มีนาคม 2554

 
 
1
2
3
4
5
6
7
8
9
10
11
12
13
15
16
18
19
20
21
22
23
24
25
26
27
28
29
30
31
 
 
All Blog
เจ้าชายหิ่งห้อยกับเจ้าหญิงแสงจันทร์ บทที่ 15
“ดอกไม้ให้คนสวยอย่างคุณวิมลครับ”

ผู้จัดการถึงกับอึ้งหน้าแดงซ่าน วันนี้กะจะแกล้งขวางบุญส่งไม่ให้เข้าไปหาญาดาในห้องกลับเจอเล่นมายากลเรียกกุหลาบสีเหลืองออกมาจากมือที่ว่างเปล่า หนุ่มในชุดทักซิโด้คุกเข่าลง มอบให้สาวใหญ่ผู้เปล่าเปลี่ยวรัก กุหลาบสีเหลืองแทนความหมายขอเป็นชู้ทางใจ ทำเอาเธอถึงกับพูดจาไม่ออก พยาบาลสาวมาเห็นเข้าต่างยิ้มน้อยใหญ่ สาวใหญ่อย่างเธอพึ่งได้ดอกไม้จากผู้ชายก็วันนี้แหละ

“จะมาไม้ไหนอีกละพ่อคาสโนว่าบุญส่ง!”

รีบคว้าดอกไม้ไว้ ทำเป็นหน้าบูดบึ้งแต่หัวใจที่เคยเปลี่ยวรักกลับเบ่งบาน หนุ่มหน้าสวยไม่เคยจะหยุดพร่ำคำหวานเลย

“เคยมีใครบอกไหมว่าคุณวิมลยังสาวและสวยอยู่เลย”

“เจ้าชู้จริงนะเราเดี๋ยวพี่อึ๋ย ฉัน..ฉันจะฟ้องญาดาว่าเธอมาทำเจ้าชู้กับพี่..”

เจอการรุกเข้าถึงเนื้อถึงตัว สาวถึกผู้ไม่เคยผ่านความรักถึงกับเก็บสีหน้าไม่อยู่ กุหลาบสีแดงในมือบุญส่งลอยไปมาใกล้จมูกของเธอ ทำให้หัวใจเต้นระรัว ราวกับตนเองได้พบรักแรก ทำไมยิ่งมองยิ่งหลงใหลเจ้าหนุ่มส่งดอกไม้มากขึ้นทุกที เด็กหนุ่มจอมเฟอะฟะในวันแรกกลายเป็นเทพบุตรไปแล้วเซียวหรือ

ข้างเตียงของญาดายังคงมีบุญส่งมาเคียงใกล้อยู่เสมอ รอยยิ้มและเสียงหัวเราะไม่เคยขาดเมื่อเขาเล่นมายากลให้เธอดู เธอสะอาดบริสุทธิ์ เป็นเจ้าหญิงในสวนดอกไม้ในใจของเขา จะมีเพียงช่วงเวลานี้ที่เขาสบายใจที่สุด

ญาดาเอื้อมมือมาเขย่าคางชายหนุ่มเล่นพรางหัวเราะแช่มชื่นนัยน์ตาสุกใส

“เคยมีใครบอกไหมว่าดวงหทัยเปลี่ยนไปมากเลย ไม่เป็นเด็กกระเปิ๊บกระป๊าบเหมือนแต่ก่อนเลยแถมยังหูตาแพรวพราวอีก เมื่อกี้เห็นนะไปทำอะไรคุณวิมลเข้าเธอถึงหลบหน้าไปแล้ว”

“ดอกไม้เพียงดอกเดียวก็ทำให้เธอมีความสุขแล้วครับ”

เพียงเอามือไขว้หลัง กลับมาก็มีกุหลาบช่อใหญ่สีขาวสะอาดตามอบให้

“กุหลาบสีขาวแทนความหมาย ฉันรักเธอด้วยใจบริสุทธิ์ ไม่หวังสิ่งใดตอบแทน ผมขอมอบมันให้กับพี่ดาร์ลิ่งของผมครับ”จุมพิตนุ่มนวลบนมือของเธอ พร้อมกับประโยคที่มีแต่เขาเท่านั้นที่กล้าพูด บุญส่งเจ้าชู้แบบน่ารักมากมายทำเอาเธอไม่รู้จะยิ้มหรือจะขันดี

“อีกไม่นานผมจะนำกุหลาบสีดำอันแท้ความหมายแห่งรักนิรันดร์มามอบให้พี่ดาร์ลิ่งของผม โปรดรอนะครับ”

“นี่ไม่คิดจะมอบกุหลาบสีดำให้สาวไหนบ้างเลยเหรอ”

“กุหลาบสีดำสำหรับพี่ญาดาเท่านั้นครับ”

“แต่พี่ชอบกุหลาบสีแดงกับสีขาวมากกว่านะ”

“สีดำคือตัวแทนของความรักที่เป็นนิจนิรันดร์ เป็นอมตะผมเลือกที่จะมอบมันให้กับพี่ครับ”

แต่ละประโยคของเขาคงจะหาฟังจากที่ไหนไม่ได้ ญาดากลับนึกนิยม
“แต่จิตใจของเธออย่าดำตามละกัน พยาบาลที่นี่สวยๆ กันทั้งนั้น พี่รู้นะว่าเธอไปทำเจ้าชู้ใส่ระวังแฟนเขาจะมาเล่นงานเข้าให้นะ”

“ผมก็แค่มอบดอกไม้ให้ พวกเธอทำงานกันเครียดผมให้ดอกไม้ก็เพื่อเป็นกำลังใจไงครับ”

“ก๊อก ก๊อก พี่ญาดามาแล้วค้า..”

แขกประจำอีกหนึ่งผ่านประตูเข้ามา แนนนี่รู้สึกหงุดหงิดมาก พอคล้อยหลังดินเนอร์กับเสี่ยเจษฎาจะมาเยี่ยมไข้ญาดาเป็นต้องพบบุญส่งอยู่ที่นี่ทุกที
จะยังไงตอนนี้ก็จัดการเจ้าตัวดีที่ชอบเกาะแกะญาดาไม่ได้แน่ ออกไปข้างนอกจะดึงให้หูยานเลย

สองนางแบบสาวนั่งคุยกันอย่างไม่รู้เบื่อเช่นเคย เรื่องที่คุยก็ไม่พ้นขอคำปรึกษาในวงการ

“จะยังไงเธอก็อย่าทำอะไรที่มันนอกกรอบมากละกัน เสี่ยเจษฎาเขาเป็นคนดีก็จริงแต่ยังไงเขาก็มีภรรยามีลูกอยู่แล้ว เสี่ยงมากที่เธอจะโดนกระแสสังคมกดดัน มันจะกระทบกับงานของเธอได้นะ พี่เห็นหลายคนต้องลาวงการไปก่อนเวลาที่ควรก็เพราะเรื่องแบบนี้”

แอบมีถอนใจให้เห็น แนนนี่ยอมรับว่าเธอโดนสื่อมวลชนโจมตีมากในเรื่องเสี่ยเจษฎา

“น้องกับเสี่ยไม่ได้ทำผิดอะไรนี่คะ เราพบหน้ากันนานทีด้วยซ้ำ พวกหมอดูมันอยากดังก็เลยเล่นข่าว พวกหนังสือพิมพ์กับนิตยสารมันก็รับลูกตาม ชีวิตของน้องมันไม่ได้เป็นไปตามที่ใครกำหนดให้เป็นไปอย่างนั้นเป็นอย่างนี้นะ มันอยู่ที่ตัวน้องเองที่เป็นคนกำหนดต่างหาก”

มันเป็นคำพูดที่ค่อนข้างยึดอัตตาของตนมาก แนนนี่รีบขอโทษญาดาทันที
ญาดาไม่ได้เห็นด้วยกับคำพูดของเธอ

“เธอยังสาวและอยู่ในวงการอีกนานเลยนะ การไปคบหากับสามีชาวบ้านยังไงมันก็ดูไม่ดีแน่แล้วยังนายไมค์อีกคน มันไม่ดีเลยที่ผู้หญิงคนหนึ่งคบหากับผู้ชายมากกว่าหนึ่งคน ที่พี่พูดหวังว่าเธอจะเข้าใจนะ”

คำพูดตรงมากของญาดาไม่ทำให้แนนนี่โกรธ รุ่นพี่นางแบบคนนี้ผ่านประสบการณ์ในวงการมามาก เธอรู้สึกถึงกระแสเสียงที่เป็นมิตรไม่เสแสร้งจะมีก็แต่คนอย่างญาดาที่เธอน้อมรับฟังคำตักเตือนได้ทั้งหมด

“กับนายไมค์เพราะผู้ใหญ่เขาให้คบเพื่อหวังให้เกาะกระแสพระเอกอย่างเขาดังแต่ตอนนี้น้องอยากสลัดผู้ชายหลงตัวเองคนนี้ให้พ้นหน้ามากกว่าค่ะ ส่วนเสี่ยเจษฎาเราคบหากันมาก่อนเข้าวงการด้วยซ้ำแต่ว่าต่อจากนี้น้องจะระวังตัวให้มากตามที่พี่เตือนค่ะ”

