"คลังนิยายอ่านก่อนซื้อ-ทดลองอ่าน..."เมื่อการเดินทางของจินตนาการและตัวอักษรมาบรรจบกัน จึงกลายเป็นนิยายแต่ละเล่มของ...แหวนอักษรา และนามปากกาที่เกี่ยวข้อง"

 


Group Blog
 
 
กรกฏาคม 2558
 
 1234
567891011
12131415161718
19202122232425
262728293031 
 
24 กรกฏาคม 2558
 
All Blogs
 
ปริศนาแลดาว บทนำ - บทที่ 3 (อ่านก่อนซื้อ)







Pina Colada Cocktail



คลิ๊กอ่านรายละเอียดเล่มได้ที่
https://www.mebmarket.com/ebook-3623-ปริศนาแลดาว

บทนำ

หลงเอยหลงนัก
หวานรัก..หวานใดเปรียบได้
ขอเพียงได้ชิดชมสมใจ
สุขไหนจะเทียบเปรียบปาน
อยากเฝ้าเคล้าคลอ
อยากพะนอเคียงใกล้
ไม่รู้เล่ห์แห่งใจ
อำพรางไว้..ซึ่งพิษลวง


เกาะแลดาว จ.ระยอง
ท่ามกลางแสงสุดท้ายแห่งยามสนธยา..เมื่ออาทิตย์ใกล้ลาลับเส้นขอบฟ้าถึงเวลาแห่งม่านรัตติกาลเคลื่อนเข้ามาปกคลุมอยู่ทั่วอาณาบริเวณ จากนั้นเพียงไม่นานม่านสีทองจากแสงจันทร์ภายใต้เวิ้งฟ้าส่งประกายทอย้อมต้นไม้ใบหญ้าให้แลเห็นกลายเป็นสีทอง นับเป็นภาพที่งดงามผ่านความสลัวราง โดยเฉพาะอย่างยิ่งค่ำคืนนี้รัศมีจากจันทร์เต็มดวง ได้สะท้อนให้เห็นถึงภาพเบ่งบานสะพรั่งละลานตาของดอกว่านป่าซึ่งกำลังผลิดอกสีแดงทับทิมแจ่มจรัสราวกับรัศมีของดวงตะวัน แทรกแซมด้วยใบเขียวสดไสวเริงระบำรับสายลมปลายฝนต้นหนาว ช่างเป็นภาพที่งามล้ำราวกับภาพในจินตนาการเหนือคำบรรยาย กลิ่นหอมรวยรินของดอกว่านไพรกระจายไปทั่ว ยิ่งดึกยิ่งหอมแรงเต็มไปด้วยมนต์เสน่ห์เย้ายวนชวนให้หลงใหลเคลิบเคลิ้มยิ่งนัก
หากใครเลยจะนึกบ้างว่า..หลังม่านแห่งความงดงามหอมกรุ่นนั้นจะแฝงไว้ด้วยพิษร้ายกาจตั้งแต่ราก ใบ ไปจนถึงกลิ่นหอมฟุ้งกำจายของมัน!
ความงดงามสดสะพรั่งที่เปี่ยมไปด้วยพลังดึงดูดราวกับแม่เหล็ก เปรียบได้ดังภาพลวงตาที่ล่อลวงทุกสิ่งให้เข้าไปติดกับแล้วดูดกลืนเอาทุกสิ่งให้สยบไว้ใต้พื้นดินปนทราย!

