มุมดีดี มีอยู่มากมาย อยู่ที่เราจะมองเห็นมันหรือไม่..เท่านั้น
Group Blog
 
<<
กรกฏาคม 2549
 1
2345678
9101112131415
16171819202122
23242526272829
3031 
 
10 กรกฏาคม 2549
 
All Blogs
 
บัวหิมะทิเบต


อะไรคือบัวหิมะ


ผมมีโอกาสได้ "บัวหิมะ" มาเลี้ยง โดยได้แบ่งมาจากที่บ้านอีกทีนึง แม่ไปได้มาจากพระทางเหนือแถวลำปาง เชียงใหม่อะไรแถวนั้น หลายๆคนอาจจะนึกสงสัยว่าอะไรคือ "บัวหิมะ" มันจะเหมือนกับบัวหิมะของจีน ที่ใช้ทาแผลน้ำร้อนลวก หรือไฟลวกมั๊ย ผมก็สงสัยครับ ก็เลยใช้ google ลอง search ดูใน Internet ก็ได้ข้อมูลมาบางส่วน มาเขียนบล็อกนี้ล่ะครับ



บัวหิมะ ที่พูดถึงในบล็อกนี้ คงจะไม่เหมือนครีมบัวหิมะจากเมืองจีนที่เป็นกระปุกๆ บัวหิมะที่นะพูดถึงเนี่ย จะมีลักษณะคล้ายยีสต์สีขาวๆ อันเล็กๆ (ในภาพข้างบน จะเห็นบัวหิมะสีขาวๆอยู่ในโหล) เวลาเลี้ยงต้องเลี้ยงในน้ำนม ซึ่งคงจะเป็นเพราะตัวบัวหิมะเนี่ยใช้น้ำนมในการเพิ่มจำนวนหรือเติบโต อาจจะมองแบบง่ายๆว่าบัวหิมะเป็นพืชอย่างนึง ที่สามารถเติบโต เพิ่มปริมาณได้ แล้วก็สามารถตายได้ถ้าเลี้ยงไม่ดี

ทีนี้เมื่อเอาบัวหิมะมาเลี้ยงในนม ซึ่งจะต้องเปลี่ยนนมทุก 24 ชม. หรือมากสุดไม่เกิน 72 ชม. นมที่ได้ออกมาจะเป็นนมที่มีรสเปรี้ยว จะมากจะน้อยก็ขึ้นกับปริมาณบัวหิมะ กับเวลาที่บัวหิมะอยู่ในนม ซึ่งตรงนี้ผมก็ไปลองๆหาข้อมูลอื่นๆมาประกอบ เข้าใจว่าคงเป็นลักษณะเหมือนนมเปรี้ยวยาคูลท์ที่เรากินๆกัน ตัวบัวหิมะคงจะย่อยสลายน้ำตาลในนม ออกมาเป็นกรดแลคติก ซึ่งเป็นกรดอ่อนๆเลยทำให้นมมีรสเปรี้ยว ถ้าอยู่ในนมนาน หรือมีบัวหิมะปริมาณมากๆ ก็จะมีการย่อยสลายมาก ทำให้ได้นมที่มีรสเปรี้ยวมากขึ้น



น้ำนมจากบัวหิมะนี่เอง ที่มีสรรพคุณว่าเอาไปดื่มแล้วช่วยให้อาการเกี่ยวกับระบบทางเดินอาหาร เช่นปวดท้อง ปวดลำไส้ ระบบขับถ่ายไม่ปกติ มีอาการดีขึ้น ปวดท้องน้อยลงหรือไม่ปวดเลย ซึ่งคงเป็นสิ่งที่ทางการแพทย์เรียกว่า โปรไบโอติค (Probiotic) ซึ่งเป็นการใช้สารที่จุลินทรีย์ชนิดหนึ่งขับออกมา และช่วยกระตุ้นการเจริญเติบโตของจุลินทรีย์อีกชนิดหนึ่ง ซึ่งเป็นการทำงานที่ตรงข้ามกับการทำงานของยาปฏิชีวนะ (antibiotic) ที่จะทำลายจุลินทรีย์เกือบทุกชนิดทั้งมีประโยช์ และไม่มีประโยชน์ ในลำไส้คนเราก็จะมีจุลินทรีย์ หรือแบคทีเรียอาศัยอยู่ ซึ่งเป็นตัวที่มีประโยชน์กับร่างกาย ทีนี้มันอาจจะมีน้อย หรือทำงานผิดปกติ เลยทำให้เราปวดท้อง หรือระบบขับถ่ายไม่ปกติ การที่กินนมจากบัวหิมะเข้าไป มันก็คงไปช่วยกระตุ้นการทำงานให้ดีขึ้น.. แหะๆ อันนี้สรุปเอาเองนะ.. ไม่ได้จบหมอมา.. ผิดถูกไงก็คิดเองละกัน