จนกว่าเสี่ยเจษฎาจะเป็นอิสระเธอคงต้องพักการไปพบปะกับเขา




โรงแรมแห่งหนึ่ง ที่ทางเข้า-ออกเป็นความลับอยู่เสมอ

หญิงสาวมีเพียงผ้านุ่งพันกายอย่างหมิ่นเหม่ นั่งสูบบุหรี่ที่ขอบเตียงอย่างผ่อนคลายหลังจากเสร็จกามกิจกับชายหนุ่ม เธอหยิบเอาเช็คมาเขียนตัวเลขไปด้วยแล้วมอบมันให้ บุญส่งปฏิเสธทันที

“ผมไม่รับเงินจากคุณแนนนี่หรอกครับ ผมรักคุณมาก”

เช็คเงินสดถูกยัดใส่ในมือของเขาทันที เธอไม่ชอบพูดมากเป็นครั้งที่สอง

“ฉันพอใจให้เรื่องของเรามีเพียงแค่นี้ ฉันได้ความสุขส่วนนายก็ได้เงินมันก็แฟร์ดี”

นั่งสูบบุหรี่มวนต่อมวน เซ็กซ์มันทำให้เธอปลดปล่อยความต้องการที่สะสมมานาน พอรู้ว่าบุญส่งไม่ได้มีสัมพันธ์กับพ่อโรส ความตะขิดตะขวงใจมันจึงหมดไป การนัดพบเกิดขึ้นถี่และบ่อยครั้งหลังจากทั้งสองมาเยี่ยมไข้ญาดา

“แต่ผมรักคุณแนนนี่นะครับ รักมาก..สมัยเด็กจำได้ไหมเราเคยเล่นแต่งงานกันด้วย เราเคยสัญญากันว่าพอโตแล้วจะแต่งงานกัน”

“นายยังติดความหลังอยู่หรือไง ปัจจุบันนี้นายไม่ใช่คุณชายผู้สูงส่งที่ฉันจะต้องคอยเอาใจเหมือนตอนเด็กๆ อีกแล้วนะรู้ตัวไว้ด้วยอีกอย่างนายเลิกทำตัวเป็นเจ้าของพี่ญาดาเสียทีฉันหมั่นไส้”
“คุณหึงผม”

“น้อยหน่อยเถอะ ฉันเคารพพี่ญาดามากไม่อยากให้นายไปทำรุ่มร่ามกับเธอต่างหาก”

“แล้วคุณแนนนี่มามีอะไรกับผมทำไม”

ความหลังของหญิงสาวมันเหมือนจะคืนมาในบัดนั้น

“สมัยฉันอยู่เมืองนอกเคยมีแฟนเป็นชาวอังกฤษ ฉันรักเขามาก ในคืนที่เราจะมีเซ็กซ์กัน เขากลับเป็นคนรุนแรงและกักขฬะ จะรุกเร้าเข้ามาให้ได้ ฉันกรีดร้องด้วยความเจ็บปวดแต่เขากลับทำไม่สน ความรักมันไม่ใช่อย่างที่ฉันคิดเลย เซ็กซ์ครั้งแรกของฉันมันเลยล้มอย่างไม่เป็นท่า ฉันกลัวการมีเซ็กซ์มาตั้งแต่ตอนนั้นจนกระทั้งมาหลวมตัวกับนาย อาจจะเพราะนายคือผู้ชายคนแรกที่ฉันผูกพันด้วยในอดีตก็ได้มันจึงสำเร็จ”

บี้ก้นบุหรี่กับที่เขี่ยเสร็จ นัยน์ตาคมหันมามอง

”แต่อย่าคิดนะว่าฉันรักนาย”

สายตาอันคมลึกนั้น บุญส่งไม่เคยจะอ่านออกเลย เธอคิดยังไงกับเขากันแน่

“การมามีอะไรกับผมทำให้คุณแนนนี่คงมั่นใจในตัวเองมากขึ้นซินะครับ”
.ในสายตาของบุญส่ง แนนนี่ช่างเป็นผู้หญิงที่มีความมั่นใจในตนเองสูง เป็นคนกล้าได้กล้าเสียไม่ยึดติดกับธรรมเนียม แม้อายุจะเท่ากันแต่แนนนี่ดูจะผ่านโลกมามากกว่าเขา

ผ้าผืนน้อยพันกายสาวถูกดึงออกไป บุญส่งพร้อมอีกครั้ง พร่างพรมริมฝีปากนุ่มทั่วผิวเนียนไม่เว้นแม้จุดกระสัน ร่างกายสาวกำลังร้าวรานด้วยลิ้นซุกซนสอดแทรกทั่วถึง มือจิกผ้าปูเตียงปานจะฉีกขาด

อยากจะกรีดร้องให้สุดเสียง ทั้งร่างสั่นปนเกร็งตึง เมื่อเขาชำแรกความสาวอย่างลึกล่ำ

ลูกเจ้านายที่เธอต้องคอยตามใจในอดีต กลายเป็นเพียงผู้ชายที่ต้องตามใจเธอทุกอย่างเพียงเพื่อเศษเงิน ศักดิ์ศรีของเขาไม่มีอีกแล้ว ใจหนึ่งกลับสับสนสิ่งที่เธอทำอยู่นี่มันใช่การแก้แค้นแน่หรือ แม้แต่เสี่ยเจษฎาเธอกลับไม่มีความคิดจะเสพสมด้วยเลย
ทำไมต้องเป็นเขาด้วย?




กุหลาบถูกเติมปุ๋ยสูตรพิเศษลงไป ครั้งแล้วครั้งเล่าจนกุหลาบสีขาวแปรสีสันจนเกือบเป็นดำสนิท กลิ่นหอมราวกับหัวน้ำหอมชั้นเลิศฟุ้งกระจายทั่วสวนดอกไม้ลอยฟ้า

กุหลาบสีขาวหรือแฟนธ่อมโรสบัดนี้ได้กลายเป็นกุหลาบสีดำสมบูรณ์แล้ว จะได้เงินจากเจ๊โรสมาทำการทดลองอีกหรือไม่เขาไม่สนใจอีกแล้ว อีกไม่นานกุหลาบดำจะต้องไปอยู่ในมือพี่ญาดายอดเสน่หาของเขา

“ดวง นายเปลี่ยนไปมากเลยนะ”

น้ำเสียงจากหญิงสาวด้านหลัง เขาตอบอย่างเฉยชาเพราะรินแอบตามเขามาอีกแล้ว

“ฉันก็เป็นคนเดิมนี่”

รินเดินเข้ามาใกล้ต้นกุหลาบดำ เอาผ้าปิดจมูกไปด้วย แม้มันจะรูปสวย มีกลิ่นหอมหวานหากมีสิ่งที่เธอหวาดกลัวนั่นคือมันมีฤทธิ์สะกดคนได้ ร้ายกาจกว่ากุหลาบทุกสีในสวนแห่งนี้

“นายเปลี่ยนไปเหมือนเป็นคนละคนเลย ไม่ใช่ดวงหทัยที่นิสัยหนิมๆ เหมือนแต่ก่อน ฉันคิดว่าเป็นเพราะกุหลาบต้นนี้แน่ที่ทำให้นายเปลี่ยนไป มันมีกลิ่นหอมที่ทำให้รู้สึกดีมากก็จริงแต่ฉันรู้สึกหวาดกลัวมันเหลือเกิน”

สายตาคู่นั้นหันกลับมาอย่างตั้งคำถาม รินรู้สึกกระอักกระอ่วนในใจเพราะนึกคำพูดไม่ออกเลย

“ไม่ใช่ คือ..คือฉันอยากจะบอกว่าดวงตาของนายดูเปลี่ยนไปมากต่างหาก ดูเจ้าความคิดมากขึ้นไม่ใสซื่อเหมือนแต่ก่อนเลย ฉันชอบที่นายเป็นเมื่อก่อนมากกว่านะ”

“เราจดทะเบียนสมรสกันแล้วนะ มันยังไม่ใช่การยืนยันอีกหรือว่าฉันรักเธอมากแค่ไหน”

ความเงียบงันของภรรยาสาวมันกลับสร้างความอึดใจยิ่งนัก น้ำเสียงของบุญส่งอ่อนลงคว้าร่างของเธอมากอดอย่างแนบแน่น

“ที่ฉันทำลงไปก็เพื่อเธอนะ ที่นาของบ้านเธอติดจำนองจะหลุดแล้วไม่ใช่เหรอ”

มือหยิบเช็คเงินสดออกจากกระเป๋าเสื้อทักซิโด้มาให้ รินรับไว้แทบไม่เชื่อว่าเพียงไม่กี่วันเขาจะหาเงินมาได้มากขนาดนี้ ชำระหนี้สินให้พ่อแม่แล้วยังเหลือเงินอีกหากแต่ในใจของรินไม่รู้สึกยินดีสักนิด หลายวันมานี่เขาหายไปกับนางแบบสาวคนนั้นแล้วก็กลับมาดึกดื้น เนื้อตัวมีกลิ่นน้ำหอมที่เธอไม่คุ้นเคยติดมาเสมอ

“อย่าถามได้ไหมว่าฉันหาเงินมาได้ยังไง ทั้งหมดที่ทำก็เพื่อเธอนะเพราะฉันอยากมีครอบครัวที่มีความสุขกับเธอ”

