ตุลาคม 2552

 
 
 
 
1
2
3
4
5
6
7
8
9
10
11
12
13
14
15
16
17
18
19
20
25
26
27
28
29
30
31
 
All Blog
หมอเถื่อน ณ บ้านไพร ตอนที่ 4


กองไฟที่ก่อไว้แต่แรกเป็นถ่านแดง ไม่มีเปลวไฟลุกออกมาเลย รอบตัวหมอเวลานี้จึงมืดสนิทยิ่งนักอาศัยแสงจากไฟฉายที่ส่องอยู่นี้เท่านั้น สัณฑ์เดินมาถึงวางปืนพิงหินก้อนหนึ่ง ในมือของเขาหิ้วของบางอย่างคล้ายนกแต่ถูกลอกหนังตัดหัวออกหมดแล้ว มีปลามาด้วยพวงหนึ่งสีดำคล้ายปลาช่อนแต่เล็กกว่าแต่ที่น่าตกใจที่สุด คือตุ๊กแกตัวเขื่องที่ถูกทุบหัวหิ้วหางมาด้วย ตัวมันลายพร้อยน่าสยดสยองทีเดียว สัณฑ์วางทั้งหมดลงบนแผ่นหินเรียบ ตรงไปลากท่อนไม้มาโยนใส่กองไฟที่เหลือแต่ถ่านแดง ชักมีดออกมาสับไม้ท่อนหนึ่งเป็นซีกเล็ก ๆโยนลงไปด้วย เขาเป่าพรวดสองสามครั้ง ไฟเริ่มกินเนื้อไม้ชิ้นเล็กพวกนั้นลุกเป็นเปลวอีกครั้ง

“ไม้ผุไม่มีแกน ไฟไม่ค่อยกินหรอก นายต้องจำไว้ว่าต้องไม้เนื้อแข็งและแห้งจะติดไฟได้ง่ายกว่า” พึ่งมาสังเกตเห็นว่าสัณฑ์ได้ถอดแว่นดำออกไปแล้วนัยน์ตาซ้ายสีเขียวมรกต นัยน์ตาขวาสีน้ำตาล คิ้วเข้มได้รูปจัดว่าเป็นคนหน้าตาดีทีเดียว

พอมาถึงก็หันไปทำโน่นนี่ไม่หยุดเลย พันไม้ไผ่มาเล่มหนึ่ง ผ่าเป็นซีกวางไว้แล้วเอาปลาเอานกที่ได้มาไปแกว่ง ล้างในแอ่งน้ำใกล้ ๆผ่าอกนกขึงให้แบนจับยัดไส่ไม้ซีกที่ทำไว้แต่แรก ได้มาสองไม้จากนั้นทำปลาก็เหมือนกัน เอามาย่างไฟ

“เล่าอูอยู่ไหน ทำไมไม่เห็นทำอะไรเลย เต๊นท์ก็ไม่กาง” สัณฑ์พูดห้วน

“เออ.คือเล่าอูนอนพักอยู่” หมอชี้ไปที่มุมหนึ่ง

“อะไรนะ!”

คนร่างสูงเดินงุด ๆไปหาทันที แล้วก็ต้องเอามือเท้าสะเอวมองกะเหรี่ยงขี้เมา นอนคุดคู้เกลือกกลิ้งบนพื้นดิน ยังคงเป็นขี้เมาคนเดียวที่เคยเห็นเมาอย่างหมดสภาพในตลาด นอนมีเสียงกรนในลำคอชนิดไม่อินังขังขอบอะไรอีกแล้วในชีวิต สัณฑ์เตะเสยดินกลบหน้า แกก็พลิกตัวเอามือมาปัดนอนอยู่อย่างนั้น