บทที่ 1 อุบัติการณ์แห่งพายุหมุน

เหตุการณ์เมื่อสิบเก้าปีก่อน ณ. ป่าแลดาว จ.ระยอง
ท่ามกลางเงาเงื้อมแห่งรัตติกาลของความหลับใหล ทุกส่วนถูกปกคลุมไว้ด้วยม่านสีทองจากแสงจันทร์เต็มดวงกระจ่างฉาบไล้ไปทั่วอาณาบริเวณ ทุกแห่งสงัดเงียบมีเพียงเสียงจากฝีเท้าของเด็กชายสามคนเดินดุ่มย่ำตามกันไปบนผืนทราย หาดทรายใกล้ชายป่าคือจุดนัดพบ และจุดหมายปลายทางคือบ้านไม้ที่อยู่ลึกเข้าไปในป่าหลังแนวหาดเปลี่ยว
เท้าสามคู่พาตัวผ่านพ้นแนวหาดเข้าสู่เขตป่าโปร่ง แลเห็นเป็นเงาของแนวไม้ทอดตัวระเกะระกะมองดูบิดเบี้ยวเป็นรูปร่างประหลาด เสียงหวีดหวิวจากสายลมฟังคล้ายเสียงกระซิบกระซาบจากภูตพรายในความมืด ราวกับต้องการสะท้อนภาพแห่งความลึกลับ ณ เบื้องหน้า
จนกระทั่งบ้านไม้ชั้นเดียวเก่าและโทรมปรากฏเด่นชัดในสายตา สมาชิกผู้ต้องการพิสูจน์ความกล้าในวัยไล่เลี่ยกัน ต่างหันมามองหน้ากันด้วยหัวใจระทึกตื่นเต้นผสมหวาดหวั่น บรรยากาศรอบข้างเหมือนจะเงียบสงัดน่าพรั่นพรึงมากขึ้นไปอีก
“เอาไงต่อ”
เด็กชายวัยสิบสามตัวโตกว่าเพื่อนทำท่าอ้าปากพะงาบๆ ถามแบบไม่มีเสียง หน้าออกเค้าคมถูกซ่อนอยู่ภายใต้คราบมอมแมมราวกับทหารที่พรางตัวเวลาออกลาดตระเวนในป่า
“เข้าไปเลย กลัวอะไรวะมากันตั้งสามคน” ต้นหรือกฤษณะทำยุส่งทั้งที่เสียงออกสั่น
"พี่โอ นี่เรอะบ้านแม่มดที่พูดถึง?”
เด็กชายตัวเล็กกว่าเพื่อนเพราะอายุน้อยที่สุดในกลุ่มสะกิดแขนเรียกพี่ชาย พี่โอหันขวับไปจ้องตาน้องชายที่มีวัยห่างกันสามปี กระซิบตอบเสียงเครียดเอาเรื่อง
“เฮ้ย..บอกแล้วไง..อย่าเรียกชื่อ”
“ทำไมต้องกลัวกับคนที่ทำตัวแปลกๆ..แม่มดพ่อมดจมูกโง้งมีแต่ในนิทานเท่านั้นแหละ”
คนเป็นน้องเถียง เพราะความที่เป็นคนสมัยใหม่ ใจแข็ง และจะไม่ยอมเชื่ออะไรง่ายๆ ถ้าสิ่งนั้นไม่มีเหตุผลน่าเชื่อถือ พอหรือไม่ได้เห็นกับตาหรือพิสูจน์ด้วยตนเองเสียก่อน ทั้งนี้เป็นอิทธิพลที่เจ้าตัวเติบโตอยู่ท่ามกลางความศิวิไลซ์ในเมืองใหญ่ต่างจากพี่ชายซึ่งอยู่ที่หาดแลดาวกับมารดามานานหลายปีหลังจากตัดขาดจากสามี
“จะแม่มดหรือแค่ยายแก่คืนนี้ล่ะจะได้รู้กัน”
โอว่า..ในฐานะที่ตนเป็นหัวหน้าทีม เป็นคนริเริ่มกำหนดบทพิสูจน์เส้นทางผู้กล้า เขาจึงต้องเป็นคนแรกที่ก้าวนำพลพรรคอีกสองพาย่องเงียบกริบไปหยุดอยู่ที่บานประตูไม้เก่าคร่ำคร่า เสียงสะบัดปีกพึ่บพั่บเริงร่าของนกกลางคืนเกาะอยู่บนกิ่งไม้เหนือศีรษะขึ้นไปฟังกังวานน่าขนลุก
“ไม่มีใครอยู่แน่นะ”
เสียงสั่นๆ ของต้นเด็กชายตัวเตี้ยล่ำย้ำถามให้มั่นใจ ความจริงเขาไม่เห็นด้วยกับเกมพิสูจน์ความเป็นลูกผู้ชายแบบนี้มาแต่แรกแล้ว แต่กลัวจะเสียหน้าจึงต้องจำใจรับคำท้าย่ำเข้ามาในป่าดึกๆ
“คงไม่มีหรอก” โอหรืออังกูรกระซิบตอบ
“คง?” ต้นกระซิบเสียงสูงถามอีก
“เอาให้แน่นะโว้ย เกิดมีคนอยู่ในบ้านขึ้นมาจริงๆ จะโกยกันไม่ทัน”
“เออ..บอกว่าไม่มีก็ไม่มีซิวะ..เมื่อกลางวันข้าไปสืบจากคนที่ท่าเรือหน้าหาดมาเรียบร้อยแล้ว ยายแก่นั่นข้ามฟากไปฝั่งระยองโน่นกว่าจะกลับก็พรุ่งนี้ล่ะ”
“ไปทำไม”
“จะไปรู้เรอะ!” โอเผลอตัวขึ้นเสียงตวาดคนถามเบาๆ อย่างนึกโมโหก่อนขยายความ
“ลุงที่ท่าเรือบอกว่ายายแก่จะกลับมาตอนเช้าพรุ่งนี้ เราถึงต้องรีบไงล่ะ”
“วันนี้ศุกร์สิบสามซะด้วย”
ไอย์พูดขึ้นลอยๆ ทำเอาอีกสองคนหันไปจ้องหน้าเด็กชายเขม็ง
“พูดทำไมวะ!”
โอตวาดแบบกระซิบ ในเมื่ออุตส่าห์แกล้งทำเป็นลืมว่าวันนี้เป็นวันศุกร์วันที่สิบสามแล้วเชียว
บานประตูเก่าลั่นเอี๊ยดเมื่อถูกแรงผลัก โอทำใจกล้าย่องนำหน้าขบวนเข้าไปกวาดสายตาผ่านลำแสงไฟฉายที่ส่องกราดไปทั่วทุกซอกมุมในห้องโล่ง บรรยากาศรอบตัวเต็มไปด้วยความเย็นเยียบวังเวงและกดดันประหลาด กลิ่นอับสาบสางลอยวนไปทั่ว
อึดอัดจริงๆ หายใจไม่ออก ไอย์ลวิลคิดอยู่ในใจ เหลียวหน้าเหลียวหลังผิดวิสัย ถึงจะเป็นคนไม่เชื่อและกลัวอะไรง่ายๆ แต่ขณะนี้เด็กชายวัยสิบขวบได้แต่บอกกับตัวเองว่าเขาไม่ชอบบรรยากาศที่นี่เลยจริงๆ มีความรู้สึกเหมือนกำลังถูกจับจ้องจากสายตาลึกลับที่ไม่ปรากฏตัวคอยเคลื่อนไหวตามพวกเขาอยู่ทุกฝีก้าว
ต้นกราดไฟฉายไปทั่วห้องอย่างไม่เชื่อสายตา อุทานด้วยเสียงที่ไม่ดังไปกว่าเสียงกระซิบ เกือบจะพร้อมกับคำอุทานจากสองเสียงหลังของโอและน้องชายตามลำดับ สายตาทุกคู่พุ่งไปจุดเดียวกันและเห็นอย่างเดียวกัน
“เฮ้ย! เป็นไปได้ยังไง!”
“อะไรกันวะ!”
“ตลกน่า!”
บ้านทั้งหลังมีห้องอยู่เพียงห้องเดียวอันเป็นจุดที่พวกเขาทั้งสามยืนอยู่ขณะนี้ ห้องกว้าง โล่ง ไม่มีหน้าต่าง ไม่มีทางเข้าหรือออกด้านอื่นอีกยกเว้นประตูหน้าเท่านั้น เฟอร์นิเจอร์ประดับบ้านมีเพียงหยากไย่กับคราบฝุ่นจับหนาเตอะราวกับบ้านถูกปิดร้างมานานแรมปี ไม่มีเครื่องเรือนอื่นใดอีกแม้แต่ชิ้นเดียว!
อังกูรได้แต่ยืนเบิกตาตะลึง ในใจคิดว่าจะเป็นไปได้ยังไงในเมื่อตลอดหนึ่งเดือนที่ผ่านมา ชาวบ้านบนเกาะแลดาวรู้กันทั่วถึงเรื่องที่มีหญิงแก่นิรนามมาอาศัยอยู่ในบ้านร้างหลังแนวป่า!
ไม่มีใครรู้ว่ายายแก่คนนี้เป็นใครมาจากไหน อยู่ๆ ได้เข้ามาอาศัยในบ้านร้างที่ปิดตายมานานนักหนา แต่งเนื้อแต่งตัวปอนและแปลกทำตัวลึกลับน่ากลัวชอบกล ไม่มีใครกล้าไปยุ่งกับแก
บ้างก็ว่ายายแก่สติไม่ดี บางคนว่าแกเป็นแม่มดหมอผีเพราะพฤติกรรมลับๆ ล่อๆ แต่งตัวรุ่มร่ามประหลาดชอบกล
“กลับเถอะ พี่โอ ผมไม่ชอบที่นี่เลย”
ถึงจะใจแข็งที่สุดในกลุ่มแต่ไอย์ก็คือเด็กชายที่มีอายุเพียงสิบขวบ ต่อให้มีความกล้ามากสักแค่ไหนหากภายใต้บรรยากาศวังเวงกดดันที่สุดแบบนี้ทำเอาขวัญหล่นได้เหมือนกัน
ต้นมองหน้ามอมแมมของน้องชายเพื่อนแล้วตบไหล่ให้กำลังใจว่า
"อย่ากลัวน้องชาย ผีไม่มีในโลกแต่แม่มดมีตัวตนอยู่จริงๆ”
“เฮอะ! ปาก! ฟังแล้วปลุกใจมากเลยว่ะ!”
โอประชดก่อนทำท่าชูจมูก หมุนไปรอบตัวเพื่อหาที่มาของกลิ่นหอมบางอย่าง กลิ่นนี้โชยมาเพียงบางเบาแทบไม่รู้สึกในตอนแรก แล้วดูเหมือนจะหอมแรงขึ้นทุกขณะจนกระจายวนอยู่รอบบริเวณขณะนี้
“เฮ้ย..พวกเราได้กลิ่นอะไรไหมวะ”
คำถามนั้นทำให้สมาชิกที่เหลือพากันเงยหน้าชูจมูกสูดกลิ่นกันเป็นแถว
“เออว่ะ..กลิ่นอะไรวะฉุนพิลึก” ต้นว่า
“หอมฉุนๆ เหมือนพวกผู้หญิงฉีดน้ำหอม” โอออกความเห็น
“เหมือนดอกไม้กลิ่นแรงๆ มากกว่า”
ไอย์ค้านเพราะเขาคุ้นเคยกับดอกไม้เป็นอย่างดี เนื่องจากปิติชาผู้เป็นบิดาเป็นคนรักต้นไม้รักธรรมชาติสีเขียว บ้านที่กรุงเทพของเขาตั้งอยู่บนเนินแวดล้อมด้วยอุทยานไม้ดอกและไม้ใบนานาพันธุ์
“คงจะจริง..เราอยู่ในป่าก็คงเป็นดอกไม้ป่าแถวนี้ละมัง..เออน่ะจะกลิ่นอะไรก็ช่างก่อนเถอะ.ที่สำคัญกว่าคือตอนนี้ภารกิจล้มเหลวไม่มีอะไรให้ดูนอกจากฝุ่นกับหยากไย่..ทีนี้ยังไงต่อ”
ต้นกล่าวเสียงหงุดหงิดพลางขยับเท้าไปมา เขากำลังรอคำตอบแบบเรียกขวัญกำลังใจคือคำว่า..กลับบ้าน
“จะยังไง..ไม่มีอะไรก็กลับ”
โอพูด ต้นเกือบจะถอนหายใจออกมาดังๆ ด้วยความโล่งใจ ทว่า..ขณะนั้นเองสายตาของเด็กชายต้นพลันเหลือบแลไปเห็นบางสิ่งตรงเหนือขอบประตูบ้านเข้าเสียก่อน
“โอ..ดู!”
โอไวพอกัน พอต้นสะกิดชี้ไม้ชี้มือไปทางประตูโอก็กราดไฟฉายตามทันที เห็นวัตถุบางอย่างวางอยู่เหนือประตู เด็กชายทั้งสามถึงกับตกตะลึงอ้าปากค้างไปตามกัน!
“เฮ้ย! นั่นมันตัวอะไรวะ!”
จากแสงไฟฉายหลายกระบอกพุ่งตรงไปจับนิ่งอยู่ที่วัตถุซึ่งวางอยู่ตรงชั้นแคบๆ เหนือขอบประตู เพ่งมองดีๆ จึงเห็นว่าเป็นรากไม้แห้งลักษณะคล้ายกับหัวเด็กกลมๆ สีขาวมอซอกระดำกระด่าง มีแขนขายื่นยาวระเลื้อยแตกแขนง ขนาดความยาวตั้งแต่หัวถึงปลายรากเท่าฝ่ามือ
“รากไม้นี่..รูปร่างเหมือนคนเลย”
โอกึ่งอุทานกึ่งออกความเห็น ไอย์พยักหน้าเร็วๆ
“ฮื่อ นี่แหละต้นเหตุของกลิ่นหอมๆ”
“รู้ได้ยังไงว่ากลิ่นหอมมาจาก..”
ต้นถามยังไม่ทันจบประโยคด้วยซ้ำ..ฉับพลันหลังวินาทีแห่งความพิศวงงงงันนั้นเอง..ประสาททุกส่วนในร่างกายของเด็กชายต่างสัมผัสได้ถึงแรงสั่นสะเทือนที่รุนแรง ราวกับบ้านทั้งหลังกำลังถูกบีบอัดจนเนื้อไม้ลั่นเอี๊ยดและเริ่มปริแตก เสียงตึงตังจากภายนอกกระแทกฝาทุกด้านของตัวบ้านอย่างบ้าคลั่ง..รับกับจังหวะหัวใจที่เต้นรัวโครมครามด้วยความตระหนกหวาดหวั่นพรั่นพรึงของเด็กชายทั้งหก
บ้านกำลังจะพัง..!
ไม่จำเป็นต้องมีคำพูดปลอบขวัญหรือปลุกใจใดๆ อีก เพราะสามชีวิตต่างพากันกระโจนพรวดออกจากบ้านร้างแทบจะพร้อมกัน
ไม่มีเวลาแม้แต่จะให้คิดเมื่อประตูเปิดผางออกแล้วต้องเผชิญกับลมพายุโหมกระหน่ำปะปนไปด้วยละอองเกสรของดอกไม้บางชนิดคล้ายฝุ่นแป้งกระจายฟุ้งอยู่รอบตัว ต้นไม้ใหญ่โยกไกวยวบยาบจนแทบจะถอนรากโคน เด็กๆ แผดเสียงร้องตะโกนด้วยความตกใจ พากันวิ่งเตลิดล้มลุกคลุกคลานหนีกระเจิดกระเจิงมุ่งหน้าหมายออกสู่แนวป่า หากกระแสลมกลับพัดเหวี่ยงพาเด็กชายกระเด็นไปคนละทิศละทาง
พอเห็นเพื่อนพยายามฝ่าลมพายุไปทางแนวป่าหน้าหาด แต่ทว่า..กลับไม่สามารถไปได้ถึงจุดหมายปลายทาง อังกูรก็ลนลานถอยกลับพลางจับมือน้องชายไว้แน่น ตัดสินใจวิ่งอ้อมไปอีกด้านอย่างยากลำบาก ความรีบร้อนทำให้สะดุดรากไม้ใหญ่ล้มลงกระเด็นไปคนละทาง ไอย์กำลังจะลุกขึ้นแต่ข้อเท้าของเขาถูกรากไม้ประหลาดเลื้อยรัดพันไว้แน่นราวกับงูใหญ่ แล้วพาร่างของไอย์ลากไปตามพื้นป่ารก!
“พี่โอ! ช่วยด้วย!”
ไอย์ลวิลตะโกนเรียกพี่ชายแทบไร้สติด้วยความตกใจสุดขีด โอวิ่งล้มลุกคลุกคลานตามน้องมาติดๆ สองมือพยายามเอื้อมยึดรากไม้ซึ่งพันข้อเท้าไอย์ไว้แน่น พอกระชากรากไม้ออกได้สำเร็จกำลังจะฉุดรั้งเด็กชายให้วิ่งไปด้วยกัน หากตนเองกลับถูกเถาวัลย์ย้อยตัวต่ำลงมาจากไม้ใหญ่เลื้อยพันรัดรอบคอไว้เสียก่อน
“ไป..หนีเร็ว! วิ่งไปอย่าหยุด!”
โอตะโกนร้องบอกน้องชายเสียงแตกพร่าเพราะเถาวัลย์พันรั้งอยู่รอบคอ ไอย์ลวิลวิ่งเตลิดแบบไม่รู้ทิศทางเพราะแทนที่เด็กน้อยจะมุ่งสู่หน้าหาด ด้วยความตกใจกลับเตลิดลึกเข้าไปในป่ามากยิ่งขึ้น ความมืดทำให้เขาสะดุดถลาลอยละลิ่วตกลงสู่หลุมกว้างใหญ่เต็มไปด้วยรากไม้ที่มีกลิ่นหอมฉุนรุนแรง!
โอย..เจ็บ..เจ็บเหลือเกิน..!
และนั่นคือสำนึกสุดท้ายจากสติสัมปชัญญะของเด็กน้อยไอย์ลวิล
พายุหยุดหมุนในที่สุด ทุกสิ่งรอบตัวกลับสู่สภาวะปกติ..เงียบสงัด..ราวกับป่าทั้งป่ากำลังหลับใหลไม่เคยตื่น!

