู้ทันทีว่าผู้ชายคนนี้คือนักเขียนที่น้องสาวพูดถึงอย่างแน่นอน หากด้วยความรู้สึกคล้ายไม่ชอบใจตั้งแต่ยังไม่ทันได้พบหน้า สถาปนิกผู้เป็นเจ้าของบ้านจึงแกล้งทำเป็นทักผิดทั้งที่ทราบอยู่แล้วว่าคู่หมั้นของพริมมธุรสจะเดินทางตามมาทีหลัง
“นี่ใช่ไหมแฟนที่ว่า”
พริมมธุรสรับมุขด้วยการคล้องแขนฉับเข้ากับแขนของเนอินทร์ ทำเสียงหวานอย่างนึกสนุก
“ที่รักขา..ทำไมยืนเฉยอยู่ บอกพี่จักรซิคะว่าเราเป็นแฟนกัน”
เนอินทร์ได้แต่ยืนตีหน้าเซ่อเพราะไม่คุ้นเคยกับนิสัยซุกซนของพริมมธุรส นันท์นพินกระแอมเบาๆ
“งงล่ะซิพี่จักร เดี๋ยวนี้แม่น้องพริมคนสวยของพี่เปลี่ยนไปเป็นสาวเจ้าจอมเปรี้ยวไปแล้ว แฟนน้องพริมยังไม่มาหรอก คนนี้ชื่อเนอินทร์ เพื่อนนพินเองค่ะ”
“เงียบปากไปเลยจ้ะแม่คุณหมอ แหม ยืมควงหน่อยก็ไม่ได้”
พริมมธุรสหัวเราะคิกคัก พลางลดแขนลงจากเนอินทร์
“บ้านนับดาวยินดีต้อนรับครับคุณนักเขียน” จักรวาลหันไปทักทายกับอาคันตุกะหนุ่ม
“สวัสดีครับ ผมคงต้องขออนุญาตรบกวนพักอยู่ที่นี่สักระยะ เพราะนอกจากจะมาร่วมแสดงความยินดีงานแต่งงานของคุณจักรแล้ว ผมยัง..”
เนอินทร์พูดยังไม่ทันจบประโยคดี จักรวาลก็ยกมือขัดขึ้นเสียก่อน
“ไม่เป็นไร..ผมทราบจุดประสงค์ของคุณจากนพินแล้ว..ตามสบายนะครับ แต่ผมคงไม่ค่อยมีเวลารับแขกเท่าไหร่”
“เออ..พี่จักรคะ..พริมเสียใจด้วยเรื่องคุณพ่อ พริมน่าจะติดต่อกับนพินให้เร็วกว่านี้ อย่างน้อยรู้ข่าวว่าท่านเจ็บป่วยจะได้มาเยี่ยม”
จักรวาลหันมาตอบอดีตคนรักว่า
“ไม่เป็นไร ตอนนั้นพวกเราก็ยุ่งๆ กันอยู่ ตอนคุณพ่อเสียพี่ไม่ได้เชิญใครเลย ที่มามีแต่
ญาติผู้ใหญ่ล้วนๆ”
“ใจคอพี่จักรจะไม่คิดเชิญแขกเข้าบ้านก่อนหรือคะ”
น้องสาวทักขึ้นเมื่อเห็นการสนทนาชักยืดเยื้อ
“โอ๊ะ ขอโทษที มัวแต่คุยเพลิน..ไปซิ ไปข้างในกัน..คุณแม่อยากเจอน้องพริมจะแย่”
“เกรงใจจัง เราทำให้คุณแม่ต้องรอนาน”
พริมมธุรสเรียกผกาวัลย์ว่าคุณแม่และเรียกกฤษณ์ว่าคุณพ่อเพราะติดปากมาแต่ต้น เธอมักจะเรียกบิดามารดาของเพื่อนทุกคนว่าคุณพ่อคุณแม่มาตลอด
จากนั้นชายหนุ่มผู้เป็นเจ้าของบ้านจึงได้เดินนำคนทั้งหมดขึ้นบันได ราวบันไดสลักเสลาลวดลายสวยงาม ด้านบนเป็นชานหรือระเบียงสำหรับนั่งเล่นพักผ่อนชมวิว เนอินทร์เหลียวมองรอบๆ ด้วยความชื่นชม เขาบันทึกรายละเอียดบรรยากาศโดยรอบไว้ในสมอง เพื่อที่จะนำมา เรียบเรียงเป็นตัวอักษรในภายหลัง
บ้านนับดาวเป็นบ้านแบบเรือนไทยประยุกต์สร้างด้วยไม้สักทั้งหลัง ใต้ถุนสูงหลังคาหน้าจั่วชายคายื่น ตัวเรือนหันหน้าออกไปทิศทางที่สามารถทมองเห็นทะเล พื้นบ้านแต่ละส่วนจะลดระดับลงมา พื้นชานก็จะลดลงมาอีกระดับ ระเบียงจะอยู่ในชายคา ลักษณะบานประตูแบ่งเป็นสองบาน เวลาปิดจะใช้สลักปิดล็อคและมีธรณีประตูขวางไว้ พอเข้าสู่ตัวเรือนด้านในอันเป็นพื้นที่ห้องโถงกลางหรือห้องรับแขกจะมีชุดรับแขกเป็นไม้สักเช่นเดียวกัน ถัดไปแยกเป็นห้องต่างๆ เป็นสัดส่วน ชานบ้านมีหน้าที่เป็นชานแล่น หรือชานที่เชื่อมเรือนต่างๆ เข้าด้วยกัน
จักรวาลเจ้าของบ้านหนุ่มวัยสามสิบเชื้อเชิญให้หนุ่มสาวทั้งสามนั่งคอยในห้องรับแขกก่อน ส่วนตนเองผลุบหายเข้าไปข้างใน สักครู่ก็กลับมาพร้อมกับสาวใช้หน้าตาแฉล้มชื่ออนงค์
อนงค์ประคองถาดเครื่องดื่มพร้อมของว่างมาด้วยพลางนำไปวางเสิร์ฟไว้ที่โต๊ะ แล้วกลับออกไปอย่างเรียบร้อย
“ตามสบายนะ ดื่มน้ำผลไม้เย็นๆ ให้ชื่นใจก่อนเดี๋ยวค่อยไปดูห้องพักกัน”
หนุ่มเจ้าของบ้านชวนคุย
“รอบๆ นี่บรรยากาศดีไม่มีผู้คนวุ่นวายพลุกพล่านเพราะเป็นเขตส่วนตัว”
“ผมดูว่าเงียบสงบมากเลยนะครับ”
“แถวนี้ค่อนข้างเงียบครับ แต่ก็ไม่ไกลจากแหล่งชุมชนร้านค้าร้านอาหาร จะซื้อหาอะไรสะดวกสบายไม่ต้องข้ามเกาะเข้าไปในเมือง ถึงจะอยู่กลางทะเลแต่ความเป็นอยู่บนเกาะเจริญไม่ต่างจากในเมืองเท่าไหร่หรอกครับ พรุ่งนี้มีเวลาจะพาไปดูให้ทั่วๆ”
“ไปวันนี้เลยดีกว่าพี่จักร แดดร่มแล้วไปเดินเล่นหาของกินกันนะคะ”
พริมมธุรสชวนกระตือรือร้น จักรวาลหัวเราะบอกว่า
“ไกลเหมือนกันนะน้องพริม เดินไปคงไม่ไหวหรอก ถ้าจะไปจริงๆ ต้องถีบจักรยาน คนแถวนี้จะใช้จักรยานหรือมอเตอร์ไซค์เป็นหลักน่ะครับ ถ้าอยากเดินเล่นใกล้ๆ แถวหาดก็พอสบายๆ ตอนแรกที่มาอยู่พี่ชอบไปวิ่งจ็อกกิ้งที่หน้าหาดตอนเช้ากับตอนเย็นเกือบทุกวัน เดี๋ยวนี้ไม่ค่อยมีเวลาเหมือนเมื่อก่อน”
“แน่ละซิ เอาเวลาไปเอาใจเจ้าสาวนี่” นพินแกล้งแหนบ
“คุณจักรไม่ได้อยู่ที่บ้านนี้มาแต่แรกหรอกหรือครับ?”
เนอินทร์นึกอยากจะถามอะไรอีกหลายอย่างเกี่ยวกับความเป็นอยู่วิถีชีวิตของผู้คนท้องถิ่นบนเกาะ แต่ยั้งปากไว้ก่อนเมื่อนึกถึงมารยาทความไม่ควร เขาเพิ่งมาถึงเรียกว่าหย่อนก้นลงนั่งเก้าอี้ยังไม่ทันร้อนก็จะซักโน่นซักนี่เพื่อประโยชน์ของตนดูจะไม่เข้าท่านัก ดีไม่ดีจะทำให้เจ้าของบ้านเขม่นเอาเสียเปล่าๆ เนอินทร์จึงเริ่มต้นด้วยการคุยถึงเรื่องทั่วไปเพื่อสร้างความคุ้นเคยก่อน
“ผมเพิ่งมาอยู่ไม่กี่ปี ก่อนหน้านี้อยู่บ้านอีกหลังที่กรุงเทพ พอทำงานแล้วก็ไปๆ มาๆ ระหว่างระยองกับกรุงเทพ”
“บริษัทที่พี่จักรทำงานสำนักงานใหญ่อยู่กรุงเทพแต่มีสาขาที่ระยองด้วย ตัวออฟฟิศตั้งอยู่ห่างจากท่าเรือไปไม่เท่าไหร่”
คนเป็นญาติช่วยเสริมรายละเอียด พริมมธุรสห่อปากตาโตอุทานว่า
“อู้ว์ อย่างนี้พี่จักรก็ต้องนั่งเรือข้ามฟากไปทำงานทุกวันน่ะซิ”
“ครับ เดินทางหลายทอดหน่อย แต่ไม่ต้องกลัวเสียเวลาเรื่องเรื่องรถติด ยิ่งเดี๋ยวนี้การเดินทางไปมาระหว่างฝั่งแผ่นดินกับเกาะง่ายกว่าสมัยก่อนมาก มีทั้งแพขนานยนต์ เรือโดยสาร เรือเร็ว”
เจ้าของบ้านยังคงเล่าต่อไปอีกว่า
“ถ้าจะพูดถึงเกาะแลดาวต้องเล่ายาวไปถึงสมัยที่คุณปู่มาจับจองพื้นที่เกาะไว้โน่น แล้วปล่อยปละละเลยมาเรื่อย เพิ่งมาปรับปรุงปลูกบ้านเมื่อราวสิบปีที่แล้วนี่เอง ตอนแรกคุณพ่อพี่จะทำเป็นรีสอร์ทกลางเกาะ หวังจะดันให้เป็นเกาะท่องเที่ยวระดับประเทศ แต่โครงการยังไม่ทันเริ่มเป็นรูปเป็นร่างคุณพ่อก็มาเจ็บป่วยจนเสียชีวิตไปก่อน”
“พี่จักรน่าจะสานต่อโครงการคุณลุง” นันท์นพินออกความเห็น
“พี่ไม่ค่อยมีความรู้เกี่ยวกับการบริหารงานทางด้านนี้เลยยั้งโครงการไว้ รอจังหวะดีๆ พร้อมเมื่อไหร่ค่อยว่ากันใหม่”