คนโกหกไม่เก่งยังไงรินก็จับอยู่ดี หากอ้อมกอดนี่คือคำขอโทษที่เธอใฝ่หา

“ฉันเกรงว่านายจะเปลี่ยนไปเหมือนกับกุหลาบขาวที่นายปลูกนะซิ กุหลาบสีขาวมันจะเปลี่ยนเป็นสีดำยังไงก็ช่าง แต่ฉันกลัวจิตใจของนายก็กำลังเปลี่ยนตามมันไปด้วย”

หญิงสาวแสนซื่อจากบ้านนาเข้าสวมกอดเขาด้านหลังด้วยความรักอันเปี่ยมล้น เขาคือเจ้าชายที่เธอใฝ่ฝันมาตั้งแต่เด็ก ติดตามเฝ้ารักเรื่อยมาจนได้สมหวัง เขาเป็นของเธอเท่านั้นจะไม่ยอมให้หญิงใดมาแตะต้อง

“สัญญาได้ไหมว่าจะมีฉันเพียงคนเดียว จะไม่ข้องแวะกับผู้หญิงคนนั้นอีก”

“เหลวไหลน่า”คิ้วเข้มนั้นขมวดย่นจนผิดรูป“ฉันรักเธอคนเดียวเท่านั้น”
ความรู้สึกประหลาดมันเกิด แรกคล้ายหูแว่วไปเองแต่เขาได้ยินเสียงผู้หญิงมาเรียก คิดว่าเป็นเสียงของรินที่กำลังพูดอยู่ข้างหูแต่บัดนี้น้ำเสียงนั้นชัดเจนขึ้นทุกที

ลูกแม่..

จับกระแสเสียงหาทิศทางไม่เจอ เสียงนั้นย้ำซ้ำไปซ้ำมา

ภาพทุกอย่างมันสวยงามไปหมด สวนกุหลาบลอยฟ้ากลับกว้างใหญ่ไพศาลขึ้นทุกทีจนกลายเป็นทุ่งกุหลาบ เขาเห็นเรือนร่างของหญิงสาวร่างระหงยืนอยู่อีกฝั่งของลำธารสายเล็กๆ คั้นกลางระหว่างโลกของเขาและเธอ รอยยิ้มแสนสวยนั้นมอบให้เขาก่อนเธอเยื้องย่างเข้าไปแปลงดอกไม้ห่างไกลไปทุกที ร่างกายของเขากำลังสั่นเทิ้ม เธอไม่ใช่ใครที่ไหนเลย

“ไม่จริงแม่ดวงฤทัย แม่จะมาอยู่ที่นี่ได้ไงหรือว่าแม่จะมาเตือนไม่ให้ทรยศริน ไม่จริงแม่รึจะหวังดี แม่เกลียดผม ตั้งแต่จำความได้แม่ไม่เคยกอดผมด้วยซ้ำแล้วจะมาหวังดีกับผมได้ไง”

“ดวง!..เกิดอะไรขึ้นกับนาย!”

ใบหน้าของเขาซีดขาวไร้สีเลือด เข่าทรุดฮวบลงไปกองกับพื้น รินตกใจจนเสียขวัญ มือไม้สั่นไปหมดเมื่อเลือดออกมาจากจมูกของเขามากขึ้นทุกที มันมากกว่าที่เกิดขึ้นครั้งที่แล้วราวกับเขากำลังจะตาย

“โอ้ย! นี่มันเกิดอะไรในหัวของฉันนี่! มันเวียนหัวเหลือเกิน!”

โลกมันหมุนคว้างไปหมด ภาพทุกอย่างดับวูบลงทันที



ที่โรงพยาบาล

รอบเตียงมีเจ๊โรส หลวงพ่อกับรินยืนห้อมล้อมอยู่ สายตาพร่ามัวมองรอบตัวที่ทุกคนกำลังมองมายังตัวเขาบ่งบอกถึงความห่วงใยจากใจจริง ข้างหลวงพ่อเป็นหญิงชรายืนมองเขาด้วยความกังวล ทันทีที่ลืมตา รินร้องด้วยความยินดีบอกทุกคน

“ฟื้นแล้วดวงหทัยนายฟื้นแล้ว!”

“ตี๋น้อย อาม่ามาเยี่ยมนะ”

“ผมไม่เคยมีอาม่า!”

เขาพลิกตัวไปมองไปทางอื่น มีแต่ความผิดหวังในดวงตาของหญิงชราเมื่อหลานชายไม่เคยยอมรับ โรสเดินเข้ามาทำหน้าดุใส่ทันทีบอกจะจัดการทำลายสวนกุหลาบของเขาซะ นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่บุญส่งต้องเข้าโรงพยาบาลด้วยอาการเดียวกัน เขาไม่ยอมท่าเดียว ก่อนจะมีการทะเลาะกันอีก หลวงพ่อเข้ามาแทรกกลาง ขอให้บุญส่งอารมณ์เย็นกว่านี้เสียก่อนค่อยพูดกันวันหลัง

“หลวงพ่อครับไหนล่ะ มรดกของผมที่หลวงพ่อจะให้ผมรอมาหลายวันแล้วนะ”

สิ่งที่อยู่ในมือของหลวงพ่อมีเพียงสมุดบันทึกเล่มหนึ่ง เป็นของติดกายท่านที่จะมอบให้ ไม่มีทรัพย์สินอื่นใดอีก บุญส่งปฏิเสธลั่นทันที มันเป็นสมุดบันทึกของดวงฤทัย เขาจำมันได้ดี

“มรดกที่หลวงพ่อจะมอบให้ก็คือสมุดบันทึกเล่มนี้ไงละ บันทึกความรักที่ดวงฤทัยมีให้กับลูก หลวงพ่อเก็บเอามันไว้กับตัวมาตลอดนับตั้งแต่แม่ของลูกตายเลยนะ มันคือสมบัติชิ้นเดียวที่หลวงพ่อมีให้ รับมันไว้นะลูก”

“ผมไม่ต้องการอ่านมัน! หลวงพ่ออย่าพยายามยัดเยียดมาให้ผมอ่านอีกเลย ผมต้องการเงิน เท่านั้นต้องการมากๆ ด้วย แล้วอย่าเอาของไร้ค่านี่มาให้ผมอีก!”

สมุดบันทึกถูกเหวี่ยงทิ้งลงพื้นอย่างไม่ใยดี รินเก็บขึ้นมาแนบอก นี่เป็นสมบัติของดวงฤทัยแม่สามีของเธอ ไฉนคนเป็นลูกชายถึงทำกับมันเป็นสิ่งไร้ค่าถึงเพียงนี้

“แต่นี่เป็นของดูต่างหน้าแม่ของนายนะ”

“ผู้หญิงคนนั้นไม่เคยเห็นฉันเป็นลูก ฉันไม่ต้องการของพรรค์นี้อีก!”

“ที่พ่อพึ่งมอบมันให้ลูกในตอนนี้ก็เพราะกลัวลูกเอามันไปฉีกทิ้ง พ่อรอเวลาที่ลูกโตพอจะรับรู้ความคิดในใจของแม่ดวงฤทัยจึงรอเวลานี้มาตลอด ลูกควรจะเปิดอ่านเสียนะสิ่งที่แม่เค้าเขียนออกมาจากความรู้สึกโดยแท้จริงทั้งสิ้น เนื้อความข้างในเขียนถึงลูกมากเลยนะ”

มีแต่ความขุ่นเคืองปรากฏบนสีหน้าของบุญส่ง ไม่ยินดีสักนิดกับสิ่งที่ได้

“ผมต้องการมรดกที่เป็นเงิน เป็นทรัพย์สินทุกชนิดมากกว่าสมุดบันทึกบ้าๆ นี่!”

มีแต่ความเงียบงันไปทั่วทั้งห้อง อาม่าได้แต่ยืนร้องไห้โดยมีหลานสะใภ้คอยปลอบ เจ๊โรสเองถึงกับส่ายหัวอย่างปวดใจในความหัวแข็งของบุญส่ง กว่าสิบปีมาแล้วที่บุญส่งไม่เคยยอมรับญาติอื่นใดนอกจากหลวงพ่อ

“พ่อครับ พ่อลืมเวลาที่เราอดอยากหิวโหยกันแล้วเหรอ พ่อต้องเป็นกรรมกรก่อสร้างหาเงินมาเลี้ยงผม พ่อต้องเหน็ดเหนื่อยขนาดไหนก็เพราะผู้หญิงคนนั้น เราต้องเร่ร่อนไปกับแค้มป์คนงานก่อสร้าง ค่าแรงของพ่อไม่เคยได้เต็มเม็ดเต็มหน่วย พ่อต้องอดหลายมื้อเพื่อให้ผมกินอิ่มก็เพราะใคร”

เขาชี้ไปที่หญิงชราข้างเตียง

“ในวันที่พ่อพาผมไปหาผู้หญิงคนนี้กับสามี พวกเราไม่มีเงินติดตัวกันเลยแต่สามีของเขากลับขับไล่พวกเราราวกับหมูหมา ไม่เคยคิดถึงสายเลือดเลยด้วยซ้ำ ถ้าตัดขาดพ่อพรชัยแล้วผมล่ะผมมีความผิดอะไรทำไมถึงต้องขับไล่ผมด้วย!”

