ธันวาคม 2552

 
 
1
2
3
4
6
8
9
10
11
12
13
14
15
16
17
18
19
20
21
22
23
24
25
27
28
29
30
 
 
All Blog
หมอเถื่อน ณ บ้านไพร ตอนที่ 25




ช่องโหว่บนฟ้ากำลังขยายใหญ่เพิ่มเท่าทวีจนบดบังเดือนดาว ลดทอนแสงสว่างลงสู่พื้นแผ่นดิน จนโลกทั้งโลกตกอยู่ในความมืดมิด เหมือนอยู่ในร่องเหวก้นลึกอันแสงไม่อาจส่องถึง ประหนึ่งทั่วทั้งโลการ้างไร้สิ่งมีชีวิต ยังมีแสงหนึ่งดำรงอยู่ แสงสีเขียวของมรกตอันเจิดจรัสเปล่งอานุภาพอย่างงดงาม ประดุจดังอัญมณีทอแสงในนรก

ณ ปากถ้ำซึ่งเขาผู้นั่นเป็นนายทวารเฝ้ากุมอยู่เวลานี่ได้ปรากฏแสงนั้น ขับไล่เกลียวคลื่นดั่งมหาสมุทรแห่งความมืด อันถาโถมเข้ามาเหมือนทวารมารมหายักษ์กำลังจะกลืนกินขุนเขาแห่งนี่ให้ได้

บุรุษผู้ทุกข์เข็ญ บัดนี้อันเบื้องหลังของเขา ได้ปรากฏร่างกายอันสูงใหญ่ทะมึน มากกว่าหกฟุตของเทวบุตรตนหนึ่ง องค์เข้ามาหยุดยืนอยู่เบื้องหลังของเขา ด้วยตาจิตของสัณฑ์เขามองเห็นแล้ว ทั่วทั้งวรกายของเทวบุตรล้วนเปลือยเปล่าไร้ซึ่งอาภรณ์ปกปิด มีเพียงสังวาลกะโหลกมนุษย์พาดขวางพระอุระ ข้างหลังร่างนั่นเหมือนเป็นประตูสู่จักรวาล ดูดกลืนสสารทุกอย่าง แม้หินผาล่วงตกลง ยังเลยลึกถึงห้วงจักรวาลทันที

“หึๆ... ”เขาหัวเราะกับตนเองรู้ว่ากาลนี่ต้องมาถึงสักวัน“ในที่สุดพระองค์ก็ยอมโผล่มาแล้วสินะ บุตรสาวกับบุตรเขยของพระองค์กำลังรออยู่ข้างใน กระหม่อมรู้ว่าคืนนี้องค์ท่านต้องมา มิอาจลุกขึ้นต้อนรับแล้ว...”

วาจาสุภาพแต่แฝงไว้ซึ่งความหมายหยอกย้อน ต่อผู้ซึ่งได้ชื่อว่าบิดาของเด็กสาวคนนั่น เขารู้จักรู้คุ้นกับสิ่งอันอยู่ในสภาวะไร้ตัวตน จับต้องไม่ได้ในโลกความเป็นจริง แต่มีอำนาจมากในโลกของจิตวิญญาณหรือที่เรียกว่า เทพ องค์นี่ดี ความเป็นศัตรูซึ่งมนุษย์คนหนึ่งได้แสดงออกมา แทนการศักการะบูชาอย่างที่ควรจะเป็น

องค์เทวบุตรในร่างเป็นชายมนุษย์ จักษุนั่นโตและกลม คิ้วสุดหางตา จมูกโด่งใหญ่ ริมฝีปากอวบได้รูป ร่างท่อนบนกำยำล่ำสันพ่วงพียิ่ง ผิวเนื้อสดใส คาดสังวาลหัวกะโหลกมนุษย์เป็นเครื่องประดับ เผยองคชาติไร้ซึ่งอาภรณ์ปกปิดกาย ปลีลำขาเต็มไปด้วยมัดกล้าม อวบใหญ่แข็งแรงรับกับน้ำหนักตัว ค่อยๆเรียวเล็กลงจนจรดปลายเท้า ร่างกายอันจัดได้ว่าสง่างามสมชายและน่าเกรงขามยิ่ง แต่น่าอนิจจามีดวงตาเหมือนผีร้าย สัณฑ์รู้สึกถึงดวงเนตรอันคุกคามแผดกล้ามาที่แผ่นหลังของเขาทันที

“บัดนี้ โลกทั้งโลก ได้ประกาศความเป็นสามีภริยาของบุตรีแห่งเรา และท่านผู้นั่นอันเป็นที่ประจักรยิ่งแล้ว แม้นทั้งสามไตรภูมิก็ได้ยอมรับการสยุมพรซึ่งบุตรีแห่งเราเราได้เลือกแล้ว เรามาปรากฏยังโลกเพื่อเเสดงความยินดีกับกาลอันมงคลนี่ในฐานะบิดาอันควรสิทธิ์ หาใช่มนุษย์เช่นเจ้าจะมาปิดกั้นขัดขวาง จงเปิดทางให้เรา! ก่อนที่เจ้าจะต้องขุมนรกเบื้องหน้านี้!!”

“รึองค์ท่านจะรั้งรออยู่ใย! โปรดฝ่าด่านนายทวารคนนี่ให้ได้ก่อนเถิดพระ องค์!”เขาขวางทุกสิ่งทุกอย่างที่จะเข้าสู่ข้างในแม้ภูตผีเทวดาก็ไม่เกรง

น้ำเสียงอันทรงมหิทธิของเทวบุตรและการโต้ตอบของมนุษย์อันไม่ย่อหย่อนไปกว่ากัน ก้องสะท้อนไปทั่วทั้งโถงถ้ำ ลึกล่ำเข้าไปทุกซอกลีบ ทุกแผ่นผา ก้อนหินกรวดทรายยังพลิกไหวด้วยอำนาจคลื่นเสียงนั้น มิติกาลถูกขัดขวางเวลาหยุดนิ่ง ราวกับจะสะกดสิ่งมีชีวิตทั่วทั่งโลกามิให้รับรู้การมาเยือนของร่างอันสนิทนิ่งอยู่บนแท่นหิน คอหลุบหันหลังให้อย่างไม่ไหว ติง มิได้เผชิญหน้าโดยตรงจากเทพภัยเบื้องหลัง การกล่าววาจาโต้ตอบของทั้งสองฝ่าย โดยมิได้ขยับปากพูด หากแต่มันส่งตรงจากกระแสจิตอันลึกล่ำเข้าสู่มโนทวารของทั้งสองฝ่ายโดยตรง

เทพเทวาเหมือนจะพึงพอพระทัยจากการต้อนรับอันเเข็งขันจากมนุษย์ผู้นี่ จนลดพระสุรเสียงและความเหี้ยมหาญลง“ขอชมเชยว่าเจ้ารัดกุมและรอบคอบมาก ปิดประตูป้องกันเหล่าภัยพาลได้สนิทหมดทุกด้าน อันตรายจากภายนอกทั้งปวง ก็มิอาจจะเข้าถึงบุคคลที่เจ้าเฝ้าป้องกันอยู่ข้างในนี้ แต่เหตุไฉน เจ้าต้องมาปิดกั้นเราผู้เป็นมหามิตรด้วยเล่า”




ฝ่ายของหาญศึกในส่วนใดส่วนหนึ่งของถ้ำ เขาทรุดกายวูบลงกับพื้นอย่างรวดเร็ว จากมหาพลังอันมาเขย่าแผ่นดิน หินผาในถ้ำยังสั่นคลอน

“จ่า...”มีแต่เสียงอันเหือดแห้งของผู้กอง“ผู้กอง”อีกฝ่ายตอบรับมาด้วยอาการเช่นเดียวกันในความมืด