การสนทนาดำเนินต่อไปได้อีกสักครู่ ทุกคนจึงเห็นหญิงวัยชราราวหกสิบเศษเดินเข้ามาสมทบด้วยอีกคน พอจักรวาลเห็นมารดาเขาก็รีบลุกขึ้นไปช่วยพยุงพามานั่งตรงโซฟาตัวเดียวกับที่เขานั่ง ก่อนทิ้งตัวลงนั่งใกล้กัน
ผกาวัลย์เป็นคนร่างท้วม ผิวขาว ผมยาวแซมสีขาวประปรายรวบเก็บเป็นมวยเรียบร้อยทางด้านหลัง แต่งกายด้วยชุดลำลองอยู่กับบ้านแต่ดูภูมิฐานสมวัยสมฐานะแม้สีหน้าจะดูซูบเซียวไปบ้าง
ผกาวัลย์รับไหว้จากหนุ่มสาวผู้เป็นแขกพิเศษของลูกชาย พลางพยักหน้าทักทาย พริมมธุรสเพราะจำได้ดีว่าเด็กคนนี้เคยคบหาอยู่กับลูกชายเมื่อหลายปีก่อน แล้วยังเป็นเพื่อนของนันท์นพินหลานสาวอีกด้วย
“ว่าไงจ๊ะหนู..สบายดีหรือ หายเงียบไปนานเลยคราวนี้”
พริมมธุรสหัวเราะเก้อๆ พูดเสียงประจบไว้ก่อน
“สบายดีค่ะ พริมต้องกราบขอโทษคุณแม่ที่ไม่ได้แวะมาเลย เสียดายไม่ได้มางานคุณพ่อ พริมเพิ่งทราบข่าวไม่นานนี้เอง ไม่อย่างนั้นต้องมาช่วยงานแน่นอนค่ะ”
“ไม่เป็นไรหรอกหนู ตอนนั้นมันฉุกละหุกอยู่ ตัวแม่เองก็ไม่รู้จะอยู่ได้อีกสักกี่ปีกัน พอแก่ตัวเข้าโรคภัยไข้เจ็บถามหาเป็นโน่นนี่ไม่ได้หยุดหย่อน”
“คุณป้าคิดมากไปค่ะ เพิ่งผ่านหกสิบไปสองสามปียังแข็งแรงอยู่เลย..นะ..ใช่มั้ยพี่จักร”
นันท์นพินหันไปพยักพเยิดกับพี่ชาย
“นั่นซิ..ถึงจะมีโรคประจำตัวบ้างก็เป็นธรรมดาของวัยนี้ รักษาสุขภาพดีๆ ยังอยู่ได้เป็นสิบปีล่ะครับ”
“แม่ขอเจ็ดสิบก็พออยู่นานนักเห็นจะไม่ไหว ตอนนี้หวังอยู่แต่ว่าอยากให้พ่อจักรเป็นฝั่งเป็นฝากับผู้หญิงดีๆ สักคน แม่จะได้นอนตาหลับ”
จักรวาลเกือบถอนใจ มารดาวกมาเข้าเรื่องเดิมอีกจนได้ ยังดีว่ามารดาพูดแล้วแล้วผ่านไปถึงเรื่องอื่นเสียในทันที ผกาวัลย์กำลังถามพริมมธุรสหลังจากใช้สายตาพินิจพิจารณาชายหนุ่ม ผู้นั่งฟังการสนทนาอยู่เงียบๆ
“นั่นคู่หมั้นใช่ไหม..หน้าตาท่าทางหน่วยก้านไม่เลว”
คำวิจารณ์ตรงๆ ต่อหน้าทำให้เนอินทร์รู้สึกเขิน เขาขยับปากจะปฏิเสธแต่ไม่ทัน พริมมธุรส
“ไม่ใช่ค่ะคุณแม่ คนนี้คุณเนอินทร์..เป็นเพื่อนของนพิน ส่วนแฟนพริมจะตามมาทีหลังค่ะ”
“อ้าว..งั้นหรอกหรือ..แหม..แม่ล่ะเสียดายหนูจริงลูกชายแม่ตาไม่ถึง”
“โธ่ คุณแม่พูดอะไรไม่รู้ ตอนนั้นน้องพริมยังเรียนไม่จบ ผมเพิ่งได้งานทำด้วย”
“ทำไมไม่รอน้องสักหน่อยเล่า..แม่รึอุตส่าห์หวังใจรอคนจะมาเป็นลูกสะใภ้ พอเจอตัวปุ๊บก็ไม่ถูกใจแม่เลย จริงซิ.. พวกหนูเจอแม่พยาบาลพิเศษกันหรือยังล่ะ”
“เอ้อ..คะ?”
พริมมธุรสอึกอัก พอรู้ความขัดแย้งในบ้านอยู่บ้างจากปากคำของเพื่อนสาว จักรวาลเห็นท่าไม่ดีรู้สึกว่าบรรยากาศการสนทนาเริ่มตั้งเค้าความตึงเครียด เขารู้ว่ามารดาคงต้องร่ายยาวแน่ๆ จึงรีบชิงอธิบายเสียเองว่า
“คุณแม่หมายถึงคุณลัลธริมาน่ะครับ เธอเป็นพยาบาลพิเศษที่มาช่วยดูแลตอนคุณพ่อล้มป่วย”
“จ้างจ้ะ..ไม่ใช่ช่วย” ผกาวัลย์เน้นเสียงนิดๆ
“เราจ้างเขา เขาก็ทำงานแลกเงิน เด็กคนนี้ฉลาดมองการณ์ไกลตอนนี้เลยกลายเป็นว่าที่เจ้าสาวกานต์ไทไปแล้ว”
จักรวาลวางสีหน้าเรียบเฉยทำเหมือนไม่ได้ยินคำพูดมารดา ขณะที่หลายสีหน้าปรากฏแววไม่สบายใจ
“เดี๋ยวเจอกันที่โต๊ะอาหารตอนค่ำจะแนะนำให้รู้จัก พี่ว่าน้องพริมกับคุณลัลคงเข้ากันได้ดีแน่ๆ”
จักรวาลไม่พูดถึงญาติผู้น้อง เพราะรู้ว่านันท์นพินยิ่งกว่ามารดาตรงที่ตั้งกองอคติกับลัลธริมาตั้งแต่ก่อนเห็นหน้าฝ่ายนั้นด้วยซ้ำ เสียงผกาวัลย์ขัดมาอีกว่า
“หนูพริมออกน่ารักมีสกุลรุนชาติ แต่เด็กคนนั้นแม่ว่าคมในฝักบอกไม่ถูก บางทีเงียบหงิมน่าสงสาร บางทีหูตามันวิบวับยังไงชอบกล”
“ตอนเขามาใหม่ๆ คุณแม่ไม่เห็นพูดอย่างนี้เลย ชมว่าเรียบร้อยน่ารักอย่างนั้นอย่างนี้”
“นั่นแม่หมายถึงเรื่องงานต่างหากล่ะ..ไม่ใช่ฐานะอย่างทุกวันนี้”
จักรวาลขี้เกียจขัดแย้งกับมารดาต่อหน้าแขกซึ่งเริ่มอึดอัดกันไปหมด เขารีบรวบรัดตัดบทบทก่อนที่มารดาจะสาธยายให้แขกฟังไปมากกว่านี้
“ผมว่าเดี๋ยวค่อยคุยกันดีกว่าครับ..ยังอยู่ให้เห็นหน้ากันอีกเป็นอาทิตย์ ป้าภู่จัดเตรียมห้องพักไว้แล้วผมขอตัวพาแขกพิเศษของเราไปดูห้องก่อนดีกว่า”
“ไปเถอะจ้ะ” มารดาพยักหน้า
“พักผ่อนให้หายเหนื่อยก่อน..ตอนเย็นมานั่งโต๊ะทานข้าวด้วยกัน..จักรวาลอย่าลืมพาน้องพาเพื่อนไปไหว้คุณพ่อที่ห้องพระด้วยนะลูก”
“ครับ”
ชายหนุ่มรับคำสั้นๆ แล้วลุกขึ้นเดินนำหน้าคนทั้งสามเข้าไปด้านใน หลังจากเข้าไปไหว้พระและไหว้อดีตเจ้าของบ้านเสร็จเรียบร้อยแล้ว จักรวาลจึงพาไปชมห้องพักที่จัดเตรียมไว้ให้ นันท์นพินพักอยู่ห้องที่เคยพักเป็นประจำในทุกครั้งที่มา ส่วนพริมมธุรสกับเนอินทร์เลือกกันไปคนละห้อง
“แฟนน้องพริมมาก็ให้อยู่ห้องเดียวกับคุณเนอินทร์ หรืออยากแยกเป็นส่วนตัวอีกห้องก็ได้ไม่ว่ากัน”
จักรวาลบอกก่อนขอตัวไปสะสางงานที่คั่งค้างจนต้องหอบเอากลับมาทำที่บ้าน
“พักผ่อนกันไปก่อนนะ ถ้าอยากเดินเล่นแถวนี้ให้นพินพาไปก็ได้ พี่ฝากดูแลแขกด้วยล่ะ”
ประโยคท้ายพูดกับญาติผู้น้อง
“เรื่องเทคแคร์แขกบอกแล้วไม่ต้องห่วง นพินจัดให้”

หลังจากแยกย้ายกันเข้าห้องแล้ว เนอินทร์ยังไม่ได้จัดเสื้อผ้าข้าวของออกจากกระเป๋าเดินทางเข้าตู้ในทันที เขาเดินสำรวจรอบๆ ห้องพักด้วยความพอใจ บ้านนี้ไม่มีเครื่องปรับอากาศเพราะเจ้าของบ้านบอกว่าอากาศไม่ร้อนเลยมีลมพัดเย็นสบายตลอดใช้แค่พัดลมเพดานก็เย็นพอแล้ว ซึ่งเนอินทร์ก็เห็นด้วยว่าบรรยากาศดีโปร่งสบายสมกับที่ฝ่ายเจ้าบ้านคุยไว้จริงๆ พอมีเวลาเป็นส่วนตัวนักเขียนหนุ่มจึงนึกขึ้นมาถึงสิ่งที่ว่าจะถามเจ้าของบ้านแล้วก็ลืมไปสนิท ตอนลงจากรถเขาได้กลิ่นหอมอ่อนๆ คล้ายกลิ่นหอมของดอกไม้ลอยกรุ่นกำจายไปทั่วบริเวณสวน นึกอยากรู้ว่าดอกอะไรหนอถึงหอมประหลาดนัก แม้ขณะที่คิดก็ยังคงได้กลิ่นอยู่จางๆ ตั้งใจเป็นมั่นเหมาะว่าเจอกันที่โต๊ะอาหารตอนเย็นจะต้องถามให้ได้
หลังจากเดินวนดูโน่นนี่ภายในห้องสักพัก ในที่สุดชายหนุ่มก็หยุดยืนชมวิวอยู่ตรงหน้าต่างกรุมุ้งลวดกันยุงและแมลง ตาคมมองเห็นทะเลอยู่ห่างออกไปไม่ไกลเกินกว่าที่ระยะสายตาจะมองเห็นได้ พอมีโอกาสยืนคิดอะไรเงียบๆ ตามลำพัง วิญญาณนักเขียนก็เริ่มเข้าครอบงำอีกครั้ง ชายหนุ่มกำลังจินตนาการถึงตัวละครในนิยาย คำพูดคำบรรยายหลั่งไหลพรั่งพรูออกจากสมอง เนอินทร์รีบเดินไปหยิบปากกากับสมุดบันทึกจากกระเป๋าเดินทาง ก่อนเลื่อนเก้าอี้เบาะนุ่มแบบล้อหมุนมาตั้งตรงข้างหน้าต่าง แล้วทิ้งตัวลงนั่งพาดขาเหยียดไว้ที่เก้าอี้ตรงหน้าอีกตัว วางสมุดไว้กับตักพลางจดข้อความปราดๆ ลงในกระดาษทันที พอเขียนเสร็จก็เงยหน้าขึ้นทอดสายตามองไปทั่วบริเวณด้านล่างพร้อมกับใช้ความคิดไปด้วย

