WHITE LOVE
Group Blog
 
<<
พฤศจิกายน 2549
 1234
567891011
12131415161718
19202122232425
2627282930 
 
23 พฤศจิกายน 2549
 
All Blogs
 
การกระทำบ่งเจตนา ภาคหลัง (และหวังให้เป็นภาคสุดท้าย)

นึกว่าเรื่องจะจบแล้ว เมื่อไม่กี่วันนี้ กลางคืน ขณะกำลังง่วง คิงเพนกวินโทรมาบอกว่า ส่งเรื่อง Char ให้น้องคนนึงช่วยอีดิท เขาบอกว่ามันคล้ายเรื่อง Ismala, The city of legend ของเรา เราก็ฉุน อะไรฟะ เอาอีกเรื่องแล้วเหรอ คือยอมรับว่าอาจจะเลินเล่อ ที่มีเรื่อง Lost Impossible ฉบับเต็มในเครื่องอยู่แล้ว แต่ไม่เคยอ่านส่วนอื่นๆ ให้ดี แล้วยังไงจุดประสงค์ที่คิงเพนกวินส่งเรื่องนี้มาก็ไม่ใช่เพื่อให้เราอ่านเอาความบันเทิง (เรื่องจะผลิตจำหน่าย การที่เอามาอ่านฟรีโดยผิดจุดประสงค์เราก็ว่ามันเสียมารยาท) ทั้งที่ตอนนั้นที่เช็คก็เจออยู่แล้วว่ามีเรื่องทะเลทราย กองพันปีศาจ อะไรเทือกนี้ แต่อีกใจก็มีอคติ เพราะหลังจากคราวแรก ก็มีอีก คือเรื่องที่ Char โดนลอกกลายเป็นเรื่องโอละพ่อ ปรากฏว่าคนคัดลอกเขาไปเอามาจากหนังสือ แล้ว Char ก็ไปลอกหนังสือเล่มเดียวกันนี้ กับอีกกรณีคือ Char ลอกคิงเพนกวิน ยอมรับว่าเราไม่เหลือความเชื่อใจอะไรให้ Char แล้ว ใจเลยโอนเอียงไปในแง่ร้ายเสียมาก

ขออธิบายเพิ่มเติมว่า เรื่อง Ismala เป็นเรื่องที่เราลอกรัศมีจันทร์มาอีกที ด้วยความจงใจ (แต่ไม่ใช่กางหนังสือแล้วพิมพ์ลอกตามนะ) เพราะตอนแรกจะทำเป็นโดจิน แต่พอทำได้ไปสัก 50 หน้า ก็รู้สึกว่ามันไม่เหมาะ แล้วก็ไม่ใช่อย่างที่เราคิด จึงพยายามรื้อเรื่องแล้วก็แต่งใหม่ แต่เนื่องจากมันเป็นการรื้อส่วนฐานของเรื่อง และประสบการณ์เรายังน้อยอยู่ (ตอนนั้นแต่งเป็นเรื่องที่ 2) จึงทำไม่ได้หมดจด มีเค้าของรัศมีจันทร์อยู่มากในตอนต้น ซึ่งก่อนทำการจำหน่าย เราได้ชี้แจงกับผู้บริโภคไว้ชัดเจนแล้ว

ดังนั้น จุดแรกที่เราเจอก่อนหน้า ตรงคำว่ากองทัพปีศาจ (จากเรื่องของ Char) ก็คิดไปว่า คงได้อิทธิพลมาจากรัศมีจันทร์ จึงไม่ได้สืบสาวราวเรื่องต่อ แต่พอมีการรื้อมาอ่านทวนตามจุดที่คนอีดิทชี้มาอีกครั้ง พบว่ามันไม่ได้เอามาจากรัศมีจันทร์แน่แล้ว แต่มันมาจาก Ismala ของเรา เราได้ทำการเทียบแล้วคัดส่งไปให้คิงเพนกวิน ซึ่งก็เช่นเดิม ได้ถูกส่งต่อไปขอความเห็นอีกหลายคน แล้วก็เห็นว่า มันลอกแน่ เพราะถึงจะเป็นสิ่งเล็กน้อย ได้กลิ่นเบาบาง แต่มีหลายจุดเกินไปจนถ้าจะบังเอิญได้อย่างนี้คงต้องอาศัยปาฏิหาริย์