“นี่มัน เกิดอะไรขึ้น? เกิดจันทรคราสขึ้นรึไง!?แต่ทำไม?ถึงได้มีแผ่นดินไหวเกิดขึ้นไปพร้อมกันด้วย นี่ผมรู้สึกไปเองหรือเปล่า?เหมือนมี...แรงดึงดูดจากช่องรอยแยกเลย”ฝุ่นผงอันเกิดจากการขยับเท้าของทั้งสอง มันกำลังลอยกรุ่นก่อนไหวลู่ออกไป ตามรอยแตกของแผ่นหิน เหมือนมีเครื่องดูดฝุ่นกำลังแรงสูงจ่ออยู่เบื้องนอก อากาศข้างในถ้ำเหมือนกำลังถูกดึงออกไปจนผิดปกติ

จ่าพยักหน้าตอบด้วยแววตาออกมาว่าใช่ ขยับลุกจากท่าเดียวกัน แล้วหันหน้าไปมองยังทิศเดียวกันทันที ภาพอันพวกเขาเห็นออกไปข้างนอกจากช่องหินขณะนี้ เหมือนมีงูหลายตัวกำลังชูตัวขึ้นสูงโยกย้ายส่ายลำตัวไปมา คล้ายจะร่ายรำกันในฤดูผสมพันธุ์ อยู่ข้างนอกหน้าต่างหินนั้น ภาพนี่จะไม่แปลกหากแต่ว่ามันเป็นงูอภิมหายักษ์ลอยตัวสูงอยู่เหนือฝืนป่า

เสียงสั่นเครือแหบพร่าในลำคอของสิบเอก“มันเกิดอะไร?กันขึ้นจ่า... ไอ้นี่มันเหมือนภาพในฝันร้ายเลย ฝันร้ายว่ากำลังตกนรก จ่าช่วยบอกผมหน่อยสิว่าผมกำลังตื่นอยู่ไอ้ที่เรากันนี่มันเป็นภาพลวงตามัน...ไม่เป็นความจริงใช่มั้ย”

ผัวะ! อู๊ว...

จ่ากำลังหน้าตึง เลยหันมาชัดฝ่ามือตบฉาด เข้าที่แผ่นหลังของคนถาม เป็นการยืนยัน แล้วเผื่อสับมะเงกให้ ทองปาผู้กำลังตื่นตะลึงดังโปก! ความเจ็บแปลบจนต้องครางอู๊ว... มันช่วยยืนยันว่าพวกเขาแต่ละคนไม่ได้ฝันไป

“มันเกิดบ้าอะไรกันขึ้น!?”สบถไปอย่างไม่รู้จะถามใครดี

สะบัดหน้าเร่าๆ เขย่าประสาทอีกครั้ง เดินออกไปเผชิญหน้าไปกับเจ้าสิ่งนั่น เพื่อยืนยันว่า ประสาทตาของเขาไม่ได้ผิดเพี้ยนไป ที่หน้าต่างหรือช่องรอยแยกตามธรรมชาตินั่น เพ่งตามองออกไป แต่ละคนข้างหลังของร้อยเอกหาญศึก ณ เวลานี่ต่างมองเห็นกันแค่ตาขาวโพลน แล้วมองออกไปตามอาการของผู้นำ

หาญศึกหรี่ตาลง ค่อยๆเดินเข้าไป มือวาง เอวพิงขอบหิน ผ่านรอยแยกจนลำตัวเอนล่ำออกไปข้างนอก ทอดตามองลงยังภูมิประเทศเบื้องล่าง จนม่านตาเบิกกว้างปรับรับกับแสงน้อย ภาพที่ปรากฏบนคลองจักษุของเขามันชัดยิ่งกว่าขัดแล้ว ป่าทั้งป่าเต็มไปด้วยความปั่นป่วนโกลาหลเป็นอย่างยิ่ง ต้นไม้ทุกต้นเหมือนกำลังถูกจับเขย่าด้วยมืออันมองไม่เห็น ใบไม้ นกกา ฝุ่นผงปลิวกันว่อนฟุ้งกระจายเหนือยอดไม้คลอบคลุมเหนือผืนป่า สภาพเช่นนั่นของมันเป็นไปจนสุดหล้าป่าที่เห็น

จากแผ่นดิน สูงขึ้นไปจนสุดปลายฟ้า ไม่ใช่งูยักษ์หากแต่สัณฐานมันคล้ายคลึง เป็นใบไม้ เศษซาก ธุลีแห่งป่ามากมายเหลือคณานับ กำลังถูกดูดขึ้นเป็นเกลียวหมุนวนเข้าสู่ศูนย์กลางหลุมดำบนท้องฟ้า มันกำลังก่อตัวขึ้น จนคล้ายเสาค่ำฟ้า มากมาย ละลานตาไปหมด

มีอีกคนหนึ่งเผ่นพรวดเดียวถึงขอบหน้าต่างธรรมชาตินั่น

“ผู้กอง!!…นี่มันเกิดนรกห่าเหวอะไรขึ้นอีกพายุไซโคลนเกิดขึ้นเรอะ!? ทำไม?มันเกิดขึ้นพร้อมๆกันไปหมดอย่างนี้” หมู่แม็กพูดเร็วปรื๋อแต่ยังไม่ทันจบประโยค ก็ต้องกระโดดหลบรัศมีเท้าของจ่า เพราะโดนเขม่นเรื่องแอบฟังนายพูดเมื่อกี่อยู่ไม่หาย

ใบหน้าบูดๆบวมๆไปมองหาอีกคน

“ไอ้ทองปาอยู่ไหน!?...มารวมตัวกันเร็ว!...”

ใบหน้าซีดขาวของแต่ละคน พอมารวมกันและเห็นหน้ากันครบแล้ว บัดนี่ศพดีๆนี่เอง ยืนมองตากันสามคนก่อนหันไปมองนายทหารเป็นจุดเดียว

ผู้กองเอ่ยขึ้นจากความมืดอย่างแช่มช้า เขาพอตั้งสติได้แล้ว“พายุไซโคลนหรือพายุงวงช้างเราก็เจอมาตอนเช้าแต่นี่มัน เกิดขึ้นพร้อมๆกันจนนับไม่ถ้วนแล้ว แผ่นดินก็โยกไหวแล้วยังไอ้หลุมดำประหลาดบนท้องฟ้านั้นอีก จะให้ผมตอบคำถามอะไรได้อีกก็เจอมันพร้อมๆกันอยู่นี้”

หมู่แม็กผู้ชื่นชอบอยู่กับเทคโนโลยีและเรื่องที่เกี่ยวกับวิทยาศาสตร์ถึงกับตื่นตะลึงกับเหตุการณ์มากกว่าใคร รีบชี้ไปยังจุดที่เขาโฟกัสภาพทันที

“ดูนั่นสิครับผู้กอง!!...ที่เทือกเขาฝังโน่นด้านทิศใต้ ยังมีแสงจันทร์เป็นปกติอยู่เลย ทิศตะวันตกทิศตะวันออกก็ยังเป็นปกติอยู่เช่นกัน นี่มัน!...เหมือนจะเกิดขึ้นเฉพาะที่ขุนเขาที่เราอยู่แห่งนี่เท่านั้นนะครับ รัศมีที่มันกินแดนออกไปจนถึงป่าฝังโน้น...คงไม่เกินห้าสิบกิโลเมตรเป็นแน่ ผมจำได้แล้วครับผู้กองว่าบนท้องฟ้ามันคือปรากฏการณ์แบล็กโฮลชัดๆเป็นมัน!... ไม่ผิดแน่ๆครับ!”