จินตนาการกำลังคืบหน้า..สายตาชายหนุ่มทอดต่ำลงแลเห็นร่างของผู้หญิงผมยาวคนหนึ่งเดินแวบๆ อยู่ตรงแถวสวนหย่อมหน้าบ้าน..ราวกับมีแม่เหล็กดึงดูดความสนใจอย่างใหญ่หลวง เนอินทร์ขยับตัวลุกขึ้นจากเก้าอี้พลางชะโงกหน้าเข้าไปจนเกือบชิดมุ้งลวด เพ่งสายตาเพื่อจ้องมองร่างอวบอิ่มสคราญนั้นให้ถนัดตา แต่หญิงสาวคนนั้นได้เดินเลี้ยวหายไปหลังพุ่มไม้ก่อนที่เขาจะทันจับรายละเอียดต่างๆ ได้มากกว่านี้
ใครกันนะ..เนอินทร์นึกอยากรู้ขึ้นมาทันที เท่าที่มองเห็นจากข้างหลังน่าจะเป็นคนสวยทีเดียว ชายหนุ่มคลี่ยิ้มบางๆ กับตนเอง เกิดความคิดใหม่ขึ้นมาฉับพลัน เขาจะเปลี่ยนคาแร็กเตอร์ของ “แพรริน” นางเอกในเรื่องอาถรรพ์ลวง จากเดิมที่วางไว้ให้เป็นหญิงสาวผมสั้นทันสมัยเรือนร่างอรชร มาเป็นสาวสวยผมยาวสยายเซ็กซี่เหมือนผู้หญิงที่เขาเห็นเมื่อไม่กี่นาทีที่ผ่านมา กระทั่งเวลาผ่านไปครู่ใหญ่เนอินทร์ก็ยังหยุดคิดคำนึงถึงหญิงสาวในสวนหย่อมไม่ได้ ไม่เข้าใจตนเองเหมือนกันไม่อาจแจกแจงให้เหตุผลได้ว่าทำไมความคิดของเขาคอยแต่จะวนเวียนอยากรู้ว่าหญิงสาวผู้นั้นเป็นใคร มีฐานะอะไรอยู่ในบ้านหลังนี้กันแน่

บทที่ 8 ว่าที่เจ้าสาว

เนอินทร์พยายามนั่งเขียนงานเงียบๆ อยู่พักหนึ่งแต่ความที่ไม่ค่อยมีสมาธิเท่าที่ควรเขาจึงเลิกเขียน ชายหนุ่มใช้เวลาที่เหลือในระหว่างเพื่อนร่วมทางทั้งสองยังคงเก็บตัวเงียบอยู่ในห้องพัก ถือโอกาสออกมาเดินสำรวจรอบบริเวณบ้านอย่างไม่รอให้ผ่านเวลาไปเปล่าๆ แต่สภาพอากาศเปลี่ยนแปลงจากแดดจัดจ้าเป็นมัวครึ้มฟ้าครึ้มฝนทำให้เขาไม่สามารถไปไหนได้ไกลนักเพราะไม่รู้ว่าฝนจะเทเม็ดลงมาตอนไหน เห็นฟ้ามัวแล้วนึกถึงคำพูดของจักรวาลในตอนหนึ่งที่ว่า
‘ปกติที่นี่จะอากาศดีทีเดียวยิ่งในบ้านจะเย็นสบาย แต่ว่าระยะนี้สภาพอากาศค่อนข้างแปรปรวนบ่อยๆ เดี๋ยวร้อนเดี๋ยวฝน’
ชายหนุ่มเดินเอื่อยๆ ไปตามทาง สูดกลิ่นอายทะเลเข้าปอดพลางคิดอะไรไปเรื่อยเปื่อย ตากวาดมองสำรวจโน่นนี่ไปทั่ว นึกอะไรขึ้นมาได้หรือเจออะไรน่าสนใจก็หยิบปากกาขึ้นมาจดรายละเอียดลงในสมุดโน้ตขนาดพกพาตามประสาวิสัยนักเขียน
สองเท้าพาร่างสูงไปจนถึงบริเวณพุ่มไม้ที่ได้เห็นผู้หญิงผมยาวตอนที่เขานั่งอยู่ตรงริมหน้าต่างห้องพัก นักเขียนหนุ่มหยุดฝีเท้ายืนเหลียวมองไปรอบๆ ราวกับหวังว่าหญิงสาวจะยังคงอยู่แถวนี้ ไม่เข้าใจตนเองเหมือนกันว่าทำไมตนต้องปักใจกับผู้หญิงที่แค่เห็นทางด้านหลังเพียงแวบเดียว มันเหมือนมีอะไรบางอย่างดึงดูดให้สนใจติดตามค้นหาว่าเธอเป็นใคร
เขายืนนิ่งจมูกสูดกลิ่นหอมระรวยของดอกไม้กระจายอยู่ทั่วบริเวณพาให้จินตนาการโลดแล่น กำลังคิดเพลินๆ ลมเย็นพัดละอองฝนตกต้องกระทบผิวเนื้อ เนอินทร์แหงนหน้าขึ้นมองเมฆครึ้มแผ่กระจายคลุมแผ่นฟ้า เขาคิดอย่างเสียดายว่ายังไม่ทันได้ดูอะไรให้ทั่วฝนลงเสียแล้ว เห็นจะต้องรีบกลับก่อนฝนจะเทจั่กลงมา คิดได้ดังนั้นชายหนุ่มจึงหันกลับสาวเท้ายาวๆ มุ่งกลับทางเก่า
“โอ๊ะ!”
เสียงห้าวอุทานดังๆ..ไม่ได้ตกใจเพราะความรีบเดินจนทำให้ชนเข้ากับหญิงสาวผู้หนึ่งซึ่งเดินเร็วๆ เลี้ยวมาจากอีกทางอย่างกะทันหันและรีบร้อนเช่นเดียวกัน แรงปะทะทำให้อีกฝ่ายถึงกับเซไปจนเกือบจะล้มถ้าไม่เพราะเขารั้งร่างเพรียวระหงไว้ในอ้อมแขนได้ทันท่วงที หากสาเหตุที่ทำให้เขาตกใจเป็นเพราะแลเห็นเสื้อผ้าของหญิงสาวเปื้อนเปรอะด้วยสีแดงกระจายเป็นจุดดวงเต็มไปหมด แม้แต่ใบหน้างามยังมีรอยเปื้อนกระเซ็นกระสาย
“คุณ..เป็นอะไรหรือเปล่าครับ?”
หน้าตาหญิงสาวเป็นสีเรื่อเพราะถูกชายหนุ่มแปลกหน้ากอดไว้เต็มที่ เนอินทร์รู้สึกตัวจึงรีบคลายอ้อมแขน
“บาดเจ็บตรงไหนหรือเปล่า”
เนอินทร์ถามซ้ำ เห็นตาหวานคมมองกลับมาอย่างฉงน
“ว่าอะไรนะคะ?”
“คือ..เลือดนั่น..”
หญิงสาวก้มลงมองสำรวจตัวเองทันที พอเข้าใจว่าชายหนุ่มพูดถึงอะไรใบหน้าสวยคมก็กระจ่างไปด้วยรอยยิ้มขำ
“อ๋อ..ฉันไม่เป็นอะไรหรอกค่ะ แค่เลอะสีเท่านั้นเอง”
“สี?”
“สีสำหรับทำขนมค่ะ ฉันเป็นแม่ครัวมือสมัครเล่นกำลังหัดทำขนมกับป้าภู่แต่ซุ่มซ่ามไปหน่อยเลยเป็นอย่างที่เห็น”
“อ้อ” ชายหนุ่มลากเสียงยาวรับรู้อย่างโล่งอก แล้วพูดล้อๆ ว่า
“ผมเดาว่าคงเป็นการทำขนมชุดใหญ่และต้องสนุกกันมากแน่ๆ”
หญิงสาวแก้มแดงเพราะเข้าใจในความหมายแกมล้อนั้นได้
“คุณคงเป็นแขกของคุณจักร”
“ผมชื่อเนอินทร์”
เสียงห้าวถือโอกาสแนะนำตัว ตาคมพิจารณาหญิงสาวตรงหน้าอย่างสนใจแกมทึ่ง อดใจเต้นโลดแรงขึ้นมาไม่ได้เมื่อนึกถึงร่างนุ่มเนื้อตัวหอมกรุ่นในอ้อมแขนเมื่อครู่
หญิงสาวยิ้มพลางยื่นมือมาสัมผัสกับอุ้งมือของเขาด้วยกิริยาเป็นกันเอง
“ยินดีที่ได้รู้จักค่ะ”
“ยินดีรู้จักเช่นกันครับ ผมต้องขอโทษด้วยรีบเดินจนไม่ระวัง”
“ไม่เป็นไรหรอกค่ะ ฉันเองก็รีบเหมือนกัน แต่..”
“อะไรหรือครับ”
“มือค่ะ คงปล่อยได้แล้ว”
หญิงสาวท้วงขำๆ เนอินทร์สะดุ้งเมื่อสำนึกได้ว่าตนเองได้รวบมือนุ่มกระชับไว้ในอุ้งมือทั้งสองของเขา แล้วยังไม่ยอมปล่อยจนเธอต้องทักขึ้น พอรู้สึกตัวเนอินทร์ก็รีบปล่อยมือหญิงสาวให้เป็นอิสระโดยเร็ว
“ขอโทษครับ..ขอโทษ..ผมนี่แย่จัง คุณคงคิดว่าผมนี่ลุ่มล่ามเต็มที”
หญิงสาวทำท่าเหมือนจะพูดอะไรบางอย่าง พอดีกับลมพัดกระโชกเม็ดฝนวูบปะทะตามใบหน้าและเนื้อตัวจนเปียกชื้น ทำให้เธอเปลี่ยนใจเป็นพูดเร็วๆ ว่า
“คุณรีบเข้าบ้านเถอะค่ะ ฝนตกหนักขึ้นทุกทีแล้ว”
“ไปซิครับ”
“แล้วเจอกันที่โต๊ะอาหารเย็นนี้นะคะ”
หญิงสาวบอกก่อนวิ่งหลบไปอีกทางอย่างไม่ให้โอกาสชายหนุ่มได้ซักถามอะไรต่อ เนอินทร์ได้แต่มองตามพลางนึกเสียดายว่ายังไม่ทันได้ถามไถ่ชื่อเสียงเรียงนามกันเลย เธอรู้ว่าเขาเป็นใคร เขาซิกลับไม่รู้ว่าเธอเป็นใคร หากไม่ว่าหญิงสาวจะเป็นใครก็ตามชายหนุ่มได้เกิดความรู้สึกสนใจผู้หญิงคนนี้ขึ้นมาอย่างรุนแรงเสียแล้ว เป็นความรู้สึกคนละอย่างกับตอนที่ได้เห็นหญิงสาวปริศนา แต่ก็เป็นอีกครั้งที่ไม่อาจให้เหตุผลได้ว่าทำไมจู่ๆ จึงได้บังเกิดความสนใจประทับใจแปลกๆ ขึ้นมาอย่างกะทันหัน!
อย่างนี้หรือเปล่าที่เรียก..รักแรกพบ!
ไม่อยากเชื่อก็ต้องเชื่อ ในเมื่อเขารู้สึกว่าตนกำลังพบรักจริงๆ เป็นอะไรที่ยากจะบรรยาย เมื่อไม่กี่นาทีก่อนจะพบหญิงสาวถ้ามีใครมาถามเขาว่าเชื่อในรักแรกพบหรือไม่ เนอินทร์สามารถตอบได้ในทันทีว่าไม่เชื่อแม้แต่นิดเดียว เขาคิดว่าคนเราจะรู้สึกรักต่อกันได้ต้องอาศัยระยะเวลาเป็นจุดเชื่อมโยง ประเภทเจอปุ๊บแล้วรักกันปั๊บทันทีทันใดคงมีแต่ในหนังในนิยายเท่านั้น
หากครั้นตนได้พานพบประสบการณ์รักแรกพบราวกับต้องมนต์เข้าด้วยตนเอง เนอินทร์ก็ได้แต่หวังว่าหญิงสาวในสายฝนจะมีความรู้สึกและใจตรงกันกับเขา
ในช่วงเวลานี้..นักเขียนอินทรชนายุไม่ได้รู้แม้แต่น้อยว่าเขากำลังพาตัวถลำลึกเข้าสู่ความยุ่งยากที่ไม่อาจแม้แต่จะคิดถอนตัวกลับได้อีกเลย..ไม่ว่าจะเป็นหญิงสาวผมยาวสยายซึ่งชายหนุ่มเห็นเพียงแค่ด้านหลังในเสี้ยววินาที..หรือหญิงสาวผิวเนียนสีน้ำผึ้งตาโตคมหวานในอ้อมแขนเมื่อครู่ก็ตาม!

