เรื่องเล่าจากนศพ:ปี2 ตอน รับน้องข้ามฟาก

 Hail hail!

The gang's all here.

What the hell do we care, what the hell do we care la!

Hail hail!

The gang's all here.

What the hell do we care, what the hell do we care now!

เสียงร้องดังก้องไปทั่วบริเวณหอพักนักศึกษาแพทย์ ณ โรงพยาบาลศิริราช ผมเองก็จำไม่ได้ว่าแหกปากร้องไปกี่สิบรอบแล้ว รู้ก็แต่ว่าต่อให้คอแตกก็จะร้องต่อไปเพราะวันนั้นเป็นหนึ่งในวันที่สำคัญที่สุดในชีวิตของผมในถานะ นศพ.ศิริราช

นั่นคือประเภณีรับน้องข้ามฟากนั่นเอง(ครับ วันนี้จะมาเล่าประสปการณ์จากประเภณีรับน้องข้ามฟากให้ฟัง)

ก่อนอื่นก็มารู้จักความเป็นมาของประเภณีนี้ซะก่อน


เรื่องมีอยู่ว่า สมัยก่อนตอนที่คณะแพทย็ศิริราชยังอยู่ใต้สังกัดจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ตอนนั้นมีการแข่งบอลระหว่าคณะแพทย์ศิริราชกับคณะวิทยาศาสตร์จุฬา(ซึ่งะข้ามไปเรียนฝั่งศิริราชในปีต่อไป) แล้วเกิดการกระทบกระทั่งกันขึ้น อย่างไรก็ตาม พวกรุ่นพี่ศิริราชก็ได้ตกลงกันว่าจะจัดงานรับน้องใหม่ที่จะข้ามมาจากจุฬาเพื่อเป็นการแสดงถึงการให้อภัยและเชื่อมความสามัคคีย์แทน ซึ่งถือเป็นงานต้อนรับน้องใหม่ครั้งแรกของประเทศไทยและถูกสืบทอดต่อๆกันทาจนกลายเป็น “ประเภณีรับน้องข้ามฟาก” จวบจนทุกวันนี้

ประเภณีนี้เป็นกิจกรรมรับน้องใหม่ คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล ม.มหิดล ชั้นปีที่ 2 ซึ่งสืบทอดมาอย่างยาวนานตั้งแต่ปี 2474 จนถึงปัจจุบัน เพื่อปลูกฝังให้นักศึกษาแพทย์มีความรักความสามัคคี แล้วเข้าใจลึกซึ้งถึงความเสียสละของการเป็นแพทย์ ที่จะต้องฝ่าฟันอุปสรรคเปรียบเสมือนการข้ามเรือไปอีกฝั่งหนึ่งเพื่อไปศึกษาวิชาการแพทย์และเป็นชาวศิริราชอย่างเต็มตัวโดยมีคำขวัญอยู่ว่า "เมื่อก้าวขึ่นท่า เจ้ากับข้าพี่น้องกัน"


หลายๆคนคงจะเคยเห็นการ”ข้ามฟาก” จากTVมาแล้วแต่ในความเป็นจริง ประเภณีนี้มันไม่ได้มีแค่การนั่งเรือจากฝั่งท่าพระจันทร์ข้ามมาฝั่งศิริราชเท่านั้น แต่มันยังมีเบื้องหลังเบื้องลึก และ เหตุการณ์อีกมากมายกว่าที่พวกเราจะได้ “ข้ามฟาก” กัน


เป็นที่รู้กันในหมู่นศพ.ว่า “รับน้องข้ามฟาก” ต้องมาคู่กับ “อบรมข้ามฟาก” เป็นคอมโบกัน
ท.ทหารไปฝึกความอดทนที่ชายแดน  นศพ.ศิริราชก็ต้องผ่านการไปฝึกความอดทนในห้องอบรมเหมือนกัน!

แล้วไอ้การอบรมนี่มันมีอะไรบ้าง ?