เหตุการณ์ร้ายอันแทรกเข้ามาอย่างไม่คลาดคิดจะเจอ ของกลุ่มทหารผู้ได้มอบหมายภารกิจทำลายศูนย์วิจัยอาวุธกลางป่า ในเขตพื้นที่ประเทศเพื่อนบ้าน ซึ่งอาจเป็นภัยคุกคามต่อประเทศไทยในวันหน้า ความจำเป็นที่ต้องมาอย่างสายลับ แต่บัดนี่ภัยคุกคามเฉพาะหน้าสำหรับพวกเขา กลับเพิ่มมาอีก อย่าง และหนักหนากว่าเดิมเป็นร้อยเท่าพันทวี จากมหาพิบัติที่มันมีแต่ในโลกวิทยาศาสตร์ ว่ามันเกิดอยู่ในแต่จักรวาลเท่านั้น

เกาะขอบหิน เงยคอจนสูงมองดูปรากฏการณ์ที่ว่าอย่างตะลึงงัน“โอ คุณพระช่วย”เจ้าคนสติหลุดอุทานออกมาอีก “ดูท่ามันจะไม่ได้การสะเเล้วพวกเรา ไอ้หลุมนั่นมันใหญ่ขึ้นทุกที”สิบเอกไกร ถึงกับเปรยๆกึ่งเพ้อออกมาอย่างไม่เชื่อในสายตา ต่อสิ่งนั่นบนฟากฟ้า เขาผู้อยู่แต่กับโปรแกรมคอมพิวเตอร์ ทฤษฎีที่พิสูจน์ได้ในทางวิทยาศาสตร์ จะไม่มีทางเชื่อเลยว่าเจ้าสิ่งนี่จะมาปรากฏในโลกได้ ก้อนหินทุกก้อน แผ่นผาในถ้ำนี้มันจะเย็นยะเยือกสักเท่า ไร มันก็คงไม่เย็นเท่าในหัวใจของทหารนักวิทยาศาสตร์เช่นเขา

“เป็นไปไม่ได้...ปรากฏการณ์แบล็กโฮลมันมีแต่ในจักรวาลเท่านั่นนี่”

“แล้วไอ้โลกเส็งเคร็งใบนี่!มันไม่ได้อยู่ในจักรวาลด้วยเหรอวะ!ไอ้สิบเอก”

ใบหน้าบูดบึ่งของจ่า เครียดจนตีนกากระตุกริกๆ เพราะอารมณ์รำคาญ เดินตามไปดูด้วย เอาก้นใหญ่ๆเบียดลูกน้องจอมโวยวายออกไป จนเซขะมำ “ไอ้แบล็กโฮลอะไรของเอ็ง จ่าไม่รู้จักหรอก แต่จ่ายังจำมันได้แม่นยำเลย ไอ้หลุมดำบนท้องฟ้านี้แหละ ไอ้เจ้านี่เอง คราวเมื่อสิบแปดปีก่อนจ่าเคยเจอมันมาครั้งหนึ่งแล้ว”

“อะไรนะ!!?...”ทุกคนต่างหลุดขึ้นพร้อมกัน

“มันคือเรื่องจริง”

ดวงหน้าในความมืด ผงกหัวยืนยันคำ เห็นแต่ดวงตาขาววาว และเหมือนจะแยกเขี้ยวสบถอะไรซักอย่างในลำคอ ก่อนเริ่มพูด“จ่ากับท่านนายพลเคยมาเจอะมาเจอกับมันมาแล้วและในป่าแถบที่เราอยู่นี่เสียด้วย นึกไม่ถึงว่าในชีวิตต้องมาเจอเจ้าสิ่งอัปมงคลนี่อีกสุดมหาซวยจริงๆ”แล้วตามด้วยเสียงสบถหนักๆในลำคอ ดึงผ้าโพกจากหัวแล้วเกาหัวล้านเพราะเครียดเคร่งสุดๆ

หาญศึกหันคอมามอง คิ้วขมวดเข้าหากัน แววตาเพ่งพิศมองจ่าอาวุโสคนนี่ผู้มักจะอมพะนำ กับเรื่องความลับอะไรอยู่หลายอย่าง“ทำไม? จ่าไม่เคยบอกเรื่องนี่กับผม สมัยอดีตพวกจ่ากับคุณพ่อมาเจอไอ้นี้มาก่อน ไหน...อธิบายให้พวกเราได้กระจ่างหน่อย”

อารมณ์อึดอัดของทหารแก่ ได้แต่ส่ายหน้า หันมาทีก็เจอแต่ตาขาววาวของพรรคพวก เขาไม่พูดคงไม่ได้แล้ว

“เรื่องแบบนี่ไม่เห็นกับตาเอง ไม่มีใครเขาเชื่อหรอกครับ ต้องให้แต่ละคนมาเห็นด้วยตาเอง” คนหุ่นช้างน้ำต้องรีบควักซิการ์ตัวเดิมออกมาจากกระเป๋าขากางเกงใส่ปากงับอย่างตะลีตะลาน จุดไฟแช็กลนปลายก่อนอัดควันเปล่งแสงวาบๆ ในความมืดยามนี่ เห็นแต่หน้าที่อาบแสงแดงเหมือนหน้ายมทูตเลย คราวนี่ไม่ใช่เพื่อผ่อนคลายแต่กำลังเครียดสุดๆ หันเดินกลับเข้าไปข้างใน เลือกหาที่เหมาะๆ แล้วนั่งเผละอยู่กับที่ทำท่าขัดสมาธิ ดึงลูกปะคำจากคอเสื้อมาอยู่ระดับอก ปากก็คาบซิการ์คับปาก เริ่มหลับตา นิ้วเริ่มนับลูกปะคำไปที่ละเม็ด อาการของเขาทำให้ทุกคนสนเท่ห์เป็นอย่างยิ่ง

“เงียบ ไม่ต้องถามอะไรทั้งสิ้น”ผู้กองปรามลุกน้อง

อาการของจ่าผู้นิยมเครื่องรางของขลัง เป็นตู้พระเคลื่อนที่ ยังคงสงบนิ่งอยู่เช่นนั้น ทำหน้านิ่วคิ้วขมวด หางตากระตุกๆ ปากอมซิกการ์ชี้โด้สั่นกระดกน้อยๆ เหมือนจะงึมงัมบริกรรมคาถา อยู่ในใจท่ามกลางเสียงดังอื้ออึงจากภายนอก ซึ่งเหมือนจะแรงและใกล้เข้ามาทุกที จนคนที่เหลือต้องอดพะวักพะวน อดหันไปมองหน้าต่างหินนั่นไม่ได้ ทั้งสามคนต่างนิ่งมองจ่าไปอย่างเงียบๆ ขณะที่เสียงพายุข้างนอกกำลังเพิ่มความดังและถี่มากขึ้น คลื่นอากาศกระแทกหินผามาที แผ่นดินก็ไหวเฮือก โรมีโอ วาย จูเลียตานำเข้าของจ่าก็ล่วงเป็นฝอยกระจายตามจังหวะ

“จ่าของเรากำลังเข้ากสิณเพ่งสมาธิสำรวจความเป็นไปในสถานที่แห่งนี่ว่ามันเกิดอะไรขึ้น คนหัวสมัยใหม่อย่างนายคงไม่เข้าใจหรอกแต่ฉันทำงานร่วมกับจ่ามาหลายปีก็ได้ความสามารถด้านนี้ของเขาช่วยมาก็หลายครั้งแล้ว”

สิบเอกทหารได้แต่พยักหน้าหงึกๆ เสียงในลำคออื้อๆ ตาเบิ้งตากว้างอย่างพยายามเข้าใจทั้งที่ผิวหน้าซีดเปิด