ถึงตอนเย็น โปรแกรมที่จักรวาลตั้งใจจะพาแขกหนุ่มสาวทั้งสามไปเดินเล่นรับลมทะเลแถวหน้าหาดเป็นอันต้องล้มเลิกไปโดยปริยายเพราะสภาพอากาศที่ไม่เป็นใจ ฟ้าตั้งเค้ามืดครึ้มก่อนที่เม็ดฝนจะทิ้งสายโปรยปราย ตกๆ หยุดๆ มาตั้งแต่ช่วงบ่ายจัด จนกระทั่งสมาชิกในบ้านพร้อมหน้าพร้อมตากันที่โต๊ะอาหารตอนพลบค่ำแล้วนั่นแหละฟ้าถึงได้โปร่งฝนขาดเม็ดสนิท
โต๊ะอาหารไม้สักทรงกลมขนาดแปดที่นั่งตรงกลางหมุนได้ขณะนี้พรั่งพร้อมไปด้วยอาหารเลิศรสหอมฉุย อันประกอบด้วยผัดเผ็ดปลาหมึกข้าวโพดอ่อน ปูทะเลอบวุ้นเส้น ซี่โครงหมูตุ๋นเห็ดหอม แกงจืดกะหล่ำสอดไส้กุ้ง ทอดมันปลากราย กับข้าวสวยร้อนๆ
อาหารพร้อม คนพร้อม แต่การรับประทานอาหารมื้อค่ำยังไม่เริ่มต้น จักรวาลพึมพำเป็นเชิงขออนุญาตกับมารดาก่อนกล่าวกับทุกคนว่า
“เอาล่ะครับ..ก่อนจะทานอาหารมื้ออร่อยคงต้องขอเวลานอกสักครู่ เพื่อแนะนำให้รู้จักกับว่าที่เจ้าสาวของพี่อย่างเป็นทางการ”
เนอินทร์นั่งใจไม่ดี ภาวนาขออย่าให้เป็นอย่างที่กำลังนึกสงสัยอยู่เลย เขาเห็นหญิงสาวคนที่บังเอิญได้พบกันกลางสายฝนพรำเมื่อตอนบ่ายก้าวเข้ามาในห้องอาหารพร้อมจักรวาล ใจหนึ่งพลันฉุกคิดขึ้นมาได้อย่างทันทีทันใด หากอีกใจไม่อยากยอมรับด้วยความเสียดายว่าสาวตาคมคนสวยที่เขาพบก็คือเจ้าสาวในอนาคตอันใกล้ของเจ้าของบ้านหนุ่มนั่นเอง แต่ความเป็นจริงก็คือความจริงที่ไม่อาจเปลี่ยนแปลงหรือหลอกตัวเองได้
“ลัลธริมา รัตตยา พยาบาลพิเศษของบ้านนับดาว และจะเป็นสะใภ้กานต์ไทในอีกไม่กี่วันข้างหน้า”
น้ำเสียงตลอดจนสีหน้าของคนพูดแสดงความภูมิใจในตัวคนรักอย่างเปิดเผย ตรงข้ามกับมารดาผู้นั่งปั้นปึ่งคอแข็งอย่างเห็นได้ชัด สายตาเกือบทุกคู่ในที่นั้นยกเว้นคนเป็นประมุขบ้าน กำลังจับจ้องเป็นตาเดียวกันอยู่ที่หญิงสาวสวยคมผิวสีน้ำผึ้งในชุดลำลองเสื้อกางเกงเข้าชุดกันทันสมัยสวมสบาย
“คุณลัลกล่าวอะไรกับแขกพิเศษของเราสักนิดซิครับ”
ประโยคหลังจักรวาลสะกิดเมื่อเห็นลัลธริมาเพียงแต่ก้มศีรษะแทนคำทักทายพร้อมกับรอยยิ้มบางๆ ในสีหน้าเท่านั้น
“ไม่ต้องให้เป็นทางการถึงขนาดนั้นก็ได้ละมังจักร” เสียงมารดาแย้งมา
“อย่างนี้แหละดีครับคุณแม่ ลัลไม่ค่อยได้ออกงานบ่อยนัก ฝึกไว้ต่อไปเวลาต้องเข้าสังคมเจอคนเยอะๆ จะได้ไม่เคอะเขิน”
ผกาวัลย์ไม่อยากโต้แย้งเหตุผลของลูกชายในโต๊ะอาหาร จึงทำเมินไปพยักหน้าเป็นสัญญาณให้อนงค์ซึ่งยืนคอยอยู่ห่างๆ เตรียมเสิร์ฟอาหารได้เมื่อการแนะนำตัวจบลง
ลัลธริมาเห็นคนอื่นยังคงมองและรอปฏิกิริยาตอบรับจากเธออยู่ จึงส่งรอยยิ้มเป็นทัพหน้าไปให้เนอินทร์ก่อนผ่านไปถึงคนอื่น
“สวัสดีค่ะ ฉันคงไม่ต้องแนะนำตัวแล้วนะคะ ต้องขอโทษที่ไม่ได้อยู่ต้อนรับพวกคุณเมื่อตอนบ่าย พอดีต้องไปทำธุระในเมืองนิดหน่อยค่ะกะว่าจะรีบกลับมาให้ทันแต่มาถึงพวกคุณก็มา กันแล้ว”
เนอินทร์ซ่อนความรู้สึกผิดหวังไว้อย่างยากลำบาก ผู้หญิงที่เขาประทับใจนักหนาในตอนบ่ายกลับกลายเป็นเจ้าสาวในอนาคตของเจ้าของบ้านไปเสียแล้ว เขาพยายามข่มใจกล่าวออกไปจนได้ในที่สุดว่า
“ขอแสดงความยินดีล่วงหน้ากับการแต่งงานของคุณทั้งสองด้วยนะครับ”
ลัลธริมาพึมพำขอบคุณเบาๆ พร้อมกับรอยยิ้มจางๆ
ไม่อยากจะเชื่อ! นันท์นพินได้แต่ร้องอุทานซ้ำซากอยู่ในใจ ทั้งฉงนปนเจ็บใจไปพร้อมกัน ทำไมเนอินทร์ถึงทำท่าราวกับว่าเคยรู้จักลัลธริมามาก่อนอย่างนี้เล่า พอรู้ว่าลัลธริมาคือคนที่จักรวาลจะแต่งงานด้วยก็มีอาการผิดหวังจนแทบปรับสีหน้าสีตาไม่ทันไปเลยทีเดียว ริ้วรอยไม่คาดฝันแกมผิดหวังบนสีหน้าเพื่อนชายที่แม้จะปรากฏขึ้นเพียงวูบเดียวตอนได้เห็นจักรวาลเดินเคียงคู่มากับพยาบาลพิเศษเข้ามานั่งที่โต๊ะอาหาร นันท์นพินคุ้นเคยกับเนอินทร์มานานสามารถจับความรู้สึกหวั่นไหวของเขาได้เกือบจะทันที เธอเห็นเขาพยายามส่งสายตาเป็นคำถามข้ามโต๊ะแต่ไม่ได้รับการตอบกลับจากลัลธริมา
หรือว่า..ทั้งสองรู้จักกันมาก่อน และเพราะเหตุนี้เนอินทร์จึงปฏิเสธเธอมาตลอด
พอคิดเองเออเองสรุปออกมาได้เป็นฉากๆ สีหน้าของนันท์นพินจึงแสดงความระแวงในตัวลัลธริมาอย่างชัดเจน อาการตวัดสายตามองหมั่นไส้เป็นระยะๆ ของหมอหญิงได้สร้างคำถามขึ้นในแววตาของลัลธริมาเช่นเดียวกัน แต่ถึงแม้ว่าลัลธริมาจะแคลงใจต่ออาการขุ่นข้องหมางใจที่นันท์นพินแสดงออก หญิงสาวกลับทำเป็นไมใส่ใจแถมส่งรอยยิ้มสุภาพไปให้ฝ่ายนั้นซะอีก
“ทอดมันเจ้านี้อร่อยนะหนู”
ผกาวัลย์พูดพลางเลื่อนถาดหมุนส่งจานกระเบื้องเนื้อดีลายสวยอาหารกลางโต๊ะเพื่อให้ตักได้ทั่วถึงกัน
“เนื้อนุ่มรสชาติกำลังพอดี จักรตักให้น้องซิลูก”
จักรวาลตอบรับคำมารดาด้วยการตักทอดมันชิ้นสวยใส่จานให้พริมมธุรส ก่อนตักวางให้ลัลธริมาแล้วหมุนถาดส่งต่อไปถึงน้องสาวกับหนุ่มนักเขียนตามลำดับ เสียงผกาวัลย์ชวนสนทนาขึ้นอีกว่า
“ปกติไม่ได้ตั้งโต๊ะทานพร้อมกันอย่างนี้ทุกวันหรอก ส่วนใหญ่แม่จะทานก่อนเพราะหิวเร็ว เห็นจะมีแต่วันหยุดเท่านั้นแหละที่พร้อมหน้ากันสองแม่ลูก”
“อ้าว พี่ขิมไปไหนเสียล่ะคะ” พริมมธุรสถามถึงเขมิกาพี่สาวคนเดียวของจักรวาล
“พริมว่าจะถามอยู่เหมือนกันว่าไม่เห็นพี่ขิมเลย”
“โอ๊ย รายนั้นแต่งงานแต่งการไปอยู่กับแฟนนักธุรกิจเสื้อผ้าที่ไต้หวันโน่น นานๆ จะกลับมาบ้านสักที ผัวเมียคู่นี้หายใจเข้าออกเป็นธุรกิจเงินๆ ทองๆ ไปหมด แต่อีกไม่กี่วันหนูคงได้เจอหรอกจ้ะ เห็นว่างานแต่งน้องทั้งทียังไงก็จะต้องปลีกตัวมาให้ได้..หนูล่ะงานการเป็นยังไงบ้าง”
ผกาวัลย์ชวนพริมมธุรสคุยเป็นส่วนใหญ่เพราะไม่ได้เจอกันมานาน ครั้งหนึ่งนางคิดว่าลูกชายจะจริงจังกับเด็กคนนี้ด้วยซ้ำ ส่วนนันท์นพินนั้นคุ้นเคยไปมาหาสู่กันบ่อยๆ อยู่แล้ว ขณะที่ เนอินทร์เป็นแขกแปลกหน้าอย่างแท้จริง
“เรื่อยๆ ค่ะ ช่วงนี้ไม่ค่อยมีงานมาก นพินบอกว่าพี่จักรจะแต่งงานพริมเลยถือโอกาสลาพักร้อนมาเซอร์ไพร้ส์มาร่วมงานด้วยซะเลย”
“ยอมรับว่าเซอร์ไพร้ส์จริงๆ” จักรวาลพูดกลั้วหัวเราะ
“คุณแม่รู้ไหมครับผมตกใจหมดตอนนพินบอกว่าพริมจะมาด้วย”
“พริมน่ากลัวขนาดนั้นเลยหรือคะ”
พริมมธุรสวางช้อนลงกับจาน แกล้งสะบัดเสียงถามงอนๆ นันท์นพินหัวเราะคิกคักชอบใจ บอกว่า
“พี่จักรคงกลัวเธอจะมาทวงสิทธิ์แฟนเก่าล่ะซิใช่มั้ยพี่จักร”
“ใครว่า..ที่บอกว่ากลัวน่ะหมายถึงกลัวจะแบ่งภาคไม่ถูกต่างหาก”
คนพูดทำเสียงกรุ้มกริ่มตาฉายแววเจ้าชู้
“ต๊ายพี่จักรนี่ร้ายนัก คุณลัลดูซิคะแต่งงานแล้วต้องระวังงูบนหัวพี่จักรให้มากๆ เชียว”
ลัลธริมายิ้มรับไม่ถือสาเพราะรู้ว่าชายหนุ่มเพียงแต่สัพยอกหยอกเล่นเท่านั้น
“เออ..แล้วนี่แฟนหนูเขาจะมาถึงเมื่อไหร่ ทำงานที่เดียวกันหรือเปล่า?”
คุณผกาวัลย์ตั้งคำถามแบบรวบในประโยคเดียวกันไปเลย พริมมธุรสเลือกตอบคำถามแรกก่อน
“พี่ไอย์จะมาพรุ่งนี้ค่ะ ขอเวลาเคลียร์งานก่อน แต่คงเดินทางมาถึงได้ก่อนค่ำ..พี่ไอย์ทำงานทางด้านจิตวิทยาที่ศูนย์ทดลองทางจิตของ..”
หญิงสาวเอ่ยชื่อหน่วยงานหนึ่งของทางราชการ เนอินทร์ลดแก้วน้ำที่ดื่มเกือบหมดวางลงกับโต๊ะ คิ้วเข้มเลิกขึ้นเล็กน้อย
“ผมนึกว่าคุณไอย์ทำอยู่ที่เดียวกับนพินซะอีกครับ”
“ที่นั่นก็ด้วยค่ะคุณเน เขาอยู่ในกลุ่มที่ปรึกษาพิเศษของศูนย์สุขภาพจิต”
“งานแปลกน่าสนใจดีแท้”
จักรวาลออกปากวิจารณ์ ขณะมือคอยทำหน้าที่ตักอาหารใส่จานให้ลัลธริมา จนเจ้าตัวต้องท้วงว่า
“พอแล้วค่ะ แค่นี้ก็อิ่มจะแย่แล้ว”
“อะไร..เห็นตักไม่กี่คำจะอิ่มแล้วหรือ..ทานเยอะๆ ซิครับ ผอมไปเดี๋ยวแต่งชุดเจ้าสาวไม่สวยไม่รู้นะ”
ลัลธริมายังไม่ทันได้อ้าปากโต้ตอบ เสียงคุณผกาวัลย์ได้ชิงพูดกับบุตรชายขึ้นก่อน โดยไม่คิดจะให้ความสำคัญต่อว่าที่ลูกสะใภ้ ลัลธริมาจึงได้นิ่งฟังการสนทนาอยู่เงียบๆ
“จักรไม่ชวนคุณเนอินทร์คุยบ้างล่ะลูก..คุณทำงานทำการอะไรหรือ”
ประโยคหลังนางหันไปซักเนอินทร์ตรงๆ
“ผมเป็นนักเขียนครับ”
เนอินทร์ตอบตามความจริง นันท์นพินอดพูดแหนบไม่ได้ตามเคยว่า
“เนอินทร์ขยันออกค่ะคุณป้า มานี่ก็ไม่ใช่เที่ยวอย่างเดียวแต่หอบเอางานมาทำด้วย”
“แล้วจะเที่ยวสนุกหรือคุณ อย่างนี้ต้องให้ค่าชดเชยด้วยซิ เป็นวันหยุดของเราแท้ๆ ยังต้องทำงาน”
“ผมเป็นนักเขียนอิสระครับ จะหยุดหรือทำขึ้นอยู่กับตัวเองเป็นหลัก แต่ถ้าขืนหยุดเขียนนานๆ คงมีหวังอดตาย”
“อ้อ”
เจ้าของบ้านอาวุโสทำเสียงรับรู้ ก่อนกล่าวเป็นเชิงอบรมสั่งสอนตามประสาผู้ใหญ่ว่า
“ยังหนุ่มยังสาวมีเรี่ยวแรงก็ทำไปเถอะ เก็บเงินเก็บทองไว้ตอนแก่เฒ่าจะได้ไม่ลำบาก เราก็เหมือนกันแม่นพิน..อย่ามัวเที่ยวเล่นสบายใจ” ปลายเสียงสั่งสอนเลยมาถึงหลานสาว
“แหม คุณป้าขา..นพินเพิ่งยี่สิบเจ็ดหยกๆ ยี่สิบแปดหย่อนๆ ยังไม่อยากคิดถึงเรื่องแก่ ชีวิตยังบรรเจิดมากมาย”
“บรรเจิดเพราะมีหนุ่มนักเขียนคอยเคียงข้างอยู่มากกว่ามั้ง” พริมมธุรสสัพยอก
“ไหนจะเหมือนเธอกับแฟนล่ะจ๊ะคุณหนูพริม สองคนนี่เขามีประวัติความรักแบบดราม่าค่ะคุณป้า”
“เป็นยังไง..รักดราม่า” จักรวาลถาม
“รักแบบเศร้าไงพี่จักร กว่าจะสมหวังลงตัวต้องจากกันทั้งเป็นอยู่เกือบครึ่งปีแน่ะ”
“ฮื้อ พูดมากน่า”
พริมมธุรสทำเสียงปราม..เธอเป็นคนเล่าเรื่องทั้งหมดให้นันท์นพินฟังพร้อมกับกำชับแล้วเชียวว่าไม่ให้บอกต่อ แม่เพื่อนหมอก็เอามาปูดเสียนี่ ถ้าไอย์ลวิลรู้คงไม่พอใจ เขาไม่ชอบให้ใครพูดถึงเรื่องที่เขาเคยประสบอุบัติเหตุร้ายแรงเมื่อห้าปีก่อน
“เกิดอะไรขึ้นงั้นหรือน้องพริม”
จักรวาลยิงคำถามด้วยความสนใจ เขาไม่ได้ติดต่อกับพริมมธุรสมานานหลายปีจึงไม่ได้รู้เรื่องมาก่อน พริมมธุรสตอบว่า
“พี่ไอย์เกิดอุบัติเหตุจนกลายเป็นเจ้าชายนิทราไประยะหนึ่งค่ะ”
“ตายจริง!”
คุณผกาวัลย์ซึ่งเพิ่งเลื่อนจานอาหารออกไปทางหนึ่งเพราะทานอิ่มแล้ว กำลังจะหยิบแก้วน้ำขึ้นดื่มถึงกับตบอกอุทาน
“คุณพระคุณเจ้าคุ้มครอง แหม นับว่าแฟนหนูยังโชคยังดีแท้ๆ ที่ไม่เป็นอะไรไปมากกว่านี้”
“เรื่องมันนานมาแล้วค่ะ ทุกวันนี้แข็งแรงยิ่งกว่าม้าออกศึกซะอีก”
“ไปทดสอบมาแล้วหรือยังไงยะถึงได้รู้ว่าพี่ไอย์ลวิลแข็งแรงยิ่งกว่าม้าศึก”
“อุ๊ย ฟังพูดเข้า คิดไปถึงไหนล่ะนี่”
พริมมธุรสแก้มเรื่อขึ้นทันควัน..ตีแขนเพื่อนสาวดังเพี๊ยะ นันท์นพินหัวเราะกิ๊กอย่างชอบใจ ฝ่ายเนอินทร์นั้นกำลังนึกไปถึงภาพของชายหนุ่มร่างสูงใหญ่ผู้มีตาสีทองเฉียบคมล้ำลึก ไม่น่าเชื่อว่าหมอไอย์ลวิลจะเคยมีประสบการณ์เลวร้ายถึงเพียงนี้
“คุณพริมโชคดีจริงๆ ค่ะ เพราะถ้าเคราะห์ร้ายต้องพลัดพรากจากกันทั้งๆ ที่ยังคงปักอกปักใจรักมันทรมานทีเดียว”
ลัลธริมาสนับสนุน หากดวงตาซ่อนประกายวูบไหวบางอย่างไว้ล้ำลึกเกินกว่าที่ใครจะคาดคิด ไอย์ลวิล..เป็นนายจริงๆ ได้ยินชื่อเต็มๆ ครั้งแรกก็รู้สึกสะดุ้งแต่ยังไม่มั่นใจว่าจะเป็นคนเดียวกัน จนกระทั่งพริมมธุรสพูดถึงเรื่องประสบอุบัติเหตุจนเป็นเจ้าชายนิทรา..โลกนี้ช่างกลมนัก!
ความคิดของพยาบาลสาวหยุดชะงักลงเพียงแค่นั้นเมื่อได้ยินเสียงเนอินทร์ย้อนถามกลับมา
“พูดเหมือนคนเคยอกหักนะครับ”
“ไม่จำเป็นต้องอกหักก็เข้าใจได้ค่ะ ถ้าคนๆ นั้นมีจิตใจที่ละเอียดอ่อนพอ ความรัก ความทุกข์ ความสุข เป็นอะไรที่อยู่บนเส้นทางเดียวกันแต่แยกไปคนละมุม บางคนรักแล้วทุกข์ บางคนรักแล้วสุข”
“แล้วอย่างคุณล่ะครับ พบกับความรักแบบไหน”
เนอินทร์ย้อนถามอีกด้วยอารมณ์กึ่งพาลเหมือนเด็กที่เอาแต่ใจ พอผิดหวังจากสิ่งที่ตนปักใจก็แกล้งรวนให้อีกฝ่ายเกิดความขุ่นใจเล่นเสียอย่างนั้น โดยที่ตัวเขาลืมไปอย่างหนึ่งว่า..เขาเพิ่งพบกับลัลธริมาได้ไม่ทันกี่ชั่วโมงเลยด้วยซ้ำ
ฝ่ายลัลธริมาไม่จำเป็นต้องคิดหาคำตอบให้เสียเวลาเพราะจักรวาลได้ตอบแทนในทันทีว่า
“ต้องเป็นรักสมหวัง ถ้าไม่สมหวังคงไม่มีพิธีแต่งงาน จริงไหมครับ”
คนพูดพูดแล้วเหลือบไปเห็นมารดาทำคอแข็งสีหน้าปั้นปึ่งขึ้นมาทันควัน เขารีบเบนหัวข้อสนทนาเป็นอื่นไปเสีย เพราะไม่อยากให้ความขัดแย้งระหว่างเขากับมารดามาทำลายบรรยากาศบนโต๊ะอาหาร
ในระหว่างการสนทนา พริมมธุรสถือโอกาสใช้สายตาพินิจพิจารณาหญิงสาวผิวสีน้ำผึ้งผู้นั่งอยู่เยื้องกันไปด้วย บอกไม่ถูกว่าทำไมจึงรู้สึกไม่ค่อยถูกชะตากับผู้หญิงคนนี้ตั้งแต่แรกเห็น ทั้งๆ ที่อีกฝ่ายก็ไม่ได้ทำความเดือดร้อนอะไรให้