“กฤษณ์ ฉันต้องขอโทษนายด้วยนะ ที่เอาขี้เมาไร้ประโยชน์คนนี้มาให้ กลับไปฉันจะหาคนงานใหม่มาให้ นึกสังหรณ์ใจแล้วเซียวว่าจะเป็นแบบนี้ ทีแรกกะจะปล่อยให้มากันสองคน ไอ้นี่มันขี้คุยขี้โม้บอกว่าให้หายห่วงเชื่อใจได้ แล้วดูสิมากลายเป็นภาระเสียงั้น ทุเรศเอ้ยถ้าฉันไม่มานายได้เจอเรื่องยุ่งแน่”

“ไม่เป็นไรหรอกครับ เล่าอูพอจะทำงานได้ เช้ามาคงจะฟื้น”

หมอลงไปเขย่าปลุกให้เล่าอูย้ายที่นอน ตรงนี้มันเลอะนอนไม่ได้

“อย่ามองในแง่ดีเกินไป พรุ่งนี้ก็คงสะลึมสะลืออีก หวังพึ่งการงานอะไรไม่ได้เลย”

โวยวายไปก็เท่านั้น หมอสลดใจเหลือเกิน “เราช่วยกันย้ายแกมานอนข้างกองไฟดีกว่านะครับ ผมจะปูผ้าให้นอน สภาพแบบนั้นจะเป็นปอดบวมเอาได้ แมลงบนพื้นก็เยอะด้วย”

ร่างเล่าอูถูกย้ายมานอนบนผืนผ้าใบ กฤษณ์เอาผ้าไปชุบน้ำมาเช็ดเนื้อเช็ดตัวให้ ระหว่างนั้นสัณฑ์หันไปกางเต็นท์ แล้วขึงผ้าใบอีกผืนเพื่อกันน้ำค้าง มีตะเกียงไฟฟ้ามาด้วย พอกดสวิตซ์ไฟรอบด้านก็พลันสว่างไสว สัณฑ์หันมาคุมอาหารที่ย่างเอาไว้ เนื้อเริ่มได้ที่น้ำมันตกฉ่าส่งกลิ่นหอม มันเป็นกลิ่นน้ำมันจากเนื้อสัตว์ที่หมอหนุ่มจากแดนศิวิไลซ์สัมผัสเป็นครั้งแรก ทำเอาฉุนขึ้นสมองต้องเอามือกุมจมูกไว้ ลืมบอกเขาไปเลยว่ามีเสบียงเก็บไว้ในย่ามหลัง

“หมอ นายมากินด้วยกันสิ ฉันล่ามาเพื่อนายโดยเฉพาะนะ”

มันเป็นคำพูดที่ทำเอาหมอผิวบางสะท้อนใจ กี่ชีวิตที่ต้องจากไปในวันนี้

มานั่งข้างกองไฟ คนตาสีเขียวข้างเดียวยื่นตับนกย่างส่งมาให้ พยักพเยิดบอกความหมายว่ากินได้นะ หมอปัดมือออกไปบอกว่าไม่หิว กะว่าจะค้นเอาขนมปังในเป้มาให้เขา

“แล้วกันสิ เดินป่าตรากตรำมาทั้งวัน นายควรจะชดเชยให้ร่างกายด้วยโปรตีนพวกนี้นะ”

“ปกติผมไม่ทานอาหารค่ำอยู่แล้ว หากหิวจะทานนมอุ่น พวกธัญญาพืชชง อาหารมื้อค่ำควรจะเป็นอาหารเบา ๆร่างกายจะได้ไม่ต้องรับภาระในการย่อยมากเกินไป และจะได้ไม่เป็นการสะสมไขมันในร่างกาย” อาหารพวกปิ้งย่างเป็นสาเหตุให้เกิดโรคมะเร็ง ไม่จำเป็นหมอไม่อยากกินของพวกนี้เลย

คนนัยน์ตาซ้ายมรกตมองมาอย่างผิดหวัง “นายยึดติดตำรามากเกินไป เวลานี้มาใช้ชีวิตผิดแผกไปจากเดิม ร่างกายใช้พลังงานไปมากจากการเดินป่า นายดูอิดโรยมากนะ ร่างกายของนายดึงเอาพลังงานสำรองมาใช้ไปมาก หลายวันเข้านายจะเสียสุขภาพกลายเป็นคนป่วยเสียเอง แล้วคนไข้จะพึ่งใคร ทางที่ดีรีบชดเชยส่วนที่พร่องไปด้วยเนื้อพวกนี้ซะ”

