ตุลาคม 2552

 
 
 
 
1
2
3
4
5
6
7
8
9
10
11
12
13
14
15
16
17
18
19
20
25
26
27
28
29
30
31
 
All Blog
เรื่องสั้น ความคิดเห็นของคนตาย
เส้นทางที่จะเข้าตัวจังหวัดใหญ่แห่งหนึ่งในภาคอีสาน ลักษณะของโค้งเป็นโค้งหักศอก มีราวเหล็กกั้นไปตามขอบถนนที่เป็นโค้ง ปลายสุดโค้งจะมีต้นจามจุรีใหญ่อายุหลายร้อยปีขึ้นสูงเด่น กิ่งก้านร่มครึ้มเต็มไปหมด และต้นจามจุรีนี่แหละที่รถยนต์หลายคันแหกโค้งพุ่งเข้ามาชนประจำ แทบจะทุกอาทิตย์ที่มีคนตายที่โค้งแห่งนี้ บางอาทิตย์ก็ 2-3 ครั้ง แต่ละครั้งก็มี คนตาย 2-3 คน ชาวบ้านแถวนั้นพากันร่ำลือว่าผีดุอย่าบอกใคร คนขับขี่รถทั่วไปเวลาขับผ่านโค้งนี้ มักจะบีบแตรเสียงดังลั่นไปตลอดโค้ง นัยว่าเป็นการขอผ่านทาง บางทีชาวบ้านนอนๆอยู่ก็ตกใจตื่น เพราะได้ยินเหมือนเสียงรถวิ่งมาแล้วชนเข้ากับอะไรบางอย่างเสียงดังโครมลั่น มันดัง มาจากโค้งนี้นั่นแหละ พอโผล่ไปดูที่หน้าต่างมองไปที่โค้ง ก็ปรากฏ ว่า...ว่างเปล่า...ไม่มีอะไรเกิดขึ้น มีบ้าน ลุงคนหนึ่ง บ้านของแกอยู่ติดกับโค้งนี้ แกบอกว่ารายล่าสุดเป็นชายหนุ่มคนหนึ่งเป็นเซลแมนขายของ ขับรถมาจบชีวิตที่นี้ จอดรถลงไปเดินเพราะเข้าใจผิดว่ามีอุบัติเหตุเกิดขึ้น ร่างของเขาถูกรถที่แล่นสวนมา ชน เข้าอย่างจัง สภาพศพมีบาดแผลฉีกขาดทั้งตัวแขนขาหัก กะโหลกศีรษะแตกสมองกระจายเกลื่อนพื้นถนน เสื้อผ้าฉีกขาด แกเคยโดนวิญญาณผีหนุ่มตนนี้หลอกจนเกือบจะช๊อกตายอยู่หลายครั้งแล้ว คืนไหนถ้าเป็นคืนวันพระ โค้งนี้มักจะเฮี้ยนจัด ตกดึกไม่รู้เสียงอะไรต่อมิอะไร มันดังมาจากโค้งให้ได้ยินตลอด เดี๋ยวก็เป็นเสียงร้องไห้โหยหวนฟังแล้วเสียดเข้าไปถึงไขสันหลัง ไม่ใช่เสียงเดียวนะแต่ยังมีเสียงหมาหอน ช่วยกันประสานกันระงมเชียว เคยมีคนเห็น รถผีชิ่งชน หลักกิโลเมตร และร่างวิญญาณออกมายืนกวักมือเรียก หากใครไม่รู้ต่างตกเป็นเหยื่อหลอกหลอนมานักต่อนักแล้ว

เสียงล้อรถบดไปกับถนน ดังอี๊ด อ๊าด! ไถลแหกโค้ง ก่อนชนโครมเข้ากับอะไรบางอย่างดังลั่น

“แม่เจ้าโว้ยรถแวนซะด้วยชนเข้ากับหลักกิโลเมตรเลยวะ”

ควันบุหรี่ลอยโขมงจากในรถ ซึ่งจอดซุ่มรออยู่ไหลทางลูกรังปลายหัวโค้ง สองหนุ่มหน้าเครียด พยักหน้าให้กันอย่างรู้ใจ กับอุบัติเหตุรถยนต์ตรงหน้า ประสบการณ์อันโชกโชนบอกให้ทั้งสองว่าควรจะทำอะไรต่อไป

“เอ็งจะไปไหมวะ?”

