ตุลาคม 2552

 
 
 
 
1
2
3
4
5
6
7
8
9
10
11
12
13
14
15
16
17
18
19
20
25
26
27
28
29
30
31
 
All Blog
หมอเถื่อน ณ บ้านไพร ตอนที่ 2
เสือดำ สัตว์ป่ากินเนื้อขนาดใหญ่ได้หลุดจากกรง เข้ามาหลบในลานจอดรถชั้นใต้ดินของโรงพยาบาลตำรวจ ไม่มีใครรู้ว่ามันหลุดเข้ามาในสถานที่ของใจกลางกรุงได้อย่างไร รู้แต่ว่ามีคนถูกเสือตะปบได้รับบาดเจ็บไปหลายราย
หน้าทางเข้าลานจอดรถ พวกเจ้าหน้าที่ตำรวจต้องทำงานหนักคอยกันผู้ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องเข้าไปในเขตอันตราย กองทัพนักข่าว รวมทั้งญาติมิตรของคนที่ยังติดอยู่ข้างในพากันออแน่นถนัด ต่างใจจดจ่อรอคอยคนของตนด้วยความกังวล คนเจ็บถูกลำเลียงออกมาในสภาพบาดแผลเหวอะเลือดแดงฉาน เรียกเสียงกรีดร้องอย่างขวัญเสียของคนที่อยู่บริเวณนั้น หมอต้องเร่งเอาร่างคนเจ็บออกไปให้เร็วที่สุด เสียงไซเรนรถกู้ภัย เสียงวิทยุสื่อสารของตำรวจดังจนสับสน
รถของกรมปศุสัตว์ได้มาถึงเลี้ยวรถเข้าไปทันที เป็นชุดไล่ล่าเสือที่สนธิกำลังกับตำรวจ หากจับเป็นไม่ได้พวกเขาพร้อมจับตายเสือตัวนี้ทันที ตำรวจต้องรีบเปิดด่านให้เข้าไปแล้วปิดด่านกันบุคคลอื่นนอกจากนี้เข้าไปได้อีก คนที่รอคอยอยู่ต่างสอบถามกันเซ็งแซ่ถึงที่ว่าที่ไปของเสือตัวนี้ รู้จากปากพนักงานของโรงพยาบาลคนหนึ่ง สถานที่เริ่มแรกที่พบกับเสือดำตัวนี้คือห้องเก็บศพ หลังจากนั้นไม่นานมันก็ถูกไล่ต้อนมาจนมุมในลานจอดรถ
“เกิดอะไรขึ้น ลานจอดรถข้างในมันมีอะไร?”
จ่าสิบเอกแจ๋ว เมืองสำราญ เข้าไปถามตำรวจนายหนึ่ง ได้ใจความว่ามีเสือดำหลุดเข้ามา ตอนนี้ถูกกักให้อยู่ในชั้นใต้ดิน ประตูทางเข้า-ออกจึงถูกปิดเพื่อกันไม่ให้มันหลุดออกมาได้ แต่ก็เป็นเหตุให้มีผู้คนจำนวนหนึ่งติดค้างอยู่ข้างใน จ่าทหารพึ่งผ่านการพักฟื้นร่างกายจากภารกิจในแนวหน้ากำลังจะเดินทางกลับ ในมือยังถือถ้วยกาแฟสองใบส่งกลิ่นไอร้อนกรุ่น จ่าไปซื้อกาแฟ แยกทางกับผู้กองที่ให้บังเอิญเข้าไปเอารถที่ในชั้นใต้ดินซึ่งกำลังมีเรื่องอยู่ขณะนี้
“ฉิบหาย!! ผู้กองก็ดันติดอยู่ข้างในด้วย คงยังไม่ถูกไอ้ดำงาบไปแล้วหรอกนะ”
กระดกกาแฟไปอึกเดียวแล้วปาทิ้ง จ่าทหารหุ่นน้องช้างชักปืนในซองรัดข้างลำตัวออกมา ปืนลูกโม่.357 เนื้อโลหะสีเงินมันปลาบกระสุนเต็มรังเพลิงเป็นอาวุธคู่มือ จ่าถูกพวกเฝ้าด่านขวางลำทันที ผู้ไม่มีส่วนเกี่ยวไม่มีสิทธิ์เข้าไปในเวลานี้
“ไอ้น้องพี่เป็นเจ้าหน้าที่กรมปศุสัตว์ว่ะ ขอทางหน่อย”
จ่าปืนโตออกลูกมั่วหน้าตาเฉย
“เฮ้ย! ตาลุงอย่ามั่ว” ตำรวจเข้าขวางยังไม่พอยังผลักอก
เจอเรียกลุง จ่าถึงกับมีเคือง ตีนกากระตุก
“ลุงเตี่ยเอ็งดิ ออกจะหนุ่มฟ้อ”
ตำรวจนายนั้นถึงกับตกใจร้องว๊ากกลั่น เพราะโดนชนเอาดื้อ ๆจนหงายหลังตึง จ่ากึ่งวิ่งกึ่งโขยกลงทางลาดชั้นใต้ดิน หายเข้าไปในความมืดได้ไวไม่สมรูปร่างใหญ่โตดูเทอะทะ
ไฟฟ้าดับเห็นแต่ไฟสว่างฉุกเฉินเฉพาะทางเดินรถ ข้างในชั้นใต้ดินเวลานี้มืดสลัว รถยนต์จอดเรียงรายเป็นเงาตะคุ่ม ระหว่างรถคันต่อคันมีซอกมุมอับให้ได้ระแวง เสือมันอาจซ่อนตัวรอจู่โจมคนได้ง่าย ๆ จ่าทหารมีประสบการณ์ในหน่วยจู่โจมมาก่อนรู้ดี พื้นที่แบบนี้ฝ่ายถูกล่าสามารถตอบโต้ฝ่ายล่าได้ แม้มีกำลังน้อยกว่าเป็นอันตรายอย่างยิ่ง นี่ดีนะที่เป็นสัตว์เดรัจฉานกลยุทธของมันไม่มากเท่าคน หากชุดไล่ล่ารีบแก้ไขเรื่องไฟให้เร็ว เพื่อตัดความเสียเปรียบตรงนี้ บีบพื้นที่ไปที่ละโซน เจ้าเสือนี่คงจนมุมได้ไม่ยาก เสียอย่างเดียวเวลานี้ติดต่อผู้กองไม่ได้เลย กดโทรศัพท์เรียกกลับไม่มีสัญญาณ จ่านึกเอะใจ หรือว่ามีคนไปทำอะไรกับสัญญาณโทรศัพท์เหมือนกับที่ทำให้ไฟดับ
“ใครสั่งใครสอนให้ปิดสัญญาณโทรศัพท์กันวะ ล่าเสือนะโว้ยไม่ใช่ล่าโจร”
นึกเดือดดาลอยู่ในใจ วิ่งไปก็ตะโกนเรียกชื่อผู้กอง ชั้นใต้ดินไม่ได้มีชั้นเดียวและกว้างมาก มองไปทางไหนมีแต่ความมืดไม่รู้ผู้กองออกไปแล้วหรือยังอยู่ในนี้ รถของตำรวจวิ่งสวนทางกับจ่า แสงไฟหน้ารถสว่างจ้าตัดความมืด ไฟท้ายรถแดงโร่พอให้เห็นคนบนท้ายกระบะ เป็นพวกคนงานที่พึ่งรู้เหตุร้าย ตำรวจเข้าไปเคลียร์พื้นที่น่าจะเอาคนออกมาหมดแล้ว จ่ารออยู่นานไม่เห็นรถยนต์ของผู้กองวิ่งออกมาด้วยเลย ลองกดโทรศัพท์เรียกอีกทีแต่ก็ล้มเหลว
ได้ยินเสียงปืนดังกึกก้องมาจากชั้นล่าง เสียงปืนถี่ยิบคงปะทะกับเสือเข้าให้แล้ว
“อยู่ชั้นล่างเองสินะไอ้ดำ” จ่าเลียปาก กระชับปืนในมือมั่น บางทีเกมนี้แกอาจขอร่วมด้วยอีกคน
พาหุ่นอวบใหญ่ลงบันไดโผล่พรวดออกมาเกือบโดนลูกหลง ต้องหมอบคลานกับพื้นหลบวิถีกระสุน ประกายไฟจากปากกระบอกปืนแจ้งวาบ ๆถี่ยิบ ดังสนั่นคับก้องสลับกับเสียงแผดก้องของเจ้าป่า ชุดไล่ล่าเปิดฉากยิงด้วยกระสุนจริงไม่คิดจับเป็น ในที่ทึบเพดานต่ำเช่นนี้เสียงปืนดังเสียจนแก้วหูลั่นวิ้ง..ฝุ่นผงร่วงกราวจากแรงอัด ในที่มืดเห็นวิถีกระสุนได้ง่ายมาจากหลายทิศทาง “ยิงกันมั่ว!” จ่าสบถ ต้องไถครูดไปหลบอยู่หลังรถคันหนึ่ง
มีบางสิ่งวิ่งมาทางจ่าเป็นอะไรที่แกไม่แน่ใจ รูปร่างคล้ายคนเพราะทรงตัวบนสองขาแต่พื้นสีดำสนิท มันวิ่งผ่านหน้าไปไวมาก เลี้ยวผลุบหายเข้าไปในช่องว่างระหว่างรถเก๋งกับรถแวน จ่าทรงตัวขึ้นมาได้ยังเงอะงะอยู่ว่ามันเกิดอะไรขึ้น แล้วก็ต้องทิ้งตัวลงหมอบราบกับพื้นอีกเพราะมีเสียงปืนยิงไล่หลังมาติด ๆชุดไล่ล่ายิงปืนไล่หลังมา ทิศทางเดียวกับเจ้าร่างวิกลนั้น ยิงแบบไม่ยั้งเสียด้วย เกือบตายห่าไปแล้ว! จ่าตะโกนบอก “มีคนอยู่ทางนี้อย่ายิงมั่ว!” แต่ใครจะได้ยิน
ท่ามกลางแสงสลัวของไฟฉุกเฉิน ความตกใจของเจ้าหน้าที่ปศุสัตว์นายหนึ่งโดนเสือดำเข้าตะปบใส่อย่างดุร้าย จ่าเห็นกับตา มันพุ่งเข้าปะทะชายผู้เคราะห์ร้ายล้ม แล้วงับที่ต้นแขนสะบัดอย่างน่ากลัว ดีที่มันคลายการกัดพุ่งใส่คนอื่นเป็นเหยื่อรายต่อไป ไม่งั้นแขนของชายคนนั้นคงขาดติดปากมันไปเป็นแน่ เจ้าพยัคฆ์ร้ายพุ่งลิ่วผ่านคนที่วิ่งหลบกันอยู่จ้าละหวั่นในขณะนี้ เสือร้ายบุกเข้าถึงตัว แต่ละคนยิงออกไปส่งเดชเพื่อป้องกันตัว วิถีกระสุนมันถึงมั่วขนาดนี้ มันเผ่นโผนข้ามหลังคารถแวนคันหนึ่ง แล้วคำรามกึกก้องออกมาจากแถวของรถยนต์แถวใดแถวหนึ่งที่จอดอยู่มากมายนับพันคัน