ความเงียบปกคลุมทุกขั้วหัวใจของพวกเขา ได้ยินแต่เสียงแผ่นผาลั่น เสียงปริแตกของหินจากพลังเหนือธรรมชาติ ถ้าที่ยืนอยู่นี่ไม่ใช่ถ้ำใต้ขุนเขาใหญ่หากแต่เป็นตึกสูงธรรมดามันไม่พินาศจากมหาพายุเบื้องนอกเหรอ ไม่ต้องคำนึงอีกแล้วว่าศัตรูของพวกเขา มนุษย์ผู้อยู่ที่ข้างนอกจะมีจุดจบอย่างไร

ขณะที่ทหารร่างใหญ่กำลังยืนกอดอกมองจ่าอยู่นั้น คนร่างเล็กแค่ครึ่งเดียวอย่างทหารพรานทองปาก็สะกิดที่แขนเขาเบาๆ หาญศึกหันมามอง ก็ต้องพบกับสิ่งประหลาดอัศจรรย์ยิ่ง แสงจากกระบอกไฟฉายแรงสูงขนาด ๓๐ วัตต์ของลูกน้อง กำลังหักเห ปรับลำเฉียงพุ่งขึ้นออกไปในรอยแยกของหิน มันหักมุมเองได้เพื่อลอดออกไป

ทดลองส่ายกระบอกไปมา ทั้งกลับหลัง ส่ายไปมายังไงลำแสงมหัศจรรย์ยังคงมุ่งไปในทิศเดียวคือมุ่งขึ้นไปรวมกันอยู่ที่หลุมดำบนท้องฟ้า หมู่แม็กก็ก้มหน้าเอาแต่เขย่า ตบๆ นาฬิกาและเครื่องวัดหน้าจอเรืองแสงของตนบนข้อมือข้อแขน แสงมันกำลังพร่าเลือนจนมองตัวเลขไม่ออกแล้ว

ไม่จู่ๆจ่าก็ลืมตาโพลนขึ้น บ้วนปุดซิกการ์ทิ้งจากปาก เพราะมันได้ดับไปเองแล้ว รวบเอาสายสร้อยพระเครื่องอันพะรุงพะรังเข้าไปในคอเสื้อ รีบยันตัวส่งหุ่นเกินตุ้ยนุ้ยลุกขึ้นยืนอย่างรวดเร็ว

“มัน!...มันนั่นเอง!... ไอ้เจ้าอมนุษย์ตนนั่น มันกำลังจะมาทวงลูกของมันคืน”

“จ่าพูดอะไร!?”ผู้กองเริ่มชิงพุดขึ้น ด้วยน้ำเสียงแฝงความฉงนสุดๆ

“ผมเห็นมันจริงๆผู้กอง”

คำยืนยันหนักเเน่น มือยังกุมพระเครื่องสมเด็จไว้แน่น หางตาขวากระตุกๆมองกวาดไปในความมืด มองหมู่แม็ก ทองปา ก่อนเหลือบตาตรงไปที่เงาร่างสูงใหญ่ของผู้กอง ในความมืด พูดเสียงขรึมว่า

“จ่าเอง กับท่านนายพลตอนนั่นยังเป็นนายพัน ไอ้หมู่ธงและไอ้จำปา เคยออกปฏิบัติลับข้ามชายแดนเช่นคราวนี่เมื่อสิบแปดปีก่อน ครั้งนั่นเราได้มาเจอะเอากับเจ้าหลุมอัปมงคลนี่มาแล้ว และเรื่องนี่มันเกี่ยวพันกับเจ้าอมนุษย์ที่จ่าว่านี่แหละ”

“จ่าหมายความว่า?เรื่องไอ้หลุมดำบนฟ้าเกี่ยวพันกับเรื่องเร้นลับ”เขาสรุป

“อาจจะยากเข้าใจสำหรับผู้กองหรือใครก็ตาม”จ่าผงกศีรษะ“แต่ผมขอยืนยันตามนั้น”

อดีตหนึ่งในสามทหารเสือผู้โชกโชนในอดีต เร่งความจำออกมาอีกครั้ง ขยับปากหมุบหมิบ ดวงตาโปน จมูกแบนใหญ่ ทำให้ใบหน้านั่นน่ากลัวอย่างบอกไม่ถูก เสียงของแกเยือกเย็นเช่นในบรรยากาศกาศในตอนนี้“ไอ้เจ้าหลุมดำนี่แหละ ที่จ่าเคยบอกพวกจ่าต้องหนีตายกัน ก็หนีจากเจ้าสิ่งนี่แหละหลังจากปฏิบัติการณ์ผิดพลาดพวกเราต้องหนีการตามล่าของทหารเจ้าถิ่น แล้วหลงไปหลบในถ้ำแห่งหนึ่งเหมือนอย่างตอนนี้ หลุมอุบาทว์นี้ก็บังเกิดขึ้นมาสูบพวกศัตรูหายไปจนหมด

ในนั่นเราเห็นชายคนหนึ่ง ร่างโป้เปลือยสวมสังวาลกะโหลกมนุษย์เพียงอย่างเดียว เราเห็นมันอยู่ชั่ววูบเดียวเหมือนเห็นภูตผีวิญญาณ พอรอดมาได้แต่ก็หลงทิศหลงป่าอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน จนไปพบกับชายร่างเปลือยคนนั้นอีก คราวนี่มีผู้หญิงร่างเปลือยมาปรากฏอีกคน และน่า จะเป็นเมียของมัน เธอมีเรือนกายอันทรงสิเน่หานุภาพยิ่ง งามเหมือนนางภูติป่า พอๆกับคนเป็นผัวที่สง่างามเกินชายใดแต่มีดวงตาอันน่ากลัวเหมือนผีร้าย เหมือนจะสะกดเรา

ผู้พันดูออกว่าสองผัวเมียคู่นี่เป็นอมนุษย์ นายพยายามจะพาเราหนีแต่ไม้พ้น สุดท้ายไอ้ธง ไอ้จำปามันถูกสะกดเข้าให้ มันหันกลับไปอย่างคนเสียสติ กลับไปฉุดนางเปลือย เจ้าคนผัวมันก็มาตามล่าเอาเมียมันคืนทันที เจ้าหลุมดำบนฟ้า ที่มันมาพร้อมกับเจ้าอมนุษย์นั้น ก็เกิดขึ้นมาอีกครั้งเหมือนว่ามันจะถูกบรรดาลขึ้นมาได้จากชายคนนั่น”

หันมาสบตาทหารรุ่นหลัง“ผู้หญิงชาวป่า นางภูติร้ายตนนั่นคือกานดาในเวลาต่อมา ชื่อนี่ที่เจ้าธงมันขอให้เรียกเธอ ธงมันตั้งให้ก่อนที่มันจะยอมพลีชีพเซ่นสังเวยหลุมดำเพื่อให้พรรคพวกรอด”

“ไหนที่จ่าบอกเมื่อกี่ว่า สามีชาวป่าของกานดาเป็นพ่อของน้องเกตุเหรอ ก็ไหนว่า ไม่แน่ใจว่าเธอเป็นลูกใครไง?”คิ้วของผู้กองต้องขมวดย่น จ้องหน้าจ่าเหมือนจะคลาดคั้น อีกฝ่ายได้แต่ส่ายหน้าเหล่หางตามองตอบมาแวบหนึ่ง จนคนหนุ่มรู้ตัว เรื่องของเกตุมันทำให้คนหนุ่มคนนี่ตื่นตัวได้ทุกครั้ง

เสียงกังวานทุ่มจากลำคออวบใหญ่ของเขาในถ้ำมืดเย็น แข่งกับเสียงหินแตกลั่น และความอื้ออึงข้างนอกมันเหมือนเหตุการณ์ในอดีตของทหารแก่ บัดนี่เขากับทหารรุ่นหลังกำลังจะมองไม่เห็นกันและกัน กลิ่นซิกการ์ฉุนๆผสมน้ำลายของจ่ากับน้ำเสียงห้วนๆ ทำให้อีกสามคนรู้ตำแหน่งของเขาได้จากในความมืด