บทที่ 2 อินทรชนายุ

กรุงเทพฯ ณ ปัจจุบัน
ต้นฉบับร่าง “รักร้ายสวาทรัก” อินทรชนายุ ผู้เขียน
...มันเป็นเวลาดึกสงัดของยามราตรี ชายหนุ่มร่างกำยำแข็งแรงเต็มไปด้วยกล้ามเนื้อแห่งพละกำลังวัยหนุ่มฉกรรจ์ ความรู้สึกของเขาขณะนี้มีแต่ความรุ่มร้อนแผ่ซ่านไปทั่วทั้งกายและใจ ความเย็นฉ่ำของเครื่องปรับอากาศไม่ได้ช่วยบรรเทาให้เขาคลายความร้อนรุ่มให้ลดลงได้เลย เพราะความกระวนกระวายนั้นได้บังเกิดจากความเร่าร้อนของอำนาจแห่งไฟตัณหาราคะ!
อีกร่างหนึ่งบนเตียงเดียวกันกำลังโน้มกายลงมา..มองเย้ายวนทุกสัดส่วน
“ฉันอยู่นี่..อย่าวุ่นวายไปเลย”
เสียงกังวานหวานระริกระรื่นนั้นแฝงแววเยาะหยันยิ่งนัก
“ฉันมาแล้วไง มาเพื่อช่วยดับตัณหาราคะของชายมากเล่ห์อย่างนาย อาจช้าไปสักหน่อยคงไม่ถึงกับลงแดงตายซะก่อนหรอกนะ!”
“โธ่ ทำไมต้องประชดประชันกันด้วย ไม่รักกันแล้วหรือไง”
เสียงของฝ่ายชายตัดพ้อเว้าวอน
“รักรึ?” หญิงสาวหัวเราะเสียงแหลมคล้ายขบขันตรงกันข้ามกับแววตาเย็นชา
“เอาเถอะ..สักวันจะได้รู้ ฉันสัญญา! ในเมื่อนายอยู่ในกำมือฉันอยู่แล้ว นายจะได้ชดใช้มันแน่!”
“พูดอะไร ผมไม่เข้าใจ”
ความจริงภาคินไม่ค่อยได้สนใจฟังคำพูดฟังยากเป็นปริศนาของแรมนรีสักเท่าไหร่ เพราะเขามัวแต่เหนี่ยวรั้งรัดรึงเรือนร่างนุ่มนวลหอมกรุ่นนั้นไว้ในอ้อมแขน
“ช่างเถอะ..อย่าใส่ใจกับคำพูดฉันนักเลย ยังไงอีกไม่นานนายก็ต้องชดใช้อยู่ดี”
หล่อนพูดเหมือนกับรำพึงกับตนเองมากกว่าพูดกับชายหนุ่ม
“แรม!”
เขาเรียก ถึงตอนนี้ภาคินลืมทุกสิ่งทุกอย่างจนหมดสิ้นนอกจากสิ่งที่อยู่ตรงหน้าเท่านั้น
ขณะที่แรมนรีซุกตัวหลับเงียบอยู่ในอ้อมแขน..ภาคินยังไม่หลับ..สมองคิดเรื่อยเปื่อยไปถึงคำพูดของมารดาเมื่อนานมาแล้ว
‘เราน่ะมันช่างเลือก คนนั้นก็ไม่ดีคนนี้ก็ไม่ชอบ อย่างหนูเดือนแม่เห็นว่าน่ารักดีทำไมถึงมองข้ามไปได้’
‘ไม่ได้มองข้าม แค่ไม่ถูกใจเฉยๆ’
‘แบบไหนถึงจะถูกใจล่ะ หนูเดือนออกบอบบางเป็นผู้ดีมีการศึกษา’
น้ำเน่าชะมัด คุณหนูลูกผู้ดี ชายหนุ่มแอบเบ้มุมปากนิดหนึ่งแต่มารดาตาไวเหลือบไปเห็นเข้าพอดี จึงตวัดสายตาค้อน ปากค่อนต่อไปว่า
‘ระวังเถอะ..เลือกนักมักได้แร่’
‘แร่บางอย่างก็มีค่านะครับ อย่างรัตนชาติถือว่าเป็นแร่ชนิดหนึ่งเหมือนกัน แล้วยังมีความสำคัญต่อเศรษฐกิจของประเทศด้วย’
‘ดูมันย้อน..ลูกชายฉัน..สงสัยว่าแม่จะแก่ตายก่อนได้อุ้มหลายเสียกระมัง’
แล้วมารดาก็ไม่มีโอกาสได้เห็นลูกสะใภ้และอุ้มหลานอย่างปากว่าจริงๆ เพราะท่านเสียชีวิตลงเสียก่อน
ถึงตอนนี้ภาคินคิดว่าคนที่เขารอคอยอยู่นั้น..ได้ปรากฏตัวขึ้นแล้ว
หล่อนคือ..แรมนรี..ผู้หญิงพิษร้ายที่เขาหลงรัก เข้าทำนองยิ่งร้ายยิ่งรัก ยิ่งเธอร้ายมากเท่าไหร่เขายิ่งหลงใหลมากเท่านั้น

นิ้วเรียวแข็งแรงชะงักอาการรัวกดคีย์ตัวอักษรบนแป้นคีย์บอร์ด เพื่อทวนอ่านตัวอักษรบนหน้าจอคอมพิวเตอร์อย่างใช้ความคิดไปด้วยในขณะเดียวกัน ก่อนเริ่มต้นพิมพ์ข้อความใหม่ต่อไปว่า
แรมนรี..ชื่อนี้ติดตรึงอยู่ในใจเขาเมื่อไหร่ภาคินไม่แน่ใจนัก รู้แต่ว่าตอนนี้เขาทั้งรักและหลงหญิงสาวอย่างสุดชีวิต..รักทุกอย่างที่เป็นตัวเธอ..รักทั้งๆ ที่รู้ว่าเธอร้ายกาจเหลือเกินนัก
นิ้วที่ทำหน้าที่พิมพ์ตัวอักษรชะงักลงอีกครั้ง คราวนี้เนอินทร์ถอนหายใจเบาๆ พลางยกมือขึ้นกดคลึงตรงขมับเพื่อบรรเทาความเครียดจากสายตาและสมอง
เขาทำไม่ได้..เขียนต่อไม่ได้อีกแล้ว ไม่มีสมาธิเอาเสียเลย
หลังจากที่ชายหนุ่มเปลี่ยนแนวเขียนนิยายจากแนวสืบสวนสอบสวน รวมทั้งแนวเร้นลับสยองขวัญที่เขาถนัด มาเป็นนิยายในแนวรักโรมานซ์แทน ทำให้นิยายของเขาขายดิบขายดีเกือบทุก
เรื่อง บางเรื่องยอดขายทะลุเป้าจนต้องตีพิมพ์เป็นครั้งที่สองหลังจากหนังสือออกวางขายได้ไม่กี่อาทิตย์ ชื่อนามปากกา “อินทรชนายุ” ของเขาเริ่มประสบความสำเร็จ หลังจากซบเซากับนิยายต่างแนวมาหลายเรื่อง “รักร้ายสวาทรัก” เป็นนิยายรักสำหรับผู้ใหญ่เรื่องใหม่ที่เขาเพิ่งเริ่มต้นเขียนได้เพียงไม่กี่บท ท้องเรื่องจะมีฉากพิศวาสบนเตียงค่อนข้างร้อนแรงกว่าเรื่องอื่นที่เคยเขียนเรื่องมีอยู่ว่าในอดีตหลายปีมาแล้ว..ภาคินเห็นเด็กสาวคนหนึ่งเข้าไปเที่ยวคาราโอเกะฉลองวันเกิดสิบเจ็ดปีกับเพื่อนสาวอีกสองคน ด้วยความเจ้าชู้มากเล่ห์จึงพาตัวเข้าไปตีสนิทแล้วมอมเหล้าพาเด็กสาวเข้าโรงแรมพร่าพรหมจรรย์ ก่อนออกจากโรงแรมเขาได้โยนเงินก้อนหนึ่งให้เด็กสาว
‘เอ้า เอาไป เอาไว้ซื้อขนมกิน’
เด็กสาวคนนั้น..คือแรมนรี
เมื่อได้กลับมาเจอกันอีกครั้ง แรมนรีจำภาคินได้ เธอเริ่มต้นสะสางบัญชีแค้นกับภาคิน โดยที่ภาคินไม่รู้ว่าแรมนรีคือเด็กสาวที่เขาพาเข้าโรงแรมข่มขืนย่ำยีเมื่อแปดปีก่อน
เนื้อเรื่องเข้มข้น เรียกว่าเป็นคู่พระคู่นางที่ดุเด็ดเผ็ดร้อน ขิงราข่าแรงไม่แพ้กัน สู้กันตั้งแต่การปะทะคารมไปจนถึงเรื่องบนเตียง นั่นคือพล็อตเรื่องรักร้ายสวาทรักที่เนอินทร์ตั้งไว้
แรมนรี..เป็นนางเอกร้ายวางแผนแก้แค้นพระเอกแต่สุดท้ายก็ต้องพ่ายกับกับดักของตนเอง
ภาคิน..ชายหนุ่มเจ้าชู้เสือผู้หญิงมากเล่ห์เพทุบาย จนเกือบจะต้องสูญเสียคนที่รักไปในจุดสุดท้าย