ผู้เคราะห์ร้ายนอนร้องครวญคราง และอีกหลายคนได้ยินเสียงอยู่ในซอกหลืบ จริงอย่างที่คิดเสือมันดักอยู่ตามซอกระหว่างรถแต่ละคันเพื่อจู่โจมคน
“ไอ้พวกห่าเหวยิงกันมั่ว ไม่โดนเสือกัดตายก็ยิงกันเองตาย!”จ่าแจ๋วตะโกนด่า
“จ่าแจ๋ว! นั่นจ่าใช่มั้ย”
หนึ่งในคนพวกนั้นตะโกนถาม ใช้ไฟฉายส่องมา รูปร่างหลังไฟฉายนั้นดูคุ้นตามาก
จ่าทหารต้องเอามือบังแสงแยงเข้าตา “ใช่ผมเอง! จ่าสิบเอกแจ๋ว เมืองสำราญ”
“ผมนึกว่าจ่ารอผมอยู่ข้างนอกเสียอีก อยู่ตรงนั้นแหละ ผมไปหาเอง”
รูปร่างใหญ่หนาไล่เลี่ยกับจ่าเดินตรงมาคือผู้กอง ร้อยเอกหาญศึก เสนานรงค์และก็เป็นหนึ่งในชุดไล่ล่าด้วย ผู้กองไม่ทันมาถึงต้องย่อตัวลงต่ำเพราะเสียงปืนมาจากอีกฝั่ง ชุดไล่ล่าคงปะทะกับเสืออีกคำรบ ผู้กองร้องบอกให้จ่าหมอบ เสียงกระสุนที่พุ่งแฉลบโลหะตัวรถดังเฟี้ยวฟ้าว!ดังน่าหวาดเสียว อันตรายจากเสือไม่เท่าไรจะมาตายก็เพราะโดนลูกหลง จ่าซึ้งใจเหลือเกิน ยังดีที่เจอตัวผู้กอง ยื่นมือส่งไปให้ดึงตัวขึ้นมา สองคนไปหลบอยู่หลังรถเบนซ์คันหนึ่งเพียงพักหายใจ
“ผู้กองยังปลอดภัยดีใช่มั้ยครับ ผมตามหาแทบแย่” จ่าถามกระหืดกระหอบ
“จ่ามาพอดีขอโทษที่ทำให้รอ เผอิญผมมีงานด่วนเข้า”
นายทหารถือปืนยาวติดมือมาด้วย ทิ้งตัวหลังพิงท้ายรถ หายใจหอบแรงจนยกแขนเสื้อปาดเช็ดเหงื่อที่หน้าผาก เป็นคนหนุ่มอายุประมาณสามสิบ หน้าตาศิวิไลซ์กว่าจ่าเยอะ พูดจบก็หันไปตะโกนสั่งให้ชุดไล่ล่าหยุดยิง ให้หาทางหลบเข้าไปในรถก่อน เวลานี้ทั้งกลุ่มกำลังระส่ำระสายเสียกระบวนไปหมดแล้ว
จ่านึกขยาดจริง ๆนี่สองคนพึ่งหายเจ็บก็ต้องมาเสี่ยงตายกันอีกแล้ว
“แล้วนี่มันยังไงกัน ผู้กองถึงได้มาล่าเสือแบบนี้”
นายทหารสั่นหน้า เหมือนยิ้มแต่มันดูแห้งแล้งเต็มที
“เผอิญเจอคนรู้จักอยู่ในนี้พอดี เขาขอให้ช่วย ครั้นจะหนีไปมันจะเสียน้ำใจกัน”
จ่าถอนใจแรง ขี้เกรงใจไม่เข้าเรื่อง “ฉิบหาย! หวยมันยังไม่ถูกเผงขนาดนี้ ผมเลยซวยไปกับผู้กองด้วย”
นายทหารหนุ่มยังมีอารมณ์ขันกับการบ่นของจ่า เอื้อมมือมาตบแผ่นหลังเท่าฝากระดาน
“เอาน่า เจอผู้ก่อการร้ายคราวก่อนยังหนักกว่านี้เยอะ เดี๋ยวเราก็เอาตัวเสือดำมาได้แน่”
มองรอบตัวเวลานี้ทุกคนเงียบกันหมดแล้ว บรรยากาศหนักข้น เสียงดังโฮกฮากของเจ้าพยัคฆ์ร้ายผู้งุ่นง่านคงหลบเลียแผลในมุมใดมุมหนึ่ง ได้แต่ขวัญผวาไม่รู้ว่ามันจะตะปบเข้าให้เมื่อไหร่ สัตว์ป่ามีความทรหดอดทนมาก ถึงถูกยิงมันยังชาร์จเข้าถึงตัวได้ แรกเริ่มคนพวกนี้คิดว่าจะจัดการได้ง่าย ๆสถานที่กลับเป็นอุปสรรค รถยนต์ที่จอดอยู่มากมายเป็นที่เร้นกายอย่างดีของเสือ ชุดไล่ล่าต้องเดินเข้าไปค้นหา กว่าจะเจอตัวก็อยู่ในระยะเผาขนเสียแล้ว
“แล้วนี่เจ็บกันไปกี่รายแล้วผู้กอง ผมเห็นตอนขามาโดนห่ามออกไปเลือดแดงเถือกเลย ที่โดนไปเมื่อกี้อีก ไอ้ดำมันเป็นสัตว์เดรัจฉานไม่น่าจะร้ายกาจได้ขนาดนี้”
นายทหารคอยเมียงมองหาสิ่งอันเป็นพิรุธรอบตัว ปากคุยไปด้วย “ไม่ทราบเหมือนกันจ่า ผมไม่รู้ชะตากรรมใครเลย ตอนขามาเอารถได้ยินเสียงคนโวยวาย ผมวิ่งไปดูก็เจอคนนอนจมกองเลือดร้องครวญครางอยู่ ผมเข้าไปช่วย คนเจ็บยังพอมีสติบอกโดนเสือกัด ไม่อยากเชื่อเลยในใจกลางกรุงแบบนี้จะมีเสือมากัดคนได้ไง ผมโทรเรียกรถพยาบาลมารับคนเจ็บออกไป ในทีแรกโทรศัพท์ยังคลื่นเต็มอยู่หรอก ผมนึกได้จะโทรบอกจ่าแต่สายก็หลุดไปดื้อ ๆสัญญาณกลายเป็นศูนย์ไปพร้อมกับไฟดับ ในนี้พอไม่เปิดไฟมันก็มืดยังกะก้นเหว”
เรื่องราวมันเกิดขึ้นเร็วมาก หลังจากพบคนเจ็บไม่กี่นาทีที่เรียกรถพยาบาล ไฟทุกหลอดดวงก็พร้อมกันดับพรึบ เสือดำเหมือนอสูรกายโผล่ขึ้นมาจากนรกเข้าขย้ำทุกคนไม่เลือกหน้า เขาได้ยินเสียงโฮกฮาก..ของเจ้าสัตว์ร้าย มันเที่ยวเดินวนเวียนไปมาราวกับเดินในป่าของมัน ในนี้เป็นที่ทึบเสียงมันจึงก้องสะท้อนไปมา หาทิศทางต้นเสียงไม่ได้ คนที่ติดอยู่ในนี้ต่างตกใจขวัญผวาที่ไปถึงรถแล้วก็ขับหนีที่วิ่งหนีออกไปก็มีเยอะ เขาเห็นจะทิ้งคนเจ็บไม่ได้ ต้องรอจนรถพยาบาลมาถึง จ่าแจ๋วรับฟังอย่างใจเย็น เมื่อหันมา ดวงตาสีเหล็กคู่นั้นยังคงเข้มแข็ง ไม่ครั่นคร้ามต่อภยันตราย
“แล้วเหตุการณ์หลังจากนั้น พวกตำรวจกับปศุสัตว์ก็เข้ามา”
ผู้กองพยักหน้ารับเนิบช้า จากที่ประเมินมีคนได้รับบาดเจ็บจากเขี้ยวเล็บของพยัคฆ์ร้ายแต่ไม่ถึงกับเสียชีวิตในขณะนี้เพราะมันกำลังตื่น ไม่ได้มุ่งที่จะประหัตประหารขย้ำใครโดยเฉพาะ นอกจากใครอยู่ใกล้กีดขวางหน้าก็ตบกัดผ่านไปชั่วขณะเท่านั้น คนในนี้เป็นตำรวจหลายคนชักปืนยิงมันก่อน เสือมันถึงอาละวาด แต่ความมืดเป็นอุปสรรคสำคัญที่ทำให้เสือหลุดรอดไปได้
ปินไรเฟิลยิงจากระยะไกลในมือของเขาไม่สามารถใช้ได้เลย เสือหลบอยู่ตามมุมอับหลังรถ ซอกมุมแคบ ๆไม่ยอมเป็นเป้านิ่ง ชุดไล่ล่าต้องสุ่มเดินเข้าไปใกล้เพื่อยิงในระยะที่ไม่ปลอดภัยเลย และนั้นแหละคืออันตรายเจ้าพยัคฆ์ร้ายเชื้อเชิญนักล่ามายิงในระยะที่มันกระโจนเข้าใส่ ซ้ำร้ายลูกปืนที่ยิงออกมาสะเปะสะปะเมื่อครู่ ไม่รู้ว่าใครจะโดนลูกหลงถึงแก่เลือดเนื้อชีวิตไปกี่คนแล้ว เจ้าเสือร้ายยังคงคำรามดังกระหึ่มขย่มขวัญ เสียงของมันดังมากคล้ายขยายจากลำโพงพลังวัตต์สูง จนจับทิศทางของเสียงไม่ได้เพราะมันเป็นเสียงสะท้อนในพื้นที่อับ
ร้อยเอกหาญศึก เสนานรงค์มองดูปืนในมือตนอีกครั้ง เวลาพักหายใจได้สิ้นสุดลงแล้ว เขาหันมาพยักหน้ากับจ่า ถึงเวลาต้องไปตัดสินกับเสือดำอีกครั้ง
คนเจ็บยังนอนร้องขอความช่วยเหลือ ผู้กองเข้าไปช่วยคนก่อน กระชากแขนเสื้อตนเองขาดออกมาขันชะเนาะห้ามเลือด แขนเสื้ออีกข้างฉีกออกมาพับให้หนา ใช้อุดปากแผลที่เลือดกำลังทะลักออกมาเป็นลิ่ม ๆเส้นเลือดแดงที่แขน จ่ากู่เรียกพวกที่หลบให้เข้ามาช่วยกันอย่ามัวแต่ตะลึง พวกนั้นพอได้สติเข้ามาช่วยเพื่อนของตน เขาพยักหน้าให้ช่วยห่ามเอาคนเจ็บออกไปก่อน
“พวกคุณกลับออกไปตั้งลำกันใหม่ก่อน ทางนี้ให้ผมกับจ่าจัดการเอง”
“แต่ว่าผู้กองหาญศึก มันอันตรายมากนะ สิ่งที่เรากำลังเจออยู่นี้มันไม่ใช่เสือ”
หนึ่งในคนพวกนั้นพูด สีหน้าซีดเปิด
“ที่ว่าไม่ใช่เสือ แล้วมันเป็นอะไร!?”