“มันถึงเวลาแล้วสินะ ที่จ่าต้องพูดเรื่องทั้งหมดซึ่งท่านนายพลสั่งปิดบังไว้ ซึ่งมันบังเอิญเกี่ยวข้องกับประวัติของสองแม่ลูกนั่นด้วย เพราะสิ่งที่เรากำลังจะเผชิญเวลานี่ มันร้ายแรงถึงแก่ชีวิตหากไม่พูดออกมาให้เข้าใจ ทั้งผู้กอง ทองปาและไอ้เจ้าหมู่แม๊ก คงไม่มีทางรับมือกับมันได้”

แล้วทหารอาวุโสก็เริ่มเล่ารายละเอียดเรื่องราวในอดีตปฏิบัติการข้ามชายแดนเช่นคราวนี่จากทหารรุ่นก่อน เล่าเท่าที่เวลาในห้วงวิกฤติจะมีให้ เรื่องที่พวกเขาเคยเตลิดหนีศัตรูจนหลงป่าไปประสบกับสองผัวเมียชาวป่าชาวดงคู่นั่น จนเป็นเหตุให้มีเรื่องราวตามมาอีกมากมายในปัจจุบัน




อีกฝังเล่าอูกับพวกลูกน้องทั้งหมด รวมทั้งเด็กหนุ่มทั้งสามคนซึ่งก็สุดโกลา หลยิ่งนัก ท่ามกลางแสงเดือนดับ นภาพิฆาต ลางมรณะ อันกำลังจะลงทัณฑ์หมู่มนุษย์อยู่ในบัดนี่แล้ว

พวกทหารกะเหรี่ยงที่เผ้ากุมอยู่ที่ใต้ผาตั้งของปากถ้ำ ต่างตะเกียกตะกายจะขึ้นผาชันขึ้นมาอย่างลนลาน ในขณะที่ทั้งหมดของฝ่ายเล่าอู ต่างพรูกันไปต้านทาน เสียงปืนยิงสกัดกั้นไม่ให้พวกมันขึ้นมา

ท่ามกลางความชุลมุนของพรรคพวก เล่าอูดูจะไม่สนใจอะไรนอกจากนั่งตัวสั่นเทา หน้าตาซีดเผือด ปากคอสั่น ร้อนถึงพวกเด็กหนุ่มทั้งสามต้องตะโกนเรียกให้ทำอะไรสักอย่าง

พวกทหารป่าเชื้อชาติกะเหรี่ยงที่เฝ้าอยู่ใต้เนินของปากถ้ำ ต่างพยายามตะเกียกตะกายขึ้นมาจากใต้เนินผาอย่างลนลานขวัญเสีย ไม่ใช่เพื่อบุกรุก แต่กำลังหนีตายจากมหันตภัยร้ายจากฟากฟ้า ต้นไม้กิ่งไม้ทั่วบริเวณนั่นกำลังหักโค่นด้วยแรงลมขนาด ๑๐๐นอต การเคลื่อนตัวของเมฆรอบศูนย์กลางพายุลูกใกล้สุด ก่อตัวเป็นรูปขดวงก้นหอยที่เด่นชัด แถบหรือวงแขนที่ยื่นโค้งเป็นระยะที่ยาวออกไปขณะที่เมฆถูกดึงเข้าสู่วงหมุน ทิศทางวงหมุนของพายุ ความเร็วสูงสุดของพายุหมุนเขตร้อนนี่ที่เร็วกว่า ๘๕ เมตร/วินาที หรือ ๓๐๕ กิโลเมตร/ชั่วโมง พายุที่รุนแรงมากและอยู่ในระยะก่อตัวช่วงสูงสุด จนคนเบื้องล่างต้องตกตะลึงกับปรากฏการณ์ประหลาดที่มีรูปร่างของโค้งด้านในแลดูเหมือนอัฒจรรย์สนามแข่งขันฟุตบอล

ไฟทุกกองที่ก่อไว้ได้ดับไปหมดแล้ว เหลือแต่ความมืดมิดเหมือนในเหวนรก มีแต่อันตรายจากไม้และลูกหินล้มทับ ไม่มีความปลอดภัยให้มนุษย์จะทานทนอยู่ได้หากไม่ยึดที่มั่นในที่ปลอดภัยที่สุดไว้ก่อน ในขณะที่ฝ่ายของเล่าอูซึ่งยึดที่มั่นนั่นไว้แล้ว ถ้ำใต้ขุนเขาใหญ่อันปลอดภัย ต่างถลันกันออกไปต้านทานสกัดกั้น เสียงปืนดังกันระงมยิงสกัดไม่ให้พวกมันขึ้นมา ทางขึ้นมันแคบจำกัดที่ต้องปีนป่ายผาชันกันขึ้นมา มันเป็นการง่ายมากที่จะป้องกันศัตรูมิให้บุกรุกขึ้นมา

มืออันสั่นเทาของเล่าอูที่กำลังบิดเปิดฝาเกลียวกระติกน้ำอย่างยากเย็น นั่งคุดคู้อยู่กับพื้นหน้าปากถ้าใหญ่จุดปลอดภัยที่สุดในป่าแห่งนี่ ฝากระติกหล่นเผละ ก่อนยกกระดกน้ำ(เหล้า)จากภายในลงคอเสียงดังอึกอักอย่างเต็มกระหาย กลิ่นน้ำเหล้าดีกรีสูง ส่งกลิ่นคลุ้ง ท่ามกลางพวกเด็กหนุ่มอันกำลังเต้นเป็นเจ้าเข้า แต่ละคนกำลังจะหลุดสติกันอยู่แล้ว

“น้า!!...เลิกกินเหล้าก่อนแล้วเรากำลังจะเป็นจะตายอยู่แล้วนะ”เสียงเร่งเร้าของนายคงจอมโวยวายมือหนึ่งของทีม

ตาขี้เหล้าเหลือบตาเหลืองขุ่นมองมาที่เด็กหนุ่ม ปล่อยน้ำนั่นไหลรดจากริมฝีปากจนย้อยคาง ก่อนยิ้มหัวร่อสั่นคอหงึก ระบายลมแอลกอฮอส์ออกมาจากปากอย่างสบายอุรา ก่อนเอามือจับเข่าดันตัวลุกขึ้นอย่างยากเย็น

“นายสัณฑ์รู้อยู่แล้วว่าไอ้เจ้าสิ่งนี่มันจะเกิดขึ้น”เล่าอูกล่าวเสียงกลั้วหัวเราะหนักๆในลำคอ

“มีแต่ต้องหลบในถ้ำเท่านั้นจึงจะรอดพ้นไม่ถูกมันดูดกลืนขึ้นไป ส่วนไอ้เจ้าพวกทหารป่าก็นึกสมน้ำหน้าพวกมัน คิดว่าล่าเราจนมาจนตรอกเหมือนหนูติดรู มันคงไม่รู้หรอกว่า สุดท้ายพวกมันเองต่างหากที่เป็นฝ่ายต้องหนีตายอย่างเป็นบ้าเป็นหลังอยู่ตอนนี้”

“นี่...พวกเราตายแล้วเหรอ? ถึงต้องตกนรกน่ะ”คำถามสั้นๆซื่อๆของเดชแต่มันกลับโดนใจของมนุษย์ทุกคนบนนี้จนต้องหันมามอง

“เรายังไม่ตาย!...”เจ้าขี้เหล้าลุกขึ้น“แต่...จะถูกสูบลงไปเป็นเหยื่อสัตว์นรกในอบายภูมิ เพื่อสังเวยบัดพลีนายว่ายังงั้น แต่เชื่อเถอะนายสัณฑ์จะเอาเรากลับมา เขากำลังเจรจากับนายด่านขุมนรกอยู่”เล่าอูกระชากเสียงจนเด็กหนุ่มหูลู่ เขวี้ยงกระติกลงพื้น มือเท้าสะเอว ส่ายคอลอยไปมา มองไปสะเปะสะปะรอบทิศคล้ายมองอะไรไปเรื่อย มาดยโสโอหังไม่ผิดจากนายสัณฑ์ผู้เป็นนาย คง เข้ากอดเอวเดช เอามือตบแผ่นหลังเพื่อนร่างใหญ่ปลอบใจ และหันหน้ามาถามต่อ

“น้า...พี่ไพรวัลย์เอ๋ยพี่สัณฑ์มีความสามารถขนาดนั่นเลยเรอะ!?”