ยื่นข้ามกองไฟมาให้อีก หมอสำอางรีรอชั่งใจครู่หนึ่งจึงรับนกย่างมามองดู ไม่คุ้นกลิ่นเท่าไร สัณฑ์พยักพเยิดให้รีบกินได้แล้ว หมอฉีกปืกนกมาใส่ปากดู พอบดเคี้ยวเข้าไปแล้ว รู้สึกรสมันเค็มปะแล่ม สัณฑ์คงใส่เกลือไปด้วยเพื่อชดเชยเกลือที่สูญเสียไปกับเหงื่อมาทั้งวัน หากเล่าอูตื่นมาตอนดึกคงจะได้กินด้วย

“คุณสัณฑ์ไปล่านกมายังไงครับ ใช้ปืนยิงหรือครับ”

สัณฑ์เคี้ยวปลากั้งปากเป็นมัน เอามือลูบเครามีเศษก้างปลาติดทิ้ง

“คือฉันตั้งใจจะยิงหมูป่ามากกว่า เห็นรอยตีนมันลัดเดินห้วยตอนขาเราเดินมา แต่เหมือนมันจะรู้ตัวเลยเตลิดเข้าไปลึกเลย เวลามีไม่พอจะค่ำทุกทีก็เลยไปป่าละเมาะหานกคุ่ม เก็บเล็กเก็บน้อยเอา สังเกตตอนฟ้ายังไม่มืดหารังนอนของมันตามพื้นดิน หมายตาเอาไว้ จะมีอึของมันถ่ายทิ้งไว้ดูง่าย อึไหนสดแสดงว่ายังไม่ทิ้งรัง นกพวกนี้ชอบหลบตามพงหญ้าตามพื้นดินพอค่ำเข้ารังนอน ก็รอจนมันกลับมาจนไล่ตะคลุบเอาตัวมาได้ ส่วนปลาฉันวางเบ็ดเอาไว้ตอนขาไป ขากลับมากู้เบ็ดยังเจอหมาในฝูงหนึ่งฉันยิงส่งเดชไปงั้น ไล่พวกมันไปทางอื่น นายคงได้ยินเสียงปืนเพราะมันไม่ไกลจากตรงนี้”

เมื่อครู่ยังอารมณ์เสียจากเล่าอูอยู่เลย ตอนนี้กลับมาอารมณ์ดีอีกแล้ว คุยฟุ้งเลย ดูเหมือนว่ายิ่งรู้จักกันมากขึ้น เขาจะเป็นคนขี้เหงามากกว่าจะเป็นคนดุร้ายในเปลือกนอก

ตุ๊กแกย่างกำลังได้ที่เช่นกัน ส่งกลิ่นหอมหวนยิ่งกว่านกย่างเสียอีก แล้วสิ่งที่หมอกฤษณ์พะอืดพะอมก็มาถึงจนได้สัณฑ์กัดไปชิ้นหนึ่งเนื้อหนังมันกรอบฟูมาก เสียงเคี้ยวทีแรกดังกร้วม สัณฑ์ยังเอาปลายไม้สะกิดเล่าอู ให้ตื่นเพื่อลุกมากินด้วยกัน

“เล่าอูก็ชอบกินด้วยนะ ตุ๊กแกป่าตัวอวบอ้วนย่างแล้วมันหอม ไม่น่าเมาจนไม่รู้เรื่องเลยจะแบ่งให้กินเสียหน่อย นายน่าจะลองสักคำหนึ่งนะ ตุ๊กแกมีสรรพคุณทางยา เป็นหมอคงรู้ดีเขาสกัดเอาตัวยามาทำยาต้านโรคเอดส์ โรคมะเร็งราคารับซื้อต่อตัวแพงด้วยนะ คนจีนยังเอามาทำยาดองบำรุงกำลังด้วย ไอ้สัตว์ปีนป่ายฝาบ้านคนเนี่ยตัวยาชั้นดีเลย”