“อย่าต่อว่าเจ้าสัวอีกเลยนะอาตี๋น้อย ท่านไม่เคยหลับอย่างเป็นสุขเลยแม้แต่คืนเดียวที่ขับไล่ลูกหลานออกไป หลายปีก่อนที่ท่านจะสิ้น ท่านมาอโหสิให้พระลูกพรชัยหมดแล้วและหวังจะได้ตัวหลานกลับคืน เมื่อหลานไม่กลับ ท่านจึงสร้างวัด สร้างโรงเรียนให้เพื่อหวังชดเชยให้ตี๋น้อยนะ”

น้ำตาของหญิงชราไม่ได้ทำให้บุญส่งใจอ่อนลงเลย

“หยุดเรียกชื่อผมว่าตี๋น้อยเสียที!”

เขาเสยผมของตนเองให้ดูจนเห็นแผลเป็นซ่อนอยู่

“แผลนี่เกิดจากที่ผมไปกอดขาคุณ ขอร้องอ้อนวอนให้กรุณาผมกับพ่อ เราต้องการเพียงอาหารกับที่นอนเพียงชั่วมื้อเท่านั้นแล้วจะไปแต่คุณกลับผลักผมจนหัวไปโขกกับพื้นปูน ตอนนั้นผมแค่ห้าขวบเท่านั้นเอง ผมเจ็บมากขนาดไหน พ่อต้องอุ้มผมที่โชกเลือดเข้าไปขอความช่วยเหลือจากพวกพระเพราะใคร!”

หญิงชราได้แต่น้ำตาไหลพรากให้กับอดีตที่ได้ทำ ทั้งแผลเป็นและแผลในใจของหลานชายมันติดตรึงในใจจนไม่อาจจะลบเลือนได้ โรสอดรนทนไม่ไหวรีบออกมาปกป้อง

“หยุดก้าวร้าวกับอาม่ากับบุพการีได้แล้วนะบุญส่ง! เรื่องมันผ่านมานานแล้ว เธอควรจะลืมและอภัยให้พวกท่านเสียที! เรารู้ว่าเธอทุกข์มามากขนาดไหนถึงได้พยายามจะชดเชยให้อยู่ตลอดนี่ไง เงินซื้อทองคำที่เธอเอาไปปลูกกุหลาบหมดไปกี่ล้านบาท อาม่าท่านจ่ายให้ทั้งหมดไม่ใช่หลวงพ่อหรอกนะ ท่านตามใจเธอมาตลอด ทำไมเธอไม่เห็นใจท่านบ้าง!”

สุดจะอัดอั้น โรสได้แต่สังเวชใจต่อครอบครัวของเจ้านายของเพื่อนรักยิ่งนัก บุญส่งเพียงเบี่ยงข้างเอาผ้าห่มคลุมหัวไม่มองใคร

“เงินทองพวกนั้นมันเป็นมรดกของผมไม่ใช่หรือ ผมจะใช้มันให้หมด!”

น้ำเสียงปนสะอื้นของหญิงชราเอ่ยออกมาอย่างสั่นเครือ

“อาม่าต้องทำตามคำสั่งของเจ้าสัว เวลานั้นเจ้าสัวกับเสด็จท่านแทบมองหน้ากันไม่ติดเลยท่านออกปากตัดพ่อตัดลูกกับพรชัยไปแล้วเพราะความผิดหนักหนา ยังไงก็ให้พรชัยกับลูกเข้าบ้านไม่ได้ อาม่าอยากจะรับตี๋น้อยเข้าบ้านนะแต่ก็จนใจ ถ้ารับลูกก็ต้องรับพ่อด้วย เจ้าสัวท่านสั่งเฉียบขาดไม่ให้รับทั้งคู่เลย อาม่าจำใจต้องผลักเธออกไปไม่นึกจะทำให้บาดเจ็บถึงเพียงนั้น”

ความสัมพันธ์ทางสายเลือดเหมือนแก้วที่แตกร้าวไปแล้วไม่อาจกลับมาประสานได้ดั่งเดิม หลังจากลูกชายคนโตของตระกูลเสียชีวิตเพราะอุบัติเหตุ ตระกูลของเจ้าสัวต้องสิ้นไร้ลูกหลานสืบสกุลไม่ต่างจากตระกูลชนะรัช แม้สืบรู้ภายหลังว่าพรชัยกับคุณชายมาบวชจะขอให้สึกกลับมา พระพรชัยกลับหมดสิ้นจิตใจจะหวลคืนมาอีก ขออยู่ในผ้าเหลืองตราบจนวันตาย เณรดวงหทัยมองเจ้าสัวเป็นคนอื่น แม้เสด็จท่านมาด้วยตนเองเพื่อขอรับตัวกลับวัง เณรกลับปฏิเสธอย่างสิ้นเยื่อใยยืนยันจะขออยู่กับหลวงพ่อเท่านั้น

“ถ้ารักผมจริงก็เอาเงินมาให้ผมซิแล้วผมจะเรียกคุณว่าอาม่า”

พยาบาลเข้ามาฉีดยานอนหลับให้เพราะคนไข้มีความเครียดมาก ไม่นานก็หลับสนิท มือของหลวงพ่อพรชัยลูบเส้นผมของลูกชายด้วยความเศร้าล่ำลึก สิบกว่าปีที่บวชมาไม่ได้ทำให้ความจิตใจพ้นจากความเจ็บปวดในอดีต ความทุกข์ของลูกชายเกิดจากความเห็นแก่ตัวของตน

“ทั้งหมดมันเป็นความผิดของอาตมาเอง ทุกคนต้องมาเจ็บปวดก็เพราะอาตมา”

เพราะคิดว่าภรรยาปันใจให้ชายอื่น พรชัยจึงตอบโต้ด้วยการไปมีสัมพันธ์สวาทกับหญิงอื่นไปทั่ว จงใจทำลายศักดิ์ศรีของทั้งสองตระกูล บ่อยครั้งที่ทะเลาะกับภรรยาต่อหน้าลูก พ่อภรรยาก็หมางเมิน ท่านหญิงมีโรคประจำตัวอยู่แล้วหลีกเลี่ยงการใกล้ชิดลูก มันเป็นเหตุให้คุณชายเข้าใจผิดว่าแม่ไม่รัก ได้แต่เล่นอยู่ในสวนกุหลาบที่เขามีความสุขกันแม่ครั้งสุดท้าย

“ในวันที่ดวงฤทัยใกล้จะสิ้นใจ คุณชายเพียงมองเธออย่างเฉยชาเท่านั้น ไม่แม้แต่จะเข้าไปใกล้ ไม่มีแม้น้ำตาสักหยดไหลออกมา สิ่งที่อาตมาฝังหัวให้ลูกส่งผลให้เด็กคนหนึ่งเกลียดแม่ได้มากขนาดนี้ อาตมาเอาลูกเป็นตัวประกัน ฝังหัวให้เขาเชื่ออย่างสนิทว่าแม่ไม่รัก มีเพียงพ่อเท่านั้นที่รักเขาเพื่อป้องกันไม่ให้ผู้ใหญ่เอาเรื่องที่อาตมาทำไม่ดีไว้ สุดท้ายแล้วมันก็ช่วยไม่ได้ เมื่อเสด็จท่านก็ขับไล่เราทั้งพ่อทั้งลูกออกจากวัง

ในวันที่ได้อ่านสมุดบันทึกนี่ อาตมาในตอนนั้นถึงได้รับรู้ความจริงในใจของท่านหญิง ข้อความมันบอกทุกสิ่งว่าเธอเพียงตัดปมในใจเรื่องคนรักเก่าออกไปไม่ได้เท่านั้น หลังจากมีลูกด้วยกันเธอพร้อมแล้วจะเปิดใจจะรักอาตมา แต่อาตมาก็ได้อ่านมันเมื่อท่านหญิงสิ้นใจไปแล้ว”

“ไม่จริงนะคะท่าน”

ผู้หญิงที่ใกล้ชิดกับคุณชายมากที่สุดคนหนึ่งกล่าวแย้งแทน

“คุณชายรักแม่ดวงฤทัยมาก เขาเคยบอกว่ารักแม่ที่อยู่ในสวนกุหลาบที่สุด มันเป็นภาพเดียวที่เขาจำได้ การได้อยู่กับดอกกุหลาบก็เหมือนได้อยู่กับแม่ สิ่งที่ยืนยันได้ก็คือผู้หญิงที่ชื่อญาดาเพราะเธอมีรูปร่างหน้าตาละม้ายแม่ดวงฤทัยมาก เขาพบกับเธอครั้งแรกก็ที่สวนกุหลาบเช่นเดียวกัน การที่คุณชายหลงใหลเธอก็เพราะเหตุนี้แหละค่ะ เขายังคงเป็นเด็กชายที่วิ่งตามหาความรักของแม่ในสวนกุหลาบมาตลอดจนถึงตอนนี้”






Create Date : 17 มีนาคม 2554
Last Update : 17 มีนาคม 2554 14:58:33 น.
Counter : 4017 Pageviews.

2 comments
  
ขอบคุณครับ
โดย: cacaross วันที่: 17 มีนาคม 2554 เวลา:15:10:07 น.
  