ถามเองตอบเอง 55555  การอบรมเป็นการที่รุ่นพี่และอาจารย์(เพราะที่นี่อาจารย์ก็ถือเป็นรุ่นพี่)มาเล่าประสปการณ์ต่างๆให้ฟังและสอนเรื่องดีๆต่างไปพลางๆด้วย
แต่ชีวิตมันไม่ง่ายอย่างนั้น!!!
มันไม่ใช่การมานั่งฟังเอนหลังชิลๆ ตากแอร์เย็นๆ กระดิกเท้าฟังผู้ใหญ่เล่านิทาน แต่ในห้องอบรมจะมีกฏเหล็กของเค้าอยู่


เริ่มตั้งแต่ก่อนเข้าห้องเลย
กว่าจะได้มีสิทธิ์ไปนั่งในอบรมนี่ก็ไม่ง่ายนะ ก่อนเข้าห้องอบรมจะมีพี่ๆปี6มาช่วยตรวจความเรียบร้อยของการแต่งกาย  ผมเผ้าต้องเก็บให้เรียบร้อย  เอาให้เนี้ยบตั้งแต่หัวจรดเท้า  ผมต้องดำ (ไม่ดำก็จงไปย้อมให้ดำซะ!)  รองเท้าดำ  นาฬิกากับแว่นก็ยังต้องเป็นสีสุภาพ พวกเราเหล่าผู้ชายก็ต้องไปตัดผมให้สั้นจู๋เพื่อให้ผ่านอบรม  ส่วนสาวๆก็ต้องจำใจยอมเปิดเหม่ง


      [พี่ๆปี6ช่วยตรวจเครื่องระเบียบการแต่งกาย]

พอผ่านด่านตรวจร่างกาย เอ๊ย ตรวจเครื่องแบบมาก็ได้มานั่งในห้องอบรม
ที่นี่มีกฏอยู่ว่า นั่งตัวตรงตามองตรงไปข้างหน้า หลังห้ามพิงพนัก ห้ามคุย  ห้ามขยับหรือยุกยิกอะไรทั้งสิน ต้องนั่งนิ่งๆประหนึ่งรูปปั้นหิน ห้ามหลับ ถ้าอยากพูดอะไรให้ยกมือแล้วรอจนกว่าผู้พูดจะอนุญาติแล้วบอกชื่อนามสกุลและรหัสนักศึกษาแล้วจึงพูดในสิ่งที่ต้องการพูด ผู้พูดถามอะไรก็ต้องตอบให้ไว ในการอบรมหนึ่งครั้งจะอนุญาติให้เข้าห้องน้ำได้สิบคนเท่านั้น(จากทั้งหมด 330คน)


การอบรมนั้นจะแบ่งเป็นอบรมย่อยและอบรมใหญ่
อบรมย่อยนั้นเป็นการอบรมโดยรุ่นพี่ตั้งแต่ปี 3ถึงปี 6 เพื่อเป็นการเตรียมความพร้อมให้กับพวกเราในด้านต่างๆก่อนเข้าอบรมใหญ่ อบรมครั้งนึงก็ 8 ชม(ตั้งแต่บ่ายสาม เสร็จห้าทุ่ม) อบรมเป็นจำนวน 4ครั้ง(จำนวนครั้งแล้วแต่พี่ปี6ที่เป็นผู้จัด) พออบรมเสร็จบางครั้งพี่รหัสก็จะซื้อขนมมาบำรุงน้องๆหรือไม่ก็พาไปเลี้ยงข้าวมื้อดึก...เป็นความอบอุ่นสไตล์ศิริราชจริงๆ


  [ภาพบรรยากาศอบรมย่อย พี่ปี6ยืนอยู่รอบๆ]