เนื้อเรื่องเข้มข้น เรียกว่าเป็นคู่พระคู่นางที่ดุเด็ดเผ็ดร้อน ขิงราข่าแรงไม่แพ้กัน
ความจริงเขาน่าจะเขียนนิยายเรื่องนี้ได้อย่างลื่นไหลเพราะเริ่มคุ้นเคยกับนิยายในแนว โรมานซ์มากขึ้นแล้ว แต่ปรากฏว่าพอเริ่มต้นไม่ทันไรกลับไม่มีสมาธิ ไม่มีจินตนาการจะเขียนเรื่องต่อไปซะอย่างนั้น สาเหตุเพราะเขาได้ทราบข่าวประกาศของสมาคมนักเขียนดาวอักษรว่ากำลังเปิดรับสมัครประกวดนิยายเรื่องยาวแนวสืบสวนเร้นลับ ชิงรางวัลเงินสดห้าแสนบาทพร้อมถ้วยรางวัลเกียรติยศกับใบประกาศเกียรติคุณดาวอักษรอวอร์ด ข่าวนี้รบกวนจิตใจเขาอย่างหนัก ตัวเลขของเงินรางวัลสูงมากท้าทายความสามารถของนักเขียนแนวสืบสวนระทึกขวัญอย่างเขา หากเงินก็ไม่ใช่จุดประสงค์เพียงอย่างเดียวที่เนอินทร์สนใจ
เมื่อเริ่มแรกเข้าวงการนักเขียนใหม่ๆ เนอินทร์พุ่งเป้าไปที่นิยายนักสืบกับแนวมิติเร้นลับเป็นหลัก ปรากฏว่าเขาไม่ประสบความสำเร็จเท่าที่ควร จึงได้เบนเข็มมาเขียนเรื่องสีกุหลาบ รักๆ ใคร่ๆ แทน ถึงตอนนี้ฟ้าเปิดส่งโอกาสให้เขาได้แสดงความสามารถในสิ่งที่เขาถนัด ถ้าได้ชนะเลิศหรือรองชนะเลิศในทุกอันดับ..เรื่องของเขาจะได้รับการตีพิมพ์เป็นเล่ม อีกทั้งยังได้ร่วมงานเป็นนักเขียนประจำของสมาคมดาวอักษรด้วย ซึ่งเป็นสิ่งเขาตั้งหวังมาแต่แรกเพียงแต่ยังไม่มีโอกาสเท่านั้น
ถ้าหากเริ่มต้น..นั่นหมายความว่าเขาต้องหยุดเขียนรักร้ายสวาทรักลงก่อนชั่วคราว อาจจะกินระยะเวลาหลายเดือนทีเดียว เรียกว่าไม่เป็นผลดีต่อเขาในฐานะนักเขียนมือทองของสำนักพิมพ์โรจนลิขิตแม้แต่น้อย
จริงอยู่..แม้ว่าเนอินทร์จะไม่ได้เซ็นสัญญาผูกมัดว่าต้องเป็นนักเขียนของโรจนลิขิตเท่านั้น แต่เขากับบรรณาธิการได้มีข้อตกลงกันด้วยวาจาถึงเรื่องระยะเวลาที่แน่นอนในการส่งต้นฉบับ
เนื่องจากมีนักอ่านเป็นแฟนคลับ “อินทรชนายุ” อยู่ทั่วประเทศคอยติดตามผลงานเขาอย่างต่อเนื่อง
ชายหนุ่มเอนตัวพิงพนักเก้าอี้ มือประสานไว้ที่ท้ายทอยแหงนหน้ามองเพดานห้องอย่างใช้ความคิด เขากำลังตกอยู่ในภาวะสับสน ต้องนั่งกลุ้มอยู่นี่เพราะสำหรับตนเองแล้วเป็นไปได้ยากหากคิดจะเขียนนิยายพร้อมกันสองเรื่องในเวลาเดียวกันโดยให้ผลงานออกมาสมบูรณ์ที่สุด ในความเป็นจริงเขาต้องเลือกเขียนเพียงเรื่องใดเรื่องหนึ่งทีละเรื่องเท่านั้น
ใจหนึ่งชายหนุ่มอยากเขียนนิยายรักให้จบจะได้ไม่มีปัญหาขัดแย้งกับทางสำนักพิมพ์ เพราะจะเป็นการบั่นทอนความเชื่อมั่นที่สำนักพิมพ์มีต่อตัวเขาจนอาจส่งผลเสียในภายหลังได้ ส่วนอีกใจอยากหยุดรักร้ายสวาทรักไว้ก่อนจะได้ทุ่มสุดตัวเพื่อเขียนนิยายส่งประกวด
ปัญหามีอยู่ว่าชายหนุ่มเพิ่งจะเริ่มเขียนรักร้ายสวาทรักได้ไม่กี่บท โดยปกติเขาจะใช้เวลาในการเขียนแต่ละเรื่องประมาณสามถึงสี่เดือน หากทุ่มเวลาตะลุยเขียนอย่างเต็มที่เร็วสุดราวประมาณสองเดือนจึงจะปิดต้นฉบับได้ แต่นี่เท่ากับว่าเวลาเขียนนิยายส่งประกวดจะต้องถูกตัดทอนลงไปอีก เขาเกรงว่าจะส่งเรื่องไม่ทันปิดรับสมัครเนื่องจากเขาจะต้องมีเวลาในการเตรียมข้อมูลสำหรับใช้ในการเขียนเพื่อความสมจริงสมบูรณ์ของนิยาย
นิยายที่เนอินทร์ตั้งใจว่าจะเขียนส่งประกวดนั้นมีโครงเรื่องค่อนข้างซับซ้อน โดยอาศัยพื้นฐานมาจากเรื่องจริงเกี่ยวกับพายุหมุนซึ่งเคยเกิดขึ้นบนเกาะแลดาวในจังหวัดระยองเมื่อสิบเก้าปีก่อน เรื่องนี้เขาบังเอิญได้อ่านพบจากนิตยสารประเภทเรื่องแปลกแต่จริงฉบับหนึ่งเมื่อประมาณสอง
เดือนก่อน เนื้อหาส่วนใหญ่เป็นการสรุปข่าวที่ลงตามสื่อต่างๆ ในช่วงเวลานั้น โดยสรุปว่าเป็นเรื่องของภัยธรรมชาติเป็นหลัก ผู้ที่มีความคิดเห็นต่างออกไปก็คือนักสังเกตการณ์กลุ่มหนึ่ง พวกเขาเชื่อ
ว่าอาจจะมีเบื้องหลังลึกเร้นยิ่งไปกว่าเรื่องของสภาพอากาศแปรปรวน และเมื่อสิ่งใดก็ตามที่ยังเป็นปริศนาหาข้อพิสูจน์ทางวิทยาศาสตร์ได้ไม่ประจักษ์ชัดแจ้ง สิ่งนั้นย่อมมีอิทธิพลโยงเข้าสู่เส้นทางไสยศาสตร์ในที่สุด
เนอินทร์ไม่ใช่นักวิชาการ ไม่ใช่นักสังเกตการณ์ เขาเป็นนักเขียน เขาจะนำเหตุการณ์พายุหมุนที่เคยเกิดขึ้นบนเกาะแลดาวมาดัดแปลงสร้างจินตนาการเป็นนิยายเรื่องใหม่ เพิ่มเติมโครงเรื่องหลักเกี่ยวพันเกี่ยวพันกับไสยศาสตร์บนเกาะกลางทะเล เนื้อเรื่องมีความรักปนแค้นไปจนถึงอาถรรพ์มนตรา ผูกปมซ่อนเงื่อนให้เป็นปริศนาเร้นลับน่าติดตาม เนอินทร์จะตั้งชื่อนิยายของเขาว่า “อาถรรพ์ลวง” ยิ่งคิดยิ่งอยากจะลงมือเขียนเสียเดี๋ยวนี้เลย
หลังจากนั่งใช้ความคิดเงียบๆ อยู่พักหนึ่ง ในที่สุดเนอินทร์ก็ตัดสินใจได้อย่างเด็ดขาด พรุ่งนี้เขาจะไปพบกับบรรณาธิการพันธ์ศักดิ์ด้วยตนเองเพื่อขอเปลี่ยนกำหนดส่งต้นฉบับ ขอเลื่อนเวลาออกไปจากที่เคยตกลงกันไว้แต่เดิมไปอีกระยะหนึ่ง บก.อาจจะไม่เห็นด้วยและคงไม่ชอบใจนัก เพราะมันกระทบต่อคิวงานของทางสำนักพิมพ์ซึ่งลงไว้แล้วว่านิยายเรื่องใหม่ของอินทรชนายุ จะได้วางแผงทันงานหนังสือระดับชาติที่จะมาถึงในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้า ในงานนั้นเนอินทร์ต้องไปปรากฏตัวเพื่อพูดคุยและแจกลายเซ็นให้กับนักอ่านแฟนคลับด้วย
รักพี่เสียดายน้อง..แต่จำเป็นต้องเลือกเพียงหนึ่ง ระหว่างนี้เขาต้องวางแผนการทำงานให้ดีเพื่อจะได้ไม่มีข้อผิดพลาด โดยจะเริ่มต้นจากการเจาะหาข้อมูลทั่วไปเกี่ยวกับลักษณะของสถานที่
ที่จะกำหนดเป็นฉากไว้เป็นวัตถุดิบพื้นฐานก่อน ใจหนึ่งอยากนำเกาะแลดาวมาเป็นฉากเสียเลยจะได้ไม่ยุ่งยาก แต่อีกใจก็อยากใช้สถานที่อื่นมากกว่า
ชายหนุ่มลดแขนลง..ขยับเปลี่ยนท่าเป็นนั่งตัวตรงอย่างกระฉับกระเฉง มือลากเม้าส์ไปกดปุ่มตัวเลือกบันทึกข้อมูล แล้วปิดโปรแกรมพิมพ์เอกสารซึ่งพิมพ์ค้างไว้ลงทันที ก่อนทำการเชื่อมต่ออินเตอร์เน็ตเข้าไปค้นหาข้อมูลที่ต้องการอย่างกระตือรือร้น
ผ่านไปเกือบชั่วโมงนักเขียนหนุ่มก็ยังเลือกสถานที่ที่จะใช้เป็นฉากตามพล็อตไม่ได้ หาดทรายชายทะเล เกาะแก่งต่างๆ มีมากจนตาลาย หลังจากเปิดเว็บไซต์ท่องเที่ยวไล่สายตาผ่านไปหลายต่อหลายเว็บ เนอินทร์ถึงกับถอนหายใจด้วยความหงุดหงิด พูดง่ายๆ ว่าเขายังหาเกาะเหมาะๆ ถูกใจและมีลักษณะตามที่ต้องการไม่ได้เลย
ความจริงจะสร้างเกาะทั้งเกาะโดยเขียนขึ้นจากจินตนาการล้วนๆ ก็ย่อมทำได้ แต่มันก็จะเป็นแค่ภาพลอยๆ ไม่ชัดเจนสมจริงสู้ได้สัมผัสกับสถานที่แล้วมาดัดแปลงจะทำให้เห็นภาพได้หนักแน่นกว่า ด้วยเหตุนี้เขาจึงต้องมานั่งเจาะหาข้อมูลท่องเที่ยวต่างๆ เพื่อให้ได้ตรงความต้องการ มากที่สุด
สุดท้ายจึงเปลี่ยนเป้าหมายย้อนกลับมาเริ่มต้นที่เกาะแลดาวบนหน้าเว็บไซต์หนึ่ง..หาข้อมูลของเกาะอยู่พักใหญ่..เนื้อหาพูดถึงประวัติความเป็นมาของเกาะว่าปัจจุบันเป็นเกาะส่วนตัว มีนักท่องเที่ยวไปเที่ยวบ้างเหมือนกันแต่ไม่มากนัก และต้องมีการติดต่อกับเจ้าของเกาะเป็นเรื่องเป็นราวก่อนด้วย สถานที่ท่องเที่ยวบนเกาะส่วนใหญ่นอกจากจะมาชมความงามของหาดทรายกับฟองคลื่นทะเลแล้ว ยังมีทุ่งดอกไม้ป่าพันธุ์แปลกและหายากขึ้นกระจายอยู่ทั่วอีกด้วย นักท่องเที่ยว
ที่มามักจะมาเป็นหมู่คณะ แต่ในกรณีนักเขียนลุยเดี่ยวอย่างตัวเขา เนอินทร์ไม่ค่อยแน่ใจในความเต็มใจของเจ้าของเกาะสักเท่าไหร่
ในที่สุดเมื่อพบว่าแทบจะไม่ได้ข้อมูลอะไรเพิ่มเติมไปจากที่เคยอ่านมาแล้ว เนื้อหาส่วนใหญ่เกี่ยวกับรายงานข่าวคล้ายคลึงกันเกือบทุกเว็บไซต์ มีเพียงบทความจากผู้เชี่ยวชาญทางด้าน ปรจิตศาตร์กลุ่มเล็กๆ กลุ่มหนึ่งเท่านั้นที่ได้ให้ข้อสังเกตต่างออกไปจากบทความอื่น ตรงนี้เนอินทร์คิดว่าน่าสนใจทีเดียว
ชายหนุ่มไล่สายตาอ่านข้อความบนหน้าจออย่างมีสมาธิกว่าขึ้นกว่าเดิม รายละเอียดในช่วงแรกคล้ายกับบทความในเว็บไซต์อื่นที่ผ่านมา เป็นการรายงานและสรุปถึงสิ่งที่เกิดขึ้นเมื่อสิบเก้าปีก่อน ช่วงกลางบทความน่าสนใจมากมีข้อมูลเพิ่มเติมถึงเรื่องเด็กชายผู้หายสาบสูญกับชาย เสียสติ..ข้อความมีอยู่ว่า
“..ในปี พ.ศ.2535 เกิดเหตุการณ์พายุหมุนขึ้นที่เกาะกลางทะเลหลายแห่งของจังหวัดระยอง พายุโหมกระหน่ำกลางดึกของคืนหนึ่งกลางฤดูร้อน ศูนย์กลางของพายุได้ก่อตัวจากทะเลลึกแล้วเคลื่อนตัวในลักษณะคล้ายพายุหมุนมุ่งเข้าสู่ชายฝั่งและพัดผ่านเหนือเกาะก่อนสลายตัวลงอย่างรวดเร็ว
สิ่งที่น่าประหลาดคือจากกระแสความแรงของพายุมีระดับอันตรายพอที่จะสร้างความเสียหายให้กับผู้คนและบ้านเรือนที่อยู่อาศัย หากปรากฏว่าหลังพายุกลับไม่มีสถานที่ใดได้รับความเสียหายแม้แต่น้อย ไม่ว่าจะเป็นบนเกาะแลดาวหรือเกาะใกล้เคียงในรัศมีของพายุ เมื่อกระแสลมหมุนแรงเหวี่ยงตัวผ่านไป สิ่งที่ได้รับความเสียหายกลับพุ่งประเด็นไปที่การหายตัวไปอย่างลึกลับของเด็กชายสองคนมากกว่า ขณะที่เด็กชายอีกคนในกลุ่มเดียวกันเป็นผู้รอดชีวิต น่าเสียดายที่เด็ก
สูญเสียความทรงจำหลังจากรู้สึกตัวในโรงพยาบาลทำให้ไม่มีใครทราบว่าเกิดอะไรขึ้นกันแน่ ทำไมเด็กทั้งสามจึงกล้าออกจากบ้านเข้าไปในป่าตอนกลางดึกเช่นนั้น
นอกจากเด็กชายผู้เคราะห์ร้ายแล้ว..ยังมีชาวประมงอีกผู้หนึ่งได้ประสบเหตุพายุระหว่างออกเรือประมง หลังจากกลับเข้าฝั่งมาปรากฎว่าชาวประมงผู้นั้นกลายเป็นคนเสียสติ อย่างไรก็ตามคำตอบของคำถามอันขัดแย้ง..ทุกสิ่งยังคงมืดมนมาถึงทุกวันนี้ ทุกอย่างเป็นเพียงเรื่องบังเอิญที่เกิดจากธรรมชาติ..หรือมีสิ่งใดแฝงเร้นอยู่เบื้องหลังกันแน่
น่าคิดว่าอะไรกันเล่าที่เป็นแรงดึงดูดให้เด็กชายทั้งสามคนออกจากบ้านกลางดึก อีกทั้งยังมีคำถามซึ่งเกิดขึ้นในใจของใครต่อใครหลายคน ในเมื่อพายุระดับแรงขนาดโค่นต้นไม้ใหญ่พังบ้านทั้งหลังได้สบาย ทำไมบ้านเรือนกลับไม่ได้รับความเสียหายใดๆ เลย ถึงแม้จะนับว่าเป็นโชคดีของชาวบ้านแต่ก็สร้างความฉงนกังขาไปพร้อมกันด้วย..”