พริมมธุรสต่างจากนันท์นพินตรงที่เธออาจมีความรู้สึกอย่างหนึ่งอยู่ในใจซึ่งตรงข้ามกับการแสดงออก พูดคุยดีด้วยเป็นมารยาททางสังคม ต่างจากนันท์นพิน ความรู้สึกของเพื่อนสาวรุ่นพี่ พริมมธุรสเข้าใจทีเดียว รู้ว่าเพื่อนของตนไม่เป็นมิตรกับว่าที่พี่สะใภ้เพราะอะไร ไม่ใช่เพราะ ลัลธริมาจะแต่งงานกับจักรวาล และไม่ใช่เพราะถือข้างคุณผกาวัลย์ แต่เป็นเพราะทุกครั้งที่เนอินทร์ส่งสายตาเหลือบแลไปทางพยาบาลสาว แววตาของเขาแฝงไว้ด้วยความรู้สึกบางอย่างจนเธอรู้สึกตกใจ อดคิดไม่ได้ว่า..ผู้ชายอะไรใจง่ายชะมัด..เสียดายมาดสุภาพแมนๆ ไม่คิดว่าจะเป็นคนหลงผู้หญิงได้รวดเร็วปานสายฟ้าแลบ..มิหนำซ้ำเป็นผู้หญิงที่กำลังจะแต่งงานเป็นเจ้าสาวเสียด้วย!
นึกสงสารเพื่อนสาวขึ้นมาจับใจ..ยังไม่ทันได้พูดจาปรับความเข้าใจกับเพื่อนชาย เรื่องกลับตาลปัตรกลายเป็นมีบุคคลที่สามเข้ามาแทรกกลางใจเนอินทร์แบบไม่ทันได้ตั้งตัว พริมมธุรสได้แต่หวังว่าจะเป็นความรู้สึกแค่หลงไปชั่ววูบของชายหนุ่มเท่านั้น