คณะแพทย์อาสาชนบทกลับมาพร้อม ขาดก็แต่อภิรักษ์ แต่ก็มีสัตวแพทย์หญิงอย่างแมรี่มาแทน เป็นคู่คิดของหัวหน้าคณะ ตะบันแบกฟืนอยู่ แล ๆมาถึงกับทิ้งโครม เจ้าพวกเด็กแก๊งแสบมากันแล้ว ความสงบคงไม่มีอีกแน่ เกตุฉากออกมาจากแผ่นหลังของหาญศึก ส่งเสียงเรียกดังใหญ่ วิ่งเข้ามาสวมกอดหมอกฤษณ์อย่างถือสนิทยิ่ง หมอลูบศีรษะเธอเบา ๆอย่างเอ็นดู ตามองร่างสูงใหญ่ ใบหน้าหล่อเหลาของนายทหารที่มองตรงมา
“ต้องขออภัยคุณหมอด้วยนะครับ เด็กนี่ทำรุ่มร่ามอีกแล้ว”
หมอส่ายหน้า มุมปากมีรอยยิ้ม “ไม่เป็นไรครับ หมอกับน้องเค้าสนิทกับอยู่แล้ว”
คุณหมอยิ้มหวานหยดทีเดียว น้อมใบหน้าให้ เขามือลูบท้ายทอย ออกอาการเขิน ปกติหมอชอบทำแบบนี้แต่ มาอยู่ต่อหน้าคนอื่นมันรู้สึกพิกล เจ้าเด็กพวกนี้จะหาว่าเขาเป็นเกย์ไปด้วยนี่สิ เกตุมองสองคนแล้วแอบหยิกพี่หมอ ทำเอาสะดุ้ง ต้องรีบเชื้อเชิญทุกคนเข้าที่พัก ปลงสัมภาระลงก่อน แมรี่ยืนสูบบุหรี่ ปล่อยควันฉุ่ย หันหน้าเข้าราวป่า ทำท่าไม่สนใจใคร พอหมอกฤษณ์เข้าไปใกล้ หล่อนก็ทำเสียงหึดุ ๆในลำคอ หางตาปลาบมา หมอต้องก้มหน้าถอนใจ ตรงนี้แมรี่กับเกตุออกอาการเดียวกันเลย พาลอย่างไม่มีเหตุผล ตนเองแค่ต้อนรับผู้กองตามปกติเท่านั้นเอง
สองผู้ช่วยตักน้ำชาร้อน ๆส่งไอกรุ่นมาเสิร์ฟให้ทุกคน พึ่งจะสี่โมงเย็น แต่อากาศเหมือนจะใกล้ค่ำมาก หมอกฤษณ์บอกว่า ที่นี่กลางคืนยาวนานกว่ากลางวัน แล้วหันหน้า มองแสงทองรำไรลอดพุ่มต้นมะม่วงป่า ทุกคนมองตาม ภาพดูคลุมเครือ ด้วยสายหมอกบางเริ่มก่อตัวเป็นฉากหลัง วงล้อมรอบกองไฟ ต่างคนเลือกนั่งเก้าอี้สนามบ้าง ขอนไม้บ้าง ซดเครื่องดื่มร้อน ๆคงกะพันหัวร่อแฮ่ รับถ้วยชา มองกะเหรี่ยงผิวเข้ม ผู้มีดีกรีจบการแพทย์จากนอกอย่างเต๊อะ นึกชมในใจ คนอะไรเรียนก็เก่งขนาดจบหมอ แถมแอ๊คชั่นตอนจับปืนยังเท่มากเลย เต๊อะเพียงยิ้มตอบ เดินวนถือถาดไปเสิร์ฟให้ผู้กองกับจ่าแจ๋ว ที่เลือกไปนั่งขัดกับพื้นหิน เนลอญกับลูกมือหลายคนกำลังหั่นฝักหั่นเนื้อ เสียงสับเขียงดังแข่งกับเสียงคนคุยกันทางนี้เลย ครัวตั้งอยู่ใกล้ตลิ่ง กางผ้าใบพอกันน้ำค้าง
หมอกฤษณ์พูดคุยกับผู้กองเรื่องงานทางนี้ หลังผู้กองกลับไปที่หมู่บ้าน เกตุทำตาแป๋ว กอดเอวหมอกฤษณ์อยู่อย่างนั้น ต้นเหตุที่แมรี่ทำท่าเคร่งขรึม ผู้กองสะกิดก็แล้ว เกตุยังอิงแอบหมอไม่เลิก
“เด็กนี่คงกวนใจคุณหมอแล้วครับ หวังว่าคุณหมอคงไม่ถือสา”
“ผมเลิกถือสาน้อง มานานแล้วครับ”
คำพูดนี่ ทำเอาเกตุตาขุ่นเขียว ผุดมานั่งเหมือนคนอมข้าว มือเท้าคาง ได้แต่บ่นทางสีหน้า
แมรี่ขยับเข้ามาวงสนทนา ริมฝีปากทาลิปสีแดงชาด ซึ่งปกติไม่ได้ทา อาจเพราะช่วงนี้สูบบุหรี่มาก
“ระหว่างที่ผู้กองกลับไป พวกเราพึ่งค้นพบพืชที่สำคัญต่อวงการแพทย์ค่ะ เป็นหัวว่านขนาดเท่าท่อนขาทีเดียว เจ้านายกำลังทำการวิจัยมันอยู่” หล่อนชี้ไปที่หัวว่านที่ว่า วางเด่นบนโต๊ะที่ไร้คนสนใจ หาญศึกไม่เห็นว่ามันจะพิเศษตรงไหน จ่าแจ๋วกำลังซดชาอยู่ ถึงกับสำลักตาเหล่ นั่นมันว่านผีกระสือ ทำไมมันถึงใหญ่โตขนาดนั้น ท่าจะแก่ได้ที่คงมีปรอทลงกิน หาญศึกมือลูบสากไรหนวดใต้คางที่เริ่มขรึ้ม
“ที่ว่ามีคุณต่อวงการแพทย์ หมายถึงอะไรครับ คือคุณหมอต้องเข้าใจนะ ผมเป็นทหาร ไม่ค่อยมีความรู้ด้านนี้เลย คงต้องขอความรู้กับคุณหมอแล้ว”
“เป็นเรื่องบังเอิญครับ หมอกำลังมองผ่านแล้ว ตอนนั้นตะบันมีบาดแผลที่มือ ไปสัมผัสโดนยางมันเข้า เท่านั้นเอง เลือดก็หยุดไหล แผลสมานเร็วมากหลังจากนั้น ผมเห็นเป็นอัศจรรย์ใจมาก ในหัวว่านน่าจะมีสรรพคุณแน่ ถึงได้ทำให้บาดแผลที่มือของตะบันสมานเร็วมาก”
จ่าแอบแยกเขี้ยว ฉิบหาย นั่นมันแรงขนาดสูบเลือดคนได้ ใช่สมานแผลเสียที่ไหน
หมอหัวเราะเสียงเล็ก จิบชาไปด้วย คงเพราะเจอสมบัติล้ำค่าของหมอแล้ว แต่จ่าแอบเอามือเท้าคางตามเกตุไปอีกคน หมอหาเรื่องให้หมู่คณะเข้าแล้ว คอยดูคืนนี้มันได้ออกลายแน่ เจ้าว่านผีกระสือใหญ่ขนาดนี้พึ่งเคยเจอ จะจับเอามาหุงด้วยเวทมนต์ ขลังดีนักเรื่องคงกะพันชาตรี
หมอกฤษณ์หันมาสะกิดใต้คางเกตุ ให้หันมาฟังทางนี้บ้าง
“ดงผีผาทางนี้สนุกนะ มีเรื่องมหัศจรรย์ใจ ให้ได้เจออยู่ตลอดเลยนะคะ”
“เรื่องรับเป็นลูกบุญธรรม ใช่ไหมคะเจ้านาย”
แมรี่รีบขัดขึ้นเสียก่อน น้ำเสียงเหมือนเล่นลิ้น เล่นเอาคุณหมอเหมือนไก่แจ้จะโก่งคอขัน แล้วขันไม่ออก แมรี่เริ่มแล้วสินะ หาทางแก้เผ็ดจนได้ หมอขึงถ้วยชาไปด้วย เพื่อเอาความอบอุ่นสู่มือ พอมองอีกที หาญศึกยิ่งส่งสายตาเร่งเร้าเอาคำตอบมาใหญ่เลย สองคนยิงเรื่องให้กันเข้าขาเสียจริง
“หมอคิดเรื่องนี้ไว้แล้วครับ หมอตกลงรับน้อง ไม่ใช่แค่เกตุ แต่รับทั้งหมดสี่คนเป็นลูกบุญธรรม เพื่อประโยชน์ด้านการศึกษา ในปีนี้หมอก็รับลูกบุญธรรมไว้เป็นร้อยคนแล้ว ตั้งเป้าหมายส่งเรียนให้สูงที่สุด เพื่อกลับมาพัฒนาบ้านเกิดของตนเองในอนาคต”
“เอ๊ะ ทำไม รับเจ้าทโมนพวกนั้นมาด้วยคะเจ้านาย”
“ได้ยินว่าพวกน้องชาย เป็นเด็กกำพร้าอยู่แล้ว โตมาในสถานรับเลี้ยง เพื่อฝึกฝนเด็กมีพรสวรรค์ด้านกีฬา เดินทางมาครั้งนี้ งานการด้านเป็นนักกีฬาคงหมดอนาคตแล้ว คงต้องมามุ่งมั่นด้านการเรียนต่อ เพราะอายุยังน้อยอยู่เลย พฤติกรรมก็ไม่ได้เลวร้ายอะไร หมอจะคอยอบรมขัดเกลาให้ใหม่นะ”