ผมหาเรื่องเกี่ยวกับ "โปรไบโอติค" มาใส่ไว้ในคอมเมนท์ข้างล่างแล้ว เผื่อใครสนใจจะไปอ่านเพิ่มเติม


สรรพคุณบัวหิมะ


ส่วนนี้เป็นเนื้อหาที่พระให้มาเป็นกระดาษ ผมลองเทียบกับข้อมูลบนเว็บภาษาไทยหลายๆแห่ง ก็มีเนื้อหาคล้ายๆกันครับ คาดว่าคงจะมาจากแหล่งเดียวกัน แล้วก็บอกต่อๆกันไปเรื่อยๆ ผมลอง copy เอามาไว้ให้อ่านกันดูแล้วกัน

บัวหิมะชนิดนี้ ค้นพบโดยนักบวชชาวทิเบตและได้เลี้ยงดู มีสรรพคุณดังนี้
  • ทำให้ระบบต่างๆของร่างกายสร้างภูมิชีวิตที่ดี
  • สามารถป้องกันโรคหัวใจ และระบบการทำงานของหัวใจที่บกพร่อง
  • สามารถช่วยให้การทำงานของตับ และม้ามดีขึ้น
  • สามารถป้องกันโรคนิ่วในถุงน้ำดี และสลายนิ่วในถุงน้ำดี
  • ช่วยให้ระบบขับถ่าย กระเพาะอาหาร ลำไส้ดีขึ้น
  • สร้างภูมิคุ้มกันให้ร่างกาย ขจัดเชื้อโรคที่จะเข้าสู่ร่างกาย
  • ช่วยลดความดันโลหิต
  • ช่วยทำให้การทำงานของไต และกระเพาะปัสสาวะดีขึ้น
  • ระงับการแพร่กระจายของโรคมะเร็ง
  • ทำให้ร่างกายสดชื่น ไม่อ่อนเพลีย ลดความเครียด


บัวหิมะนี้ประกอบด้วยสารอาหารที่ร่างกายต้องการหลายชนิด ศาสตราจารย์นายแพทย์ชาวโปแลนด์ ซึ่งไปปฏิบัติงานที่อินเดียและธิเบต ได้ป่วยเป้นโรคมะเร็ง และนักบวชชาวธิเบตได้ใช้บัวหิมะรักษาท่าน ผ่านไป 1 ปีครึ่ง อาการป่วยก็หาย และร่างกายก็แข็งแรงดังเดิม เขาได้ขอบัวหิมะจากนักบวชเพื่อนำไปเผยแพร่ แต่นักบวชได้ร้องขอ 3 ข้อดังนี้
  1. เลี้ยงบัวหิมะให้ดี จะทำให้สุขภาพแข็งแรง
  2. ห้ามจำหน่ายเด็ดขาด
  3. ถ้าเลี้ยงแล้ว เจริญเติบโตเกินต้องการ โปรดแจกให้ญาติและมิตรสหาย