“ก็ไปซิของมันเคยๆ”

ปาก้นบุหรี่ทิ้ง สตาร์ทเครื่องยนต์ขณะเหยียบคันเร่งสุดฤทธิ์ พุ่งปาดออกจากไหล่ แรงกระแทกยังคงทำให้รถแวนคันนั้นไหวสะเทือน ล้อรถยังยวบยาบกับพื้นลูกรังข้างทาง มือขยับกระจกส่องหลัง ตาเพ่งมอง เห็นเป้าหมายลิบๆ เสียงหัวเราะหึๆในลำคอจากคนหนึ่งแยกเขี้ยวมองอย่างรู้หน้าที่กับงานประจำของพวกนักกู้ภัยมืออาชีพ อันเคยๆกับทางโค้งมรณะเส้นนี้ดี

ข้าพเจ้าซึ่งอยู่ใกล้ที่เกิดเหตุที่สุด รีบวิ่งตรงดิ่งไปยังรถคันนั้น หน้ารถมันจูบเข้ากับหลักกิโลเมตรอย่างเหมาะเจาะเหมาะเหม็งกระโปรงรถเปิดลอย หม้อน้ำแตกไอน้ำพวยพุ่งแต่สภาพไม่เสียหายมากกว่าที่คิด

“มีใคร!? เป็นอะไรไม่!!” ข้าพเจ้าพยายามตะโกนสุดเสียง กำปั่นทุบกระจกดัง ปึกๆๆ ร้องเรียกปลุกสติคนในรถ ชายในที่นั่งคนขับโงศีรษะขึ้นเป็นคนแรกเอามือกุมท้ายทอยสีหน้าบิดเบี้ยวอย่างเจ็บปวด

“ทางนี้ๆ!”

ข้าพเจ้าพยายามขยับปาก ผม จะ ช่วย คุณ เอง ชี้นิ้วจิ้มๆไปที่ประตูรถเพราะคนข้างในคงไม่ได้เสียงจากข้างนอกแน่ หญิงสาวข้างฝังข้าพเจ้าซึ่งน่าจะเป็นภรรยาคนขับก็เริ่มรู้สึกตัว เอามือจับต้นคอ หน้านิ่วแยกเขี้ยวแสดงความเจ็บปวดสุดฤทธิ์ โชคดีจริงๆที่พวกเขาคาดเข็มขัดนิรภัย เลยรอดตายหวุดหวิด เธอคนนั้นหมุนคอไปมาคงตรวจว่าคอคงไม่ได้หักแน่ ก่อนที่สายตาคู่นั้นจะมาสบกับข้าพเจ้าอย่างจัง เธอผงะสะดุ้งทันทีเมื่อเห็นข้าพเจ้า

“ไม่ต้องกลัวครับ!ผมมาช่วยคุณแล้ว”

ประสบการณ์งานกู้ภัยมันบอกกับผมว่า จะต้องควบคุมสติของตนเองให้ดีเสียก่อน และต้องห้ามไม่ให้ผู้ได้รับบาดเจ็บขยับตัว กระดูกของพวกเขาอาจจะเคลื่อนได้รับอันตรายในภายหลังได้

“โถแล้วกันทำไม!?พวกคุณไม่ฟังผมบ้าง"

ทั้งสองรีบเปิดประตูออกมาอย่างด่วนจี๋ โดยไม่สนใจข้าพเจ้าเลย เสียงร้องละล่ำละลักของเขาและเธอที่กรากไปเปิดประตูรถช่วงหลัง แล้วข้าพเจ้าก็ต้องตกใจเสียเองเพราะมีอีกสามชีวิตอยู่ที่นั่งอยู่เบาะหลัง เด็กกับคนแก่ แล้วข้าพเจ้าก็แทบผงะเซถอยหลังเมื่อพวกเขาเปิดไฟในรถ หญิงชราร่างท้วม เส้นผมหงอกขาวฟูกระเซิง ในชุดเสื้อคอกระเซ้า ผ้าถุง ใบหน้าซีดเหลือง ดวงตาแข็งค้างไร้แวว รู้สึกเหมือนดวงตาคู่นั้นกำลังจ้องมาที่ตัวข้าพเจ้า