เป็นการรับลูกบุญธรรม ที่ไม่พิเศษอะไรเลย เจ้านายเข้าใจคิดนะ แมรี่ส่งสายตาดุฉายวาบ แล้วกลบเกลื้อนก่อนใครจะเห็นด้วยการจิบชา แล้วก็พรางบ่นว่าทำไมชามันเย็น สั่งเต๊อะมาเติมให้ใหม่ หาญศึกดูจะพอใจกับคำตอบที่ได้รับ ถึงกับส่งเสียงและกวักมือเรียกพวกคงกะพัน ที่ยืนแกร่วอยู่ในที่พัก ให้เข้ามา
“จริงหรือครับ คุณหมอจะรับพวกคงกะพัน เป็นลูกบุญธรรม”
“จริงครับ หมอคิดทบทวนดีแล้ว”
“ถือว่า เป็นโชคดีของพวกเขาเลยนะครับ”
เกตุดูจะตกใจ ทำตาใสเหมือนจะร้องไห้ ที่พี่หมอรับปากง่ายเหลือเกิน ลูกบุญธรรมจะเป็นไปได้ไง ก็ในเมื่อเธอกับพี่หมอ มีอะไรเกินเลยกันไปแล้ว คงกะพันเดินเกาแขนยิก ๆหัวร่อแฮ่ นำพรรคพวกมาก่อน หาญศึกออกมาตบบ่าตบไหล่เด็กหนุ่มทั้งสามคน
“เป็นโชคดีของพวกเธอแล้วนะ คุณหมอตกลงใจ รับพวกเธอทั้งสี่คนเป็นลูกบุญธรรมแล้ว”
“จริงหรือครับนี่ พะ พี่.พี่ผู้กอง” เจ้าลิงตาเบิกลานเลยทีเดียว
“ถ้าไม่เชื่อ มาฟังจากปากคุณหมอเองจะดีกว่า”
คุณหมอลุกขึ้น หันมาอ้าแขนตอบรับ
“มาเถิด ต่อไปนี้หมอจะดูแลพวกเธอเอง ให้เหมือนลูกจริง ๆของหมอ หมอรู้จากคุณหาญศึกว่าพวกเธอเป็นกำพร้า เคยประสบปัญหาเลวร้ายในชีวิต ตั้งแต่อายุยังน้อย แต่พวกเธอก็ฟันฝ่าจนได้เป็นนักกีฬา และการเดินทางมาในครั้งนี้ ทำให้พวกเธอต้องหมดอนาคตเรื่องกีฬา เพียงเพื่อรักษาน้ำใจระหว่างพี่น้องว่าจะต้องไม่ทิ้งกัน ทำให้หมอประทับใจน้ำใจอันงดงามเช่นนี้ หมอจึงตกลงใจ ที่จะหาทางช่วยเหลือพวกเธอไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง อย่างน้อยก็ช่วยเหลือเรื่องทุนการศึกษา”
คำพูดของหมอกฤษณ์ช่างสดใสดังกังวาน เหมือนกล่าวสุนทรพจน์ ทำเอาโย่งผู้อ่อนไหวง่าย ถึงกับน้ำตารื้น สะอึกสะอื้นเพราะไม่ทันเตรียมใจไว้ล่วงหน้า หมอกฤษณ์เป็นคนใจดีและเป็นผู้ใหญ่ที่พึ่งพาได้ ตนเองได้เป็นลูก ช่างโชคดีเสียจริง เดชยิ้มแก้มนูนแล้วสยายยิ้มมองคงกะพัน ที่เอาแต่ยืนเกาท้ายทอย ทั้งงง ทั้งทำใจไม่ถูก ตัวมันเติบโตมาในครอบครัวใหญ่ มีพ่อใหญ่ พ่อ แม่ ลุงป้าน้าอาตั้งยี่สิบคน ไม่คิดว่าตัวเองเป็นกำพร้าสักนิด แต่ก็ดีถ้าได้เป็นลูกบุญธรรมคนรวยอย่างหมอกฤษณ์
ทั้งสามคนมายืนแถวหน้ากระดาน ไม่วายมีตบมีหยอกกันอีก เกตุถลึงตาใส่ ปรามว่าอย่าพูดจา เพ้อเจ้อต่อหน้าพี่หมอ อย่างไม่มีใครคาดคิด หมอกฤษณ์คว้าแขนโอบไหล่คงกะพันเข้ามา แล้วประทับจูบแก้มขวา เล่นเอาเจ้าลิงหน้าแดงร้อนฉ่า แดงถึงใบหู มองหมอตาลอยเลย หมอผิวสวยจูบแก้มโย่ง ตามด้วยเดชอย่างไม่ถือรังเกียจ ทำเอาทุกคนนิ่งงัน คราวนี้ถึงคราวเกตุบ้าง หมอบรรจงจูบที่หน้าผากแล้วไล้มากระซิบที่ใบหูว่า “ขอเป็นคุณพ่อขายาวนะคะ” แล้วขยิบตาให้ เล่นเอาเกตุพับตา อายง้วน พี่หมอเข้าใจคิด ทำไมไม่บอกแต่แรกนะ เล่นเอาจิตตกเลย พอหันมาถึงกับสะดุ้ง เห็นคงกะพันขบเล็บ ยืนบิดอายเหมือนกะเทยหัดใหม่
“ทุเรศ ทำหน้าทำตาให้มันดี ๆหน่อย ยืนบิดยังกะกะเทย บัดเดี๋ยวเจอถีบ”
เสียงแปร๋นของหล่อน ทำเอาคงกะพัน เดช โย่งยกนิ้วมาแตะปาก ทำเสียงซู่ ๆลูกพี่สาวดันพูดจาเพ้อเจ้อเสียเอง หาญศึกขบขันการเล่นของเด็กพวกนี้มากกว่า ต้องขอบคุณหมอ ที่สร้างเซอร์ไพร์สในครั้งนี้ แมรี่ทำขยับห่างออกมา พวกนี้เอะอะทะลึ่งตึงตังทั้งวัน ไม่รู้จะพามาด้วยทำไม
“ปีนี้เจ้านายรับเด็กเป็นร้อยคน เป็นลูกบุญธรรม เพื่อส่งเสริมด้านการศึกษา หวังว่าพวกเธอจะตั้งใจเรียนจนจบ อย่าให้เงินของเจ้านายสูญเปล่า ยังมีเด็กอีกมาก ไม่ได้โอกาสเช่นนี้” แมรี่พูด
คงกะพันไม่ชอบสายตาดูถูกของแมรี่เอาเสียเลย แต่ก็ยิ้มตอบรับไป
“ครับ พวกผมก็ตั้งใจไว้แล้ว จะเรียนต่อ แต่ของผมขอเรียนช่างกล เอาแค่อนุปริญญาก็พอครับ”
เดชชี้นิ้ว มาที่อกตัวเอง ยิ้มอย่างเขิน
“ผมตั้งใจจะสอบเข้าพลตำรวจครับ ผมจบมอหกแล้ว สอบได้”
“ไฝ่ต่ำวะ ไอ้เดช แกก็รู้ว่าฉันไม่ชอบตำรวจ ยังจะไปสอบตำรวจอีก อย่างแกมันไม่เหมาะกับตำรวจหรอก มาเป็นเด็กขัดรองเท้าฉันดีกว่า”
คงกะพันหยอกเพื่อนอย่างคึกคะนอง หาญศึกรีบปัดมือห้ามใหญ่ เด็กพวกนี้มันห่ามเสียจริง
หมอยิ้มเล็ก ๆมุมปาก ไม่คิดถือสาอะไร
“แล้วโย่ง ตั้งใจจะเรียนอะไรครับ”
“ผมจะเรียนสายพละศึกษาครับ จบแล้วจะสอบเป็นครู ผมจะสอนมวยกับบาส”
เด็กหนุ่มร่างผอมสูง กล่าวอย่างมั่นใจ
“เอ๊า งั้นตกลง ไม่มีใครเรียนสายสามัญเลย แล้วเกตุล่ะ จะเรียนอะไร”
เกตุดูหงอยไป คิดอะไรอยู่คนเดียว พอถูกถามกลับทำหน้าบึ้ง จนหมอกฤษณ์ช่วยถามย้ำมาอีก เพราะอยากรู้อนาคตของเธอจะเลือกไปทางไหน พอนานเข้ายังเฉย จนแมรี่อดพูดแขวะมาอีก
“อย่าบอกนะว่า เธอจะไม่เรียน จะอยู่ไปวัน ๆ ถ้าไม่เรียนก็ต้องหางานทำ แล้วอย่างเธอจะไปทำงานอะไรได้ อายุก็แค่นี้” อยากตอบโต้เสียจริง หาเรื่องตำหนิกันชัด ๆเกตุกัดฟันกรอด แต่ก็สงบเสียได้ เพราะมีพี่หมอนั่งอยู่
“ฉันตั้งใจ จะเรียนเศรษฐศาสตร์”
“ห๊า เศรษฐศาสตร์ เรียนจบแล้วจะไปทำกินอะไร”