วิธีเลี้ยงบัวหิมะ


  1. ใช้กระชอนกรองน้ำนมมาดื่ม แล้วล้างบัวหิมะและภาชนะที่ใส่บัวหิมะให้สะอาด หากจำเป็นสามารถใช้มือล้างเบาๆได้
  2. ดื่มก่อนนอนขณะท้องว่าง โดยไม่ดื่มร่วมกับเครื่องดื่มชนิดอื่น ให้ดื่มติดต่อกัน 20 วัน และให้หยุดพักเป็นเวลา 10 วัน
  3. ระหว่างพัก 10 วัน ให้ล้างบัวหิมะทุกคืน เมื่อล้างบัวหิมะสะอาดแล้ว ให้ใช้ภาชนะแก้วหรือพลาสติค เติมนมจืด 250 cc เก็บในอุณหภูมิห้อง 24 ชม.
  4. ห้ามเก็บในอุณหภูมิที่เย็นจัด รสนมจะมีรสเปรี้ยว
  5. ห้ามใช้ภาชนะที่เป็นโลหะทุกชนิด
  6. บัวหิมะ จะเพิ่มเป็น 2 เท่าใน 18 วัน



หมายเหตุ: คัดลอกมาโดยไม่ได้แก้ไข โปรดใช้วิจารณญาณส่วนตัวประกอบ อย่างที่บอกว่าลอง search ดูใน google ส่วนใหญ่ก็จะเจอเนื้อหาคล้ายๆกัน แล้วก็มีมานานแล้วด้วย ก็เลยคิดว่าเนื้อหาข้างบน คงจะมีการบอกต่อๆกัน หรือเผยแพร่กันมา ซึ่งการบอกกันต่อๆมา เนื้อความบางส่วนอาจจะขาดตก หรือเพิ่มเติมขึ้นมาได้

เนื้อหาส่วนต่อไป ลองไปเอามาจากเว็บไซท์ต่างประเทศ เพื่อที่จะลองเปรียบเทียบกัน ก็ใช้ google อีกเหมือนกันหละ ใช้ keyword ว่า "Kefir" ได้มาหลายเว็บไซท์เหมือนกัน เลยเลือกบางส่วนเอามาโชว์ไว้ที่นี่ ตามไปอ่านดูได้ครับที่หัวข้อ What is Kefir?





Create Date : 10 กรกฎาคม 2549
Last Update : 20 มีนาคม 2550 1:01:35 น. 6 comments
Counter : 2869 Pageviews.

 

Probiotic คืออะไร?



คำว่า โปรไบโอติก (Probiotic) ถูกนำมาใช้เป็นครั้งแรกในรายงานการวิจัยทางวิทยาศาสตร์ของ Lilly และ Stillwell ในปี พ.ศ. 2508 เพื่อกล่าวถึงสารที่จุลินทรีย์ชนิดหนึ่งขับออกมา และช่วยกระตุ้นการเจริญเติบโตของจุลินทรีย์อีกชนิดหนึ่ง ซึ่งเป็นการทำงานที่ตรงข้ามกับการทำงานของยาปฏิชีวนะ (antibiotic) ที่จะทำลายจุลินทรีย์เกือบทุกชนิด


ในปี พ.ศ. 2517 Parker ได้ให้คำจำกัดความว่า โปรไบโอติก คือสิ่งมีชีวิตและสารเคมีที่มีผลต่อสมดุลของจุลินทรีย์ในลำไส้
คำจำกัดความล่าสุด ซึ่งเสนอโดย Fuller ในปี พ.ศ. 2532 อธิบายคำว่า โปรไบโอติก คืออาหารเสริมซึ่งเป็นจุลินทรีย์ที่มีชีวิต สามารถก่อประโยชน์ต่อร่างกายของสิ่งมีชีวิตที่มันอาศัยอยู่ โดยการปรับสมดุลของจุลินทรีย์ในร่างกาย

คำว่าจุลินทรีย์ (micro-organism) หมายถึงสิ่งมีชีวิตซึ่งส่วนใหญ่มีขนาดเล็กมากจนมองด้วยตาเปล่าไม่เห็น ที่อาจมีโทษหรือมีประโยชน์ต่อเราก็ได้ แบ่งออกได้เป็น 4 ชนิดใหญ่ๆ คือ ไวรัส, ราหรือยีสต์, แบคทีเรีย และ พาราไซต์