บทที่ 9 ลึก..หลอน

อาหารมื้อค่ำผ่านไปอย่างราบรื่นแม้ว่าจะมีการวางชั้นเชิงเล็กๆ น้อยๆ กันอยู่ในที โดยเฉพาะนันท์นพิน หลังจากเห็นสายตาเนอินทร์มองลัลธริมาแล้ว เธอก็จงใจ “แสดง” ความสนิทสนมกับเนอินทร์มากกว่าปกติ..ส่วนเนอินทร์กับจักรวาลยิ่งคุยกันนานยิ่งดูจะพูดจาขัดกันอยู่หลายครั้ง การขัดแย้งเกิดมาจากอคติที่จักรวาลมีต่อนักเขียนหนุ่มมาแต่แรกอย่างหนึ่ง ประกอบกับเขาสังเกตเห็นอย่างเดียวกับที่นันท์นพินและพริมมธุรสเห็น ความรู้สึกชายหนุ่มอาจจะไม่ละเอียดอ่อนเท่าสองสาว แต่เขาก็พอจะมองออกว่าเนอินทร์ดูจะสนใจในตัวลัลธริมามากเกินสมควร หากถึงจะรู้สึกอย่างนั้นจักรวาลก็ไม่ได้ละทิ้งมารยาทของเจ้าของบ้าน เขาเห็นอากาศเย็นสบายจึงชวนคนทั้งสามมานั่งรับลมชมวิวตรงชานระเบียงด้านหน้า ส่วนมารดาขอตัวแยกไปนั่งดูโทรทัศน์มีป้าภู่คอยรับใช้ใกล้ชิดตรงห้องโถงกลางอยู่พักหนึ่งก่อนเข้าห้องพักผ่อน
บรรยากาศตรงชานเรือนสบายด้วยสายลมโชยกลิ่นอายทะเล ผสมผสานด้วยกลิ่นดอกไม้หอมรวยรินคละเคล้ากลิ่นดินและหญ้าหลังฝน
“ฝนตกเลยอดไปเที่ยว” พริมมธุรสปรารภเป็นเชิงบ่น
“ดูซิ ทีอย่างนี้ล่ะฟ้าใสเชียว”
“พรุ่งนี้ค่อยไปกันก็ได้” เนอินทร์กล่าว
“ผมก็อยากเดินเล่นให้ทั่วๆ เหมือนกัน เผื่อจะได้ความคิดดีๆ ไว้เขียนนิยาย”
“แถวนี้มีอะไรน่าดูอีกหลายอย่างนะเน”
นันท์นพินพูดพลางลุกจากที่นั่งเดินเข้าไปยืนเคียงเพื่อนชายผู้ยืนเกาะราวระเบียงอยู่ตั้งแต่แรก ทำเอาชายหนุ่มเกือบสะดุ้งจากความใกล้ชิดแบบไหล่ชิดไหล่ ความนุ่มตึงแน่นเบียดอัดอยู่ตรงช่วงแขน เนเอินทร์ขยับตัวอึดอัด ทำท่าเบี่ยงตัวห่างออกมา นันท์นพินก็ตามติดแถมยังเกาะแขนเขาไว้แน่นเสียอีก เมื่อหนีไม่พ้นเนอินทร์จึงได้แต่ทำเป็นไม่สนใจคนใกล้ตัวด้วยการชวนคุยสัพเพเหระ พอดีนึกขึ้นได้ถึงสิ่งหนึ่งจึงเอ่ยถามจักรวาลว่า
“ผมได้กลิ่นดอกไม้หอม ดอกอะไรหรือครับถึงหอมกระจายไปทั่วแบบนี้ ว่าจะถามคุณจักรตั้งแต่มาถึงแล้วก็ลืม”
“นั่นซิคะ คุณเนพูดแล้วก็รู้สึกได้กลิ่นหอมจริงๆ ด้วย ดอกอะไรห้อมหอม”
นันท์นพินคนพูดทำท่าสูดลมหายใจประกอบ
“ใช่ค่ะ..ว่าจะถามอยู่เหมือนกัน พริมว่ากลิ่นมันแรงไปนะ ได้กลิ่นนานๆ แล้วเวียนหัว ขนาดว่าหอมฟุ้งตลบไปทั่วบริเวณได้แบบนี้แสดงว่าดอกต้องฉุนจัดทีเดียว”
“ไม่ฉุนหรอกค่ะคุณพริม” ลัลธริมากล่าวแก้ความเข้าใจ
“ดมกับดอกจริงๆ แค่หอมอ่อนๆ เท่านั้นไม่ฉุนเลย”
“เอ..แปลกดี ดอกอะไรคะ”
“เรื่องนี้คงต้องถามเจ้าของบ้านค่ะ”
“บอกตรงๆ ว่าพี่ก็ไม่รู้เหมือนกัน เคยถามผู้เฒ่าผู้แก่คนท้องถิ่นแท้ๆ ก็บอกแต่ว่าเป็นไม้ป่าชนิดหนึ่งมันไม่มีชื่อหรอก ว่ากันว่าเป็นพันธุ์ไม้หายากนอกจากบนเกาะนี่แล้วก็ไม่ค่อยมีคนเคยพบเห็นที่อื่นอีก”
จักรวาลตอบแล้วอธิบายต่อกันไปว่า
“คุณพ่อเคยเล่าให้ฟังว่าสมัยแรกๆ ที่คุณปู่มาจับจองพื้นที่แถวนี้แต่ก่อนเป็นป่า..มีต้นไม้ต้นหญ้าแปลกๆ ขึ้นอยู่มาก ตอนที่คุณพ่อปลูกบ้านไม่ได้สนใจให้คนงานตัดทิ้งไปเสียเกือบหมด ส่วนต้นอะไรที่มีดอกหอมๆ นั่นอยู่ริมบึงใหญ่นอกเขตบ้านเราเลยไม่ได้ถูกตัดไปด้วย จนตอนหลังขยายพื้นที่ออกไปจนครอบคลุมไปถึงบึง ต้นไม้ต้นนั้นเลยกลายเป็นต้นไม้ในบ้านนับดาว แขกมาบ้านเป็นต้องถามว่าต้นอะไรกันทุกคนเพราะไม่เคยเห็นที่อื่นมาก่อน”
“แล้วต้นมันอยู่ตรงไหนฮะ ชักอยากเห็น”
เนอินทร์ไม่ได้พูดอย่างสนทนาเฉยๆ เขาสนใจจริงๆ เพราะกำลังเขียนนิยายที่มีเนื้อเรื่องเกี่ยวกับอาถรรพ์บนเกาะกลางทะเล ได้เห็นต้นไม้แปลกของจริงเผื่อจะได้ความคิดใหม่ๆ เป็นเกร็ดเพิ่มเติมในเรื่อง