ข้อความทั้งหมดมีเพียงแค่นี้
เกาะแลดาว..ชายหนุ่มพึมพำกับตัวเอง..มือที่จับเลื่อนเม้าส์ชะงักค้างเมื่อจู่ๆ ชื่อหนึ่งพลันแล่นปราดเข้ามาในสมองอย่างทันทีทันใด
นันท์นพิน!
นึกอยากเขกศีรษะตัวเองแรงๆ สักที ..ทำไมถึงไม่ทันนึกแต่แรกนะ เขาจะมัวมานั่งงมหาข้อมูลจากหนังสือหรืออินเตอร์เน็ตให้เสียเวลาทำไมกันเล่า แม้ว่าเกาะแลดาวเป็นสถานที่ส่วนบุคคล
ก็จริงหากไม่ใช่ปัญหาสำหรับเขาอีกต่อไปแล้ว ในเมื่อนันท์นพินเป็นญาติเกี่ยวดองอยู่กับเจ้าของเกาะไม่ใช่หรือ
พร้อมกับความคิดนั้นความละอายใจก็ผุดตามขึ้นมาควบคู่แทบจะทันที เนอินทร์ถึงกับถอนใจแรงๆ ความตื่นเต้นลดลง เขาพยายามตัดใจปัดความคิดเกี่ยวกับนันท์นพินไปก่อนเพราะยังไม่อยากเจอหญิงสาวในตอนนี้..นอกเสียจากว่าจะไม่มีหนทางอื่นแล้วจริงๆ
ช่างเถอะ..ไว้ค่อยคิดพรุ่งนี้ก็แล้วกัน..ตอนนี้ขอพักก่อนดีกว่า ล้าสมองไปหมดแล้ว
เนอินทร์ปิดอินเตอร์เน็ต ปิดเครื่องคอมพิวเตอร์โน้ตบุ๊คตาม แล้วลุกขึ้นบิดตัวซ้ายขวา แก้เมื่อยขบก่อนเตรียมตัวเข้านอน พรุ่งนี้เขาต้องเคลียร์ปัญหาหลายอย่างเพื่อจะได้เริ่มต้น “อาถรรพ์ลวง” เสียที