ยิ่งดึกอากาศยิ่งเย็น เต็นท์ที่กางไว้นอนได้แค่คนเดียว กฤษณ์รู้สึกกระสับกระส่ายนอนไม่หลับ นกแสกบินวนเวียนเหนือห้วย เสียงร้องของมันชวนให้ขนลุก ข้างนอกเต็นท์ยังคงมีแสงจากกองไฟ เห็นเงาตะคุ่มของคนที่นั่งคุมไฟไม่ให้ดับ รู้สึกเกรงใจเขาเหลือเกินดึกดื้นป่านนี้ยังไม่ล้มตัวลงนอน การค้าขายสมุนไพรเป็นอันต้องหยุดเพื่อมาช่วยงาน อันที่จริงหากเลือกได้ หมอต้องการคนที่มีสมรรถภาพในการทำงานอย่างเขา

“นายยังไม่นอนอีกเหรอ นี่มันเลยเที่ยงคืนแล้วนะ” สัณฑ์ถามโดยที่ไม่หันมามอง

“ยังครับ มันข่มตาหลับยาก”

“ในเต็นท์คงจะเย็น นายมานอนข้างกองไฟเหมือนเล่าอูจะดีกว่า”

ข้างนอกอากาศเย็นยะเยือก ต้องรีบไปอยู่ใกล้กองไฟความเย็นจึงพอบรรเทา เหนือยอดไม้ไกล ๆมีสายหมอกปกคลุมดูเลือนรางพร่ามัว หมอกฤษณ์เลยไปดูอาการเล่าอู เห็นนอนกรนมีผ้าห่มคลุมเรียบร้อยถึงปลายเท้า ดูท่ากำลังหลับสบาย สัณฑ์คงดูแลให้อยู่

“ไม่ต้องห่วงเจ้าคนนี้มันมากนักหรอก ตอนนายหลับยังลุกมากินอาหารอยู่เลย”

“งั้นหรือครับ เล่าอูคงไม่เป็นไรมาก” ดวงตาสีฟ้ามองมาอยากขอบคุณ

ยามวิกาลเช่นนี้ทุกสิ่งรายล้อมต่างเงียบงันไปจนหมด มีเพียงเสียงประทุของไม้ในกองไฟ เสียงสัณฑ์ก้องมีกังวาน

“ทำไมไม่นอนต่อ พรุ่งยังต้องเดินทางไกลอีกนะฉันจะพานายไปดูพวกเด็กที่เป็นตานขโมย หมู่บ้านอยู่ไม่ไกลจากบ้านสเนพ่อง ขาล่องกลับคงถึงที่พักในตอนเย็น”

“คุณสัณฑ์มีความรู้มากเลยนะครับ บ้านไหนมีใครต้องการรักษาบ้าง”

เขาทำเสียงหึ.มองมา“ฉันขายยาก็ต้องสอบถามอาการของคนไข้จึงจะจ่ายยาถูก ขืนขายเป็นสินค้าอย่างเดียว คนเอาไปใช้ไม่เป็นมันจะเกิดโทษ พวกชาวป่าชาวเขาที่มาซื้อยา ฉันจะถามทุกครั้งว่าบ้านอยู่ไหน อาการของโรคเป็นยังไง ช่วงออกมาเก็บสมุนไพร ฉันจะถือโอกาสไปที่บ้านนั้นด้วยเพื่อรักษาคนไข้ไปพร้อมกัน ชาวป่าชาวเขามักกินอยู่ไม่สะอาด เด็กเป็นตานขโมยกันเยอะ เด็กฝั่งไทยไม่ค่อยเป็นแล้วแต่ทางนี้ยังมีอีกเยอะ ไปคราวนี้มีนายเป็นหมอตัวจริงไปด้วย จะได้ให้ความรู้คนพวกนั้นไปในตัว”