“ช่วยด้วยครับคุณ! คุณแม่ผม เกิดฮาร์ทแอดแทกกระทันหัน ผมรีบขับรถจะพาแกไปส่งโรงพยาบาล จนมาแหกโค้งเอาตรงนี้”เสียงลิ้นรัวอธิบายต้นเหตุของการขับรถเป็นพายุจนมาหลุดโค้ง ซึ่งข้าพเจ้าทราบจากการแนะนำตัวกันและกันอย่างเร่งด่วน ชายคนนี้มีอาชีพเป็นตัวแทนขายสินค้าหรือเซลแมนขายของนั้นเอง

แต่ในสายตาของข้าพเจ้ามันกลับจ้องไปที่

โอ้ คุณพระช่วย เด็กชายหญิงอีกสองคนที่สองผัวเมีย กำลังพยุงตัวออกมานอกรถ ตัวซีดเหลือง ร่างสั้นเทิ้มเหมือนถูกผีเข้า ลูกตาขาวกลายเป็นแดงกล่ำจนน่ากลัว ขอบตาดำคล่ำ ทั้งคู่จดจ้องข้าพเจ้าแทบจะกินเลือดเนื้อ โดยเฉพาะยายแก่ยิ่งเหมือนมาจากฉากหนัง บ้านผีปอบ น้ำลายไหลเยิ้ม ลำคอสั่นกระตุก พยายามยกมือชี้มายังตัวข้าพเจ้า

สองขามันถอยไปเองเหยียบก้อนหินจนสะดุดเกือบหกล้ม

“คุณครับ!”

เสียงอันดัง ของชายในชุดสูทแบบนักธุรกิจหรือนักขาย ปลุกสติของข้าพเจ้าก่อนจะวิ่งป่าแตกไปซะก่อน น่าอายจริงๆ ข้าพเจ้ายอมรับเลย


มีเสียงกลุ่มฝีเท้าดังอยู่มาจากในหมู่บ้าน อีกฟากถนน กลุ่มคนที่รีบโผล่หน้าออกมาเป็นกลุ่ม พอเห็นผมเท่านั้น มันก็ โว๊กว๊าก! เสียงดังลั่นบ้างหงายหลังบ้างวิ่งย้อนกลับไป ข้าพเจ้าพยายามกวักมือเรียกให้พวกเขามาช่วยก็เปล่าประโยชน์

“จริงๆเลยนะ ชาวบ้านแถวนี้ เกิดอุบัติเหตุอะไรไม่เคยออกมาดูมาแลกันบ้างเลย... เอะอะก็คิดว่าผีกันทั้งกะปี”มือยกสูงของข้าพเจ้าต้องตั้งค้าง บ่นอุบ กับพฤติกรรมอันขลาดกลัวไร้ซึ่งน้ำใจของชาวบ้านแถวนี้

“อย่าไปสนใจ พวกเด็กวัยรุ่นพวกนี้เลยครับ มัน ชอบมาเสพยากันแถวนี้ประจำ โดนผมขู่เอาไว้จะแจ้งกำนันมาจับ พอคราวหลังมันเห็นผมมันก็พากันหนี”ทำพูดใจดีสู้เสือไปงั้นเองทั้งที่สองขามันกำลังจะวิ่งตามพวกนั้นไป

ฝ่ายชายคนนั้นบอกกับผมว่า รถของพวกเขาติดตั้ง แก๊ส กลัวว่ามันจะระเบิดลุกไหม้ต้องรีบออกห่างจากรถให้ไกลที่สุด ข้าพเจ้าชี้ไปยังศาลาที่พักริมทาง อันตั้งอยู่อย่างโดดเดี่ยว วังเวงในความมืด หญ้าขนขึ้นแวดล้อม เถาวัลย์เลื้อยพันเสาแผ่ใบปกคลุมหลังคารกทึบ

ทันที ที่เข้ามาใต้ชายคา ข้าพเจ้าถึงกับต้องเอามืออุดปากและจมูกกับกลิ่นเน่าเหม็น สองคนผัวเมียยังคงง่วนอยู่กับจัดแจงเด็กกะคนแก่นั่งลงยังพนักพิง ร่างทื่อๆเหมือนผีดิบบิดหมุนคอมายังข้าพเจ้าอีกตามเคย

“อ้าว! นั้นคุณจะไปไหน ทำไมไม่มานั่งกับพวกเราด้วยละ”

“เออ ผม ขออนุญาต วิทยุรายงานให้ศูนย์ทราบเหตุการณ์ก่อนนะครับ ไม่ไปไหนทิ้งพวกคุณจริงๆครับ”