ดวงตาสีเหลืองขุ่นจ้องคืนมา ไม่มีแววขี้เล่นเหมือนทุกทีของเล่าอูมันคือคำยืนยัน ถ้าพูดเวลาอื่นพวกเด็กหนุ่มคงไม่มีวันเชื่อแน่ แต่สถานการณ์ผิดธรรมชาติอันจิตใจมนุษย์กำลังคลอนแคลน อ่อนแอในขณะนี้พวกเขาเชื่ออย่างสนิทยิ่ง

ผั๊วะผะ!! โครม!! คลืน!!...

ป่ากะทินยักษ์ หักโค่นกินแนวใกล้เข้ามาทุกที จุดที่พวกเขายืนอยู่คงต้านพายุได้ไม่นานแน่ หลายต้นหักสะบั้นจากเเรงบิดมหาศาล กิ้งก้านใหญ่ๆพัดปลิวลอยลิ่วไปต่อหน้าต่อตา เปิดท้องฟ้าให้โล่งจนพอเงยหน้าขึ้นก็เห็นตาพายุลูกหนึ่ง อันกำลังเคลื่อนเข้ามาใกล้เต็มทีแล้ว แต่ก็ยังเล็กกว่าทวารมารมโหฬารเบื้องบน อันกำลังสูบกลืนต้นไม้ ถอนทั้งรากทั้งดินขึ้นไปบนฟ้า และอีกไม่นาน จุดยืนอันสองเท้าอยู่นี่คงไม่พ้น

“เกิดจาดท้องพ่อท้องแม่ไม่เคยเห็น ไอ้โย่งพวกเราจะตายมั้ยวะ” อ้าปาก เหวอถามเพื่อน“ไม่รู้เหมือนกัน ถามน้าเค้าก็ไม่ค่อยตอบ สงสัยพวกเราซี้เเหงเลยวะ”

เค้าหน้าของแต่ละคนนั่นสุดจะพรรณนาได้ มันเต็มไปด้วยความหวาดหวั่นพรั่นพรึง ตื่นตะหนกและพิศวง ปนเปจนจำแนกไม่ถูก แต่แววตาของคนขี้เหล้ากลางวงอันพวกเด็กหนุ่มเฝ้ามองนั่น กลับไม่ปรากฏแววความทอดอาลัยสิ้นหวังเพราะมันยังคงแห้งผาก เหลืองขุ่นเหมือนเดิมอยู่เช่นนั้นสำหรับน้าเล่าอูจอมเมรัย

“หึๆๆไม่ต้องกลัวไอ้น้องมากับพวกพี่ไม่ต้องกลัว”

เสียงหัวเราะในลำคอจากเมรัยชน เขายิ้มและชูหัวนิ้วโป้งกลับหลังหย่อยๆไปที่ถ้ำ ความปลอดภัยของพวกเขาอยู่ที่นั่น

โดยไม่กล่าวอะไร หนุ่มใหญ่ในชุดนายทหารพม่าผุดลุกขึ้นยืน เดินไปใกล้ขอบผา ใช้มือป้องลมแรง พยายามใช้จักษุมองฝ่าไปในยอดต้นยางอันสูงเคียงไหล่ผา ความมืดใต้เนินหินผาอันไม่ลึกนัก ทุกอย่างเบื้องล่างมันเงียบไปหมดแล้ว เล่าอูก็หันไปตะโกนเรียกพรรคพวกทั้งหมดฝ่าเสียงลมให้เลิกเฝ้ากุมแล้วกลับเข้าปากถ้ำได้แล้ว

“ไม่มีพวกทหารป่าอีกแล้ว! พวกมันคงหนีเตลิดไปหมด แต่ ไม่ว่ามันจะหนีไปไหนก็ไม่มีทางหลบหนีได้พ้นหรอก”กล่าวติดตลกเย้ยหยัน ผิวหน้าแห้งกร้านของเขามันกลับดูผิดไปจากบุคลิกเดิมกลายเป็นคนเยือกเย็นจนน่าขนลุก

“เอ้าโว๊ย!!...พี่ตาลี ไอ้เล่าวูไอ้อ่าเซิง พวกข้างในทั้งหมดออกมาได้แล้ว!...”

มีเสียงเคลื่อนไหวตัวอยู่โครมคราม ทางพุ่มไม้อีกด้านหนึ่งของดงกระถินยักษ์ แล้วตามด้วยอีกฝังหลังจากเล่าอูตะโกนออกไป กลายเป็นนายตะบันหน้าเหี่ยม และนายจะงอยคนพื้นเมืองของเขาเอง ต่างรีบกระโจนตัวข้ามพงหนาม ที่งอกแสมอยู่ทั่วไปออกมาอย่างหน้าตื่นเหลือกลานเพราะกำลังรอคำสั่งให้ถอย

โผล่ออกมาทีละคนจนครบ

ดวงตาของแต่ละคนกำลังฝ้ามัว และมีน้ำตาไหลออกมาเพราะความระคายเคือง น้ำตาละลายฝุ่นออกมาเป็นทางตามร่องแก้ม เสียงสำลักฝุ่นดังแค่กๆดังได้ยินตลอด พายุไซโคลนเบื้องบน เคลื่อนไหวปักตัวไปมาส่งเสียงครางอู้ อื้ออึงจนกิ้งไม้รอบตัวรวมทั้งเสื้อผ้า ผมเผ้าของแต่ละคนปลิดสะบัด

หลุมดำอันขยายขดวงเหมือนวงขดก้นหอย มิติความกว้างและลึกอันไม่จำกัดแล้วขยายวงกว้างออกไปทุกทีจนบดบังท้องฟ้าราตรี เหมือนมันจะลงมาครอบเอาทั้งแผ่นดินได้ทั้งหมด มองจากมุมบนพื้นโลกนั้นไม่ว่าจะมองจากมุมไหนรู้สึกว่ามันจะพ้นรัศมีของมันไปได้เลย

เล่าอูแหงนหน้าขึ้นฟ้า ในช่องว่างของลำปลายของต้นกระถินอันไหวโยกด้วยแรงพายุ“นั่นนะเรอะปากปล่องสู่ขุมนรก ที่อยู่นอกจักรวาลที่นายสัณฑ์บอก มันกว้างพอจะเอาคนทั้งโลกใส่เข้าไปได้เลยนะฝันร้ายอันไม่มีวันตื่นชัดๆ”

ใต้ม่านป่ามันทำให้พวกเขาปลอดภัยไปได้ระยะหนึ่ง แต่คงอีกไม่กี่นาทีเป็นแน่ ผ่านฟ้าเบื้องบน หลุมดำอันแผ่ขยายวงกว้างออกไปจนไม่สิ้นสุดแทบจะกำหนดไม่ได้ว่า มันกว้างขนาดไหน ลึกเท่าใด แต่มันกำลังกดลงต่ำมาทุกขณะเหมือนจะลงมาครอบโลก