ผิวหน้าหมอหนุ่มแดงเรื่อ “คุณสัณฑ์อย่าเรียกผมหมอตัวจริงเลยนะครับ ผมฟังที่คุณสัณฑ์พูดรู้สึกว่าตนเองอุดมการณ์ยังน้อยกว่าเลย คุณสัณฑ์เป็นแพทย์ทางเลือกเป็นหมอตัวจริง อย่าเอาผมไปเปรียบเลยนะครับ”

“จริงสินะ” คนเครางามยิ้มเหมือนแยกเขี้ยว “แล้วนายมาทำอะไรลำบากลำบนในป่าชายแดนประเทศเพื่อนบ้านขนาดนี้”

“ผมไม่มีที่ไปแล้วครับ เป้าหมายผมต้องมาที่นี่เท่านั้น”

หมอกฤษณ์สั่นหน้า ทอดสายตาลงต่ำ

“งั้นรึ คนอย่างนายนี้นะ”

“แล้วคุณสัณฑ์ทำอาชีพอะไรมาก่อนครับ ดูการพูดจาบุคลิกทันคน ไม่น่าจะใช่คนท้องถิ่นนี้”

“ถ้านายรู้ว่าฉันมีอาชีพอะไรมาก่อนจะอึ้ง” เขาหัวเราะเสียงทุ้มในลำคอ

“คุณสัณฑ์เป็นมือปืนมาก่อน”

พูดไปเอามืออุบปากหัวเราะไม่มีเสียง เป็นการปล่อยมุกออกมาครั้งแรกของหมอ ทำเอาสัณฑ์อ้าปากหวอ “นายเล่นฉันจนรับมือไม่ทันเลยนะ” ดูเหมือนจะปรับตัวกับสิ่งแวดล้อมได้บ้างแล้ว หมอยาหน้าเหี้ยมยิ้มมุมปากน้อย ๆมือเขี่ยฟืนเข้ากองไฟไป ใจชื้นขึ้นมาหน่อย เมื่อเพื่อนหมอหน้าอ่อนเริ่มรู้จักผ่อนคลายมากขึ้น “ตอนวัยรุ่นฉันเป็นนักมวยไทยมาก่อน ชกเกือบร้อยไฟท์ เคยได้เข็มขัดแชมป์มาด้วย หลังจากถึงจุดสูงสุดแล้ว ชีวิตหันเหไปเล่นกีฬาต่อสู้ของต่างชาติหลายชนิดจนได้ติดทีมชาติ”

“คุณสัณฑ์เป็นนักกีฬาต่อสู้ อืม.แต่ก็น่านะบุคลิกให้อยู่หรอก ตอนชกมวยไทยจะต้องดุดันมากเลย”

“ฉันเป็นมวยประเภทถอย คอยวางหน้าแข้งเข้าก้านคอคู่ต่อสู้ที่เพลี่ยงพล้ำเข้ามา โดนทีไรเป็นนับเป็นน็อคทุกที”พูดไปด้วยเริ่มคึก วางท่าวาดหมัดซ้ายหมัดขวาไปข้างหน้า หมัดไวและพลิ้วมาก เสียงเชียร์ของผู้ชมรอบสนามยังอืออึงในหูของสัณฑ์อยู่เลย ทุกคนชื่นชมในฝีมือการต่อสู้ของเขา ชัยชนะอันหอมหวานชื่อเสียงเงินทองสิ่งเหล่านี้ยังคงอยู่ในความทรงจำไม่เคยลืมเลือน บัดนี้มันกลายเป็นอดีตไปหมดแล้ว ไม่รู้จะรื้อฟื้นขึ้นมาทำไมอีก

“แล้วนายมาถามประวัติของคนอื่น ไหนว่าประวัติของตัวเองมามั่งสิ ทำไมไม่เป็นหมอทำงานในเมือง มีเหตุผลอะไรให้มาทำงานกลางป่าแบบนี้ ไหนว่ามาสิ ที่ว่าไม่มีที่ไปอีกแล้วมันยังไง”