พึ่งก้าวขาแอบถอยห่างออกมาไม่ถึงห้าก้าว ก็ถูกสองผัวจับได้ ต้องแค่นหัวเราะแหะๆปลีกตัวไม่ได้เลยเรา

“จริงๆเลยนะคนเรา”ข้าพเจ้าต้องส่ายหัวบ่นพร่ำ

“แค่ได้กลิ่น ได้ยินเสียงอะไรแปลกๆก็พาลนึกไปถึงแต่เรื่องเดียวนั้นแหละ ทำไมไม่ลองนึกพิจารณาไปอย่างอื่นบ้าง คิดแบบวิทยาศาสตร์ไม่เป็นรึไง เอาะ! ลืมไป” หันมายิ้มกับสองผัวเมียอย่างใจดีสู้เสือ คำพูดแก้เก้อ แต่พวกเขาคงไม่เห็นสีหน้าของข้าพเจ้าในเงามืดนี้หรอก ถนนเส้นนี้มันมีแต่ความมืดจริงๆ

“ไม่ๆ ผมไม่ได้บ่นว่าพวกคุณนะครับ อันนี้ผมบ่นแบบรวมๆกันนะ”

สองผัวเมียไม่ได้สนใจกับเสียงบ่น เพราะต่างคนต่างรีบประคองร่างอันแข็งทื่อของเด็กกะคนแก่อย่างยากเย็นเข้ามานั่งในศาลา สายตาอันไร้แววนั้นซิยังคงจับจ้องที่ข้าพเจ้าจนขนลุกตั้งชันไปหมด ขอสารภาพในใจเลยว่าตัวข้าพเจ้าเป็นแค่ สมาชิกมูนิธิ ระดับเพียงคอยแจ้งข่าวสารเป็นแค่มือใหม่ไม่เคยต้องลุยเดี่ยวเช่นนี้เลย เจอ อิแบบนี้หัวเราะไม่ออกร้องไห้ไม่ได้จริงๆ

คนตายเพียงกายแต่ยังไม่ดับจิตพ้นไปจากร่าง หรือที่เรียกว่า ผีดิบ จากประสบการณ์ที่ได้ยินข่าวลือในแวดวงกู้ภัยของข้าพเจ้า ในนี้ต้องมี ผอ สระ อี แน่ ผมพยายามจะเลี่ยงจะพูดคำนั้น ข้าพเจ้าพยักหน้าอย่างช้าๆ แล้วกวักมือลงให้ทั้งหมดนั่งลงกับม้านั่ง ฝืนทำตัวให้ปกติที่สุดแม้หัวใจจะหวาดผวาต่อร่างอันเหมือนไร้วิญญาณสามตนนั้น ตัวข้าพเจ้าขอปลีกไปนั่งเอกเขนกฝังคนเดียวในความมืด ทำการสารยายความจริงบางอย่างให้ฟังทันที


“ข้างๆนั้นนะ”ชี้นิ้วไปที่พงหญ้าขนอันแน่นทึบ มืดจนมองไม่เห็นอะไร นอกจากกลิ่นเหม็นอันน่าสะอิดสะเอือนเหมือนว่ามันจะอยู่ใกล้จมูกก็ไม่ปาน

“มีหมาเน่า นอนอึ้ดทึ่ด ขึ้นอืด เน่าเฟะ ต้นเหตุของกลิ่นอันร้ายกาจน่ะ ทนหน่อย เอาผ้าจมูกไว้ก่อนก็ได้นะ อย่าทำเหมือนชาวบ้านแถวนี้ล่ะ ได้กลิ่นเหม็นสาบสางแบบนี้เข้าหน่อยเอะอะก็เหมาว่าเป็นกลิ่นผีลูกเดียว”

“คุณรู้ได้ไง?”สองผัวเมียถามขึ้นพร้อมกัน

“ก็ผมมานั่งอยู่ตรงนี้ก่อนแล้วไง”

“เออ ใช้สิเมื่อกี้ เราเห็นอยู่แวบหนึ่งว่ามีรถหน่วยกู้ภัยของพวกคุณ ว่าแต่ คุณทนได้ยังไงนะ กลิ่นมันแรงซะขนาดนี้”ข้าพเจ้าต้องส่ายหัวแต่ริมฝีปากเจือด้วยรอยยิ้มตอบจากในมุมมืดของศาลา