บทที่ 3 หมอหญิง..เพื่อนเก่า

นักเขียนหนุ่มละมือจากแป้นพิมพ์ พลางยิ้มในสีหน้าอย่างพึงพอใจกับบทแรกของอาถรรพ์ลวง..เข้าท่าทีเดียว ความคิดลื่นไหลไม่มีสะดุด เขาตื่นขึ้นมานั่งพิมพ์นิยายแต่เช้าตรู่ และถ้าหากว่าไม่ได้ติดธุระที่ต้องไปทำเขาสามารถนั่งเขียนต่อไปได้เรื่อยๆ ทั้งวันทีเดียว รอให้เขาไปถึงเกาะแลดาวก่อนเถอะ..กลิ่นอายบรรยากาศทะเลจะทำให้จินตนาการแล่นปราดยิ่งกว่านี้
เนอินทร์อยากเดินทางไประยองเสียเดี๋ยวนี้เลย ปัญหามีอยู่ว่าพื้นที่ของเกาะแลดาวเป็นพื้นที่ส่วนบุคคล..การที่เขาจะเข้าไปเดินท่อมๆ อย่างอิสระนับอาทิตย์โดยที่เจ้าของเกาะไม่รู้เห็นคงเป็นไปได้ยาก ดีไม่ดีจะกลายเป็นผู้บุกรุกไปนอกเสียจากว่าจะเข้าไปอย่างถูกต้อง
ชายหนุ่มทราบมาว่าเจ้าของเกาะคนปัจจุบันค่อนข้างระมัดระวังกับคนแปลกหน้าทีเดียว เขาไม่อยากมีปัญหาแต่จะทำอย่างไรถึงจะให้เจ้าของบ้านยินดีต้อนรับเขา พยายามนึกตัวเลือกอื่น..นึกถึงรายชื่อคนรู้จักที่สามารถพาขึ้นเกาะแลดาวได้อย่างไม่มีปัญหา หากนึกเท่าไหร่ก็มีแต่ชื่อของเพื่อนหญิงผู้ที่เพิ่งขาดการติดต่อกันไปไม่นานนักเพียงคนเดียวเท่านั้น
เนอินทร์ถอนหายใจหนักๆ ดูเหมือนจะมีเพียงนันท์นพินเท่านั้นที่เป็นเสมือนใบเบิกทางให้เขาเข้าออกเกาะแลดาวได้อย่างง่ายๆ
ใจนึกลังเลกับการเริ่มติดต่อกับเพื่อนหญิงรุ่นน้อง ที่ขาดการติดต่อกันไปแล้วในระยะหนึ่งอีกครั้ง เขารู้จักกับนันท์นพินมานานพอสมควร เคยเป็นพี่บัดดี้ของหญิงสาวเมื่อสมัยเรียนในสถาบันเดียวกัน หลังจากเขาเรียนจบชั้นมัธยมปลายก็ไม่ได้เจอกันอีก
มาพบกันอีกทีตอนที่เขาตกงาน จังหวะเดียวกับที่บิดาประสบอุบัติเหตุจนต้องเข้าโรงพยาบาลรักษาตัวอยู่หลายเดือน ทำให้เกิดภาวะอันหนักหน่วงเกี่ยวกับค่าใช้จ่ายในบ้าน เรียกว่าหมุนหาแทบไม่พอใช้จ่าย เนอินทร์เครียดจัดหงุดหงิดฉุนเฉียว ฝันร้ายถึงแต่มารดาผู้ซึ่งเสียชีวิตไปตั้งแต่เขายังเด็ก สุดท้ายเพื่อนหลายคนแนะนำว่าเขาควรไปปรึกษาจิตแพทย์ก่อนจะบ้าตายเสียก่อน
บังเอิญจิตแพทย์ที่เขาไปพบคือนันท์นพิน ทำให้เขากับหญิงสาวเพื่อนรุ่นน้องเริ่มกลับมาสนิทสนมกันอีกครั้งหนึ่ง นันท์นพินช่วยให้เนอินทร์สบายใจขึ้นมาก อาการวิตกกังวลเครียดต่างๆ ค่อยลดลงตามลำดับจนเป็นปกติในที่สุด หลังจากนั้นไม่นานเขาได้งานทำเป็นหลักแหล่ง ส่วนอาการของบิดาก็ค่อยดีขึ้นจนสามารถกลับไปทำงานได้ตามเดิม ครอบครัวพ้นวิกฤตกลับเข้าสู่ภาวะปกติอีกครั้ง
เนอินทร์ไปมาหาสู่กับนันท์นพินอยู่ระยะหนึ่ง ทุกอย่างราบรื่นดีจนวันหนึ่งชายหนุ่มเริ่มรู้ตัวว่าหญิงสาวผูกใจกับเขามากเกินความเป็นเพื่อน เนอินทร์ตัดสินใจถอยออกมาตั้งหลักใหม่ วันเวลาผ่านไปบังเอิญชายหนุ่มได้อ่านพบข้อความในอินเตอร์เน็ตว่าสมาคมนักเขียนดาวอักษรกำลังเปิดรับนักเขียนแนวมิติเร้นหลอน แค่เห็นประกาศครั้งแรกเนอินทร์ก็ใจโลดเพราะการเขียนนิยายคือสิ่งที่เขารัก น่าเสียดายว่าผลงานของเขาไม่ผ่านพิจารณาจากสำนักพิมพ์แรก จึงต้องนำเรื่องมาปรับปรุงให้เป็นนิยายรักแล้วส่งต้นฉบับไปยังสำนักพิมพ์อื่นที่เปิดรับ จนในที่สุดได้เริ่มต้นเป็นนักเขียนของโรจนลิขิตเป็นเรื่องแรก นั่นคือจุดพลิกผันจากชีวิตมนุษย์เงินเดือน เขาลาออกจากงานบริษัทมาเริ่มต้นเป็นนักเขียนอย่างจริงจัง
ชายหนุ่มย้อนกลับมาคิดถึงเรื่องตรงหน้าอีกครั้ง ในเมื่อไม่ตัวเลือกอื่นก็จำเป็นต้องเดินหน้าต่อ เขาหันไปเปิดอินเตอร์เน็ตเริ่มพิมพ์ข้อความจดหมายอิเล็กทรอนิกส์ส่งถึงจิตแพทย์หญิงนันท์นพิน เพียงนัย ทันที