หมอตาสีฟ้าคู้เข่าเข้ามากอด ทอดสายตาลงต่ำ“ผมไปต่อปริญญาโทที่อเมริกาแล้วหางานทำที่นั้น ตั้งใจจะหาประสบการณ์อย่างน้อยห้าปี จึงจะกลับมาดูแลโรงพยาบาลที่เป็นกิจการของครอบครัว แต่ว่ามันจบลงแล้วครับ สิ่งที่ผมวางแผนไว้ มันต้องจบลงเพราะผมไปก่อคดีความขึ้นเสียก่อน”

“ก่อคดี? อย่างนายนี่นะ”

ดวงตาสีฟ้ามองตอบมา “เป็นคดีเกี่ยวกับการค้าอวัยวะมนุษย์ ผมเข้าไปเกี่ยวข้องกับองค์กรค้าอวัยวะมนุษย์โดยไม่ตั้งใจ ผมเป็นแพทย์มีหน้าที่ผ่าตัดเปลี่ยนอวัยวะให้กับคนไข้ที่มีเงินก้อนใหญ่จะจ่ายเพื่อแลกกับชีวิตใหม่ เพราะความทะนงตนในฝืมือ ผมเป็นศัลยแพทย์มือใหม่ที่ใคร ๆยกย่องจึงถูกชักชวนเข้าไปในองค์กรโดยไม่เฉลียวใจ”

“งั้นนายก็เป็นอาชญากรหนีคดีน่ะสิ มิน่าแถวนี้มันมีแต่พวกหนีคดีมาหลบทั้งนั้น” สัณฑ์เอาแต่บ่นว่าไม่น่า ๆ

ถึงกับได้ยินเสียงถอนใจ สัณฑ์หัวเราะแก้เก้อ “เปล่า.ฉันล้อเล่น เมื่อกี้ยังปล่อยมุกออกมาใส่ฉันเลย ฉันเชื่อว่านายเป็นหมอที่ยึดมั่นในจิตสำนักของแพทย์ แล้วเรื่องมันเป็นยังไงต่อ ลงเอยยังไงถึงได้มาถึงที่นี่ กลางห้วยในป่าลึกอย่างนี้”

“ชิ้นส่วนร่างกายมนุษย์ถูกส่งมาจากเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ไม่บ่งบอกผู้บริจาคแต่ถูกส่งมาไม่ขาดแคลนเลย ผมตามสืบจนแน่ใจว่า ชิ้นส่วนไม่ได้มาจากการบริจาคจริง แต่มาจากการขบวนการค้ามนุษย์ ผมไม่รอช้าเลยที่จะเข้าหาขบวนการกฎหมายเพื่อเอาผิดคนพวกนี้ ผมถูกกันไว้ในฐานะพยาน เรื่องนี้อือฉาวมากเพราะมีแพทย์เข้าไปเกี่ยวข้องหลายคนถึงกับถูกเพิกถอนใบประกอบโรคศิลป์ ถึงยังไงผมก็ต้องรับผิดชอบด้วยการคืนใบอนุญาต ตอนนี้ผมกลายเป็นหมอเถื่อนไปแล้ว” สัณฑ์ไม่อาจเห็นดวงตาสีฟ้าคู่นั้นอีกเพราะเจ้าตัวเอาหน้าซุกไว้กับหัวเข่า หรือว่านี่คือน้ำตาเช็ดหัวเข่ากันแน่

“ทำไมล่ะ นายทำผิดไปเพราะไม่รู้ แต่พอรู้ก็แก้ไขแล้ว รึว่านายต้องมาที่นี่ ดินแดนที่ต้นแหล่งอวัยวะพวกนั้นเพื่อมาชดเชยความผิด มาช่วยเหลือคนยากจนพวกนั้น นี่คือเหตุผลสินะ” ไม่น่าจะใช่เรื่องแต่งขึ้น สัณฑ์เห็นความนัยจากดวงตาสีฟ้าคู่นั้น มันมีพลังจากความเศร้าลึกล้ำ

