ครีมกันแดดอะไรยังไง ?

ผมได้ไปออกรายการวิทยุ พูดเรื่องการดูแลสุขภาพในหน้าร้อน วันนี้จะเอาข้อมูลพื้นฐานเรื่องเกี่ยวกับการเลือกใช้ครีมกันแดดมาให้อ่านกัน
มาทำความรู้จักกับ ศัพท์ต่างๆที่มักจะได้ยินเวลาพูดถึงครีมกันแดด เช่น
UVA คือรังสี ultraviolet ที่มีความยาวคลื่น 320-400 นาโนเมตร
UVB คือรังสี ultraviolet ที่มีความยาวคลื่น 290-320 นาโนเมตร
UVA กับ UVB ส่งผลกับผิวหนังเราต่างกันยังไง ??? ก็คือ UVB จะเป็นตัวร้ายกว่า จะทำให้เกิด sunburnและเป็นสาเหตุหลักของเกิดการ
มะเร็งผิวหนังชนิด Basal cell และ Squamous cell carcinoma และ Melanoma
ส่วนเจ้า UVA ก็ร้ายไม่ใช่น้อย เพราะเป็นสาเหตุในการทำให้เกิดริ้วรอยย่นยับในใบหน้า (photoaging)และยังช่วยกันส่งเสริมให้เกิดมะเร็งผิวหนังร่วมกับ UVB
SPF และ PA คืออะไร??? ถ้าไปเลือกซื้อครีมกันแดด ต้องเห็น ตัวย่อ 2 ตัวนี้บนขวดแน่ๆ มาดูกันทีละอย่าง
SPF (Sun protection factor) คือ ความสามารถในการกัน UVB ไม่ให้เกิด อาการแดงหรือ sunburn นั่นเอง โดยจะเทียบเป็นเท่า
กับเวลาที่เราจะเกิดอาการแดงถ้าอยู่กลางแสงแดดโดยไม่ใช้ครีมกันแดด เช่น โดยปกติอยู่กลางแดดซัก 20 นาทีผิวจะเริ่มแดง
ครีมกันแดด SPF 15 ก็จะหมายถึงถ้าเราทาครีมกันแดดตัวนี้จะอยู่กลางแดดได้นาน 15x20=300 นาที หรือ 5 ชม. ผิวจึงจะเริ่มแดง แต่เนื่องจากตัวเลขเหล่านี้ได้จากห้องทดลอง
เมื่อมาใช้งานจริงๆก็อาจจะมีความคลาดเคลื่อนอยู่บ้าง โดยเฉพาะปริมาณครีมกันแดดที่ทา ซึ่ง ค่า SPF ที่ได้เกิดจากการทดลองทากันแดด 2 mg/พื้นที่ผิวหนัง 1 ตาราง cm.
ซึ่งในชีวิตจริงมักทากันไม่ถึงหรอก ประสิทธิภาพที่บอกไว้ก็อาจจะลดลง 2/3- 50 % เช่น จากตัวเลข 5 ชม.ข้างบนอาจเหลือแค่ 2 ชม ครึ่ง- 3 ชม.ครึ่ง เป็นต้น
PA (Protection of UVA) คือ ค่าการป้องกัน UVA โดยวัดเป็นเท่าของการเกิดผิวคล้ำดำ (skin pigmentation)
PA + คือ ป้องกัน UVA ได้ 1- 3 เท่าของผิวปกติ
PA ++ คือ ป้องกัน UVA ได้ 4-5 เท่าของผิวปกติ
PA +++ คือ ป้องกัน UVA ได้ 6-8 เท่าของผิวปกติ
ค่า PA นี้เป็นค่าที่ประเทศญี่ปุ่นคิดขึ้น ไม่ใช่ค่าสากล ดังนั้นครีมกันแดดบางยี่ห้อจะไม่ระบุค่า PA มาให้ แต่จะบอกถึงสารที่ใส่มาซึ่งสามารถกัน UVA ได้ เช่น avobenzone, zinc oxide, titanium dioxide
แล้วเราควรจะเลือกครีมกันแดดอย่างไร ???
อันดับแรกก็คือ ดูเงินในกระเป๋า เพราะราคามันหลากหลายมากขึ้นอยู่กับประสิทธิภาพ และยี่ห้อ
แต่ถ้าจะฉลาดเลือกมากกว่านั้นก็ต้องมาดูกันในรายละเอียด ว่าผิวของเราเป็นลักษณะแบบไหน ไหม้ง่ายไหม้ยากอะไรยังไง
ถ้าไหม้ยากก็ SPF น้อยๆพอ ถ้าโดนแดดไม่นานก็เริ่มแสบแดงแล้วก็ต้อง SPF สูงๆหน่อย
SPF 2 กัน UVB ได้ 50 %
SPF 4 กัน UVB ได้ 75 %
SPF 8 กัน UVB ได้ 87.5 %
SPF 15 กัน UVB ได้ 93.3%
SPF 20 กัน UVB ได้ 95%
SPF 30 กัน UVB ได้ 96.7%
SPF 50 กัน UVB ได้ 98 %
โดยทั่วไปก็แนะนำให้ใช้ SPF 15 ขึ้นไปในวันปกติ ก็เห็นๆกันอยู่ว่าแดดเมืองไทยเป็นยังไง ถ้าในวันที่ต้องออกแดดมากเป็นพิเศษ เช่น ไปทะเล
ก็ต้อง up ขึ้นไป 30-50 และถ้าจะลงทะเลเล่นน้ำก็ต้องเลือกครีมกันแดดที่กันน้ำและทาซ้ำบ่อยๆ ศัพท์สำหรับ ครีมกันแดดกันน้ำได้ คือ waterproof คือจะออกฤทธิกันแดดได้สูงสุด 80 นาที water resistant ออกฤทธิกันแดดได้สูงสุด 40 นาที เพราะฉะนั้นก็ทาซ้ำทุก 40-80 นาทีตามชนิดละกัน
อ่อ! และควรทาครีมกันแดดทุกวัน ไม่ว่าจะฝนตกแดดออกหิมะตก เพราะ UV ส่องโดนผิวเสมอแม้ไม่เห็นแดด OK???




Create Date : 30 มีนาคม 2555
Last Update : 30 มีนาคม 2555 14:46:27 น.
Counter : 1365 Pageviews.

1 comments
  
ขอบคุณค้าบ
ได้ความรู้ขึ้นเยอะแยะเลย ^^
โดย: Parisienne วันที่: 11 ตุลาคม 2555 เวลา:2:44:46 น.
ชื่อ :
Comment :
 *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
ยืนยันรหัสความปลอดภัย :
(กรอกตัวเลขที่ปรากฎในภาพ)

megamovie
Location :
ภูเก็ต  Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed
 Smember
 ผู้ติดตามบล็อก : 4 คน [?]



มีนาคม 2555

 
 
 
 
1
2
3
4
5
6
7
8
9
10
11
12
13
14
15
16
17
18
19
20
21
22
23
24
25
26
27
28
29
31