จ่าถามแต่ในใจรู้ถึงคำตอบที่น่ากลัว
ชายคนนั้นชี้ไปที่บาดแผลของคนเจ็บที่ต้นแขน เมื่อดึงผ้าที่อุดออกมันเป็นรอยกัดไม่กว้างมากนัก สามัญสำนึกของคนทั่วไปบอกได้ว่า มันเป็นรอยเขี้ยวของคนไม่ใช่ของสัตว์ใหญ่อย่างเสือ รอยเล็บที่ข่วนใบหน้าก็เช่นกัน เหมือนรอยเล็บของคน แต่พละกำลังที่กัดข่วนเข้าไปในเนื้อคนมีมากเกินธรรมดา
แล้วตอนที่เขาเห็นว่ารูปร่างเป็นเสือ ตาฝาดหรือไง ผู้กองมองหน้าจ่า กับคำถามที่คนสมัยใหม่อย่างเขาจะให้คำตอบได้เสียแล้ว
“ตอนเห็นในเงามืด รูปร่างมันเป็นเสือแต่ตอนที่ฉายไฟโดนตัว มันไม่ใช่เสือแต่เป็นอะไรที่คล้ายคนสินะที่พวกคุณอยากจะบอก” จ่าพูดเอามือลูบคางอย่างใจเย็น พอจะเดาออกว่าทุกคนกำลังสู้กับอะไรอยู่ แต่ละคนหน้าซีดกันหมดพยักหน้ารับคำเฉลยของจ่า ผู้กองกลับไม่เห็นด้วย
“เหลวไหล! ทุกคนกำลังขวัญเสียเลยเห็นเสือเป็นสัตว์ประหลาดไปแล้ว”
คนพวกนั้นรีบห่ามพรรคพวกไปทางบันไดเพื่อขึ้นสู่ทางออกข้างบน ไม่อยากอยู่เพื่อรอคำตอบว่าเจ้าสิ่งวิกลจะใช่เสือหรือเป็นตัวอะไรกันแน่ จ่าเอานิ้วสีจมูกทำเสียงฟุดฟิดมองตามหลัง
“ว่าแล้วกลิ่นมันตุ๊ ๆอยู่เป็นเจ้านี้เอง ถ้าเป็นแบบนี้ผู้กองไม่มีทางฆ่ามันได้แน่ ขืนยังใช้กระสุนปืนพวกนี้อยู่อีก”
จ่าหยิบเอากระสุนในอกเสื้อออกมาบริกรรมคาถากำกับ แล้วส่งให้เขาถอดเอาลูกกระสุนออกยัดเข้าไปแทนที่
“เชื่อผมเถอะผู้กอง กระสุนนี้ดับชีพมันได้แน่ ครูของผมใช้โลหะอาถรรพ์หลายชนิดมาหลวมทำหัวกระสุน ปลุกเสกกำกับคาถาเอาไว้ให้สำหรับปราบภูตผีปีศาจจำพวกเสือสมิงเป็นต้น เสียดายผมมีนัดเดียว ผมเก็บเป็นของขลังติดตัว ไม่นึกว่าจะต้องเอาออกมาใช้ เสียดายฉิบ”
“จ่าว่าอะไรนะ เสือสมิง!?”
ฟังแล้วไม่อยากจะเชื่อ
จ่าทหารพยักหน้าบอกให้รับไปก่อน
ถึงไม่อยากเชื่อ ผู้กองจำรับกระสุนมาไว้ในมือ มันเป็นกระสุนหัวเงินดูเก่ามาก เขาถามย้ำว่ามันจะยิงออกหรือ
จ่าหัวเราะเอิ้กอารมณ์ขันยังมี “ถ้ายิงไม่ออกก็ตายห่าสิผู้กองถามได้ แต่ผมจะตายเป็นเพื่อน”
มุขแบบนี้ไม่น่าคบกันได้เลย ผู้กองต้องแค่นหัวเราะแต่เย็นสันหลังวาบ
ส่งกระสุนปืนคืนเข้ารังเพลิง กระแทกลูกเลื่อนปิดดังลั่น จ่าบอกย้ำว่ากระสุนมีนัดเดียว ต้องสังหารในนัดเดียวให้ได้ มือแกก็ล้วงเข้าไปในคอเสื้อนิมนต์บารมีหลวงพ่อโตมาคุ้มครองอย่างเช่นทุกครั้งที่ออกไปทำภารกิจเสี่ยงตาย
“จ่าตามหลังผมมาให้ดีละกัน เกิดผมพลาดจ่าก็ยิงซ้ำถ้าผมตายจะเป็นเสือสมิงมาขบหัวจ่าแน่”
“เหอะน่า ผมเชื่อมือผู้กองเอามันอยู่แน่”
สองเท้าของคนทั้งสองก้าวเดินดุ่มๆ มองสูงมองเพดาน รถแวนหลังคาใกล้เพดานไปจนถึงรถเก๋งขนาดมินิ มีรถเกือบทุกยี่ห้อจอดเรียงรายเป็นระนาว เป็นจุดอับที่ไม่รู้ว่ามันจะซ่อนตัวอยู่ตรงไหน หรือแม้แต่พวกเจ้าหน้าที่กับคนที่ติดอยู่ ไม่รู้ว่าใครหลบอยู่กี่คน หากขืนยิงพลาดกระสุนอาจแฉลบไปโดนคน
กระสุนนัดเดียวจะต้องเข้าไปฝังในร่างเสือให้สิ้นชีพให้ได้
ยังมีเสียงคนร้องไล่ตะเพิดเสือให้ได้ยินอยู่ มันแย่ที่ว่าวิทยุสื่อสารใช้การไม่ได้ ชุดไล่ล่าหลายคนยังคงทำหน้าที่อยู่เรื่องเสือไม่เท่าไร เขาเกรงเรื่องโดนลูกหลงนี้แหละ เมื่อครู่จ่าก็เกือบไปแล้ว
ไฟฉุกเฉินให้แสงสลัวบางจุดเท่านั้น ความมืดอาจจะทำให้เขากลายเป็นเป้ากระสุนปืนของพวกเจ้าหน้าที่เสียเองเพราะถูกเข้าใจผิด หรือจะกลายเป็นเหยื่อกรงเล็บเสือ อย่างไหนไม่รู้จะโดนก่อนกัน โทรศัพท์มือถือไม่มีคลื่น วิทยุสื่อสารของเจ้าพวกนั้นก็ถูกรบกวน ติดต่อหากันไม่ได้ มันเป็นปรากฏการณ์ประหลาดยิ่งนัก
“เฮ้ย!!ไอ้ดำปลอด ออกมาฉะกันสิวะ ไอ้แมวหง่าวขี้เรื้อน!”
เขาแหกปากท้าทายออกไปเพื่อดึงความสนใจจากเสือ
ไม่ผิดจากที่คิด ทันทีมีเสียงดังตึงตังคล้ายแผ่นโลหะถูกเหยียบยุบ รถยนต์ในแถวหนึ่งโคลงเคลงต่อเนื่องกัน‘มัน’แน่ที่กำลังไต่มาบนหลังคารถ มีคนพยายามฉายไฟมาทางเขาเพื่อเตือนถึงอันตราย แต่แล้วเสียงนั่นกลับหายไป หาญศึกพยายามใช้ประสาทหูให้มากที่สุด เหมือนมันมาหยุดหลบอยู่หลังต้นเสาตรงหน้า
ในมุมสลัวถัดจากตู้แดงอุปกรณ์ดับเพลิง มีอะไรชนิดหนึ่งยืนเอาร่างพิงอยู่ที่นั่น สูงขนาดหกฟุต มีหัว มีลำตัว แขน และขาพร้อม และขณะนี้มันทรงร่างทั้งหมดอยู่กับขาทั้งสองข้าง ทีแรกคิดว่าเป็นคนที่ได้รับบาดเจ็บจากเสือ หรือไม่ก็อาจโดนลูกหลง จะเรียกแล้ว แต่ก็ต้องชะงักเมื่อร่างนั่นหันหน้ามา ดวงตาสีเขียวลุกวาวแผดจ้าผิดมนุษย์ คล้ายไฟสัญญาณจราจร แล้วหาญศึกก็ต้องขนลุกไปทั้งตัว เมื่อร่างวิกลนั้นตวัดลิ้นยาวเลียที่ต้นแขนเหมือนสัตว์ที่ได้รับบาดเจ็บ จนในที่สุดเมื่อร่างนั้นยอมเผยตัวออกมาอย่างเต็มสัดส่วน เป็นชายร่างฉกรรจ์ร่างเปลือย แผงอกกว้างใหญ่กำลังหอบขึ้นลง กล้ามหน้าท้องเป็นลอนกล้ามแขนเป็นมัด จัดว่าเป็นชายร่างฉกรรจ์คนหนึ่ง ดวงมรกตขนาดลูกมะนาวในความมืดสลัว ดูทะมึนไม่ผิดอะไรกับภูตผีหรืออสุรกาย
“มัน..เป็นตัวอะไรกันแน่วะ..”