“สนใจหรือคุณเนอินทร์..ต้นเล็กๆ มีเป็นดงเลยล่ะคุณ แถวชายป่าโน่น ส่วนต้นใหญ่อยู่ตรงริมสระท้ายสวนใกล้ๆ กับเรือนศาลาพักผ่อนข้างหลัง พรุ่งนี้มีเวลาผมจะพาไปดูผมออกแบบเองกับมือ”
“ออกแบบต้นไม้น่ะหรือคะ?”
พริมมธุรสเอียงคอถามงงๆ ทุกคนถึงกับหัวเราะเสียงดังขำว่าหญิงสาวเข้าใจผิด ลัลธริมาบอกยิ้มๆ ว่า
“คุณจักรหมายถึงเรือนศาลาค่ะ”
“อ๋อ..เรือนศาลาหรอกหรือคะ..ฟังดูน่าจะสบาย”
พริมมธุรสหัวเราะแก้มแดง เขินที่ตนเข้าใจผิดอยู่คนเดียว
“น้องพริมเห็นแล้วจะติดใจ..คุณลัลเห็นครั้งแรกยังชอบเลย..พี่เพิ่งยกให้เป็นของขวัญแต่งงานชิ้นแรกกับคุณลัลเมื่อเช้านี้เอง”
ชายหนุ่มถือวิสาสะในความสนิทสนมยกมือขึ้นขยี้เรือนผมสั้นนุ่มมือของคนรักอย่างเอ็นดู รอยยิ้มเกรงใจปรากฏขึ้นที่มุมปากโค้งได้รูปสวยของลัลธริมา
“คุณจักรทำเกินไปค่ะ..ลัลไม่กล้ารับไว้หรอก”
“ได้ยังไง?” จักรวาลเลิกคิ้วขึ้นสูง นันท์นพินทำท่าหลิ่วตาล้อพี่ชาย
“นั่นแน่..พี่จักรวางแผนสูง คิดจะใช้เป็นเรือนฮันนีมูนไว้จู๋จี๋กันสองคนใช่มั้ยเล่า เรือนศาลาเงียบสงบบรรยากาศดีจะตาย ยิ่งคู่บ่าวสาวแต่งงานใหม่ๆ ล่ะก็..อื้อฮือ..โรแมนติกอย่าบอกใคร ไม่ต้องกลัวใครสอดรู้สอดเห็นด้วยไม่เหมือนบนบ้านห้องโน้นก็มีคน..ห้องนี้ก็มีคน”
ลัลธริมาหน้าเรื่อ นันท์นพินพูดราวกับจงใจเน้นให้จินตนาการเห็นภาพยังไงไม่รู้ จักรวาลเองก็รู้สึกชอบกลกับคำพูดของน้องสาวจึงกล่าวตำหนิด้วยเสียงห้าวเข้มงวด
“เออน่ะ..พล่ามอะไรน่าเกลียดจริงยายนพิน..เกรงใจคุณลัลบ้างเถอะ”
“หรือไม่จริง”
นันท์นพินไม่สนใจกับสีหน้าตึงๆ ของพี่ชาย อารมณ์หมั่นไส้แม่พยาบาลพิเศษคนสวยทำให้อดปากไว้ไม่ได้ ทำหน้าซื่อใสล่อพี่ชายเธอยังไม่พอ ยังชายหูชายตาเกินเลยมาถึงคนของเธออีกด้วย นันท์นพินคิดขุ่นกรุ่นๆ อยู่ในใจ ลืมนึกไปว่าเนอินทร์ไม่ใช่คนของเธอแม้แต่น้อย
“เรื่องแบบนี้ใครๆ เขารู้อยู่หรอกน่า..ข้าวใหม่ปลามันไม่เห็นต้องอาย อาทิตย์หน้าพี่จักรจะเป็นเจ้าบ่าวที่มีความสุขที่สุด จริงไหมจ๊ะเน?”
เนอินทร์ทำหน้าปั้นยาก..ไม่เข้าใจว่านันท์นพินเป็นอะไรนักหนาถึงตั้งกองรวนนัก โดยเฉพาะประโยคเมื่อกี้ไม่เห็นเหมือนคนเป็นจิตแพทย์พูดเลยสักนิด
พริมมธุรสเห็นเพื่อนสาวชักเพี้ยนด้วยฤทธิ์หวงเพื่อนชายจนหลุดคำพูดไม่เข้าท่าต่างๆ นานาออกไป..จนทำให้การสนทนาเริ่มกร่อยลง เธอจึงแก้สถานการณ์ด้วยการบิดขี้เกียจซ้ายขวาปิดปากหาวง่วงนอนขึ้นมากะทันหัน ก่อนชวนนันท์นพินกลับห้องพักพร้อมกัน คนอื่นจึงสลายตัวแยกย้ายกันไปพักผ่อนโดยปริยาย
ถึงห้องพัก..พริมมธุรสผลัดเปลี่ยนเสื้อผ้าเข้าห้องน้ำอาบน้ำ เสร็จแล้วเปลี่ยนเป็นชุดนอนมานั่งเล่นอ่านนิตยสารที่วางอยู่บนโต๊ะ จนสักพักจึงล้มตัวลงนอนแต่ยังไม่ได้หลับในทันที เธอพลิกตัวนอนตะเคียงตามองผ่านมุ้งลวดเห็นดาวกระพริบริบหรี่เพราะถูกรัศมีจันทร์ครึ่งดวงบดบัง
เรื่องต่างๆ ในวันนี้บางเรื่องผ่านเข้ามาในสมองแล้วผ่านเลยไป หากบางเรื่องกลับทำให้ต้องหยุดคิดวนเวียนซ้ำซากด้วยความรู้สึกข้องใจ
เมื่อตอนเย็นพริมมธุรสได้เห็นลัลธริมาครั้งแรกที่โต๊ะอาหาร รู้สึกสะดุดตาคลับคล้ายคลับคลาว่าจะเคยเห็นผู้หญิงคนนี้ที่ไหนมาก่อน นึกไม่ออกจนกระทั่งกลับเข้าห้องมีโอกาสทบทวนความคิดเงียบๆ จึงนึกขึ้นได้ว่าว่าที่เจ้าสาวของจักรวาล มีอะไรบางอย่างดูคล้ายกับผู้หญิงคนหนึ่งที่เธอเคยเจอในโรงพยาบาลช่วงที่ไอย์ลวิลเจ็บเมื่อห้าปีก่อน
จำได้ว่าตอนนั้นเธอกำลังจะเปิดประตูเข้าไปในห้องที่ไอย์ลวิลนอนรักษาตัวอยู่ ยังไม่ทันได้ผลักบานประตู ประตูก็เปิดออกก่อนพร้อมกับร่างสูงของสาวใหญ่ผิวน้ำผึ้งหน้าตาดีท่าทางสง่าเดินสวนออกมาพอดี พริมมธุรสไม่เคยเห็นผู้หญิงคนนี้มาก่อนไม่รู้ว่าเป็นเพื่อนหรือญาติทางฝ่ายไหนของไอย์ลวิล แต่เห็นแล้วรู้สึกสะดุดตาจนต้องหยุดยืนมองจนฝ่ายนั้นเดินเลี้ยวลับตาไป
ความสงสัยติดค้างอยู่ในใจจนหลังจากไอย์ลวิลหายดีแล้ว เธอเคยถามเขาในครั้งหนึ่งถึงผู้หญิงคนนั้น ไอย์ลวิลบอกว่าเขาไม่เคยรู้จักผู้หญิงที่มีรูปร่างหน้าตาอย่างที่เธอเล่าให้ฟังสักคน หญิงสาวรู้สึกว่าไอย์ลวิลโกหก..เธอคิดว่าเขาต้องรู้จักผู้หญิงคนนั้นเป็นอย่างดีแน่นอน สุดท้ายเหตุการณ์ได้ผ่านเลยไปโดยไม่มีวี่แววว่าสาวใหญ่จะปรากฏตัวให้เห็นอีก พริมมธุรสลืมเรื่องนั้นไปแล้วด้วยซ้ำ..จนกระทั่งมาพบลัลธริมาในวันนี้
ผู้หญิงต่างวัยสองคน..คนหนึ่งสวยคม..อีกคนสวยสง่า..ทั้งสองดูมีอะไรหลายอย่างคล้ายคลึงกัน โดยเฉพาะแววตาที่แม้เธอจะเห็นเพียงแวบเดียว แต่กลับจำได้แม่นถึงแววหวานเชื่อมราวกับจะโปรยเสน่ห์ให้บุรุษทั้งโลกหลงใหลได้ตลอดเวลา เท่าที่เห็นแววตาของลัลธริมาก็คล้ายๆ กันอย่างนี้..ในบางครั้ง!
จะเป็นไปได้หรือไม่ว่าสาวใหญ่คนนั้นอาจเป็นญาติใกล้ชิดของลัลธริมา
ถ้าเป็นเช่นนั้นจริง..โลกก็แคบเกินไปแล้ว
พริมมธุรสพลิกกายขึ้นนอนหงายก่ายหน้าผาก รู้สึกไม่สบายใจขึ้นมา ไอย์ลวิลจะมาถึงแลดาววันพรุ่งนี้ เธอกำลังหวั่นใจเหลือเกิน..เขาจะคิดอย่างไรเมื่อได้พบลัลธริมา..จะสะดุดตาเหมือนอย่างที่เธอสะดุดไหม..หรือจะสะดุดทั้งตาและหัวใจเหมือนอย่างเนอินทร์!
เนอินทร์พบลัลธริมาไม่ทันข้ามชั่วโมงก็ดูเหมือนว่าจะตกถังเสน่ห์ของสาวเจ้าเข้าเต็มเปา..ช่างเป็นคนที่มีเสน่ห์รุนแรงอะไรอย่างนี้ พริมมธุรสเห็นว่าลัลธริมาไม่ใช่คนสวยอะไรมากมายเป็นพิเศษ ไม่รู้ติดใจอะไรกันนักหนา ประเภทผิวคล้ำตาคมไม่น่าจะอยู่ในสเป็คของเนอินทร์ น่าสงสารนันท์นพิน อุตส่าห์วาดหวังจะละลายหัวใจเพื่อนชายให้ได้..กลับกลายเป็นว่าชายหนุ่มที่หมายปองถูกสาวอื่นมาละลายหัวใจเขาแทนซะนี่..มิหนำซ้ำยังเป็นผู้หญิงที่มีเจ้าของแล้วด้วย
สงสัยการเดินทางมาเที่ยวในครั้งนี้ จะไม่สนุกอย่างที่คิดเสียแล้ว
. ระหว่างที่พริมมธุรสนอนตาค้างคิดโน่นนี่ไปเรื่อยเปื่อย ทางนักเขียนหนุ่มอินทรชนายุก็กำลังรัวนิ้วพิมพ์นิยายใส่ลงเครื่องคอมพิวเตอร์โน้ตบุ๊กซึ่งนำติดตัวมาด้วย ความเงียบสงบรอบข้างก่อให้เกิดสมาธิอันแน่วแน่ ชายหนุ่มถ่ายทอดจินตนาการที่กำลังหลั่งไหลเป็นตัวอักษร..