ล้วงเอาเครื่องรางชนิดหนึ่งออกมาจากคอเสื้อ ใส่มือห่อพนมจรดคิ้วพึมพำคาถาอะไรบางอย่างเบาๆ ลูกน้องแต่ละคนกำลังอ้าปากหวอ แหงนคอมอง รู้สึกเหมือนว่ามันจะแปลกไป หลุมดำนั่นเหมือนจะอยู่ต่ำกว่าเบื้องเท้าหาใช่จะอยู่บนฟ้าแล้ว สองขากำลังลอยไม่มีน้ำหนักจะตกลงไป จนเล่าอูสวดคาถาเสร็จหันมาตะโกนเตือน ทุกคนจึงกรูกันกลับเข้าไปในถ้ำที่ลึกเข้าไปเพียงสิบเมตร

“ไอ้ตะบันเอ็งเอาเชือกมา!แล้วจัดการมัดทุกคนให้อยู่ในวงเดียวกันอย่าถามอะไรทั้งสิ้น”เก็บเครื่องรางเข้าที่เดิม แล้วชี้ไปที่เชือกติดเป้ของลูกน้อง ฟาดอุ้งมือใส่หลังนายคงก่อนจะอ้าปากถาม ในภาวะเช่นนี้เล่าอูมีความเป็นผู้นำผิดไปจากปกติเป็นคนละคน

นายตะบันทำตามคำสั่งทันที วิ่งไล่เชือกปอเส้นเขื่องวนล้อมพรรคพวกอย่างรวดเร็ว มัดปลายแน่นก่อนมุดเข้ามาในวง เล่าอูเป็นคนสุดท้ายนอกวง ยืนพูดทำความเข้าใจกับลูกน้องอีกครั้ง

“พวกมรึงจงฟังกรูให้ดีๆ ไอ้ที่เรากำลังพบอยู่นี่ บนหัวของพวกมรึงมันเป็นสิ่งที่พ่อของพ่อ ปู่ของปู่เล่าต่อๆกันมา ว่าฝืนป่าแถบนี่เคยมีคนถูกผีเจ้าบนฟ้ามาสูบเอาตัวไป มัน! ไม่ใช่เรื่องปรัมปราของคนแก่แต่มันมีอยู่จริง มันจะสูบคนไปไหน! นายสัณฑ์แกบอกแต่เพียงว่า ไปลงนรกขุมสุดท้ายที่อยู่นอกจักรวาล หะเเรกกรูก็คิดว่านายสัณฑ์เอามาพูดล้อเล่นซะอีก แต่มันจริงไปจนเกือบจะครบทุกอย่างแล้ว นรกหน้าตามันจะเป็นยังไงไม่รู้หรอก แต่สำหรับกรูนรกแน่...ถ้าถูกดูดขึ้นฟ้าแล้วตกลงมาตายโหงบนดิน”

เล่าอูสาดสายตามองหาว่าใครจะถาม ก่อนจะพูดขึ้นต่อน้ำเสียงดุดันว่า

“อีกปะเดี๋ยว ผีเจ้าข้างบนจะปิดหูปิดตาพวกเรา ไม่ให้เห็นไม่ได้ยินอะไรอีก เหมือนคนหลับตาในคืนเดือนดับ แล้วพวกผีข้างบนฟ้ามันจะลงมาบนพื้นดิน ออกตามหาเอาวิญญาณของมนุษย์ข้างล่าง เพื่อเอาวิญญาณไปลงนรกแทนมัน ใครตายหรือเสือกหัวใจวายตายช่วงนี่ มีสิทธิ์ไปลงนรกโดยไม่ต้องผ่านพญายม กรูไม่ได้พูดขู่เล่น ที่เอาเชือกมัดไว้ก่อนกันคนหนีแหกกระเจิงออกไปตายข้างนอก อีกไม่กี่นาทีพวกมรึงได้เจอมันแน่”

แต่ละคนกำลังพะอืดพะอมในท้องมันอึดอัด มวนท้องเหมือนจะขี้จะเหยี่ยวเสียให้ได้ คำพูดของเล่าอูกับสถานการณ์ตอนนี่มันคงไม่ผิดจากที่เขาพูดแน่

“เมื่อถึงเวลานั่นเมื่อพวกมันจู่โจมเข้ามา จำไว้ อย่าออกจากเชือกจะกลัวยังไงก็ห้ามวิ่งหนี เพราะถ้าใครหนีจะถูกลมกรดข้างนอกดูด แล้วตกลงมาตายจริงๆ เราจะไม่มีทางปิดตาไม่ให้เห็นพวกมันได้ เพราะมันจะเข้ามาหลอกหลอนถึงในดวงจิตของเราโดยตรง”

“แล้วเราจะรอดจากพวกมันได้ยัง?”หน้ายับยู้ยี้กำลังจะบีบน้ำตาออกมาของนายคง ร้องถามขึ้นเป็นคนแรก

คนสนิทของนายสัณฑ์พยักหน้ารับคำถามนั่น ขณะมุดลอดเข้ามาในบ่วงเชือกคนสุดท้ายตอบโดยไม่หันมองหน้า“ทุกคนจงเพ่งกระแสจิตไปที่ภาพใบหน้าของนายสัณฑ์ นายเท่านั้นจะปกป้องเราจากวิญญาณฝูงผีร้ายและจะเอาเรากลับออกมา”

พูดได้แค่นั่น เพราะป่ากระทินเบื้องนอกกำลังแหลกสะบั้นหมุนฟุ้งกระจายตามแรงเหวี่ยงของพายุหมุนที่มาถึง กองไฟหลายกองที่ก่อไว้ถูกลมหอบไล่เปลวจนดับทันที เศษไม้ถูกเหวี่ยงกระแทกผนังปากถ้ำ ความอื้ออลและเสียงครางหวีดหวิวของพายุช่างเหมือนกับเสียงของเหล่าเปรตอสุรกาย





ความวิบัติอันน่าสะพรึงกลัวอันเกิดจากเจ้าหลุมดำบนฟากฟ้านั่น ร้ายแรงขึ้นทุกขณะ ความมืดอันสุดหยั่งนั่น กำลังโรยตัวลงมาเหมือนผืนม่านบดบังแสงเดือนแสงดาวจนสิ้นเมฆดำจำนวนมหาศาลซึ่งถูกดูดเข้าไปรวมกันที่หลุมนั่น กำลังก่อคลื่นฟ้าแลบแปลบปลาบและส่งเสียงกระหึ่มไปมาอยู่ในนั่น อย่างอึงคะนึงเหมือนอสูรกายส่งเสียงครางกระหึ่มอยู่บนฟากฟ้า

สัญลักษณ์ความพินาศของผิวโลกส่วนเสี่ยวนี้ เสาน้ำกำลังสะบัดตัวทะยานขึ้นเป็นลำจากแหล่งน้ำคล้ายหมู่พญานาคร่ายลำ สรรพสำเนียงครืนครั่นอื้ออลอยู่ภายนอกนั่นครวญครางอยู่ตลอดเวลา ท้องฟ้าเบื้องบนกำลังเกิดความปั่นป่วน หมู่เมฆกำลังถูกดูดเข้ารวมสู่ศูนย์กลาง ด้วยแรงดึงดุดแปรทิศ และอีกเพียงไม่กี่อึดใจทุกสิ่งทุกอย่างบนพิภพส่วนนี้จะถูกเจ้าสิ่งนั่นดูดกลืนไปจนสิ้น