เสียงของผู้กองหลุดลำคอออกมา ดังไม่เกินกระซิบจ้องตาเบิกโพลงอยู่ที่ร่างนั้นไม่กระพริบ พอได้สติฉายไฟเข้าใส่ มันก็หลบวูบ ตะกายด้วยสี่ขาเป็นเงาดำหายไปในระหว่างซอกรถ
บัดนี้พวกเจ้าหน้าที่และคนที่ติดอยู่ข้างในเริ่มเงียบหายไป ผู้กองมองไปยังความมืด ต้องเป็นฝีมือจ่าแน่ที่เข้าไปเตือนให้ออกไปทำให้เขาไม่ต้องกังวลมากนัก เขารู้ว่าจ่ามองมาจากที่ใดที่หนึ่ง รู้มือกันดีอยู่แล้ว จ่าชอบอ้อมตลบหลังเป้า หมายปล่อยให้เขาเข้าทางด้านหน้าเสมอ สายตาอันเริ่มชินกับความมืดแล้วของเขา เริ่มกวาดมองอย่างระมัดระวังไปรอบด้าน เมื่อตนเองเดินช้า ๆ อยู่ในระหว่างรถเมอร์เซเดสกับปอร์เช่สุดหรูที่บัดนี้ที่กระจกหน้ามีรูกระสุนสามสี่แห่งจากการยิง
พัดลมระบายอากาศหยุดการทำงานไปนานแล้ว ทำให้หายใจเอาอากาศเข้าปอดอย่างอึดอัด ประสาทตื่นพร้อมเมื่อได้ยินเสียงคำรณก้องออกมา มีเสียงดังลั่นเปรี้ยงปร้าง! พร้อมกับเสียงโฮกของเสือ จ่าแจ๋วคงปะทะกับมันก่อนเขา พอวิ่งตามก็เห็นเงาจ่าอยู่ไหว ๆบนพื้นเจอรอยเลือดหยดเรี่ยเป็นทาง ไอ้ดำคงโดนไปอย่างน้อยหนึ่งนัด ฝีมือจ่าใช่ย่อยเข้าถึงเป้าหมายได้ก่อนเขาเสียอีก
รอยเท้าของเสือเหยียบเลือดตัวเองย่ำเป็นทางให้เขาได้ตาม เขาหายใจโล่งอก รอยเท้าสัตว์ตระกูลแมวชัด ๆ เป็นรอยลากขา คงเป็นขาหน้าของมัน รูปการเดียวกันกับไอ้เจ้าอสุรกายตัวเมื่อกี้ไม่มีผิดเลย เขามองเสือกลายเป็นคนไปได้ยังไงเมื่อครู่นี้
รอยเท้าเสือมาหยุดอยู่ระหว่างรถเก๋งมิตซูสีบรอนซ์กับกระบะโตโยต้าสีน้ำเงิน เขากระชับปืนกับไฟฉายมั่น แผลจากกระสุนปืนคงฝังเข้าไปในร่างของเสือสาหัสพอสมควร ตอนนี้มันคงพะงาบรอความตายเต็มที พอส่องไฟจับใส่เขาก็ต้องตะลึง ร่างที่พิงประตูรถเกือบราบไปกับพื้นคือชายหนุ่มร่างเปลือยคนหนึ่ง กำลังนอนหายใจพะงาบ ๆไม่ใช่เสือแต่เป็นคน!
“ยิงมันผู้กอง!” จ่าวิ่งตามมาเล็งปืนลูกโม่ .357 ไปที่ชายคนนั้น เขาปัดปืนในมือจ่าเสยขึ้น กระสุนลั่นเปรี้ยง!
มนุษย์ร่างเปลือยเผ่นโผนขึ้นไปเหยียบยืนบนหลังคารถแวนคันหนึ่งโดยความเร็วเหลือเชื่อ เขาแทบไม่เชื่อสายตา ในเงามืดร่างนั้นคือเสือขนาดมหึมาหมอบยืนอยู่ น้ำหนักตัวมากมายของมันทำให้ตัวถังรถยุบลงหน้ารถเชิดขึ้น ดวงตาสีเขียวมรกตลุกวาบมาที่เขา จากนั้นกระโจนหวือหายไปอีก
เขาตวัดไรเฟิลค้างเสียแล้ว ไม่อยากเชื่อสิ่งที่เห็นมันจะเป็นไปได้อย่างไร เมื่อเห็นเป็นคนเขาจะให้จ่าได้อย่างไร แต่ตอนนี้คำพูดของจ่ามันดังก้องอยู่ในหัวเสียแล้ว ‘เสือสมิง’ ชายคนนั้นคือเสือสมิง
เสียงปืนของจ่าดังขึ้นอีกฝั่งมีผนังคอนกรีตกั้น เขาตามไปถึง ทั้งคนทั้งเสือหายไปเร็วมาก จ่าวิ่งได้เร็วกว่าเขาทั้งที่ปกติไม่ได้วิ่งเร็วขนาดนี้ แสงไฟจากปากกระบอกปืนแจ้งวาบ ๆเสียงปืนดังหนักหน่วงแสบแก้วหูในที่ไกลออกไป นายทหารหนุ่มกระชับปืนในมือมั่น
จ่ามีดีอยู่ในตัวมากมายเชื่อว่าจะต้องต้อนเสือมาเข้ามาเข้าทางปืนเขาอีกครั้ง แล้วก็จริงเขาไม่ทันย้ายตำแหน่ง หูสัมผัสได้ถึงของหนัก ๆบางอย่างเหยียบบนหลังคารถ เมื่อจับตาดูให้ดี ในระยะห่างประมาณไม่เกิน 10 เมตร ดวงตาของสัตว์ร้ายสะท้อนแสงมาแรงกล้า เขาหยุดชะงักกึก นิ้วไม่ทันกระดิกไกปืน ไอ้ดำเผ่นพรวดพราดจากหลังคารถคันหนึ่ง กระโจนไต่ตะกุยตะกายจนหลังคารถอีกหลายคันยุบตัวลงตามน้ำหนักตัว พอไปถึงหลังคารถปาเจโรก็หมอบตัวทำหูลู่อ้าปากแสยะเขี้ยวมาทางเขา พร้อมด้วยดวงตาอันลุกจ้าดุร้ายและพริบตานั้นเอง มันก็เผ่นพรวดสยายเล็บพุ่งลงมาใส่อย่างดุเดือด หาญศึกวาดลำกล้องปืนตาม ในขณะที่มันตะกายหนีศูนย์ปืนไปที่รถอีกคัน ความแคบจำกัดระหว่างหลังคารถ กับเพดานทำให้มันกระโจนไปได้ไม่ไกลนัก ช่องแอร์ขวางหน้าเจอทางตัน ก่อนที่มันจะแว้งตัวเผ่นเข้าใส่ ไรเฟิลในมือของเขาก็แผดระเบิดกึกก้องไปทั่ว เป็นการยิงสวนในระยะเผาขน
ร่างที่คิดว่าเป็นเสือดำกับกลายเป็นร่างคน พุ่งลงมาปะทะกับกระโปรงรถเก๋งคันหนึ่งจนยุบตัวลงทั้งโคลงเคลง สั่นไหวไปทั้งคันจากน้ำหนักตัวอันมากมายนั้น มือข้างหนึ่งยังกระตุกพลิ้วอย่างพยายามจะยันตัวลุกขึ้นให้ได้ เขาแทบจะทำปืนหลุดจากมือ ตะลึงพรึงเพริด ก้าวขาถอยหลังไปหลายก้าวตามสัญชาติญาณ ส่วนร่างที่คิดว่าเป็นเสือร้ายนั้นกลับเป็นร่างเปลือยเปล่าไร้อาภรณ์ปกปิดของมนุษย์ผู้ชาย รูปร่างใกล้เคียงกับตัวเขาทีเดียว เสือร้ายหรือมนุษย์บ้าคนนั้นยังคงตัวสั่นริก ๆอยู่กับที่ตรงนั้น มือยังพยายามยันตัวลุกขึ้นอีกแต่แล้วก็ทรุดหวบลงไปแน่นิ่งอยู่อย่างนั้น
“ฉิบหาย!นี่มันคนจริง ๆ ดันล่อคนด้วยกระสุนยิงช้าง”


ห้องนิติเวชโรงพยาบาลตำรวจ คืนก่อนวันเกิดเหตุ
ประตูบานพับใหญ่ถูกผลักเข้ามา ร่างสันทัดหนึ่งของของนายตำรวจก้าวเดินนำเข้ามาก่อน ตามหลังมาติดกันคือชายในชุดวอร์มแบบนักกีฬา คนที่อยู่ในห้องสามคนรออยู่ก่อนแล้ว กับอีกหนึ่งร่างบนเตียงชันสูตรศพ ต้องละมือหันมาทันที
“สวัสดีครับ ผมเป็นตัวแทนจากสมาคมเทควันโดแห่งประเทศไทย”
ชายในชุดวอร์อายุประมาณห้าสิบกล่าวแนะนำตัวมาอย่างง่ายๆ มือชูบัตรประจำตัวที่ห้อยคออยู่ นายแพทย์ประจำแผนกนิติเวชผู้กำลังง่วนอยู่กับศพ เพียงละมือแล้วหันมาพยักหน้าหงึกตอบรับ นายตำรวจอีกสองคนที่ยืนอยู่ก่อนแล้ว ต่างลุกไปหยิบเอกสารของตนขึ้นมาอย่างเตรียมพร้อมกับคำถามที่จะตามมา
“คุณตำรวจครับ นี่มันเกิดอะไรขึ้นกับเขา”
เทรนเนอร์สูงวัยเริ่มคำถามขึ้นด้วยสีหน้าสลดกับศพที่นอนอยู่ตรงหน้าคือนักกีฬาในความดูแลของเขา นายตำรวจเจ้าของคดีมีสีหน้าอึดอัดเช่นกัน หยิบแฟ้มมาพลิกไปทีละหน้า
“ผมขอแสดงความเสียใจด้วยครับคุณเทรนเนอร์ เราพึ่งจะเสียคุณไพรวัลย์ ไปเมื่อชั่วโมงที่แล้วมานี่เองครับ เขาถูกยิงด้วยกระสุนปืนหลายขนาดเข้ายังจุดสำคัญของร่างกาย และเสียชีวิตทันทีในที่เกิดเหตุ ทางเราได้ตัวเขามา ก็ตอนที่หมดลมหายใจไปแล้ว”