“ผมไม่ได้มีอุดมการณ์สูงส่งเหมือนคุณสัณฑ์ จิตสำนึกสั่งทำให้ผมต้องมาที่นี่”

คนหน้าเหี้ยมกลับรู้สึกขบขัน เอามือกุมท้ายทอย ตัวเขาไม่ได้เป็นอย่างที่พูดเลย “หมอ.นายเป็นคนจิตใจดีและมองโลกในแง่ดี เพราะงี้นายถึงมีแผลใจได้ง่าย ถ้าหากว่าฉันจะบอกว่า เป็นฆาตกรหนีคดีมาหลบอยู่ที่นี่ นายจะว่ายังไง”

“คุณสัณฑ์หน้าดุแต่ใจดี คงมีแต่ช่วยชีวิตคนมากกว่า อย่าล้อผมเล่นเลยครับ”

ฟันขาวยิ้มสวยของสัณฑ์เป็นอะไรที่หมอกฤษณ์ประทับใจตั้งแต่วันแรก “นายเป็นคนมองโลกในแง่ดีจริงด้วย มิ น่าถึงเกิดแผลใจได้ขนาดนี้ เอาล่ะในเมื่อนายตัดสินมาใช้ชีวิตในชนบทแบบนี้ก็ดี หมอเก่งชอบไปกระจุกตัวในเมือง ควรกระจายมาอยู่ชนบทเสียบ้าง ฉันจะช่วยนายเอง แพทย์แผนปัจจุบันกับแพทย์ทางเลือกสองแรงแข็งขัน”

นาฬิกาบนข้อมือบอกเวลาตี1 กฤษณ์หาวโดยไม่รู้ตัว ข้างกองไฟตรงนี้อุ่นดีเลยไปเอาผ้าใบมาปูนอนข้างเล่าอู ใช้แขนหนุนแทนหมอน สัณฑ์คอยดูแลฟืนไฟอยู่ ไม่มีที่ท่าง่วง ต่างคุยกันไปเรื่อย ๆกฤษณ์ไม่อยากนอนในเต็นท์เพราะรู้สึกเหมือนอยู่คนเดียวกลางป่า สาเหตุที่นอนไม่หลับ

“ผมขอนอนตรงนี้นะครับ อุ่นดี”

“เห็นกินยาก แต่นอนง่ายเหมือนกันนะ”

“ผมจะหัดกินง่ายตั้งแต่นี้ไปครับ”

“อือหึ”

ดวงตาสีเขียวดวงนั้นยิ่งดึกยิ่งเห็นชัด ท้องฟ้าคืนนี้มีดาวอยู่มากมายแต่เหมือนเห็นดาวสีเขียวดวงนี้อยู่ใกล้แค่เอื้อม “ตาซ้ายคุณสัณฑ์สวยดีนะครับ” กฤษณ์ทำท่ายื่นมือมาใกล้ สัณฑ์เอียงหน้าหลบ

“มีแต่คนกลัวตาข้างนี้ของฉัน นายดันชอบพิลึกคนจริง”

นอนหนุนแขนตัวเอง กฤษณ์ยังไม่หลับเสียที ความที่ไม่คุ้นชินความลำบากมาก่อนจึงหลับยาก

“นายมานอนหนุนขาฉันก็ได้ ฉันจะกล่อมนายเอง”

“คุณสัณฑ์ยังไม่ง่วงหรือครับ” กฤษณ์เลื่อนตัวมานอนหนุนขาตามคำเชิญ

ใบหน้าของหมอกฤษณ์สวยเหมือนอิสตรี สัณฑ์เห็นเหมือนกานดาไม่มีผิดจึงหลบสายตาไปทางอื่น

“ฉันจะกล่อมนายก่อนค่อยนอน แปลกที่แปลกทางแบบนี้มันหลับยาก ใครมานอนป่าครั้งแรกก็แบบนี้”