คงกะพันออกลายอีกแล้ว แซวลูกพี่สาวกลางวง หล่อนกลับยิ้ม ดวงตาใสรื้นทีเดียว
“เรียนจบก็ไปทำงานที่ตลาดหุ้น บริษัทน้ำมัน ธนาคาร”
“พี่เกตุนับตังค์ ถอนตังค์ยังผิดเลย ทำงานธนาคารคงไม่ไหวหรอก มาเรียนสายพละกับผมดีกว่า”
โย่งว่าโดยซื่อ คราวนี้ลูกพี่ร้องว๊ากเลย อยากง้างเท้าเข้าให้ เจ้าพวกนี้มันยั่วโมโหเสียจริง
หมอกฤษณ์นิ่งคิดไป ตามกระแสเสียงของเกตุ ไพรวัลย์เรียนเศรษฐศาสตร์ ลูกศิษย์คนนี้ก็จะเรียนเศรษฐศาสตร์ เป็นเรื่องบังเอิญหรือจงใจของเธอกันแน่ “เรียนเศรษฐศาสตร์ก็ดีนะคะ พี่อภิรักษ์จะได้รับไปบริหารงานที่โรงพยาบาล”
“จริงหรือคะ พี่หมอ”
“จริงจ๊ะ เรียนจบแล้ว มาบริหารโรงพยาบาลของพี่หมอนะคะ”
อีกกองไฟหนึ่ง ตาลีกับลูกศิษย์เอกหนานคำ กำลังนั่งเคี้ยวหมากกันอยู่ รูปตาเหมือนจิ้งจอกหรี่ลงดวงตาจ้องเข้มกับเหตุจุมพิตเมื่อครู่ นายหมอเทวดาของแกทำอะไรอะไรบางอย่างขึ้น ที่คนอื่นยากเข้าใจยกเว้นแกที่เข้าใจ
“นายหมอ ให้ของดี เจ้าเด็กพวกนั่นเข้าให้แล้ว”
“ของดีอะไร พ่อปู่”
หนานคำจะส่งหมากเข้าปากพลันชะงัก ถามขึ้น
“ยันต์ศักดิ์สิทธิ์”
“ยันต์?”
หัวคิ้วหนานชนกัน
“ยันต์ศักดิ์สิทธิ์ ที่ประทับเอาไว้กับเด็ก เพื่อประกาศการเป็นเจ้าของ แก่ผีสางเทวดา ทั้งสี่เป็นคนของท่านแล้ว ห้ามมาทำร้ายบริวารของท่าน”
“เป็นลูกบุญธรรม ก็คนของนายถูกแล้ว พ่อปู่”
“นายหมอมีตบะบารมีมาก ไม่ต้องบริกรรมคาถาอันเชิญอะไร เพียงกระแสจิตของท่านที่แผ่ออกมา พ่อปู่รู้สึกได้ นายหมอมีเมตตาต่อเด็กพวกนี้มากกว่าใคร”
ลูกศิษย์หัวหงอกกว่าอาจารย์เสียอีก ถึงกับเคี้ยวหมากไม่แหลก ไม่เข้าใจคำพูดของครูอาคม ก็ในเมื่อนายหมอเป็นคนสมัยใหม่ คาถาอาคมไม่มีติดตัว แล้วจะไปให้ยันต์ศักดิ์สิทธิ์กันยังไง เมื่อครู่เห็นแต่จูบดังจ๊วบดังจ๊วบ มันยันต์ศักดิ์สิทธิ์ยังไงกันหว่า แต่แกก็ไม่เถียงครูของแกหรอก นายหมอต้องมีดีอยู่ในตัวอยู่แล้ว ถึงทำให้พ่อปู่ยอมตนมาช่วยงาน ทั้งที่อายุมากขนาดนี้ เห็นลูกศิษย์เงียบไป ถ้าจะไม่เข้าใจ วัน ๆเอาแต่ต้มเหล้ารสจืดไปเซ่นยักษ์เฒ่า คาถาอาคมไม่ก้าวหน้าเอาเสียเลย ไม่ทันหนานคำจะพูดอะไร หมอผีก็ยกมือขึ้น แล้วถ่มน้ำหมากลงดิน
บรรยากาศกำลังชื่นมื่น ทุกคนกำลังคุยกันสนุก บุรุษชุดดำก็ปรากฏตัวขึ้นข้างลำธาร น้ำใสราวกระจก ตะบันเห็นเข้าก่อน ร้องทักขึ้น หมอกฤษณ์หันมา ถึงกับผุดลุกขึ้นยืนร้องเรียกชื่อ แล้วก็รีบเดินจ้ำอ้าวไปต้อนรับ คงกะพันพูดกับโย่ง ก็เห็นขามาเดินนำหน้ามาตลอด ไหงมาถึงที่หลังตั้งนาน แล้วยังเจ้าเด็กรูปร่างหน้าตาคล้ายนายสัณฑ์ สองคนนั้นหายไปไหน ทำไมไม่มาด้วยกัน
“ดูสิ ยืนจังก้า มาดเท่เหลือเกิน พี่แกไปเอามาดเท่แบบนี้มาจากไหนกันนะ”
“อืม ดูแล้ว เหมือนสภาพสุดท้ายก่อนมาถึงป่าบอนเลย ตรงตามที่แกบอกเลยโย่ง นายสัณฑ์คนนี้กับคนที่อยู่ป่าบอนเป็นคนละคนกัน ตัวจริงผิวกร้านแดดมาก ผิวในร่มผ้าดูซีด ตัวก็สูงกว่า ดูหยาบกร้านไปทั้งตัว ตกลงคนที่อยู่ป่าบอน เขาชื่อโรเบิร์ต เป็นหมอเด็ก”
“ส่วนที่เหมือนกันคือ กวนโอ๊ยเด็กเหมือนกัน”
เกตุหน้างอเหมือนม้า สรุปมา เหล่หางตาคม ๆไปทางคนคู่นั้น
“เหมือนเดิมทุกอย่างเลย พี่หมอแล่นไปหา ยังกะคู่ผัว มันน่านัก!”
แล้วก็ตามมาด้วยเสียงครหาพึมพำ หาญศึกต้องราเสียงให้เบา ๆหน่อย
“พวกเธอนี่ มันยังไงกัน คุณแมรี่ก็อยู่ที่นี่ จะนินทาอะไรก็ให้ดูผู้ใหญ่ด้วย คุณหมอจะเป็นเพศอะไร คุณหมอก็เป็นคนดี และที่สำคัญ ตอนนี้เป็นพ่อบุญธรรมของพวกเธอ ควรจะให้ความเคารพ ทั้งต่อหน้าและลับหลัง” เจอตำหนิขนาดนี้ แก๊งจอมเตะนิ่งเงียบไปตามกัน แมรี่ยิ้มมุมปาก ทำเสียงในลำคอไปพร้อมกัน ผู้กองเป็นคนใช้ได้ ไม่เอาใจเด็กจนเหลิง
หมอกฤษณ์ถึงกับน้ำตาซึมทีเดียว สัณฑ์ยื่นนิ้วมาแตะขอบตาให้
“นายทำตัวอ่อนแอ เหมือนผู้หญิงอีกแล้วนะ”
“ผมดีใจครับ ไม่ได้อ่อนแอ”
“เออ..” สัณฑ์ว่าหนักในลำคอ
“มาช่วยงานคณะต่อเถอะนะครับ อย่ามัวแต่หลบหน้าอยู่เลย ผมรู้ว่าที่อยู่ป่าบอน ไม่ใช่คุณ”
สัณฑ์มือไถหนังหัว ผมฟู่กระเซิง
“นายรู้ได้ไง ไม่ใช่ฉัน”
กฤษณ์ปัดใบไม้ ใบหญ้าติดเสื้อออกให้
“อยู่ด้วยกันมาตั้งนาน ทำไมจะไม่สังเกตครับ บุคลิกต่างกันมากเลย หมอโรเบิร์ตดูเซอร์ ๆแต่ความจริงดูแลความสะอาดอย่างดี ตั้งแต่เส้นผม จรดปลายเท้า จะดูเนี๊ยบมาก จ้าวแฟชั่นด้วย แล้วยังใจดีกับเด็กมากด้วย”
“เฮอะ แล้วฉันมันตรงข้ามทุกอย่างใช่ไหมวะ ไอ้หมอ”
หมอหัวเราะไม่ออก สัณฑ์จะตัดพ้ออย่างนั้นก็ไม่ปฏิเสธ แต่เข้ามาคล้องแขนพาเดินกลับเข้าแค้มป์
“เฮ้ย อย่ามาคล้องแขนได้มั้ย”
“แต่ผมไม่ถือ”
“นั่นมัน ที่ฉันต้องพูดโว้ย”
“คุณสัณฑ์เป็นตลกร้าย ผมไม่ถือครับ”
“บัดเดี๋ยวผู้หญิงของนายก็มาแหกอกฉันหรอก ดู๊ดู กำลังยืนจ้องเขม็งใส่ฉันใหญ่เลย”
เกตุสูดหายใจขึ้นลงแรง ถึงกับเดินเข้าไปเบียดแยกเอาพี่หมอออกมา ผู้ชายที่นิสัยคล้ายผู้หญิงอย่างพี่หมอความจริงเป็นชายแท้ แต่เจ้าผู้ชายที่ดูเหี้ยมอย่างนายสัณฑ์น่าจะเป็นเกย์มากกว่า ดูแต่เปลือกนอกไม่ได้จริง ๆคนสมัยนี้