“งั้นหรือครับ ไพรวัลย์ตายแล้ว”คนแก่ต้องยืนคอตกไป
ร่างแน่นิ่งไร้ชีวิตไร้ลมหายใจของนักกีฬาคนดังบนเตียงโลหะ ร่างเปล่าเปลือยของเขากำลังถูกชำระล้างคราบเลือด และตกแต่งบาดแผลจากรอยกระสุนปืนบนลำตัว ที่ปรากฏให้เห็นเด่นชัดว่าคือรอยยมทูตอันปลิดชีวิตของเขาไป ใบหน้าหล่อเหลาคมสันแบบลูกครึ่งเอเชีย-ตะวันตก ยังคงหลับตานิ่งราวกับคนหลับไปเท่านั้น เทรนเนอร์สูงวัยแทบไม่เชื่อต่อสายตาของตนเองว่าไพรวัลย์ นักกีฬาเทควันโดทีมชาติชื่อดัง ที่ตนฟูมฟักมานานเพื่อไปให้ถึงฝั่งฝันเหรียญรางวัลโอลิมปิก ได้ตายจากเขาไปแล้วจริง ๆ
เหตุการณ์เมื่อสองชั่วโมงที่ผ่านมา ไพรวัลย์ ซึ่งควรอยู่ที่แค้มป์เก็บตัวทีมชาติ กลับหุนหันออกมาหลังได้รับโทรศัพท์เรียกจากรุ่นน้องทีมชาติระดับเยาวชนคนหนึ่ง ก่อนหน้านี้เทรนเนอร์อย่างเขาก็พอรู้ระแคะระคายมาบ้างว่า เด็กสาวชื่อดาวพระเกตุ จิตหาญ ทีมชาติระดับเยาวชนไปมีเรื่องกับเจ้าของค่ายมวยซึ่งเป็นผู้มีอิทธิพล เขารู้สึกสังหรณ์ใจไม่ดีมาตั้งแต่ตอนนั้นแล้ว ไพรวัลย์คงรีบออกไปช่วยเด็กคนนั้นแน่ จึงได้ถูกยิงตายกลายเป็นศพกลับมา
นายตำรวจพับปกรายงานวางบนโต๊ะ หันไปมองร่างบนเตียงอีกครั้ง ไพรวัลย์ก็เป็นบุคคลที่ตนเองเคารพเช่นกัน เพราะเคยเป็นครูฝึกพิเศษให้กับสำนักงานตำรวจแห่งชาติ นายตำรวจเดินไปหยิบแฟ้มเอกสารบันทึกรายงานการสวบสวนอย่างคร่าว ๆอีกเล่ม คิ้วเริ่มขมวดเข้าหากันหลังจากพลิกกระดาษไปสองสามแผ่น เขาทิ้งตัวนั่งลงบนเก้าอี้พร้อมกับยกมือขึ้นกุมขมับ ครุ่นคิดไปได้ครู่หนึ่ง รูปคดีที่เขาคิดไม่ได้มีอะไรมากที่จะสรุปเอาคร่าว ๆ
“เด็กสาวที่ชื่อดาวพระเกตุกับเด็กที่ชื่อคงกะพัน สองคนยอมรับกับผมมาเองว่า บุกไปที่ค่ายมวยเพื่อจะชิงเอาตัวนักมวยที่ชื่อคมทวน หรือมีชื่อว่าโย่งออกมาจากค่าย เลยถูกเจ้าถิ่นกระทืบให้ซะเกือบสลบเหมือด คุณไพรวัลย์ตามมาทีหลังเจอเด็กโดนทุบเกือบตาย เลยเกิดบ้าเลือดจนเกิดการลงมือกันขึ้น ค่ายมวยนั้นเป็นของผู้มีอิทธิพลที่ทางกองปราบกำลังจ้องหาทางจัดการอยู่ด้วย พวกเขาไม่น่าบ้าบิ่นบุกไปทั้งอย่างนั้นเลย ในที่เกิดเหตุมีคนตายเป็นสิบ คนของค่ายมวยไม่มีใครรอดเลยสักคน รวมทั้งเจ้าของค่ายมวยคนนั้นด้วย”
“เด็กสองคนนั้นแอบไปก่อเรื่องจริง ๆ”คนแก่พูดมาอย่างแค้นเคือง“ผมกะจะปลดออกจากทีมชาติไปหลายครั้งแล้วแต่เพราะไพรวัลย์ขอไว้ เพราะเขาอุ้มชูอุปถัมภ์กันมานาน ผมจึงไม่อยากจะยุ่งด้วยอีก สุดท้าย..เขาก็ต้องมาตายเพราะเด็กพวกนั้น”
นายตำรวจมองรูปถ่ายศพที่ตายในที่เกิดเหตุแล้วต้องส่ายหน้า
“คุณไพรวัลย์แกร่งจริงๆ ตอนเขามาสอนพิเศษให้กับพวกตำรวจคอมมานโด เขาเคยแสดงศักยภาพของร่างกายมนุษย์ที่สามารถใช้เป็นอาวุธได้ทุกส่วนมาแล้ว แม้แต่นิ้วมือของเขาก็แกร่งขนาดสามารถแทงทะลุกระป๋องเบียร์ได้เหมือนเหล็กแหลมแทง ศพในที่เกิดเหตุวันนี้ก็เช่นเดียวกัน โดนแทงหลอดลมจนทะลุ บ้างก็เหมือนโดนกรงเล็บเสือตะปบเลือดสาดเอาเลย สู้กับเขาก็เหมือนสู้กับเสือ นี่ขนาดโดนยิงเขายังอึดพอจะฆ่าพวกนั้นได้จนหมด”
“ผมขอดู”ชายชรายื่นมือมาขอดูแฟ้ม นายตำรวจส่งรูปถ่ายสภาพศพเหยื่อของไพรวัลย์ให้ดู เทรนเนอร์บอกว่าเป็นท่านิ้วแทงคอแบบยูยิตสูของญี่ปุ่นที่ไพรวัลย์ฝึกนิ้วมือจนแกร่งใช้เป็นอาวุธได้
“คุณไพรวัลย์เป็นครูฝึกพิเศษของกองทัพและของตำรวจ ผมเองก็เป็นศิษย์คนหนึ่งของเขาด้วยเช่นกัน ฝีมือของครูเยี่ยมจริง ๆขนาดตัวโดนยิงเข้าไปตั้งหลายนัด ก่อนขาดใจตายก็ยังจัดการพวกมือปืนได้ด้วยมือเปล่าได้ สภาพศพที่ผมตรวจอย่างคร่าว ๆเป็นกลยุทธ์ของคอมมานโดที่มุ่งเล่นงานตรงจุดตาย ถ้าหากพวกนั้นไม่ใช้ปืนที่ยิงจากระยะห่างแล้วละก็ คงไม่มีทางฆ่าครูได้แน่”
เทรนเนอร์สูงวัยคนคู่ใจของไพรวัลย์ผู้ล่วงลับ ต้องยืนทอดอารมณ์อย่างตายอยากอยู่ข้างเตียงโลหะขนาดใหญ่ ภายในห้องที่เต็มไปด้วยกลิ่นน้ำยาฆ่าเชื้อและอุปกรณ์ผ่าตัดของนิติเวช สีหน้าของเขาเต็มไปด้วยความวิตกกังวลถึงวันข้างหน้ายิ่งนัก กำหนดการแข่งโอลิมปิกเพียงเดือนเดียวเท่านั้น แต่กลับต้องมาเสียนักกีฬาความหวังไปอย่างกะทันหัน ขณะที่มองนายแพทย์นิติเวชลงมือทำความสะอาดให้ร่างไร้ชีวิต หมดงานในการชันสูตรแล้ว ต่อไปก็เป็นหน้าที่ของเขากับทางตำรวจที่จะต้องร่วมกันแถลงข่าวการเสียชีวิตของนักกีฬาคนดัง
“ผมขอเลื่อนเวลาการแถลงข่าวออกเป็นวันพรุ่งนี้ได้ไหมครับ”ชายสูงวัยพูดขึ้นขณะที่ใช้มือสัมผัสหน้าอกของศพ รูกระสุนหลายรูที่ปลิดชีพของเขา ผิวที่เริ่มแข็งและซีดจาง
“เรื่องนี้มันเกี่ยวพันถึงชื่อเสียงของเขา ผมอยากให้ข่าวการตายของไพรวัลย์ออกมาเป็นอุบัติเหตุมากกว่า เพื่อให้คนทั้งประเทศ นึกถึงเขาในแง่ดีเท่านั้น ผมไม่อยากให้ใครคิดว่าเขาไปเกี่ยวพันกับพวกอาชญากร”
คนแก่พูดเสียงเกือบเหือดหาย นายแพทย์นิติเวชพยักหน้าเคร่งขรึม ชำเลืองตามองร่างบนเตียงและพูดเสียงเรียบ
“ผมเข้าใจความรู้สึกของคุณและทางสมาคมดี คุณไพรวัลย์เองก็เป็นถึงวีรบุรุษของชาติ สร้างชื่อเสียงให้ประเทศของเรามาก็มากมาย คงไม่มีใครอยากเห็นจุดจบของเขาที่ไม่ดีแน่ คนก็ตายไปแล้วยังไงก็อยากรักษาชื่อเสียงเอาไว้เพื่อเป็นแบบอย่างที่ดีของเยาวชนรุ่นต่อไป แต่เรื่องนี้มันเกินขอบเขตอำนาจของผมไปแล้ว ผมจะสรุปรายงานส่งไปให้ทางเบื้องบนของผมก่อน พวกท่านคงหาทางเคลียร์คดีพวกคนที่ตายจากน้ำมือของคุณไพรวัลย์ได้ แต่มันคงต้องใช้เวลามากหน่อย เพราะคดีนี้มีคนตายนับสิบราย และยังเป็นคนของผู้มีอิทธิด้วยคงต้องว่ากันยาวเลย”
นายแพทย์นิติเวชสรุปมา คนแก่ลืมตาขึ้นแล้วก้มหน้าถอนหายใจอีกครั้ง
ทุกอย่างมันจึงต้องลงเอยที่ เก็บศพเอาไว้เพื่อรอสะสางคดี ข่าวการตายของไพรวัลย์จึงต้องถูกเก็บเอาไว้ก่อน ศพถูกเคลื่อนผ่านหน้าของทุกคนไปเพื่อนำไปไว้ยังห้องเก็บศพต่อไป


เที่ยงคืน..