อบรมใหญ่คือการอบรมในคืนก่อนที่จะข้ามฟากกันโดยคราวนี้ผู้พูดจะเป็นเหล่าอาจารย์ทั้งหลาย มีตั้งแต่พี่ๆแพทย์ใช้ทุน พี่แพทย์ประจำบ้าน  ไล่ลำดับความอาวุสไปเรื่อยๆประมาณสี่สิบรุ่น
จะเห็นได้ว่าที่นี่พวกรุ่นพี่(อาจารย์)รักและให้ความสำคัญกับน้องเล็กอย่างเรามาก ถึงแม้ว่าพวกท่านจะมีงานอีกมากมายที่ต้องทำ แต่พวกเขาก็ยอมสละเวลาอันมีค่าเพื่อมาสอนสิ่งดีๆให้พวกเรา(บางคนถึงกับขับรถกลับมาจากต่างจังหวัดเลยก็มี) ซึ่งก็เป็นสิ่งที่ย้ำถึงความเป็นพี่น้องซึ่งเป็นวัฒนธรรมและเป็นเอกลักษณ์ของครอบครัวศิริราชแห่งนี้  การอบรมใหญ่นี้กินเวลาประมาณ12ชม(บ่ายสาม จนถึง ตีสาม) กฏก็เหมือนเดิมคือให้ตั้งใจนั่งฟังนิ่งๆ เข้าห้องน้ำได้ไม่เกินสิบห้าคน อบรมใหญ่นี่บางคนทนไม่ไหวถึงกับเป็นลมไปเลยก็มี(ก็จะมีพวกพี่ๆมาหามปีกไปปฐมพยาบาล)

    [ภาพบรรยากาศอบรมใหญ่ ณ ตึกราชแพทยาลัย]

ถามว่าต้องมานั่งตัวแข็งตั้ง12ชั่วโมง ไม่เหนื่อยไม่เมื่อยมั่งหรอ?
เมื่อยสิครับ! แต่พอเรามองไปข้างๆก็จะเห็นพวกพี่ๆที่ยืนเป็นเพื่อนพวกเราอยู่ตั้งนานสองนานแต่ไม่เห็นพี่เค้าจะบ่นอะไรซักคำ พี่เขายืนแต่เรานั่งฟังนิ เราสบายกว่าเห็นๆ พอคิดได้อย่างนี้ปุ๊ปก็มีแรงฮึดจนลืมเมื่อย
ณ ขณะนั้นไปถามไคร เค้าก็จะบอกว่าเรื่องเหนื่อยนี่ไม่มีอยู่ในหัวเลยเพราะทุกคนต่างก็อยากจะพิสูจน์ให้พวกพี่ๆเห็นว่า “พวกเราก็แน่เหมือนกันนะ”


การอบรมดำเนินไปจนถึงตีสอง ก็เป็นอันจบลง

พอถึงตรงนี้ ผมก็ไม่สนอะไรอีกแล้ว! ขอนอนก่อนเป็นอันดับแรก ว่าแล้วก็ซัดนมซักกล่องแล้วตรงดิ่งไปอาบน้ำแปรงฟันนอนพักผ่อนทันที.

[Mission accomplished!!!สิ้นสุดการอบรมใหญ่]





Create Date : 21 ตุลาคม 2556
Last Update : 6 ธันวาคม 2556 21:29:15 น.
Counter : 6444 Pageviews.

1 comments
  
พึ่งทราบนะคะ...ว่าแพทย์ก็มีรับน้องกับเขาด้วยเหมือนกัน สนุกมากเลยคะ...:))
โดย: เดินผ่านมา IP: 101.108.192.186 วันที่: 3 เมษายน 2557 เวลา:22:47:21 น.
ชื่อ :
Comment :
 *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
ยืนยันรหัสความปลอดภัย :
(กรอกตัวเลขที่ปรากฎในภาพ)

PS YerDua
Location :
กรุงเทพฯ  Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed
 Smember
 ผู้ติดตามบล็อก : 12 คน [?]



It's no use knowing a lot if you can't master what you know.

มันแทบจะไม่มีประโยชน์เลยที่จะรู้สิ่งต่างๆมากมายถ้าสิ่งที่คุณรู้นั้นไม่ได้รู้ลึก หรือรู้จริง
ตุลาคม 2556

 
 
1
2
3
4
5
6
7
8
9
10
11
12
13
14
15
16
17
18
19
20
22
23
25
26
27
28
29
30
31