ไวรัส เป็นจุลินทรีย์ที่มีขนาดเล็กที่สุดได้แก่ เชื้อเอดส์, งูสวัด, และ เริม เป็นต้น
ราหรือยีสต์ ได้แก่ โรคผิวหนังที่ขึ้นตามที่อับชื้น มักทำให้มีอาการคัน
พาราไซต์ ได้แก่ เชื้อไข้มาเลเรีย

แบคทีเรีย น่าจะเป็นคำที่รู้จักแพร่หลายมากที่สุดในบรรดาจุลินทรีย์ที่กล่าวมาแล้ว และคนก็มักนึกถึงแต่เชื้อโรคอย่างเดียว ตัวอย่างของแบคทีเรียที่ทำให้เกิดโรคได้แก่ เชื้อวัณโรค เชื้อที่ทำให้เจ็บคอ หรือเชื้อที่ทำให้เราท้องเสียจากอาหารเป็นพิษ เป็นต้น แต่ยังมีแบคทีเรียที่ดีมีประโยชน์ต่อร่างกายเรา ได้แก่แบคทีเรียที่ผลิตกรดแลคติกได้ ซึ่งอาจเรียกว่า แลคติกแอซิดแบคทีเรีย แบคทีเรียที่ดีเหล่านี้ คือโปรไบโอติกนั่นเอง ได้แก่ แลคโตบาซิลัส อะซิโดฟิลลัส (Lactobacillus acidophilus), เอนเทอโรคอคคัส ฟีคาลิส (Enterocossus faecalis), สเตรปโตคอคคัส เทอร์โมฟิลัส (Streptococcus thermophilus) และ ไบฟิโดแบคทีเรียม ไบฟิดัม (Bifidobacterium bifidum)

แบคทีเรียที่ดี มีประโยชน์ต่อเรานี้ อาศัยอยู่ในลำไส้เล็กและลำไส้ใหญ่ของเรา ตั้งแต่เราเกิดเป็นทารก ทำหน้าที่ช่วยย่อยอาหารและผลิตสารอาหารที่ดีมีประโยชน์ให้กับเรา ได้แก่ กรดอะมิโน กรดแลคติก พลังงาน ไวตามินเค ไวตามินบี และสารปฏิชีวนะธรรมชาติหลายชนิด ซึ่งจะก่อให้เกิดประโยชน์ต่อร่างกายดังนี้
1. กรดแลคติกที่แบคทีเรียผลิตออกมา จะทำให้สภาวะภายในลำไส้ มีความเป็นกรดมากพอที่จะยับยั้งการเจริญของแบคทีเรียก่อโรค
2. ทำให้ระบบขับถ่ายดี ไม่เกิดการหมักหมมของของเสียในร่างกาย เป็นการลดอัตราเสี่ยงของการเกิดมะเร็ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งมะเร็งลำไส้ใหญ่ และมะเร็งตับ
3. ไวตามินบีที่ได้ จะทำให้เซลล์ในระบบภูมิต้านทานทำงานอย่างมีประสิทธิภาพ และยังทำให้มีการผลิตเม็ดเลือดแดงดีขึ้นด้วย
4. ช่วยยับยั้งการเจริญของเซลล์มะเร็ง และกำจัดสารก่อมะเร็งบางชนิด
5. แลคติกแอซิดแบคทีเรีย ยังช่วยลดระดับน้ำตาลและโคเลสเตอรอลในเลือดด้วย
6. นอกจากนี้ ยังผลิตเอนไซม์แลคเตส ซึ่งช่วยย่อยน้ำตาลในนม ทำให้เราไม่มีอาการท้องอืดจากการดื่มนม และช่วยให้การดูดซึมแคลเซียมดีขึ้น

Ref: http://www.sookdee.com/index.php?lay=show&ac=article&Id=2516&Ntype=3


โดย: dharma วันที่: 10 กรกฎาคม 2549 เวลา:19:41:37 น.  