เวลาช่างผ่านไปอย่างรวดเร็วนัก เวลานี้เหลือเพียงตำรวจอยู่เวรหน้าห้องเก็บศพ นายแพทย์นิติเวชคนเดิมได้กลับมาอีกครั้ง และคราวนี้มีหญิงสาวตามมาด้วยอีกคน เขาบอกกับตำรวจหน้าห้องว่าเธอเป็นญาติคนตายจะมาขอดูหน้าศพ ทันทีสองคนมาอยู่ตามลำพังในห้องดับจิต คุณหมอรีบไปเปิดตู้เก็บศพที่มีร่างของไพรวัลย์อยู่ในนั้น ศพถูกนำออกมาวางยังเตียงด้านนอกอีกครั้ง
“พอใจหรือยังครับคุณกานดา”
ดร.เทิดไท สมิทธ์ นายแพทย์นิติเวชหันมายิ้มให้
หญิงสาวร่างบาง เข้ามากอดด้านหลังของเขา พร้อมกระซิบหวานหู
“ถ้าจะให้ขอบคุณละก้อนะ คุณหมอต้องชุบชีวิตของเขาขึ้นมาให้ได้สิคะ”
เหมือนคำหยอกล้อมากกว่า ดร.เทิดไท กลับยิ้มด้วยประกายตาคมวาว วางกล่องใบหนึ่งที่เอาติดมือมาด้วย วางลงข้างศพก่อนเผยเข็มฉีดยา ข้างในบรรจุของเหลวสีเขียวเรืองแสง รอยยิ้มอันผิดผู้ผิดคนของนายแพทย์หนุ่มใหญ่ แสดงออกอย่างคนจิตไม่ปกติ มองร่างของยอดนักกีฬาผู้ล่วงลับไปแล้วเหมือนของมีค่าที่หายากยิ่ง
“โชคดีจริง ๆ ผมมองหาศพที่สมบูรณ์แบบขนาดนี้มานานแล้ว ทั้งโครงสร้างกระดูกและกล้ามเนื้อช่างสมบูรณ์แบบจริง ๆ สมแล้วที่เป็นยอดนักกีฬา วิเศษ ๆคราวนี้การทดลองปลุกชีพมนุษย์ของผมจะต้องประสบผลสำเร็จ”
เขาหันมาทางหญิงสาวโฉมสะคราญข้างตัว
“หากไม่ได้คุณกานดา นำตัวอย่างเลือดมามอบให้ก่อนหน้านี้แล้วละก็ ผมคงไม่สามารถสร้างโลหิตอสูรออกมาได้แน่ ศพของไพรวัลย์จะเป็นศพแรกที่ผมทำสำเร็จ เขาจะเป็นคนที่สองถัดจากพระเยชูที่ฟื้นคืนชีพมาจากความตาย”
ดร.เทิดไทกล่าวมาอย่างลิงโลด
สาวสวยคนนี้ ดวงตาของเธอสีทองแกมอย่างประหลาด “แน่นอนเลือดนี้เป็นของลูกสาวของฉันเอง เป็นเลือดของคนเผ่าอารยันแท้ที่คุณหมอจะหามาจากไหนไม่ได้อีกเมื่อการทดลองนี้สำเร็จ คุณหมอก็จะสามารถปลุกชีพลูกเมียที่ตายไปเพราะอุบัติเหตุได้แล้วสินะ แล้วคุณหมอยังช่วยเหลือผู้คนที่เศร้าโศกจากการสูญเสียคนที่รักไปได้อีก”
“โลหิตอสูร แท้จริงคือเครื่องจักรขนาดเล็กระดับนาโน มันเป็นผลงานทางวิศวกรรมการแพทย์ที่ผมสร้างมันขึ้นมาเพื่อต่อสู้กับเชื้อโรคทุกชนิดในร่างกายมนุษย์ มันจะไปแทนที่เซลล์เม็ดเลือดขาวในระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายที่เหนือกว่าของเดิมที่พระเจ้าสร้างให้มนุษย์มาเสียอีกไม่เพียงเท่านั้นนะโลหิตอสูรยังสามารถซ่อมแซมเซลล์ของร่างกายซึ่งเสื่อมสภาพลงตามวัยให้กลับคืนสภาพเดิม คนจะคงความหนุ่มความสาวได้ตลอดไป และที่น่าทึ่งแม้กระดูกจะหักกล้ามเนื้อจะฉีกขาด เครื่องจักรที่ซ่อนตัวในเม็ดเลือดขาวจะซ่อมแซมให้คืนสภาพเดิมได้อย่างรวดเร็ว หรือนั่นคือมนุษย์จะเป็นอมตะ โลหิตอสูรจะช่วยให้มนุษย์พ้นจากอำนาจของพระเจ้าไปอย่างตลอดกาล”
นายแพทย์ยิ้มได้เพียงนิดก่อนกัดฟันกรอดเผยแววตาเหมือนคนบ้าออกมา “แต่..ผมกลับถูกแพทยสภาต่อต้านหาว่าสติเฟื่อง! ลวงโลก! จนต้องถูกย้ายให้มาเฝ้าห้องเก็บศพอันแสนคับแคบนี่ ไอ้พวกไร้ความสามารถมันริษยาผม!”
“แน่นอน ไม่มีใครรู้ความสามารถของด๊อกเตอร์นอกจากฉันหรอก”
ดวงตาราวกับคนบ้ามองมาที่หญิงสาว “คุณกานดาคือผู้จุดประกายความหวังในการชุบชีวิตลูกเมียที่ตายไปของผม คุณช่วยเหลือทุกสิ่งทุกอย่างจนมาถึงวันนี้ เดิมทีผมกับครอบครัวเป็นคริสต์ศาสนิกชนที่เคร่งครัดยิ่งนัก พร่ำสวดมนต์เช้าเย็นสรรเสริญพระองค์ แต่พระเจ้ากลับทรยศมาพรากลูกเมียของผมไป เมื่อพระองค์กล้าทำเช่นนี้ ผมก็จะไม่ขออยู่ใต้อุ้งหัตถ์ของพระองค์อีกต่อไปแต่จะขอกุมชะตากรรมของมนุษย์แทนพระเจ้าเอง”
เขาแทงเข็มฉีดเลือดอสูรเข้าศพของคุณไพรวัลย์ทันที
“ต้องขอขอบคุณหนูดาวพระเกตุ ลูกสาวของคุณกานดาจริง ๆหากผมปลุกชีพศพไพรวัลย์ได้สำเร็จ ต่อจากนี้ผมก็สามารถปลุกชีพคนตายได้อย่างไม่จำกัด โลกนี้จะไม่มีคนต้องตายอีกต่อไป”
กานดา บรรจงก้มลงจูบบนหน้าผากของร่างอันเย็นซีด พร้อมกับหัวเราะเสียงแว่วหวานจนขนาดหมอเทิดไท ยังตะลึงในจิตอันกล้าแข็งของหญิงสาวคนนี้ยิ่งนัก
“ตื่นขึ้นมาสิคะที่รัก เพราะต่อจากนี้ตราบจนชั่วนิรันดร์ ชีวิตของคุณจะเป็นของฉันตลอดกาล จะไม่มีความตายมาแยกเราออกจากกันอีกแล้ว เว้นเสียแต่จะมีผู้มีสายเลือดอารยันแท้มาปลดปล่อยคุณไปจากฉันเท่านั้น”

โลหิตอสูรถูกฉีดเข้าเส้นเลือดของศพ กว่าตัวยาจะเริ่มทำงานก็ต้องใช้เวลามากกว่าชั่วโมง อากาศในห้องดับจิตแสนเย็นยะเยือกยิ่งนัก ทั้งสองจึงต้องออกไปรอข้างนอกก่อน ตำรวจเฝ้าอยู่หน้าห้องเป็นต้องแปลกใจยิ่งนัก เมื่อเห็นทั้งสองออกมาด้วยสีหน้ายิ้มแย้ม ราวกับมีเรื่องน่ายินดีเกิดขึ้นข้างใน
เนินนานจนไม่รู้เวลาผ่านไปนานเท่าใด แต่เวลาชีวิตของชายหนึ่งกลับได้เริ่มต้นขึ้นมาอีกครั้ง ละอองขาวมัวจากเครื่องทำความเย็นกำลังทำงานเต็มที่ กลิ่นไอความตายคลุ้งไปทั่ว เสียงนาฬิกาหน้าห้องดับจิตดังติก ๆอยู่ตลอดเวลา คนที่เหมือนตายไปแล้วกลับรู้สึกขึ้นได้ทุกขณะจิต แต่ความปวดร้าวรานทั่วร่างกายมันกลับทำให้เขาขยับไม่ได้แม้แต่ปลายนิ้ว
“นี่..นี่มันเกิดอะไรกับฉันทำไมมันหนาวเหลือเกิน..”
“ตื่นเถิดไพรวัลย์..”
เสียงเรียกชื่อของเขาไม่ไกลนัก
“ใคร.. นั่นใครเรียกชื่อของผม”
“ฉันเอง ที่รักของฉัน ไพรวัลย์เธอจงตื่นขึ้นเถิด..”