น้ำชาร้อนถูกนำมาเสิร์ฟ สัณฑ์ปฏิเสธกลับขอก้อนข้าวกับเนื้อเค็มก็ยังดี เพราะกำลังหิวมากหมอกฤษณ์มองไปที่ครัว เนลอญกำลังเร่งมืออยู่ สั่งให้เต๊อะไปเอาแซนวิชมาให้กินรองท้องก่อน หาญศึกกับจ่าแจ๋วพยักหน้าให้กัน กลับเข้าไปจัดการกับสัมภาระของตน เกตุหน้างอเหมือนม้าทำเฉิดใส่ ที่นายคนนี้มาทีไร ตนเองหมดความสำคัญทุกที นายสัณฑ์น่าห่วงกว่าแมรี่เสียอีก
วงสนทนาแยกย้าย ข้างกองไฟเหลือก็แต่หมอกฤษณ์กับสัณฑ์นั่งคุยกันอยู่ ผู้หญิงหน้าม้าหลบข้างกระโจม มองเข้ามาไม่คลาดสายตา
หาญศึกไม่ทันเข้าที่พัก หมอผีพุงโตก็เข้ามาสะกิดหลังยิก ๆ พอหันหน้ามา แกก็แบมือขอของที่สั่งไว้
“ไหนล่ะ เหล้าสก็อตของปู่”
“ผเกือบลืมไป ครับ ๆผมเตรียมเอาไว้แล้ว”
เขาปลงย่ามหลังลง แล้วล้วงเอาเหล้าออกมา หมอผีรับมาท่าจะกระหายมาก จะดื่มมันตรงนั้นเลยพอไขฝ่า ไม่ทันส่งน้ำเหล้าเข้าปาก แกมองแล้วทำจมูกฟุตฟิต เหมือนได้กลิ่นผิดปกติ
“ผีห่าที่ไหน มาแอบกินเหล้าวะ”
เสียงแกดัง จนจ่าหยุดมือจากการจัดที่นอน ออกมาดู
หาญศึกถึงกับวางสีหน้าไม่ถูก
หมอผีไม่ว่าอะไร แกปล่อยขวดเหล้าทิ้งลงพื้นดื้อ ๆเดินไปขอเหล้าต้มกับหนานคำเหมือนเดิม และอย่างไม่ทันที่น้ำเหล้ากระฉอกไปสองที ก็มีมือดีมาคว้าขวดเหล้าไปไวมาก ก่อนที่หาญศึกจะทันก้มลงเก็บเสียอีก เล่าอูนั่นเอง แกฉวยเอาเหล้าสก๊อตไปต่อหน้าต่อตา โดยมีชาติวิ่งตามหลังไปเหมือนโจรวิ่งราวทรัพย์ไปแอบหลบมุมหลังกระโจม เอาไปแบ่งกันดื่มอย่างเต็มกระหาย
ฟ้ามืดสนิท แสงไฟในแค้มป์สว่างจ้า หลังอาหารมื้อค่ำเสร็จไปอย่างรวดเร็ว เกตุหิ้วกระเป๋าเสื้อผ้าเข้ามาในกระโจมก็พอดีพวกผู้ชายกำลังผลัดเปลี่ยนเสื้อผ้ากันอยู่ หล่อนหลบอยู่ข้างประตู ท่าทางอิดอ่อนไม่ยอมเข้ามา โย่งเห็นเข้า จะเข้าไปรับกระเป๋าแต่เกตุถอยออกมา ทั้งยังก้มหน้า
“เกตุ ทำไมไม่จัดสัมภาระ แล้วเลือกหาที่นอน เราช้ากว่าคนอื่นมากแล้วนะ”
หาญศึกติงมา
เธอดูเชื่องซึมลงไปมาก ขนตาสั่นไหวดิก
“ฉ.ฉัน ไม่พักรวมได้ไหม”
“ตอนเดินทาง เราก็นอนรวมกัน ทำไมตอนนี้ถึงไม่นอน”
“ไม่!”
เกตุหุนหันหิ้วเป้เดินจากไป หาญศึกจะมาตาม แล้วก็พลันหยุดถอนใจ ยังไงก็คงไม่พ้นไปนอนกับหมอกฤษณ์ ยังไงก็เป็นพ่อลูกแล้วยังมีแมรี่อยู่อีกทั้งคน คงไม่มีอะไรเสียหาย
“เด็กคนนี้ยังมีแผลในใจอยู่แน่ ไม่น่าเลย ก็เห็นห้าวอยู่ดี ๆ”
“เรื่องมันผ่านไปแล้ว อย่ารื้อฟื้นอีกเลยครับ ผมรู้พี่เกตุเจ็บปวดมาก”
โย่งพูด ดวงตาของเขาส่อความสลด ลูกพี่สาวถูกข่มขืน ต้องมีแผลใจฝั่งลึก แล้วยิ่งมาอยู่กับนายสัณฑ์เลยเกิดอาการหลอนขึ้นมา คงต้องใช้เวลานาน กว่าจะรักษาแผลในใจของเธอได้
ภายในกระโจมอันกว้างขวางและสะอาด หมอกฤษณ์กำลังส่องกล้อง วิจัยแยกธาตุจากพืชที่ขุดพบได้ แมรี่กำลังเตรียมตัวไปอาบน้ำ ได้ยินเสียงฝีเท้าคนมาแอบหลบอยู่หลังประตู หล่อนส่งเสียงดังทันที
“ใครน่ะ ออกมาเดี๋ยวนี้นะ”
“ฉันเอง!”
“ฉัน! ก็แล้วมันใคร อย่าให้ฉันต้องเอาปืนออกมานะ”
เกตุโผล่หน้ามาก่อน แถมทำหน้าทะเล้นอีก
“จ๊ะเอ๋ พี่หมอ ขอนอนด้วยคนได้มั้ย”
หมอกฤษณ์ถึงกับใจหวิว วางมือจากกล้อง ดูท่าเรื่องราวยุ่งยากกำลังเริ่มแล้วสินะ
“เกตุจ๊ะ ทางโน่นพี่หมอเตรียมที่นอน เอาไว้ให้แล้วนะ”
“ก็ พี่หมอ ทางโน่นมีแต่ผู้ชาย”
“แต่ก่อนก็เห็นนอนได้ แล้วยังมีผู้กองอยู่ด้วย ทำไมตอนนี้ถึงไม่ยอมนอน”
แมรี่สวมแต่ผ้าเช็ดตัวผืนนิดเดียว ถึงมือเท้าสะเอว เด็กสาวเอาปลายนิ้วชี้จี้กันอย่างไร้ความหมาย
“พวกนั่น แก้ผ้ากันนี่ ฉันอาย ผู้หญิงด้วยกัน เธอก็น่าจะเข้าใจฉันนะ”
หมอกฤษณ์ทำหน้าเบื่อโลก แต่ก็เห็นใจกับเหตุผลของเธอ
“เอาเถอะ เดี๋ยวจะให้เต๊อะไปย้ายเครื่องนอนมาไว้ที่นี่ให้ เกตุ กลางคืนที่นี่มักมีงูออกมานะคะ อย่าเดินไปไหนโดยไม่มีไฟฉายติดมือ แล้วห้องน้ำอยู่ข้างนอก เป็นแอ่งน้ำ มีก้อนหินใหญ่พอเป็นที่กำบังสี่ด้าน เดินเลาะไปตามลำธาร ประมาณร้อยเมตร ตอนไปเกตุต้องถือไฟฉายไปด้วยนะคะ”
แมรี่จะหันไปคัดค้าน แต่เจ้ากรรมผ้าผืนน้อยดันหลุดลงมากองกับพื้น เจ้าตัวแทนแรกเหมือนจะตกใจ แล้วก็วางสีหน้าเรียบเฉย ในเมื่อก็มีอยู่สามคน เกตุก้มมามองเปรียบหน้าอกของตัวเอง รูปร่างแมรี่เหมือนหุ่นเปลือยไว้สวมเสื้อผ้าโชว์ในห้าง รูปร่างสวยเสียด้วย พึ่งเห็นเต็มตาคราวนี้ เจ้าตัวไม่คิดหยิบผ้ามาปกปิดร่างกาย กลับอวดผิวขาวนวลเนียนเหมือนงาช้าง เยื่องย่างอย่างมั่นใจ ตาก็มองเด็กสาว แล้วไปนั่งตักหมอกฤษณ์ โอบคอมาคลอเคลียแนบชิด
“ที่นี่ไม่เหมาะกับเด็กอย่างเธอหรอกนะ เกิดมาเห็นอะไรเข้า มันจะไม่เหมาะกับเยาวชน”
ฮึ่ม! เกตุกัดฟันกรอด นี่จงใจข่มกันนี่ แต่อย่างพี่หมอคงเห็นเป็นอนาโตมี่




โดย: หมอเถื่อน IP: 27.55.162.57 วันที่: 5 พฤศจิกายน 2558 เวลา:14:41:12 น.
ชื่อ :
Comment :
 *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
ยืนยันรหัสความปลอดภัย :
(กรอกตัวเลขที่ปรากฎในภาพ)

jack_in_thegardenbean
Location :
เชียงใหม่  Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed
 Smember
 ผู้ติดตามบล็อก : 5 คน [?]



ยินดีต้อนรับสู่บ้านของคนชอบคิดชอบเขียนครับ
New Comments