นันท์นพินกำลังนั่งทำงานตอนที่ได้รับอีเมล์ พอเปิดอ่านเห็นชื่อคนส่งก็ดีใจปนประหลาดใจไปพร้อมกัน ในเมื่อเพื่อนชายคนนี้ไม่เคยติดต่อโดยใช้วิธีส่งเป็นจดหมายอิเล็คโทรนิกส์ อย่างนี้มาก่อน เวลามีธุระเขาจะโทรศัพท์หรือไม่ก็มาติดต่อด้วยตนเองเสมอ
หญิงสาวรีบไล่สายไปตามข้อความในจดหมายนั้น อ่านจับใจความแบบคร่าวๆ อย่างใจร้อนก่อนรอบหนึ่งเพราะต้องการรู้ว่าเป็นเรื่องอะไรกันแน่ แล้วจึงย้อนกลับมาอ่านซ้ำแล้วซ้ำอีกไม่รู้กี่รอบ เหมือนต้องการจดจำในทุกตัวอักษรเพื่อให้แน่ใจว่าไม่ได้เข้าใจผิดไปเอง สีหน้าแจ่มใสในตอนแรกกลายเป็นขมวดมุ่นมากขึ้นทุกที ตามระดับอารมณ์ผิดหวังที่เพิ่มมากขึ้นเป็นลำดับในขณะนั้นข้อความบนจอมีอยู่ว่า
“สวัสดีครับ หมอนันท์นพิน ผมรู้ว่าคุณต้องแปลกใจที่ได้รับจดหมายฉบับนี้..หลังจากที่เราไม่ได้ติดต่อกันนานพอสมควร ผมลังเลอยู่นานว่าจะส่งเป็นอีเมล์หรือควรคุยกันทางโทรศัพท์ก่อนที่จะไปพบด้วยตนเอง ในที่สุดขอใช้ตัวอักษรแทนคำพูดก็แล้วกัน คุณจะว่าผมขี้ขลาดยังไงก็ยอมรับล่ะ เพื่อไม่ให้เป็นการเสียเวลาขอเริ่มต้นเลยก็แล้วกันนะครับ
เรื่องของเรื่องคือผมกำลังรวบรวมข้อมูลเพื่อเขียนนิยายส่งประกวด ชิงรางวัลใหญ่ของสมาคมนักเขียนดาวอักษร โดยเน้นแนวสืบสวนเร้นลับจากหัวข้อว่า “ลับ เร้น หลอน” หมอก็รู้ว่าผมถนัดและชอบแนวแบบนี้ล่ะ เป็นโอกาสของผมแล้วที่จะแสดงให้สุดฝีมือ ผมวางโครงเรื่องวางตัวละครทั้งหมดไว้เรียบร้อยแล้ว ขาดแต่ฉากกับบรรยากาศเพื่อความสมจริง
เกาะแลดาว..เป็นหนึ่งในหลายสถานที่ที่ผมจะใช้เปรียบเป็นฉากในเรื่อง
ถึงตรงนี้หมอคงสงสัยว่าผมต้องการอะไรกันแน่ใช่ไหมครับ..ผมจำได้ว่าหมอเคยเล่าให้ฟังถึงคุณลุงญาติห่างๆ ทางสายคุณแม่ของคุณ คุณลุงกฤษณ์นักธุรกิจที่ดินผู้ต้องการพลิกเกาะ แลดาวให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวที่มีชื่อเสียง น่าเสียดายว่าท่านได้เสียชีวิตไปแล้วเมื่อหลายเดือนก่อน และทายาทผู้รับช่วงต่อเจ้าของเกาะคนใหม่คือคุณจักรวาล..ญาติผู้พี่ของหมอ
ตรงนี้แหละที่ผมอยากขอความช่วยเหลือ ผมจำเป็นต้องหาที่พักซึ่งอาจเป็นโรงแรมหรือห้องเช่าบนเกาะสักระยะหนึ่ง ทราบมาว่าพี่ชายของคุณระมัดระวังเรื่องคนต่างถิ่นเป็นอย่างมาก ผมจึงจำเป็นต้องขอรบกวนให้คุณหมอช่วยรับรองผมกับพี่ชายด้วย จะเป็นความกรุณาอย่างมาก
ถ้าไม่เป็นการรบกวนจนเกินไป..ผมจะแวะไปหาคุณหมอที่ศูนย์บำบัดในวันพรุ่งนี้ เราจะได้คุยกันถึงรายละเอียดต่างๆ ผมจะรอฟังข่าวดีนะครับ
เนอินทร์ รติสรรค์
--------------------------------
ทุเรศ! ดูเขาทำเข้าซิ! อุตส่าห์ดีใจนึกว่าเขาส่งข่าวคราวมาเพราะคิดถึง นันท์นพินหน้าแดงก่ำด้วยความโกรธ เนอินทร์กับเธอเป็นรุ่นพี่รุ่นน้องร่วมโรงเรียนเดียวกันมาก่อนที่จะชายหนุ่มจะไปเรียนต่ออักษรศาสตร์ในมหาวิทยาลัยแห่งหนึ่งของรัฐ ส่วนเธอพอจบก็เรียนแพทย์ตามที่ใฝ่ฝันไว้
นันท์นพินหลงรักเนอินทร์มาตั้งแต่สมัยชั้นมัธยม ขณะที่ชายหนุ่มมีแต่ความเป็นเพื่อนให้กับเธอเท่านั้น แต่เธอไม่เคยหมดหวังแม้จะรู้ว่าการที่เขามาหาเธอเพราะมีปัญหา เธอกลายเป็นที่ปรึกษาส่วนตัวของเนอินทร์อยู่ระยะหนึ่ง หลังจากนั้นประมาณสามเดือนชายหนุ่มเริ่มหายหน้าหายตาไปจากวงจรชีวิตของนันท์นพินอีกครั้ง หลังจากที่เธอเผลอหลุดปากสารภาพความรู้สึกในใจออกไปเพราะฤทธิ์แอลกอฮอล์
‘พี่เนจ๋า..ฉันเป็นห่วงพี่นะ ทุกข์ของพี่ก็คือทุกข์ของฉัน พี่มีความสุขฉันก็พลอยสุขใจ ไปด้วย’
‘เราเป็นพี่น้องกันนี่ สมัยก่อนเป็นบัดดี้กันจำได้หรือเปล่า’
‘ทำไมจะจำไม่ได้..เมื่อก่อนฉันรักพี่ยังไง เดี๋ยวนี้ยิ่งรักมากขึ้นอีกรู้มั้ย..รักมาตั้งนานแล้ว’
‘บ้าแล้วนพิน เราเป็นเหมือนพี่เหมือนน้องกันแท้ๆ’
‘ฉันไม่อยากเป็นน้องไม่อยากเป็นเพื่อน..เราสองคนเป็นอะไรที่มากกว่านั้นได้หรือเปล่าพี่เนจ๋า’
คำสารภาพจากหัวใจของนันท์นพิน กลับกลายเป็นกำแพงขวางกั้นระหว่างเธอกับเขานับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา
หลังจากคืนวันนั้น เนอินทร์ได้ทำตัวเงียบหายไปจากชีวิตของหมอนันท์นพิน ราวสามเดือน จู่ๆ นันท์นพินก็ได้รับข่าวจากชายหนุ่มอีกครั้ง
ดูเถอะแม้แต่คำว่าคิดถึงสักคำไม่ปรากฏให้เห็นในข้อความ แทนตัวเองว่าผมทุกคำ และเรียกเธอว่าหมอหรือคุณแทนที่จะใช้สรรพนามอย่างสนิทสนมเหมือนก่อนหน้านี้
ถ้าไม่เพราะเขาต้องการความช่วยเหลือคงไม่ติดต่อมาอย่างนั้นซินะ
นันท์นพินทั้งน้อยใจทั้งโกรธจนรู้สึกร้อนไปหมดทั้งใบหน้า..ลึกเร้นลงไปถึงทุกห้องหัวใจ ทำไมเขาไม่หายหน้าหายตาไปให้พ้นจนชั่วชีวิต ทำไมต้องติดต่อมาอีกด้วยก็ไม่รู้ในเมื่อเธอเกือบทำใจตัดเขาได้สำเร็จแล้วแท้ๆ เขากลับมาสะกิดแผลใจที่เริ่มหายให้อักเสบขึ้นมาอีก
น้อยใจเจ็บใจพล่านรุ่มร้อนไปหมดจนอยากจะร้องกรี๊ดออกมาให้สุดฤทธิ์ถ้าไม่ติดว่าอยู่ในห้องทำงาน หากเท่าที่ทำได้ในช่วงเวลาเป็นงานเป็นการอย่างนี้คือหลบเข้าห้องน้ำ ซบหน้าลงบนฝ่ามือแล้วเริ่มต้นร้องไห้เงียบๆ พักหนึ่งจึงหยิบกระดาษทิชชูกลิ่นหอมเนื้อดีที่พกอยู่กับตัวขึ้นมาซับน้ำตาเปียกชื้น จนเมื่อสงบสติอารมณ์ได้แล้วหญิงสาวจึงล้างหน้าล้างตาแล้วกลับมานั่งที่โต๊ะทำงานตามเดิม ก่อนเปิดลิ้นชักโต๊ะหยิบเครื่องสำอางจากระเป๋ามาบรรจงแต่งแต้มใบหน้าให้เข้มกว่าปกติเพื่อปกปิดร่องรอยบวมใต้ขอบตา เสร็จแล้วได้แต่นั่งมองแฟ้มประวัติคนไข้บนโต๊ะเฉยอยู่อย่างนั้น สมองไม่รับรู้เรื่องอื่นนอกจากข้อความในจดหมายของหนุ่มนักเขียน
ครู่ใหญ่นันท์นพินจึงเอื้อมมือไปหยิบโทรศัพท์กดเรียกเบอร์เพื่อนรุ่นน้องวัยยี่สิบสี่ รู้จักกันตั้งแต่สมัยเข้าคอร์สเรียนภาษาที่อเมริกาในช่วงหนึ่ง ทั้งสองอายุห่างกันถึงสี่ปีก็จริงแต่พูดคุยสนิทสนมแบบเพื่อนรุ่นเดียวกัน
นันท์นพินเริ่มต้นด้วยการเล่ารายละเอียดให้เพื่อนฟังแต่ไม่ทั้งหมด เสียงอู้อี้ขึ้นจมูกบอกให้คนปลายสายรู้ว่าคนพูดเพิ่งผ่านการร้องไห้มาหยกๆ
“ไปนะ พี่จักรคงดีใจที่ได้เจอเธอ”
“ไปได้ไง งานออกเต็มโต๊ะ”
“งานเธออิสระจะตาย เจ้าของบริษัทเป็นพี่น้องกันเองลาพักร้อนแค่ไม่กี่วันเขาคงไม่ว่าหรอก อีกอย่างทั้งเธอทั้งแฟนไม่ใช่คนอื่นไกล คนกันเองแท้ๆ”
“ยิ่งไม่ว่ายิ่งเกรงใจพี่พรรณน่ะซิ อีกอย่าง..นพินจ๋า..เรื่องพี่จักรมันตั้งนานมาแล้วจ้ะ ป่านนี้พี่จักรคงลืมน้องสาวคนนี้ไปแล้ว”
“ลืมที่ไหน หลายวันก่อนยังถามถึงอยู่เลย” คนพูดปดหน้าตาเฉย
“บอกความจริงมาเดี๋ยวนี้เชียว..มันเรื่องอะไรกันแน่”
นันท์นพินหัวเราะฝืดๆ เมื่อเพื่อนสาวรู้ทัน
“ยอมรับก็ได้..ความจริงฉันอยากขอความช่วยเหลือจากแฟนเธอให้ทำอะไรให้สักหน่อย”
“อะไรหรือ”
น้ำเสียงพริมมธุรส สุดาวิรัตน์ แปลกใจอย่างแท้จริง นันท์นพินไม่เคยพบกับไอย์ลวิลมาก่อนจะมีเรื่องอะไรให้ช่วยได้
“อย่าบอกว่าขอยืมควงนะ งานนี้เราไม่ยอมชัวร์”
“บ้า..ไม่ใช่อย่างนั้นสักหน่อย..คืออย่างนี้..เพื่อน..เอ้อ..คนไข้น่ะ..เขาบอกจะมาหาฉันที่ศูนย์วันพรุ่งนี้..ฉันไม่อยากเจอตาคนนี้แต่บังเอิญเป็นวันที่นัดกับคนไข้อื่นไว้เสียด้วยซิ หาใครแทนไม่ได้เลยสักคน”
“แล้วเกี่ยวอะไรกับพี่ไอย์”
“พูดจริงๆ ฉันไม่เคยเจอตัวพี่ไอย์ของเธอสักที แต่รู้ว่าเขาเป็นที่ปรึกษาพิเศษเข้าๆ ออกๆ ที่ศูนย์บ่อยๆ ไม่ใช่หรือ..พริมช่วยถามหน่อยนะว่าถ้าเขาพอมีเวลาว่าง รบกวนช่วยแทนชั่วโมงเป็นกรณีพิเศษให้หน่อยได้หรือเปล่า?”
“เอ..อันนี้ไม่รู้นะว่าจะเป็นไปได้หรือเปล่า เขาเพิ่งกลับจากอิตาลี่เมื่อไม่กี่วันก่อนนี่เอง..แม่คุณหมอยะ..บอกได้หรือยังว่ามันเรื่องอะไรถึงต้องไม่อยากเจอคนไข้คนนั้นด้วยฮึ?”
นันท์นพินลังเลเล็กน้อยก่อนตัดสินใจยอมรับออกไปตามตรง
“พริม..จำได้ไหมที่เราเคยเล่าเรื่องตาคุณเนอินทร์ให้ฟังน่ะ”
“อ๋อ..จำได้..หนุ่มนักเขียนรูปหล่อคนที่หักอกหมอนันท์นพินซะจนคุณเธอร้องไห้ขี้มูกโป่งเสียใจไปเป็นเดือน..เอ๊ะ..เดี๋ยวก่อน..อย่าบอกนะว่าคุณเนอินทร์คนนั้นคือคนไข้ที่บอกว่าจะแวะไปที่ศูนย์วันพรุ่งนี้?”
“ไม่ผิดหรอกเขานั่นแหละ..แหม..ตอนนั้นเขาเย็นชาเชียวล่ะ บอกว่าไม่ได้คิดอะไรกับฉันเกินไปกว่าความเป็นเพื่อน เราเป็นเพื่อนกันอย่างเดิมเหมาะดีแล้ว แล้วพี่แกก็หายหน้าเข้ากลีบเมฆไม่ยอมติดต่อมาอีกเลย คงกลัวเราจะกระโจนเข้าไปปล้ำละมัง ตอนนี้มาทำเป็นขอความช่วยเหลือจะให้เราออกหน้าพาไปเกาะแลดาว คำพูดที่เขียนมาในเมล์ออกแนวสุภ้าพสุภาพ แทนตัวว่าผมเรียกฉันคุณหมอทุกคำ..เชอะ!”
เสียงปลายสายหัวเราะเบาๆ
“เกิดอาการงอนล่ะซิ”
“ไม่งอนแต่โกรธ”
“ไม่เห็นต้องหลบหน้าเลยนี่ เจอกันก็ดีจะได้เปลี่ยนวิกฤตเป็นโอกาส”
“มาถึงขนาดนี้จะเป็นโอกาสอะไรได้อีกล่ะ”
“โอกาสที่จะได้คุยกันให้เคลียร์ไปเลยยังไงล่ะนพิน มีอะไรปรับความเข้าใจกันซะจะได้สบายใจทั้งสองฝ่าย”
“จะให้คุยอะไรอีก วันนั้นเขาก็บอกอย่างชัดถ้อยชัดคำแล้วว่า..เราแค่เพื่อนกัน”
คนพูดกระแทกเสียง
“นั่นมันตอนนั้น เวลาผ่านมาตั้งหลายเดือนความคิดความรู้สึกของคนมันเปลี่ยนแปลงกันได้นี่นา ถ้าไม่เปิดใจคุยกันสักครั้งมัวแต่หลบหน้ากันอยู่นั่นแล้ว แล้วจะรู้เรื่องเรอะ”
“คนหลบหน้าไม่ใช่ฉันสักหน่อย แม่คุณเอ๊ย..พูดแบบนี้ตกลงจะช่วยหรือเปล่า”
“ช่วยซิ..ไม่ช่วยเพื่อนแล้วจะให้ช่วยเหมียวที่ไหน..เราเพียงแต่อยากให้ลองคุยกับคุณ เนอินทร์อีกสักครั้ง ถามใจเขาไปตรงๆ..โดยที่ไม่ต้องอาศัยแอลกอฮอล์นำหน้าอย่างคราวก่อน ถ้าเขายังยืนยันความรู้สึกเดิมเธอก็ต้องทำใจให้ได้ แต่ถ้าเขาแบ่งรับแบ่งสู้..แสดงว่าเธอยังมีความหวัง”
“หวังฉันมันหมดไปตั้งนานแล้ว”
“ของพรรค์นี้ไม่แน่หรอกนพิน..บางทีบรรยากาศโรแมนติกชายทะเลอาจทำให้ความรู้สึกคนเปลี่ยนไปได้เหมือนกัน”
นันท์นพินดีดนิ้วเผาะ น้ำเสียงที่พูดประโยคต่อไปฟังได้คิดกระตือรือร้นขึ้นมาทันควันทีเดียว
“อ๊ะ..ความคิดเข้าท่าแฮะ ทำไมฉันถึงนึกไม่ออกนะ อาศัยบรรยากาศเอาชนะใจผู้ชาย..คงไม่ยากจนเกินไปนักหรอกจริงไหม..ว่าแต่เธอเถอะต้องไปให้ได้นะ ไปเป็นกองหนุนให้หน่อย”
“ตกลงจะให้ไปงานแต่งพี่ชาย หรือให้เป็นกองหนุนกันแน่ยะ”
“ทั้งสองอย่างนั่นแหละ”
“นันท์นพินจ๋า เราน่ะไม่มีปัญหาหรอก ยังไงก็ต้องปรึกษากับพี่ไอย์ก่อนเขาค่อนข้างสันโดษไม่ชอบสมาคมเฮฮาปาร์ตี้”
“เออ..แฟนเธอนี่แปล๊กแปลก..ไม่ชอบสมาคมแล้วทำงานเป็นนักจิตได้ยังไง”
“นั่นมันคนละเรื่องกัน งานก็ส่วนงาน”
“ถ้าอย่างนั้นเป็นอันว่าตกลงตามแผน เธอรับปากแล้วนะ”
พริมมธุรสได้แต่แบ่งรับแบ่งสู้ เพราะความจริงเธอไม่มีแผนที่จะเดินทางเที่ยวพักผ่อนในช่วงเดือนสองเดือนนี้เลยด้วยซ้ำ ที่สำคัญไอย์ลวิลเพิ่งโทรศัพท์บอกเธอเมื่อสองวันก่อนหน้านี้ว่า
‘ระยะนี้อย่าเดินทางไปไหนได้ไหม’
‘ทำไมหรือคะ’
‘พี่รู้สึกไม่ดีเลย..รู้สึกแปลกๆ เหมือนกับจะมีเรื่องร้ายๆ รอเราอยู่ข้างหน้ายังไงไม่รู้’
‘คิดไปเองหรือเปล่า?’ จำได้ว่าตนแย้งเสียงอ่อนๆ ออกไป
‘แค่คิดมากก็ดีซิ..พี่กลัวสังหรณ์ของตัวเองเพราะมันไม่เคยพลาดแม้แต่ครั้งเดียว!’
ใช่..จิตสัมผัสของไอย์ลวิลแม่นมาก พริมมธุรสรู้ดี!
“ไหนว่าอีกสองสามเดือนจะพักร้อนไปฮันนีมูนอยู่แล้วไม่ใช่หรือ เลื่อนเวลาขึ้นมาอีกหน่อยไม่เห็นเป็นไรเลย”
เสียงปลายสายกล่าวประโยคต่อไปทำให้พริมมธุรสรีบดึงภวังค์ความคิดกลับมาจุดเดิม
“ฮันนีมูนที่ไหนยะ พูดเกินจริง..ยังไม่ทันได้แต่งซะหน่อย..แค่หมั้นเฉยๆ ต่างหาก”
“จะหมั้นจะแต่งไม่รู้ล่ะ ไหนๆ มีแผนเที่ยวอยู่แล้วไปแลดาวเสียเลยซิ เธอก็เคยไปมาแล้วคงจำได้หรอก..น้ำใส ฟ้าสวย สงบเงียบเป็นส่วนตัวดี”
“โอ๊ย..ไปคราวนั้นมันตั้งนานหลายปีมาแล้ว ตอนนี้ถ้าให้ไปคนเดียวเป็นได้หลงเกาะแน่”
“แล้วจะไปคนเดียวทำไม..ฉุดคุณไอย์ลวิลไปด้วยกันให้ได้เชียว ฉันจะได้ยลโฉมพระเอกของเธอหลังจากได้ยินแต่ชื่อมานานซะที”
พออารมณ์ดีขึ้น นันท์นพินก็มีแก่ใจนึกถึงเรื่องของเพื่อน
“เรื่องไปเกาะเดี๋ยวค่อยคุยกันทีหลัง..เอาเรื่องที่เธอขอให้พี่ไอย์ช่วยแทนชั่วโมงวันพรุ่งนี้ก่อนเถอะ ได้คำตอบยังไงแล้วจะรีบส่งข่าวกลับไปบอกไม่เกินบ่ายนี้นะจ๊ะ”
หลังวางสายจากเพื่อน อารมณ์ของนันท์นพินแจ่มใสขึ้นมาก หญิงสาวหันกลับมาทำงานต่อด้วยความสบายใจ สักพักก็วางปากกานั่งตาลอยอีก นันท์นพินตัดสินใจจะช่วยเนอินทร์ตามที่เพื่อนแนะนำ พร้อมกับตั้งปณิธานอย่างแน่วแน่ในใจว่าการไปเกาะแลดาวกับเนอินทร์ในคราวนี้จะไม่เสียเวลาเปล่าแน่นอน สัมพันธภาพระหว่างเธอกับเขาจะต้องไม่เพียงแต่ฟื้นฟูเท่านั้น หากจะต้องคืบหน้ามากไปกว่าความเป็นเพื่อนให้ได้อีกด้วย แต่ก่อนจะช่วยชายหนุ่มเธอจะแกล้งให้เขา กระวนกระวายใจเล่นเป็นการแก้แค้นเสียก่อน ในฐานที่ทำให้เธอต้องทนทุกข์ใจซะหลายเดือน