สิ้นเสียงกังวาน ในเงามืด จากอากาศธาตุได้ก่อตัวเป็นรูปร่างของมนุษย์คนหนึ่ง ไพรวัลย์รู้ตัวทุกขณะจิต ว่าเจ้าของน้ำเสียงได้มาถึงตรงที่ตนเองนอนอยู่แล้ว แต่เปลือกตากลับหนักอึ้งไม่สามารถเปิดขึ้นได้
“คุณเป็นใคร?”
“ฉันคือคนที่รักเธอที่สุดในสากลจักรวาลนี้ยังไงล่ะ”
สุรเสียงอันเปล่งมาอย่างนุ่มนวล จนไม่อาจแยกแยะว่าผู้พูดเป็นชายหรือหญิง
“หรือคุณเป็นเทวดา นี่ผมได้ตายไปแล้วงั้นรึ”
“ไม่ใช่ เธอยังคงมีชีวิตอยู่ ก่อนหน้านี้กานดาลูกสาวของฉันได้มาปลุกชีวิตของเธอแล้ว ตอนนี้เธอกำลังจะฟื้นคืนชีวิตขึ้นมาอีกครั้ง เธอคงไม่รู้หรอกว่าท้าวยมราชได้จำหน่ายชื่อของเธอออกจากสาระบบคนตายไปแล้วนะ”
“แต่ทำไมผมจึงเจ็บปวดไปทั่วร่างกาย ไม่มีแรงแม้จะกระดิกนิ้ว”
“นั่นเป็นเพราะเธอยังขาดกำลัง ธาตุขรรค์ยังไม่เข้าที่ จิตจึงยังไม่สามารถควบคุมร่างกายได้อย่างสมบูรณ์ ด้วยเหตุนี้เราจึงมาเพื่อช่วยเธอยังไงล่ะ”
ไพรวัลย์รู้สึกว่าเจ้าของน้ำเสียงอันอ่อนโยน ได้มาหยุดยืนมองดูตนอยู่ใกล้ ๆแล้ว พลันน้ำเสียงของคนปริศนาเปลี่ยนเป็นสะอื้น ดังกระซิก ๆ กังวานไปทั่วทั้งห้องอย่างเศร้าโศกยิ่งนัก
“นี่คุณกำลังร้องไห้หรือ”
“ใช่จ๊ะไพรวัลย์ที่รัก ฉันหลั่งน้ำตาเพราะได้รับรู้ความเจ็บปวดของเธอ เจ้าพวกมนุษย์สามานย์พวกนั้นที่มันทำร้ายเธอจนร่างกายเต็มไปด้วยบาดแผล แม้นพวกมันจะตายไปแล้ว แต่เราจะสาปส่งพวกมันลงสู่ขุมนรก ให้นายนิรยบาลสับร่างพวกมันเป็นชิ้น ๆโยนให้เป็นเหยื่อสัตว์นรกในอบายภูมิ เกิดแล้วดับ ดับแล้วเกิด วนเวียนอยู่เช่นนั้นให้พวกมันทุกข์ทรมานอย่างสาหัสสากรรจ์ไปตราบจนสิ้นอสงไขยปีนรก”
นิ้วมือเรียวลูบไล้ไปตามบาดแผลจากรอยกระสุนปืน พลันบาดแผลก็หายไปสิ้น ไพรวัลย์รู้สึกถึงมืออันอบอุ่นมาสัมผัสสร้างความสบายให้กับตนเองยิ่งนัก เปลือกตาเริ่มขยับอย่างช้า ๆ ร่างกายลุกขึ้นได้เองอย่างไม่ต้องสั่ง แล้วก็พบเจ้าของน้ำเสียงนั่งเคียงอยู่ เปลือยเปล่าไร้อาภรณ์ปกปิดกาย ผิวเนื้อผุดผ่องมีรัศมี
“อา..คุณสวยเหลือเกิน” เขามองอย่างตะลึง
“ปากหวานจริงนะพ่อยอดชาย”
นิ้วเรียวแตะที่ริมฝีปากของเขา
“คุณ..คุณเป็นผู้ชายหรือผู้หญิงกันแน่ ไฉนถึงสวยหยาดเยิ้มขนาดนี้”
“ผิดหวังงั้นรึพ่อคนคารมคมคาย”
ชายร่างเปลือยผิวขาวผ่อง และเรือนร่างงดงามราวกับรูปสลักของเทพเจ้าของพวกจิตรกรมือเอก ขยับเข้ามาใช้สองแขนโอบกอดเขาเอาไว้ บรรจงจุมพิตจากริมฝีปากนุ่มนวลอย่างแสนเสน่หาที่หน้าผากของเขา ไพรวัลย์แทบไม่เชื่อเลยว่าเรี่ยวแรงของตนจะกลับมาเต็มเปี่ยมอีกครั้ง
“รูปกายนี้ หามิใช่รูปกายที่แท้จริงของเราไม่ หากแต่เป็นรูปกายของมหาบุรุษผู้หนึ่ง ผู้ซึ่งเกิดมาเพื่อเป็นเจ้าชีวิตของมนุษย์ทุกผู้ทุกคน แม้นเหล่าทวยเทพเทวาต่างเฝ้ารอเนื้อนาบุญผู้นี้มาปรากฏ จงจดจำรูปกายอันงดงามนี้ไว้ให้ดีเพราะในอีกไม่นานท่านจะมาปรากฏตัวต่อหน้าของเธอ”
“คุณเป็นใครกันแน่ แล้วใครคนนั้นที่คุณพูดถึงเป็นใคร นี่ผมกำลังฝันไปอยู่ใช่ไหม ถ้าหากเป็นความฝัน ก็ขอให้ปล่อยผมออกจากฝันไปเถอะ”
เทพบุตรเลื่อนกายเข้ามาชิดจนเนื้อแนบเนื้อ มือเรียวลูบไล้ไปทั่วแผ่นอกกว้างใหญ่ ปากก็ชื่นชมเรือนร่างของชายหนุ่มไม่หยุด นัยน์ตาสีฟ้าสดใสราวกับอัญมณีมองมาอย่างต้องของรัก ไพรวัลย์รู้สึกกระอักกระอ่วนใจชอบกล
ถามย้ำอีกครั้งถึงจุดประสงค์ของเทพองค์นี้
“เราคือมหาเทพผู้ชี้นำชีวิตของเธอ เราเป็นเทวทูตมาแจ้งข่าวให้เธอได้เดินทางไปคอยรับใช้มหาบุรุษผู้นั้น ท่านกำลังจะมาปรากฏตนในอีกไม่กี่เวลาข้างหน้าแล้ว จงจำคำเราไว้ให้มั่น เธอจงเดินทางไปยังบูรพาทิศ ไปยังดินแดนที่มีแต่สงครามและการแย่งชิง ในวันที่พวกคนเถื่อนมีรอยยิ้มจากความปราณีของท่านผู้นั้น แล้วเธอจะได้พบกับท่านเอง”
“แล้วผมจะรู้ได้ไงว่าเป็นเขา?”
เขาถามกลับทั้งที่ตนเองยังไม่อยากจะเชื่อทุกสิ่งตรงหน้า
“ไพรวัลย์ที่รัก เราได้บอกกับเธอแล้วว่ารูปกายอันงดงามนี้คือรูปกายของท่านผู้นั้น เธอจงจำไว้ให้มั่น ชื่อของท่านมาจากพระนามของเทพเจ้าองค์หนึ่ง เมื่อได้พบกันแล้วท่านจะตั้งชื่อให้เธอเสียใหม่ เพื่อประกาศการเป็นเจ้าชีวิตของเธอ” ทันทีที่สิ้นเสียงของเทพบุตร ไพรวัลย์ก็ขาดจากสติ
เช้าของวันใหม่..
เสียงระเบิดกระสุนดังกึกก้องในชั้นใต้ดินของโรงพยาบาล ร่างที่นอนแน่นิ่งไม่ไหวติงบนกระโปรงรถควันยังลอยกรุ่นออกมาจากหน้าอก กระสุนปืนขนาดยิงช้างมันตีคว้านทะลุร่างของไพรวัลย์ออกไปด้านหลัง กระดูกหน้าอกคงแหลกละเอียด ผู้กองหาญศึกค่อยขยับเข้าไปหาอย่างระวัง เพื่อจะดูหน้าคนที่เขายิงให้ถนัด
“ผู้กองระวัง! เปรี้ยง!.ง.เปรี้ยง!.ง.”
จ่าแจ๋วรีบวิ่งกระหืดกระหอบ มาพร้อมกับระเบิดกระสุนจากปืนโต อีกเพียงก้าวเดียวหาญศึกเกือบโดนกรงเล็บคม มนุษย์เสือสมิง ยันตัวลุกขึ้นมาตวัดกรงเล็บใส่ทันที ก่อนจะผงะตัวลอยมือกางตีนกางจากแรงกระสุน .357 ของจ่า แต่หาได้สิ้นฤทธิ์ไม่ มันยังคงกระโจนขึ้นไปบนหลังคารถอีกคัน เผ่นโผนต่อเนื่องจนหนีไปได้อีกครั้ง
มองตามร่างชายเปลือยวิ่งลับหายไปในเงามืด น่าประหลาดยิ่งเหมือนวิ่งทะลุกำแพงได้เพราะตรงนั้นมีแต่คอนกรีตผนังหนาเป็นทางตัน แต่ร่างของเขากลับอันตรธานไปได้ราวกับใช้เวทมนต์ แสงไฟกลับมาสว่างพรึบพร้อมกันอีกครั้ง วิทยุสื่อสารลั่นเสียงโครกคราก โทรศัพท์มือถือส่งเสียงเรียกเข้า หาญศึกตกตะลึงใบหน้าซีดเผือด หันมามองจ่าผู้ตกอยู่ในชะตากรรมเดียวกันอย่างจับต้นชนปลายไม่ถูก
“ปล่อยมันไป”จ่าพูดเสียงเรียบก่อนดึงซิกการ์มาคาบ จุดไฟลนก่อนปล่อยควันโขมงจากจมูก “พึ่งจะเจอคนมีอาคมขนาดแปลงร่างเป็นเสือได้นี่แหละ แล้วก็มีพวกของขึ้นจนคุมตัวเองไม่ได้ หรือไม่ก็ทำผิดครูจนวิญญาณเสือมันลง เจออีแบบนี้กระสุนธรรมดาถึงจะยิงเท่าไรมันก็ไม่ตายหรอก หากไม่ใช้กระสุนลงอาคม เสียดายจ่ามีนัดเดียว”


หนึ่งปีต่อมา..