 

คำแนะนำ



1. บัวหิมะธิเบต หรือ คีเฟอร์ เป็นพืชตระกูลเดียวกับ “เห็ด” และ “ยีสต์”

2. นมหรือโยเกิร์ตที่ได้จากการเพาะเลี้ยงบัวหิมะนี้ มีรสและกลิ่นเปรี้ยว ไม่ใช่นมบูด แต่มีกระบวนการย่อยสลายเหมือนกับการบูดของอาหาร ต่างกันที่จุลินทรีย์ที่ใช้หมักบัวหิมะนี้ เป็นจุลินทรีย์ที่ดี มีประโยชน์ต่อร่างกาย กินแล้วไม่ท้องเสีย

3. ตอนที่ได้รับบัวหิมะมาในวันแรกๆ (ในช่วงประมาณ 1 สัปดาห์แรก) ปริมาณจะยังมีน้อยอยู่ ให้ใส่นมแค่พอท่วมปิดหมด ไม่ต้องใส่นมหมดกล่อง เพื่อให้เมล็ดบัวหิมะได้มีเวลาปรับตัวกับสภาพแวดล้อมใหม่ และไม่บอบช้ำจนเกินไป

4. ศึกษาจากเว็บต่างประเทศแล้ว บอกว่า จะดื่มทุกวันก็ได้ ไม่ต้องเว้น 10 วัน (อันนี้แล้วแต่ความเชื่อของแต่ละคน)

5. นำโยเกิร์ตที่ได้มาพอกหน้า ประมาณ 30 นาที (หรือรอจนหน้าแห้ง) ทุกคืนก่อนนอน แล้วล้างออกด้วยน้ำเปล่า (ไม่ต้องล้างด้วยสบู่) จะทำให้หน้าเนียน ขาว ใสขึ้น รู้สึกผิวเรียบเนียนละเอียดขึ้น สิวก็หาย เนื่องจากโยเกิร์ตบัวหิมะมีคุณสมบัติช่วยรักษาแผลและสมานผิว

6. บางครั้งหากใช้โยเกิร์ตบัวหิมะพอกหน้าแล้วรู้คันยิบๆในบางจุด นั่นไม่อันตราย แต่แสดงว่าผิวหนังบริเวณนั้น เป็นสิว แห้งลอก ซึ่งอาการคันนี้หมายถึงการที่กรดผลไม้และวิตามินต่างๆกำลังเข้าไปช่วยฆ่าเชื้อแบคทีเรีย และสมานผิวให้หายเป็นปกติ เมื่อสิวหายแล้วอาการคันนี้จะหมดไป

7. ถ้าหากระชอนกรองที่เป็นพลาสติกไม่ได้ แนะนำให้ใช้กระชอนช้อนปลา ขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 4.5 นิ้วกำลังดี
(ราคาประมาณ 8 – 12 บาท) โดยเวลาใช้ ให้ระวัง ห้ามโดนบริเวณที่เป็นลวดเหล็กเด็ดขาด

8. ไม่จำเป็นต้องล้างบัวหิมะด้วยน้ำทุกวัน เพราะคลอรีนจะทำลายการเจริญเติบโตของบัวหิมะ ไม่จำเป็นต้องล้างน้ำเลย พอกรองโยเกิร์ต ออก ก็เทนมใหม่ ใส่ต่อได้เลย (แต่ควรล้างภาชนะที่ใส่ด้วยนะ) จะทำให้บัวหิมะโตเร็วมาก เหมือนกับการเลี้ยงปลา ที่ต้องใส่น้ำเดิมของมันลงไป และการย้ายต้นไม้ ก็ต้องใส่ดินเดิมของมันลงไปด้วยเช่นกัน ถ้าหากต้องการล้างจริงๆ ให้ใช้น้ำกลั่น หรือน้ำที่ปลอดสารคลอรีน

9. หากต้องการหยุดใช้ หรือไม่อยู่บ้าน 2-3 วัน ให้ใส่นมแค่พอปิดท่วมเม็ดบัวหิมะ แล้วแช่ตู้เย็นช่องแช่เย็นธรรมดาไว้