“ศพคนตายก็เหม็นยั้งงี้แหละ ผมทนได้ตั้งนานแล้ว”ได้โอกาสคุยซะเลย

“โอ...ใช้จริงซินะ”สองผัวเมียผงกหัวให้แก่กัน

“คุณคงคุ้นเคยกับการเก็บศพมามาก จนไม่เหลือที่ว่างในหัวสมองให้กลัวกับเรื่องพวกนี้อีกแล้วสินะ”

ใช้สิ ในหัว สมอง ของข้าพเจ้าตอนนี้มันโล่งไปหมดแล้ว ไม่รู้จะพะวงกับเรื่องพวกนี้ไปอีกทำไม ก็เรามัน... ข้าพเจ้านึกถึงประสบการณ์อันต้องข้องเกี่ยวกับพวกกู้ภัยเก็บศพ เห็นคนตายโดยเฉพาะที่โค้งแห่งนี้มานักต่อนัก ควรจะชินกับเรื่องพวกนี้ได้แล้ว

ชั่วโมงหนึ่งถึงจะมีรถผ่านมาสักคันพร้อมกับกดแตรลั่น ข้าพเจ้าไม่ชอบแสงไฟที่รถมันสาดมาโดนร่าง ต้องถอยกรูดหลบเลย อยู่กลางคืนจนชิน ม่านตามันก็เลยไม่เปิดรับแสงเอาซะเลย ฝ่ายผู้หญิงนั้นก็คอยจับจ้องฝ่าความมืดมายังตัวข้าพเจ้าอยู่หลายทีคล้ายหวาดระแวงในตัวคนแปลกหน้าอย่างผม

“ผมเคยได้ยินเรื่อง อาถรรพ์ ของโค้งแห่งนี้ ว่ามักจะมีวิญญาณมากวักมือ หลอนหลอนคนอยู่ข้างทาง คุณทำหน้าที่อยู่ตรงนี้คงจะตอบคำถามผมได้แน่ว่าข่าวลือร้ายๆเกี่ยวกับโค้งแห่งนี้มันจริงรึเปล่า”

ข้าพเจ้าถึงกับลุกขึ้นนั่งตัวตรงจากคำพูดของอีกฝ่าย

“ใช่ที่ไหน...เป็นไอ้พวกเด็กขี้ยาแถวนี้มันทำตะหาก เจ้าพวกนี่นะ พอมันเสพยาเมาได้ที่ ก็ทำพิเลน ไปหลอกชาวบ้าน ก็ไอ้พวกที่หนีไปตะกี้ไงละ เสียงดังแปลกๆก็มาจากไอ้พวกนี้ทั้งนั้นแหละฮะๆ”

ผมล่ะขบขันซะมากกว่าเรื่องไม่เป็นความจริงสักนิดแต่สองคนผัวเมียกับ

“ของแบบนี้ ไม่เชื่อก็อย่าหลบหลู่นะครับ”อีกฝ่ายเริ่มเสียงอ่อย

“บ้านเมืองเรากำลังเข้าสู่ยุคดิจิตอลแล้วครับคุณ... ถ้าคนไทยเรายังมัวงมโข่งอยู่กับเรื่องพรรค์นี้ ประเทศของเราคงไม่ไปถึงไหนแน่ ก็คงต้องตามตูดประเทศญี่ปุ่นประเทศมหาอำนาจกันต่อไป พวกคุณสองคนก็เป็นคนสมัยใหม่ ไม่ควรหมกมุ่นกับเรื่องพวกนี้นะครับ

ข้าพเจ้ารู้สึกขบขันกับความคิดของคนโดยทั่วไปต่อทางโค้งแห่งนี้อีกสองคนเงียบเสียงไปเลยกับคำตำหนิเมื่อกี่ของข้าพเจ้า

สองผัวเมียต่างควักเอาโทรศัพท์มือถือ ก้มลงใช้แสงจากหน้าจอมือถืออันน้อยนิด ส่องกราดไปกับพื้นศาลา อันรกเต็มไปด้วยถ้อย จาน ชาม เศษจานอาหารขึ้นรา ทั้งใหม่และเก่าดำเป็นก้อน แมลงสาปวิ่งกันให้พล่าน ไต่กันยั้วเยี้ยะ กลิ่นอับๆเหม็นเน่า คละเคล้าไปกับกลิ่นธูปเทียน ก้านธูป ขี้เถ้าในกระถางอันเก่าคร่ำคราเศษดอกไม้แห้งธูปเทียนในตะกร้าสีกระดำกระด่าง

“เหม็นยังกะโรงเก็บศพเลย”เสียงคนหนึ่งเปรยขึ้น

โบร๋ว...โบร๋ว...