พื้นที่โนแมนแลนด์ระหว่างรัฐไทยและพม่า ตลาดเถื่อนอันผู้คนกำลังคลาคล่ำจับจ่ายซื้อของ เพียงแต่วันนี้มีเหตุการณ์พิเศษเพราะมีหมอจากในเมืองมาตรวจรักษาโรคให้คนในตลาดแห่งนี้โดยไม่คิดเงิน
สองร่างกำลังยืนเผชิญหน้ากันอยู่ท่ามกลางฝูงชน คนหนึ่งใส่ชุดขาวทั้งตัว ผิวพรรณสะอาดหมดจดอีกคนใส่ชุดสีดำล้วนสีผิวดำกร้าน ไพรวัลย์ ผู้แปรเปลี่ยนบุคลิกมาเป็นคนหยาบกร้านตั้งแต่หัวจรดเท้า ดวงตาสวมแว่นดำอำพราง ไว้หนวดเครารุงรัง จนผิดรูปหน้าเดิมไปมากกับชายหนุ่มร่างบางผู้มีกลิ่นของน้ำหอมติดตัว ผิวขาวละเอียดตั้งแต่หัวจรดเท้า ช่างแตกต่างดุจสวรรค์มาเคียงกับนรกในสายตาของผู้คนที่กำลังยืนมองอยู่ในขณะนี้ยิ่งนัก
“สวัสดีครับผมชื่อ กฤษณ์ เป็นหมออาสา ขอฝากตัวโดยสารไปกับรถของคุณด้วยนะครับ”
..ชื่อของท่าน มาจากพระนามของเทพเจ้าองค์หนึ่ง..
คำของพญามารตนนั้น เขายังจำได้ติดหู
“ชายคนนี้อาจจะเป็น‘มาร’ตนนั้นเสียเอง เขากำลังจะล่อลวงเราเพื่อจุดประสงค์อะไรบางอย่าง ไม่เชื่อหรอกว่าเขาจะเป็นสมมุติเทพจุติลงมาเพื่อขจัดเภทภัยให้หมู่มนุษย์อย่างที่มารตนนั้นบอกไว้ เราจะไม่ยอมให้ใครมาบงการมาเป็นเจ้าชีวิตของเราอย่างเด็ดขาด”
ความคิดอันเด็ดเดี่ยวของไพรวัลย์
คนหนวดเคราเฟิ้มมองมือที่ยื่นมาทักทายอย่างแบบสากล และใบหน้าสวยใบหน้าเดียวกันกับเทพมารองค์นั้น เวลาเพียงหนึ่งปีที่เขาต้องซมซาน ระหกระเหิน มาจนถึงดินแดนไพรเถื่อนแห่งนี้มันช่างยาวนานเสียเหลือเกิน แต่เขากลับหนีมารตนนี้ไปไม่พ้น
พอไม่เห็นเขามีปฏิกิริยาอะไร คุณหมอถึงกับเกิดอาการประหม่า ไพรวัลย์จึงยิ้มแยกเขี้ยวทำเสียงหัวเราะแห้งๆยื่นมือตอบกลับไป หมอเจ้าสำอางจึงยิ้มกว้างได้อย่างโล่งอกกล่าวแนะนำตนเองอีกครั้ง
“ผมชื่อกฤษณ์ ฝากตัวด้วยครับ”
แสงอาทิตย์อัสดงที่ปลายยอดดอย นกป่าบนกิ่งไม้ส่งเสียงเจื้อยแจ้วเริ่มเบาเสียงลงแล้วมองลงมายังชายสองคนที่เดินตามกันมาเข้าสู่แดนวิเวก คนร่างสูงได้แต่เดินจ้ำไปข้างหน้า ในขณะที่คนตามหลังเริ่มเดินอย่างกระย่องกระแย่งเต็มทีเพราะต้องหิ้วกระเป๋าหนัก ปากก็ร้องเสียงโอดคราญให้คนข้างหน้าช่วยหยุดรอที ไพรวัลย์เพียงหันคอมามองอย่างเฉยชากับคนเจ้าสำอางที่มัวแต่พิรี้พิไรในการเดิน เพราะกลัวโคลนจะติดขากางเกง
“จริงๆเลยนะใครบอกใครสอนกันให้ใส่รองเท้าหนังมาเดินป่ากัน” เขาบ่น
กฤษณ์ได้แต่ยิ้มเก้อ เป็นครั้งแรกในชีวิตที่ตนเองมาเดินป่า ไพรวัลย์เพียงส่ายหัวเดินมาดึงกระเป๋าใบใหญ่ไปจากมือมาสะพายบนบ่าของตนเองแทนแล้วเดินงุดๆทิ้งห่างไป กฤษณ์แอบขำลับหลัง คนหน้าหนวดทั้งแต่งตัวทั้งเก๊กหน้าและท่าทางเหมือนภาพ เช เกวาร่าที่ปรากฏอยู่ตามท้ายรถบรรทุกเสียจริงๆ เพียงชายคนนี้มีนัยน์ตาสองสี ตาขวาสีน้ำตาล ตาซ้ายสีเขียว
“เราจะไปไหนกันครับ”กฤษณ์ถาม
“เอาคุณไปฆ่ามั้ง”
คนหน้าบูดพูดยวนอย่างไม่มีความหมาย แต่เงยหน้ามองขึ้นไปยังหมู่บ้านบนเนินเขา ที่เห็นอยู่ไม่ไกลตาแต่ไกลเท้ายิ่ง กฤษณ์มองตาม เห็นแสงไฟหุงหาของแต่ละบ้าน ไพวัลย์บอกว่านั่นชื่อหมู่บ้านสเน่พ่อง เขาคุ้นเคยกับหัวหน้าหมู่บ้านพอจะพาเขาไปพักที่นั่นได้
ทางเดินขึ้นเนินเขาเต็มไปด้วยโคลน และรอยกีบเท้าวัวควายของชาวบ้าน มูลของมันถ่ายไว้เรี่ยราดตามรายทาง หมอสำอางต้องเดินอย่างลำบากยิ่งนัก ยิ่งเดินยิ่งไถลยิ่งเสียเวลา ต้นไม้ หญ้ารกสองข้างทางเริ่มมองไม่ออกว่าเป็นพรรณไม้อะไร คนหนวดเคราครึ้ม ต้องหันไปมองแสงสีผีตากผ้าอ้อมทางทิศตะวันตก พระอาทิตย์กำลังจะตกดิน หากเข้าหมู่บ้านหลังพลบค่ำจะเป็นเรื่องยาก อาจโดนลูกปืนทักทายมาก่อน มองกลับมายังหมอกฤษณ์ ที่เริ่มเกาหลังมือเพราะไปโดนใบตำแยเอา อันตรายอีกอย่างก็คือพวกงูและสัตว์เลื้อยคลาน ไพรวัลย์จึงเรียกให้หมอกฤษณ์ขึ้นขี่หลังตนเอง จะได้ทำเวลาไปให้ถึงหมู่บ้านก่อนจะค่ำมืดกว่านี้
“มาด้วยกันตั้งนาน ผมยังไม่รู้จักชื่อคุณเลยนะครับ คุณชื่ออะไรบอกหน่อยได้ไหม?”
กฤษณ์บนหลังของเพื่อนใหม่ เอ่ยมาอย่างอารมณ์ดี เหงื่อเม็ดใหญ่ผุดบนใบหน้า
“ใครแถวนี้เรียกผมว่านายเคราดำกันทั้งนั้น”
“เคราดำมันไม่ใช่ชื่อนี่ คุณเป็นคนหน้าดุแต่ใจดี งั้น อืม.ม.ม ผมขอเรียกคุณว่าสัณฑ์นะครับ ผมแอบนึกชื่อให้คุณอยู่ตั้งนานแน่ะ”กฤษณ์พูดไปยิ้มไป นึกไม่ถึงจะเจอคนใจดีเข้า
“สัณฑ์?”
คนหนวดเคราดกเอียงหน้า นึกคิดไปด้วย
“ดีกว่านายเคราดำไหม”
“สัณฑ์ เคราดำ”
“อะอ้าวได้นามสกุลแล้ว นายสัณฑ์ เคราดำ”
มันตลกจริง ๆกฤษณ์ตั้งชื่อใหม่ให้เขาแล้วตามคำที่มารตนนั้นได้บอกไว้ รอยยิ้มเกิดขึ้นที่มุมปากของคนหน้าหนวดอย่างไม่รู้ตัว มันจะเป็นเรื่องบังเอิญหรือจงใจกันแน่ แต่เวลานี้เขากลับรู้สึกผ่อนคลายอย่างบอกไม่ถูก ความเหงา ความว้าเหว่มาเป็นแรมปีทำให้เขาต้องการเพื่อนเช่นนั้นนะหรือ
หมอหนุ่มเกาะแผ่นหลังของเพื่อนใหม่ ปากก็ชวนพูดคุยไปด้วยอย่างอารมณ์ดี สองคนยังคงคุยกันก่อนมุดหายในดงไผ่แล้วโผล่มาอีกทีในเขตของหมู่บ้าน ไพรวัลย์หรือชื่อใหม่นายสัณฑ์ ตะโกนนำเข้าไปก่อน เพียงครู่ต่อมา แสงคบไต้ของคนในหมู่บ้าน ต่างมุ่งมาต้อนรับกับคนคุ้นเคย และแขกแปลกหน้าผู้มาเยือน



Create Date : 21 ตุลาคม 2552
Last Update : 4 สิงหาคม 2557 9:23:01 น.
Counter : 644 Pageviews.

0 comments
ชื่อ :
Comment :
 *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
ยืนยันรหัสความปลอดภัย :
(กรอกตัวเลขที่ปรากฎในภาพ)

jack_in_thegardenbean
Location :
เชียงใหม่  Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed
 Smember
 ผู้ติดตามบล็อก : 5 คน [?]



ยินดีต้อนรับสู่บ้านของคนชอบคิดชอบเขียนครับ
New Comments