10. หากต้องการหยุดใช้ หรือไม่อยู่บ้าน เกินกว่า 4-5 วันขึ้นไป ให้ล้างบัวหิมะด้วยน้ำให้สะอาด ผึ่งให้แห้งหมาดๆ ไม่ต้องใส่นม แล้วแช่ช่องฟรีซ (ช่องแช่แข็ง)ในตู้เย็น เพื่อหยุดการเจริญเติบโตของบัวหิมะชั่วคราว และเป็นการป้องกันไม่ให้เสียด้วย

11. หากแช่เย็นแล้ว เมื่อกลับมาใช้อีกครั้ง ให้นำไปล้างน้ำเพื่อให้หายแข็ง (ใช้น้ำอุ่นนิดๆได้ แต่ห้ามใช้น้ำร้อนเด็ดขาด) ทิ้งไว้ให้อุณหภูมิอุ่นขึ้น แล้วค่อยใส่นม

12. นมโยเกิร์ตที่กรองออกมาแล้ว ที่ดีที่สุดควรดื่มทันที แต่ถ้าอยากเก็บไว้ดื่มตอนหลัง สามารถนำไปแช่เย็นเก็บไว้ได้ 2-3 วัน

13. หากใครกินแล้วท้องไส้ปั่นป่วน นั่นไม่ได้แปลว่าคุณแพ้บัวหิมะ แต่แสดงว่าร่างกายของคุณมีโรคหรือสารพิษตกค้าง ซึ่งอาการปั่นป่วนคืออาการที่บอกว่า บัวหิมะนี้กำลังช่วยให้ร่างกายคุณขับไล่สารพิษนั้น / เพื่อให้รู้สึกดีขึ้นให้ลดปริมาณการกินในช่วงแรกไปก่อน เพราะร่างกายของแต่ละคนอาจต้องใช้เวลาปรับตัวไม่เท่ากัน


อ้างอิง: http://www.dmsc.moph.go.th/webroot/samutsongkhram/knowledge/S9/s9-5.htm






โดย: dharma วันที่: 10 กรกฎาคม 2549 เวลา:19:49:06 น.  

 
เคยเห็นบัวหิมะในหนังจีนค่ะ

แบบว่าพระเอกต้องเอามาช่วยนางเอก ต้องเก็บในคืนวันนี้ๆๆเท่านั้น ต้องปีนไปที่หน้าผา แล้วพระเอกจะเผลอตกได้รับบาดเจ็บ คาดว่าจะกลับมาช่วยนางเอกไม่ทัน แต่สุดท้ายก็ทัน 5555

เรานี่ช่างไร้สาระในบล๊อคคนให้สาระซะจริงเชียว 5555


โดย: วัล (onebeauty ) วันที่: 22 กรกฎาคม 2549 เวลา:21:42:06 น.  

 


แค่แวะมาก็โอเคแล้วหละ น้องวัล.. ไม่ต้องมีสาระหรอก..


โดย: dharma วันที่: 24 กรกฎาคม 2549 เวลา:20:01:58 น.  

 
โห...แวะมาเยี่ยมวันนี้ได้ความรู้กลับไปเพียบเลยนะ จะบอกให้ ฮิฮิฮิ สบายดีนะครับ


โดย: หนุ่มร้อยปี (หนุ่มร้อยปี ) วันที่: 26 กรกฎาคม 2549 เวลา:13:21:52 น.  

 
พลังบัวหิมะกินแล้วจะสวยมั้ยค่ะ อิอิ


โดย: wawarashi วันที่: 27 กรกฎาคม 2549 เวลา:19:54:51 น.  

ชื่อ : * blog นี้ comment ได้เฉพาะสมาชิก
Comment :
  *ส่วน comment ไม่สามารถใช้ javascript และ style sheet
 

dharma
Location :
กรุงเทพ Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 2 คน [?]














ไหนๆก็มาแล้ว แวะไป
เซ็นสมุดเยี่ยม
หน่อยนะครับ

วันเกิด blog นี้ : 2 กุมภา 49
















Friends' blogs
[Add dharma's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.