“แล้วไอ้เสียงหมาหอนกันกรูเกรียวนี้มัน กำลังหอนอะไรครับ”ชายหนุ่มหัวหน้าครอบครัว หันความสนใจไปที่ฝูงหมา ตั้งคำถามขึ้น

ข้าพเจ้าหันมองไปยังความมืดและเงียบ วังเวงรอบด้าน หมามันต้องหอนอยู่หลังพงรก ใกล้ๆนี้เอง เพราะได้ยินเสียงมันวิ่ง สวบสาบลัดพง กัดกันเองอย่างบ้าคลั่งของพวกหมาๆ

"คุณไม่ควรพูดเช่นนั้นลูกเมียคุณจะตกใจหมด"

ส่ายหน้าจ้องตาเป็นเชิงตำหนิ กับคนเป็นพ่อและสามีตรงหน้าเขาคนนั้นเงียบเสียงลงทันที เพราะสถานการณ์เวลานี้ ไม่ควรพูดอะไรที่มันทำให้ทุกคนขวัญเสียอีก


“ฮะๆ โอ๊ยขำ ถ้า...พวกคุณ มารู้เหมือนผมละก็ ฮะๆ”ต้องเอามือกุมท้อง หัวเราะอย่างไม่เคยได้หัวเราะมานาน จากประสบการณ์เวลานี้ควรเปลี่ยนความเงียบอึดอัดให้เป็นเสียงหัวเราะข้าพเจ้าคิดเช่นนั้น

“คืองี้”

เสียงตอบรับของข้าพเจ้า นั่งพิงเอกเขนกตอบมาจากในความมืด

"หมามันกำลัง สมจร ติดสัดกันอยู่นะ เออ...มันกำลัง มีอะไรๆกันแบบหมู่ๆเหมือนกะคนเรานี้แหละ ฮิๆ มันเป็นเรื่องธรรมชาติน่ะ คนเรามักเอาแต่คิดว่า หมามันหอนเพราะเห็นผี มันไม่ใช่ไปทั้งหมดนะเราต้องไม่ลืมข้อนี้ด้วย คิดๆแบบวิทยาศาสตร์หน่อย...”

คนผัวเมียถึงกับอ้าปากเว่อ เกาหัวแกรกๆ มุขตลกของข้าพเจ้าออกจะฝืดไปนิด

“อย่าไปว่ามันเลยนะครับ ปีหนึ่งมันมันจะผสมพันธุ์กันแค่ครั้งเดียวเอง ไอ้ตัวอื่นๆที่ต้องรอคิว มันมีหมาตัวเพศหญิงอยู่แค่ตัวเดียวมันก็ต้องเห่าหอน ระบายความอัดอั้นเป็นธรรมดานะสิ”

อารมณ์ของข้าพเจ้ากลับเข้าที่ปกติเพราะดูๆสองผัวเมียจะเป็นอะไรไปไม่ได้แน่นอกจาก“คน”เท่านั้นและมีจิตแข็งใช้ได้เลย ขยับนั่งตัวตรง เผชิญหน้าสองผัวเมียซึ่งต่างเห็นกันและกันในความมืดสลัว พูดด้วยน้ำเสียงเคร่งขรึมเป็นการเป็นงานขึ้นว่า

“คุณทั้งสองคน ฟัง และเข้าใจให้ดี แล้วช่วยบอกต่อๆไปยังคนอื่นด้วย ถนนเส้นทางนี้มันขรุขระเป็นหลุมเป็นบ่อ โดยเฉพาะโค้งหักศอกนี้ หากขับมาเกิน 80 กม/ชั่วโมงแล้วมีรถอีกเลนวิ่งสวนมา โอกาสเสี่ยงสูงที่จะหักหลบกันจนหลุดโค้ง เหมือนเช่นรายของคุณ ก็ไอ้เรื่องผีอุปทานกลัวกันไปเองจนขึ้นสมองนี้ล่ะ ทุกคนเลยต่างขับเหยียบกันสุดฤทธิ์ก็เลยมีคนมาตายเพิ่มขึ้นทุกอาทิตย์”