“เกิดอะไรขึ้นทำไม?! อยู่ดีๆมันหยุดไปแล้ว”ใครคนหนึ่งโพลงขึ้นมาดังๆ

เฉียบพลันทุกอย่างกลายเป็นความเงียบงันไปในบัดดล สำเนียงความวิบัติไปทั่วผืนป่าและแผ่นฟ้าหายไป ลมสงบ ใบไม้ไม่ไหวกระดิก ผืนป่านิ่งเงียบ ทุกสิ่งพลันกลับเข้าสู่ความสงบ และเงียบเฉียบ เหมือนไม่เคยเกิดความรุนแรงขึ้นเมื่อครู่

แสงไฟฉายในมือของแต่ละคนกำลังริบรี่ ใช้ประโยชน์อันใดไม่ได้เลย คล้ายแบตเตอรี่จะหมด ใครคนหนึ่งเอ่ยเสียงเหือดแห้ง

“แสงทั้งหมดกำลังไปรวมกัน ที่ก้นหลุม ไม่ใช่เพราะแบตหมด”จ่าแจ๋วเอ่ยขึ้นเรียบๆในความมืด ได้ยินแต่เสียงแต่มองไม่เห็นกันอีกแล้ว“แสงต้องสะท้อนกับวัตถุมาสู่ตา เราจึงมองเห็นได้ แต่ในที่อันอับแสง ตาของคนเราจะมองอะไรไม่เห็น อีกไม่กี่นาทีจะไม่มีแสงเหลืออยู่อีกเพราะหลุมนั่น เราจะมองไม่เห็นอะไรอีกเลย เหมือนคนตาบอด”ขณะพูดใช้มือคลำหาพรรคพวก มีมือมาตอบรับเช่นกัน ซึ่งตอนนี่ มืดมิดเป็นเหวนรกไปหมดแล้ว

“ทำไมมันเป็นเช่นนั่นละจ่า ไหนลองอธิบายมาหน่อย”

“พูดไปเรื่องมันก็ยาวว่ะไอ้เเม็ก แต่ตอนนี่พวกเราไม่อาจจะพูดกันได้อีกแล้ว”อดีตนายทหารผู้ผ่านร้อนหนาวมาจนวัยใกล้เกษียน พยายามรวนหาพรรคพวกแต่ละคน เรียกทหารรุ่นหลังเข้ามาใกล้ตนเอง

“มา...มากอดจ่าเอาไว้ ระวังสะดุดพื้นไม่เรียบด้วย พวกเราทั้งสี่คนต้องเกาะกลุ่มกันเอาไว้จนกว่าจะผ่านมันไปได้”

“จ่า...เราจะมองไม่เห็นอย่างนี่ไปอีกนานเท่าไหร่?”เสียงของหมู่แม็ก

“ตลอดชาติ”

“หุย...เหม็นขี้ฟันจ่า”

มีเสียงสับมะเหงกแล้วตามด้วยเสียงครางซีด...

ทั้งสี่ทำตามจ่าผู้มากอาวุโส กอดเอวกันไว้แน่นเพราะสถานการณ์อันต้องการผู้นำเช่นเขา รู้สึกถึงลมหายใจของกันและกัน โดยมีคนร่างใหญ่อย่างผู้กองและจ่าขนาบสิบเอกและพลอาสา

หาญศึกรู้ซึ้งถึงความหนักแน่นของจ่าคนสนิทของพ่อคนนี้ ทุกสถานการณ์ที่คนหนุ่มอย่างเขามิอาจจะแก้ไขได้ แต่จ่าเป็นหลักประกันความมั่นคงได้ดีอย่างยิ่ง เพราะเขาเองตอนนี่หมดสิ้นกำลังใจไปกับแสงสุดท้ายแล้ว เขาไม่น่าจะเกิดอารมณ์กับทหารอาวุโสผู้เป็นเสมือนญาติสนิทคนนี้เลย

“จากประสบการณ์คราวก่อน จ่าบอกได้ว่าอีกไม่ถึงหนึ่งนาทีข้างหน้ามันจะเกิดอะไร ฟังให้ดี เพราะจ่าเคยผ่านประสบการณ์พบเจอกับเจ้าสิ่งนี่มาแล้วมันน่ากลัวมาก พวกเราทั้งหมดจะถูกลงนรกทั้งแบบเป็นๆนี่แหละ จ่าไม่ได้พูดเกินไปเพราะจ่าก็เคยตกนรกหลุมดำแห่งนี้มาแล้วครั้งก่อน

แสงทั้งหมดจะถูกดูดกลืนจนเหลือแต่ความมืดของนรกนธการ และอีกเพียงไม่เกินหนึ่งนาทีข้างหน้า แม้แต่เสียงทั้งหมดก็จะถูกกลืนสิ้นไปด้วย เราจะไม่ได้ยินแม้เสียงหัวใจของเราเต้นอีกต่อไป จะมีก็แต่เพียงการสัมผัสเท่านั้น ที่พวกเราจะติดต่อกันได้เหมือนสัตว์นรกในอบายภูมิ

โชคดีที่เราอยู่ในถ้ำไม่ต้องกลัวตกลงไปในปากปล่องเหวนรกนั่น แต่เราจะต้องมีชีวิตให้รอดจนกว่าแสงและเสียงจะกลับมาอีกครั้ง อย่าตกใจหากเราจะถูกสัตว์นรกในอบายภูมิมันจู่โจมเล่นงานทันที หากจิตใจไม่นิ่ง จ่าจะใช้คาถาธรณีสารใหญ่ ขออำนาจจากแม่พระธรณีปกป้องหัวใจของเราเอาไว้

เมื่อเราเข้าสู่แดนนั่นซึ่งมีแต่วิญญาณหรือคนตายเท่านั้นที่ไปได้ เหล่าอสุรกายมันจะเข้ามาจู่โจมเราทันที เพราะเราดันเสือกต้องเข้าไปทั้งแบบเป็นๆนี่ กลิ่นเนื้อมังสาของคนเป็นๆจะดึงดูดสัตว์นรกมารุมทึ่งพวกเรา จงตั้งสติให้มั่นอย่าปล่อยให้สติว่างไม่เช่นนั่นทั้งร่างกาย และวิญญาณของพวกเราจะถูกกักอยู่ในแดนแห่งนั้นชัวกัปชั่วกัลป์ จงกอดกันไว้ให้มั่นและรับกระแสจิตจากจ่าเพราะในอีกไม่กี่อึดใจข้างหน้า เราจะเข้าสู่ดินแดนแห่งความเงียบและมืดมิดที่สดในจักรวาล ฟังให้ดี เรา...กำลังเข้าสู่แดนแห่งโลกันตนรกแล้ว







***************************************


*โลกันตนรก นรกแห่งความดำมืดไร้ซึ่งแสงเดือนดาวส่องถึง ตั้งอยู่นอกจักรวาล สถานที่ตั้งของนรกพิเศษนี้ตั้งอยู่ในจักรวาล ๓ โลก ถ้าจะเปรียบให้เห็นเป็นมโนภาพก็เหมือนกับเอาดอกปทุมชาติ ๓ ดอกมาตั้งชิดติดกัน ก็จะเกิดมีช่องว่างขึ้นในตอนกลางจักรวาล ต่าง ๆ ก็ตั้งชิดติดกันเช่นกับดอกปทุมชาติ ๓ ดอกนั้น*






Create Date : 26 ธันวาคม 2552
Last Update : 19 มีนาคม 2553 17:05:49 น.
Counter : 480 Pageviews.

0 comments
ชื่อ :
Comment :
 *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
ยืนยันรหัสความปลอดภัย :
(กรอกตัวเลขที่ปรากฎในภาพ)

jack_in_thegardenbean
Location :
เชียงใหม่  Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed
 Smember
 ผู้ติดตามบล็อก : 5 คน [?]



ยินดีต้อนรับสู่บ้านของคนชอบคิดชอบเขียนครับ
New Comments