อ่านต่อ บทที่ 4-6 ตอนต่อไป



Create Date : 24 กรกฎาคม 2558
Last Update : 24 กรกฎาคม 2558 22:03:21 น. 0 comments
Counter : 57 Pageviews.

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ

วงแหวนอักษรา
Location :
กรุงเทพฯ Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 2 คน [?]




คำเตือน
ขอสงวนลิขสิทธิ์ผลงานเขียนทุกชนิดใน
blogแห่งนี้ ตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์
พ.ศ.2537 ห้ามคัดลอก ดัดแปลง หรือ
นำไปเผยแพร่ต่อด้วยวิธีการใดๆ ทั้งสิ้น
รวมถึงการนำไปเผยแพร่ต่อที่อื่นโดยไม่
ได้รับอนุญาตจากเจ้าของผลงาน



--------------------------
--------------------------
cr. ขอบคุณภาพ-ของแต่ง blog
จากเว็บแจกฟรีทุกแห่ง
cr. ขอบคุณแฟลชภาพจาก blog yame


books shelf (e-book)


คนล่าสาป
วงแหวนอักษรา
www.mebmarket.com
กงล้อแห่งชะตากรรมที่ต้องเผชิญชะตากรรมกำหนดให้เขาต้องเป็น...คนล่าสาปเพื่อชดใช้ในสิ่งที่ทำไว้ในอดีตชาติจนกว่าทุกอย่างจะสิ้นสุดลง


กรงใจไฟมายา
วงแหวนอักษรา
www.mebmarket.com
สำหรับผมเห็นว่าคุณเป็นเจ้าหญิงหิมะ...ที่จริงควรเป็นเจ้าหญิงน้ำแข็งถึงจะถูก เพราะว่าเวลาหิมะละลาย เราจะพบต้นอ่อนของดอกไม้เสมอ ตรงกันข้ามกับน้ำแข็งที่ละลายแล้วจะระเหยแห้งผากไปหมด เหมือนกับใจของคุณที่กำลังระเหยแห้งแล้งลงไปทุกทีนั่นแหละ...


มนตราทรายใต้ธารดาว
ณลีนิน
www.mebmarket.com
“ระหว่างเราสองคนอาจไม่ได้มีโอกาสใกล้ชิดกันมากนัก แต่นับจากคืนนี้ไป ผมสัญญาว่าผมจะเปิดใจกับคุณทั้งหมด จะไม่ให้มีอะไรเคลือบแคลงต่อกันอีก ที่สัญญาไว้ว่าจะยกชีวิตยกหัวใจให้คุณนั้นผมพูดจริง เรนียาห์คือภาพความหลังที่ผ่านมาแล้ว ในขณะที่คุณคือความจริงในปัจจุบัน”


รุ้งจางในม่านฝน
ณลีลาฯ
www.mebmarket.com
รุ้งงามมักจะเกิดขึ้นหลังฝนตกเสมอ แต่รุ้งที่พาดผ่านอยู่ในสายฝน จะเป็นเพียงรุ้งสีจาง หลบเร้นอยู่ใต้เงาของม่านฝนเท่านั้น
























---------------------------



...โปรเจคนิยายในคลัง...

สถานะ....บางเรื่องยังรีไร้ท์ บางเรื่องกำลังเขียน
และบางเรื่องจองชื่อ+ตั้งพล็อต ไว้ก่อนเพื่อรอ
คิวเขียน / บางเรื่องส่งต้นฉบับตีพิมพ์ บางเรื่อง
เป็น e-book และบางเรื่องอาจมีการเปลี่ยน
แปลงชื่อเรื่องในภายหลังเพื่อความเหมาะสม

1. ระบำรักกุหลาบแก้ว
2. ปีกรักในแดนฝัน
3. ลินินลายกุหลาบ
4. แก้วมนตรา มายาสยอง
5. เสกสรรปั้นรัก
6. พั้นช์รักครบสูตร
7. อาถรรพ์ซ่อนสาป
8. มิลินรัตติกาล
9. เลดี้โนเนม
10. ม่านมนต์ดำ ระบำมนตรา
11. ระบำเงาความตาย
12. ระบำมุก
13. คนล่าสาป (ล่า..หลอน)
14. แก้วมายาหิมาลัย
15. มนต์โมเรศ
16. รอยลายลักษณ์ (นิยายที่ถูกลืม)
17. เดือนฝันพันดาว
18. ศิราอธิษฐาน
19. รักหวานม่านหิมาลัย
20. ภวังค์หวานม่านฝัน
21. หลง(รักษ์)
22. ใต้เเงาชลาลัย
23. ภูตพันธนาการ
24. คำสาปมายา
25. มนต์รักประภาคารแสงจันทร์
26. มุกสลับสี
27. กังหันมนตรา (กังหันราตรี)
28. ปริศนารักนาฬิกาทราย
29. ตะวันอำพราง
30. ลางมนตรา
31. ภูผามายาไพร
ฯลฯ
--------------------



--------------------------

On every journey, there is a meaning.
..ทุกการเดินทางมีความหมาย..
(คติสอนใจจาก ชนเผ่าอเมริกันอินเดียน)
--------------------------
--------------------------




(เครดิต : http://www.youtube.com/watch?v=WYheX_vB4Wc)

--------------------------
--------------------------


Friends' blogs
[Add วงแหวนอักษรา's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.