คำพูดและท่าทางซึ่งข้าพเจ้าพยายามส่งไปไม่เข้าหูเข้าตาพวกเขาเลยสักนิด เบื่อกับ คน ที่ไม่ยอมรับรู้อะไรเลยพวกนี้จริงๆ

อาการของยายแก่(ผีปอบ)เริ่มหนักขึ้น น้ำลายฟูมปากตัวสั่นเหมือนกำลังปลุกพระ เด็กอีกสองคนก็อาการหนักพยายามจะดิ้นรนให้หลุดจากวงแขนของพ่อแม่ตามองข้าพเจ้าด้วยน้ำตาไหลพราก

“ช่วยด้วยครับคุณ!ได้โปรดเถอะ”

ข้าพเจ้ารีบก้าวออกจากศาลามายืนหันหลังนิ่ง ประสบการณ์มันบอกว่าเวลานี้ต้องไปแล้ว

“ยายแก กับเด็กแค่ตกใจกลัวจนช๊อกไปเท่านั่น อีกเดี๋ยวจะดีขึ้นเอง พวกคุณสองคนเตรียมตัวให้ดีละกัน”

“ไหนว่า!คุณเป็นเจ้าหน้าที่หน่วยกู้ภัยไง! เวลานี้ทำไม่?ไม่ยอมช่วยคน เอาแต่พูดๆอย่างเดียว แล้วไหน! รถกู้ภัยคันนั้นมันขับหายไปไหนแล้ว นี้มันเลยเวลาที่คุณวิทยุมาตั้งนานแล้วนะ”สองผัวเมียต่างตัดพ้อ

“วิทยุผมเสียมาตั้งนานแล้ว และพวกมันก็คงไม่มาหรอกไอ้พวกหน่วยกู้ภัยนั้นนะ ผมรอจนตายซากอยู่ที่นี้ทุกคืนมันยังไม่เคยยอมมาทักผมสักครั้งเลย”

ข้าพเจ้าเริ่มไม่สบอารมณ์ หงุดหงิด สองคนผัวเมียนี้ตะหากที่อาการหนัก เซ้าซี้เรื่องมากไม่ยอมรับรู้อะไรเลย

ข้าพเจ้าได้แต่ทดถ้อใจ อยากจะบอกความจริงว่าข้าพเจ้าเป็นสมาชิกคอยวิทยุเรียกแจ้งเหตุร้ายเท่านั้น อาชีพหลักของข้าพเจ้าคือ เซลแมนขายของต่างหาก สองคนนี้ช่างไม่รู้สถานการณ์ของตนเองบ้างเลยว่า... แม้แม่แก่ๆกับเด็กๆ เป็น อะไรไปแล้วก็ยังไม่รู้ แต่ ยังไงพวกเขาก็เป็นเพื่อนดีที่หายาก

“ผม กำลัง ตามหา ของๆผม ที่ มัน ตก หาย บน ถนน พวก คุณเห็นบ้างหรือเปล่า”

“ของ?”

สีหน้างงงวยของสองผัวเมียขณะกอดรัดรั้งร่างคนแก่และเด็กเอาไว้ เพราะน้ำเสียงอันยานคางเย็นยะเยือกของข้าพเจ้า

“ผม มี ยาดม อยู่ หลอด หนึ่ง เอา ไปดม ซะนะ”ว่าแล้วก็ยื่นส่งให้ด้วยแขนอันยืดยาวได้ของข้าพเจ้า ได้ยินเสียงรถแล่นใกล้มาข้างหลังอีกคัน และแสงไฟสาดมา แสงสว่างทำให้เราทั้งหมดมองเห็นกันได้ชัดเจนเป็นครั้งแรก

“อ้าว โว้ย!! นิ้ว นิ้วคนเวอ...ว้าย!กรี๊ด!!”