“..เกาะเวียงสานช่างมีมนต์เสน่ห์ล้ำลึกนัก..ยิ่งในยามที่รัตติกาลเคลื่อนเข้ามาครอบคลุมทุกสรรพสิ่ง..หมู่มวลดารากระพริบแสงหยอกล้อจันทร์กระจ่างกลางหาว สะท้อนแสงสีเงินกระทบคลื่นม้วนตัวต่ำพลิ้วไหวเป็นระลอก ละอองหมอกหนาวชื้นจับผิวกาย ทว่า..หัวใจของปราชญ์กลับอบอุ่นยิ่งนัก
นับเป็นวาสนาที่ปราชญ์ตัดสินใจเดินทางมาเวียงสาน โชคชะตานำพาให้เขาได้มาพบกับ “แพรริน” ผู้เป็นหลานสาวคนเดียวของยุทธการ..นักธุรกิจเจ้าของเกาะ
แพรริน..หญิงสาวแสนสวยที่เขาหลงรักตั้งแต่วินาทีแรกที่สบตา เธอช่างเต็มไปด้วยเสน่ห์เย้ายวนเหลือเกินปราชญ์ถอนหายใจอย่างมีความสุข..เขากระชับกอดร่างงามไว้ในอ้อมแขน แนบหน้าลงกับผมยาวสยายลื่นนุ่มและหอมกรุ่น..ณ เวลานี้..จุดประสงค์ของปราชญ์ในการเดินทางมาเวียงสานแต่แรกกลับเลือนห่างออกไปทุกที..”
เนอินทร์หลับตาลง..มือวางนิ่งอยู่บนแป้นตัวอักษร เขากำลังนึกถึงภาพหญิงสาวผมยาวที่ปราชญ์ตระกองกอดอยู่ตรงโขดหินริมทะเล แพรรินซุกหน้าลงกับอกชายหนุ่มและกอดเขาไว้แน่น
‘ที่รัก..ฉันรอคุณอยู่..รอเสมอมา’
เสียงของหญิงสาวฟังสะท้อนกลับไปกลับมา ผมยาวสยายของแพรรินเหมือนจะหดสั้นลงทุกทีๆ ใบหน้าของแพรรินถูกซ้อนทับด้วยดวงหน้าสวยคม..หากแววตาหวานเชื่อมเร้าใจเป็นเพียงสิ่งเดียวที่ไม่เปลี่ยนแปลง
‘ผมต้องการคุณ’ ชายหนุ่มกระซิบ
‘เราต้องการกันและกันค่ะ..เนอินทร์!’
ชายหนุ่มสะดุ้งวับ..ภาพทั้งหมดเลือนหายไปในพริบตา!
นักเขียนหนุ่มเงยหน้าที่ฟุบอยู่กับโต๊ะขึ้นทันที ขยับนั่งตัวตรงพลางเหลียวมองไปรอบๆ อย่างงุนงง พอสายตาปรับภาพรอบตัวได้ชัดเจนจึงได้ตระหนักว่าทุกสิ่งเป็นเพียงความฝันเท่านั้น เขาสลัดศีรษะไปมาขับไล่ความง่วงงุนสับสน ไม่อยากจะเชื่อว่าตนจะฟุบหลับไปโดยไม่รู้ตัวจนได้ เขาคงเพลียมากกว่าที่คิดเพราะอาการแบบนี้ไม่เคยเกิดขึ้นกับเขามาก่อน
พอสมองตื่นและรับรู้ว่าอะไรเป็น เนอินทร์ก็ระบายลมหายใจแรงๆ ยกมือขึ้นเสยผมลวกๆ รู้สึกราวกับว่าเนื้อตัวยังร้อนผ่าวด้วยอุ่นไอเนื้อสาว ทุกอย่างเป็นจริงเป็นจังเสียจนรู้สึกใจหายหน่อยๆ เขาเป็นเอามากใช่ไหมนี่..นั่งพิมพ์นิยายอยู่ดีๆ กลับเผลอหลับฝันไป ฝันประหลาดเสียด้วย..ฝันที่เขาอยากให้มันเป็นความจริงเหลือเกิน เขากับลัลธริมาในความฝัน!
บ้าชะมัด!
ชายหนุ่มผลุดลุกพรวดขึ้นจากเก้าอี้ ใจคอกระวนกระวายไปหมด จนต้องเดินไปหยิบซองบุหรี่บนโต๊ะหัวเตียงมาจุดสูบแล้วเดินกลับไปยืนตรงหน้าต่าง มองฝ่าความมืดออกไปพร้อมกับอัดควันบุหรี่ติดๆ กัน เพื่อดับอารมณ์ใฝ่หาลมๆ แล้งๆ
เห็นท่าเขาจะมีปัญหาใหญ่ซะแล้ว!
ผู้หญิงตั้งมากมายทำไมไม่สนใจ มาปักใจกับเจ้าสาวคนอื่นได้อย่างไรกัน เนอินทร์นึกโมโหตัวเองอยู่ในใจ เขาคงเป็นเอามากถึงขนาดเก็บลัลธริมามาฝัน คิดว่าตนเองกำลังจินตนาการถึงปราชญ์กับแพรรินตัวละครในนิยายอยู่ดีๆ จู่ๆ ตัวละครกลับกลายเป็นตัวเขากับลัลธริมาไปซะเฉยๆ เขาคงบ้าไปแน่แล้ว
บุหรี่หมดไปหนึ่งมวนทำให้อารมณ์แปรปรวนของชายหนุ่มสงบลงบ้าง หากความอาวรณ์ในตัวพยาบาลสาวคนสวยยังคงท่วมท้นไม่อาจดับได้ ถึงแม้จะรู้ตัวดีว่าตนเองไม่มีทางสมหวังกับเจ้าสาวผู้อื่นอย่างแน่นอน ในเมื่อมันเป็นความรู้สึกของเขาเพียงฝ่ายเดียว ข้อสำคัญในความเป็นจริงคนที่จะมีสิทธิ์ในตัวหญิงสาวไม่ใช่ตัวเขา แต่เป็นจักรวาลต่างหาก
ชายหนุ่มเดินกลับมานั่งตรงที่เดิมอย่างหงอยๆ ชำเลืองมองนาฬิกาบนฝาผนังห้องด้านหนึ่ง..นาฬิกาบอกเวลาตีสองสิบนาที..กำลังคิดว่าจะไม่ทำงานต่อล่ะ..เข้านอนเลยดีกว่า คิดได้ดังนั้นจึงหันมาที่โต๊ะทำท่าจะปิดการทำงานของเครื่องคอมพิวเตอร์ สายตากลับแล่นปราดไปยังตัวอักษรบนหน้าจอซึ่งเปิดค้างไว้ทำให้นักเขียนหนุ่มถึงกับชะงักงัน รีบตวัดสายตาไล่อ่านข้อความอย่างรวดเร็ว
..แพรรินซุกหน้าลงกับอกของปราชญ์และกอดเขาไว้แน่น พลางกระซิบเสียงแผ่วหวานพลิ้วว่า
‘ที่รัก..ฉันรักคุณเหลือเกินปราชญ์ขา’
‘ผมก็รักคุณ..ต้องการคุณ..แพรริน’ ปราชญ์กระซิบตอบ
‘เราจะเป็นของกันและกัน..นะคะ’
ปราชญ์ก้มหน้าลงเพื่อจะประทับจุมพิตบนริมฝีปากอิ่ม แพรรินยิ้มหวานรับอย่างเต็มที่ ทว่า..ดูเหมือนริมฝีปากของเธอจะกว้างขึ้น..กว้างขึ้น..แววหวานบนใบหน้ากลายเป็นแสยะยิ้ม ลิ้นสีคล้ำแลบจุกอยู่ตรงริมฝีปากเป่งบวมสีเทาราวกับซากศพ..เปล่งเสียงแหบแตกพร่ายานคาง
‘รักแพรริน..นะค้า..’
ประโยคจบลงเพียงแค่นี้ เนอินทร์งันอยู่สักเดี๋ยวก็อุทานหน้าถอดสี
“เฮ้ย อะไรกันวะ!”
มีคำถามมากมายเกิดขึ้นตามมาทันใด นี่มันอะไรกัน เขาพิมพ์ข้อความทั้งหมดลงไปตั้งแต่เมื่อไหร่!
จริงอยู่ว่าเขาเผลอหลับแล้วฝันถึงตัวเขากับลัลธริมา แต่ความจำเขาไม่ได้เลอะเลือนถึงขนาดจะไม่รู้ตัวว่าพิมพ์เนื้อหาอะไรลงไปบ้าง..เขามั่นใจว่าตนไม่ได้พิมพ์ข้อความทั้งหมดนี้ลงในคอมพิวเตอร์อย่างแน่นอน..!
หรือว่าเขาพิมพ์?
เนอินทร์ถึงกับสลัดศีรษะแรงๆ อีกหลายครั้ง เอาล่ะซิ..สมองเขาเพี้ยนไปแล้วหรือยังไง จากที่กำหนดไว้บทนี้จะเป็นเรื่องของความรักหวานๆ ระหว่างปราชญ์กับลูกสาวเจ้าของเกาะ แล้วทำไมจู่ๆ กลายเป็นสยองขวัญสั่นประสาทไปเฉยเลย สิ่งที่อยู่บนหน้าจอไม่ได้อยู่ในความคิดของเขาด้วยซ้ำในเมื่อแพรรินในเรื่องเป็นคนไม่ใช่ผี
ยิ่งคิดยิ่งขนลุก..เมื่อไปคิดมาลักษณะแพรรินตาโปนถลนลิ้นจุกปากช่างเหมือนกับภาพสุดท้ายที่เขาเห็นมารดาจริงๆ!
ถึงตอนนี้เนอินทร์คิดถึงไอย์ลวิลนักจิตวิทยาที่ปรึกษาพิเศษขึ้นมาจับใจ


-------------

อ่านต่อ บทที่ 10-11 ตอนต่อไป



Create Date : 24 กรกฎาคม 2558
Last Update : 24 กรกฎาคม 2558 22:02:07 น. 0 comments
Counter : 60 Pageviews.

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ

วงแหวนอักษรา
Location :
กรุงเทพฯ Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 2 คน [?]




คำเตือน
ขอสงวนลิขสิทธิ์ผลงานเขียนทุกชนิดใน
blogแห่งนี้ ตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์
พ.ศ.2537 ห้ามคัดลอก ดัดแปลง หรือ
นำไปเผยแพร่ต่อด้วยวิธีการใดๆ ทั้งสิ้น
รวมถึงการนำไปเผยแพร่ต่อที่อื่นโดยไม่
ได้รับอนุญาตจากเจ้าของผลงาน



--------------------------
--------------------------
cr. ขอบคุณภาพ-ของแต่ง blog
จากเว็บแจกฟรีทุกแห่ง
cr. ขอบคุณแฟลชภาพจาก blog yame


books shelf (e-book)


คนล่าสาป
วงแหวนอักษรา
www.mebmarket.com
กงล้อแห่งชะตากรรมที่ต้องเผชิญชะตากรรมกำหนดให้เขาต้องเป็น...คนล่าสาปเพื่อชดใช้ในสิ่งที่ทำไว้ในอดีตชาติจนกว่าทุกอย่างจะสิ้นสุดลง


กรงใจไฟมายา
วงแหวนอักษรา
www.mebmarket.com
สำหรับผมเห็นว่าคุณเป็นเจ้าหญิงหิมะ...ที่จริงควรเป็นเจ้าหญิงน้ำแข็งถึงจะถูก เพราะว่าเวลาหิมะละลาย เราจะพบต้นอ่อนของดอกไม้เสมอ ตรงกันข้ามกับน้ำแข็งที่ละลายแล้วจะระเหยแห้งผากไปหมด เหมือนกับใจของคุณที่กำลังระเหยแห้งแล้งลงไปทุกทีนั่นแหละ...


มนตราทรายใต้ธารดาว
ณลีนิน
www.mebmarket.com
“ระหว่างเราสองคนอาจไม่ได้มีโอกาสใกล้ชิดกันมากนัก แต่นับจากคืนนี้ไป ผมสัญญาว่าผมจะเปิดใจกับคุณทั้งหมด จะไม่ให้มีอะไรเคลือบแคลงต่อกันอีก ที่สัญญาไว้ว่าจะยกชีวิตยกหัวใจให้คุณนั้นผมพูดจริง เรนียาห์คือภาพความหลังที่ผ่านมาแล้ว ในขณะที่คุณคือความจริงในปัจจุบัน”


รุ้งจางในม่านฝน
ณลีลาฯ
www.mebmarket.com
รุ้งงามมักจะเกิดขึ้นหลังฝนตกเสมอ แต่รุ้งที่พาดผ่านอยู่ในสายฝน จะเป็นเพียงรุ้งสีจาง หลบเร้นอยู่ใต้เงาของม่านฝนเท่านั้น
























---------------------------



...โปรเจคนิยายในคลัง...

สถานะ....บางเรื่องยังรีไร้ท์ บางเรื่องกำลังเขียน
และบางเรื่องจองชื่อ+ตั้งพล็อต ไว้ก่อนเพื่อรอ
คิวเขียน / บางเรื่องส่งต้นฉบับตีพิมพ์ บางเรื่อง
เป็น e-book และบางเรื่องอาจมีการเปลี่ยน
แปลงชื่อเรื่องในภายหลังเพื่อความเหมาะสม

1. ระบำรักกุหลาบแก้ว
2. ปีกรักในแดนฝัน
3. ลินินลายกุหลาบ
4. แก้วมนตรา มายาสยอง
5. เสกสรรปั้นรัก
6. พั้นช์รักครบสูตร
7. อาถรรพ์ซ่อนสาป
8. มิลินรัตติกาล
9. เลดี้โนเนม
10. ม่านมนต์ดำ ระบำมนตรา
11. ระบำเงาความตาย
12. ระบำมุก
13. คนล่าสาป (ล่า..หลอน)
14. แก้วมายาหิมาลัย
15. มนต์โมเรศ
16. รอยลายลักษณ์ (นิยายที่ถูกลืม)
17. เดือนฝันพันดาว
18. ศิราอธิษฐาน
19. รักหวานม่านหิมาลัย
20. ภวังค์มนตรา
21. หลง(รักษ์)
22. ใต้เเงาชลาลัย
23. ภูตพันธนาการ
24. คำสาปมายา
25. มนต์รักประภาคารแสงจันทร์
26. มุกสลับสี
27. กังหันมนตรา (กังหันราตรี)
28. ปริศนารักนาฬิกาทราย
29. ตะวันอำพราง
30. ลางมนตรา
31. พั้นช์รักครบสุตร
32. ภูผามายาไพร
ฯลฯ
--------------------



--------------------------

On every journey, there is a meaning.
..ทุกการเดินทางมีความหมาย..
(คติสอนใจจาก ชนเผ่าอเมริกันอินเดียน)
--------------------------
--------------------------




(เครดิต : http://www.youtube.com/watch?v=WYheX_vB4Wc)

--------------------------
--------------------------


Friends' blogs
[Add วงแหวนอักษรา's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.