“ขอบคุณครับ” น้ำเสียงหมอผิวบางแจ่มใสมีกังวาน

“ว่าแต่นายจะทำยังไงต่อไปกับงาน จะลำบากกันอยู่สองคนกับเล่าอูงั้นรึ”

“ผมตั้งใจจะสร้างสถานีพยาบาลที่ท้ายหมู่บ้าน ที่ลานหินตรงนั้นเหมาะดี ผมพอจะหาอาสาสมัครที่รู้จักกันมาช่วยงานอีกคน รับสมัครคนงานเพิ่ม..” ไม่กี่นาทีเท่านั้นคนหน้าสวยพลันเข้าสู่นิททรารมย์ หลับไปโดยไม่รู้ตัวเพราะเพลียมาก เค้าหน้ากฤษณ์คล้ายกานดาเสียจริง สัณฑ์พินิจดูว่าเป็นพี่น้องก็ได้ มองไปยังช่องว่างของแมกไม้ไปยังฟ้ากว้าง ไม่มีแม้ดาวสำหรับเขาแม้สักดวงเดียว ในใจสัณฑ์พลันเกิดความสลด

มองไปยังร่างของเล่าอู ดวงตาสีเขียวมรกตเปล่งแสงขึ้น เครื่องจักรสีเขียวในเม็ดเลือดของเขาเริ่มทำงานทำให้เขาเห็นโครงสร้างกล้ามเนื้อ กระดูกและเส้นเอ็น การไหลเวียนของกระแสในร่างกายของเล่าอู ละเอียดกระทั้งลึกลงถึงเซลล์ ตัวอักษรประหลาดปรากฏขึ้นในดวงตาแต่เขาสามารถเข้าใจได้ ความรู้มากมายหลั่งไหลเข้ามาไม่มีหยุด อาการของเล่าอูเขาสามารถบอกได้ว่าแอลกอฮอล์อยู่ในกระแสเลือดมากน้อยออกมาเป็นเปอร์เซ็นต์ แม้แต่เปลือกไม้ชื้นหนึ่งหากเขามอง เจ้าเครื่องจักรสีเขียวจะทำหน้าทีบอกชื่อบอกธาตุ แยกโมลิกุลของเปลือกไม้ออกมาให้เห็น เรื่องสมุนไพรเขาไม่ได้เรียนรู้เลย เครื่องจักรสีเขียวพวกนี้ต่างหากที่รู้ เมือครู่เจ้าเครื่องจักรพวกนี้บอกว่า สารเคมีในสมองของกฤษณ์ตรงกับคำพูดที่แสดงออกมา100% พอสะบัดหน้าภาพข้อมูลพวกนี้จึงหายไป

“กานดา..ทำไมเธอถึงได้โหดร้ายถึงเพียงนี้ เธอเอาอะไรมาใส่ในตัวของฉัน พวกมันจะทำให้ฉันบ้าไปทุกทีแล้ว ฆ่าให้ตายยังดีกว่าทำให้ตกอยู่ในสภาพตายทั้งเป็นแบบนี้ ฉันเกลียดเธอกานดา..”

..................





Create Date : 21 ตุลาคม 2552
Last Update : 4 สิงหาคม 2557 9:34:23 น.
Counter : 379 Pageviews.

2 comments
  
โดย: คนเดินดิน (หน้าใหม่อยากกรอบ ) วันที่: 9 สิงหาคม 2554 เวลา:13:06:09 น.
  
โดย: คนเดินดิน (หน้าใหม่อยากกรอบ ) วันที่: 12 สิงหาคม 2554 เวลา:15:24:18 น.
ชื่อ :
Comment :
 *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
ยืนยันรหัสความปลอดภัย :
(กรอกตัวเลขที่ปรากฎในภาพ)

jack_in_thegardenbean
Location :
เชียงใหม่  Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed
 Smember
 ผู้ติดตามบล็อก : 5 คน [?]



ยินดีต้อนรับสู่บ้านของคนชอบคิดชอบเขียนครับ
New Comments