หงายหลังล้มตึงก้นจ่ำเบ้า

“อาวนิ้วฉานมา...เห่อๆ”

สองผัวเมียถึงกับกระเทิบก้นถอยกรูด จนศาลาหรือศาลผีของข้าพเจ้าไหวสะเทือนยวบยาบ อ้าปากค้าง ลูกตาแทบถลนออกจากเบ้า ชี้นิ้วสั่นๆ มาที่ใบหน้าอันเหลืออยู่ครึ่งเดียวของข้าพเจ้า

“หัวหัวมีครึ่งเดียวอุบอ๊อก”

ลมเย็นมันพัดผ่านศีรษะของข้าพเจ้า ไปเข้าปากสองผัวเมีย กลิ่นเหม็นเน่า มันทำให้ทั้งสองอาเจียน แต่ก็ยังทุรนทุรายพรวดพราด แหกปากร้องไม่หยุด

“ไม่อยู่แล้วโว๊ย!ว๊าก!กรี๊ด”

แล้วจะร้องหาพ่อแก้วแม่แก้วทำไม?ไม่ทราบ

ความเร็วในการวิ่งของสามีภรรยาคู่นี้ ราวกับวิ่งแข่งโอลิมปิก แต่ก็ยังช้ากว่าเด็กสองคนที่วิ่งล่ำหน้าไปแล้ว โดยเฉพาะยายแก่ที่ไวปานนรก วิ่งจนผ้าถุงปลิว พรวดพราดไปถึงรถก่อนเพื่อน สตาร์ทรถได้ทำท่าจะขับแล่นหนีไปคนเดียวซะอีก เฮ้อๆ แก่ปูนนี้ไม่รู้จักอายลูกอายหลานวิ่งจนผ้าถุงหลุดลุ่ยเลยนะ

ไปอีกแล้วเพื่อนเรา

ทุกคืนวันพระข้าพเจ้าต้องมาดักรอเพื่อน ใครซักคน อยากโบกให้จอดรถ แล้วถามว่าเคยเห็น ลูกตา กะ นิ้วมือของข้าพเจ้าไหม?มันติดล้อรถใครไปบ้างก็แค่นั้นเอง แต่ ไม่เคยมีใครจะยอมช่วย ยอมบอก ทุกคนเอาแต่หนีลูกเดียว ฮือๆ คิดแล้วมันซ้ำใจมันน่าน้อยใจนัก

"ฮือๆๆ"

โบร๋ว...โบร๋ว...

"ฮือๆโอ๊ยอ๊าก…"

"ลูกตา จมูก ปาก หัวอยู่ไหน ทำไม!? มันโล่งอย่างนี้"

โบร๋ว...โบร๋ว...

ข้าพเจ้าเกลียดกลิ่นเหม็น อยู่ไหนก็ได้กลิ่น เกลียดหมาที่ชอบมาเห่าหอน ใส่ตัวข้าพเจ้า และยิ่งเกลียดที่สุด คือ ยายแก่คนนั้น ใกล้ตายกลายเป็นผีอยู่มะรอมมะร่อ ยังมาทำกลัวใส่กันอีก แก่ๆยังงี้ยังไงสักวันก็ต้องตายเป็นผีเหมือนกันอยู่แล้ว จะต่างกันไหนเซียวก็แค่ข้าพเจ้าตายก่อนแค่นั้นเอง

ข้าพเจ้าต้องกลับมายืนเฝ้ามองดูรถของเพื่อนคันนั้น แล่นหนีไปด้วยความเร็วสูง คงจะอีกนานจะหาเพื่อนดีๆอย่างนี้ได้อีก คนเราเมื่อเกิดได้ ก็ตายได้ ใครมันจะอยู่ค่ำฟ้ายังไงก็ต้องตายกลายเป็นผีไปสักวันหนึ่งแน่ๆ ช้าเร็ว แล้วแต่กรรมใครกรรมมัน ทำไม? ต้องมากลัวกันด้วยคนมันก็เป็นผีผิดแต่ที่มีร่างอยู่อาศัย พอร่างกายบุบสลายตายลง ก็ต้องกลายเป็นแบบข้าพเจ้านี้แหละ จริงไหม


“เห่อ เหอ เหอ เห่อ เหอ เหอ...”



Create Date : 21 ตุลาคม 2552
Last Update : 14 พฤศจิกายน 2552 13:29:46 น.
Counter : 284 Pageviews.

1 comments
  
สนุกดีค่ะ..ชอบๆ
โดย: ปลา IP: 114.128.24.182 วันที่: 21 ตุลาคม 2552 เวลา:13:48:38 น.
ชื่อ :
Comment :
 *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
ยืนยันรหัสความปลอดภัย :
(กรอกตัวเลขที่ปรากฎในภาพ)

jack_in_thegardenbean
Location :
เชียงใหม่  Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed
 Smember
 ผู้ติดตามบล็อก : 5 คน [?]



ยินดีต้อนรับสู่บ้านของคนชอบคิดชอบเขียนครับ
New Comments