และสิ่งที่เหมือนเดิมอีก คือคำปฏิเสธจาก Char ไม่รู้จัก ไม่เคยอ่าน ทำให้เรารู้สึกโกรธขึ้นมาจริงๆ แล้ว ถ้ายอมรับว่าเอาไปใช้จริง จะแก้ไข เราคงให้อภัย แต่นี่... แล้วยิ่งค้นพบอีกเรื่องว่าลอก กรงมังกร ของนักเขียนอีกท่าน ซึ่งก็ต้องเค้นคอแบบไม่มีทางปฏิเสธแล้ว Char ถึงจะยอมรับ แต่จนแล้วจนรอดก็ยังไม่ยอมรับว่าลอกเราอีก ถ้าเป็นอย่างนี้เราคงไม่ไหวแล้ว คิงเพนกวินบอกว่าเจอแบบนี้ต้องหยุดพิมพ์จริงๆ แล้ว (ก่อนหน้านี้ยังคุยอยู่ว่า หากรื้อแก้ได้ ก็คงรื้อ เพราะสัญญาไปว่าจะตีพิมพ์) เราก็สนับสนุนว่าควรเลิก เพราะไม่งั้นทั้งคู่ ไม่ว่าจะ Char หรือ สนพ. ซึ่งคิงเพนกวินทำจะต้องมีความผิดตามพรบ. ลิขสิทธิ์ และถ้ามันไปถึงขั้นนั้น ถึงจะเปลี่ยนใจจะเห็นใจขึ้นมาภายหลังมันจะสายเกินแก้ โดยเฉพาะมีผู้เสียหายหลายคนอีก

ตอนนี้คิงเพนกวินก็ประกาศหยุดพิมพ์ไปแล้ว แต่สิ่งที่ยังคาใจเราคือ ทำไม Char ถึงไม่ยอมรับ เพราะไม่ได้ลอก เพราะปากแข็ง เพราะจงใจหาเรื่องเรา อย่างไหนกันแน่ เราคิดมากไปเองหรือเปล่า รู้สึกคาใจเหมือนถูกเสี้ยนตำ เลยมาระบายในบล็อกเสียยาวยืด สุดท้ายนี้ ขอแปะส่วนที่เราส่งเทียบไปว่าเหมือนให้บุคคลภายนอกได้อ่านละกัน ว่าแบบนี้เรียกลอกไหม ถ้าคัดค้านก็ช่วยบอกด้วยนะ จะได้รู้ว่าเราเองอาจจะเป็นคนที่มีอคติเกินไป

ของเรา จากเรื่อง Ismala และ Bloody Ally
ของ Char จากเรื่อง Lost Impossible

ข้อแรกถ้าขี้เกียจอ่านข้ามไปอ่านตัวหนังสือสีเขียวๆ เลยก็ได้


1. เบื้องล่างนี้คือประเทศที่แห้งแล้ง ไม่มีอะไรน่าสนใจไปกว่าน้ำมันในสายตาของต่างชาติ และคงไม่มีใครรู้จักหากไม่เพราะทองคำสีดำ ทรัพยากรที่ผลักดันให้โลกเป็นไป ภูมิประเทศที่เล็ก ถือสันโดษ และการปกครองอันเป็นแบบฉบับ ทำให้ยังคงความเป็นรัฐอิสระที่ปกครองตนเองอย่างเป็นเอกเทศมาได้จนทุกวันนี้ แน่ล่ะ ทรัพยากรอันมีค่ามหาศาลและเส้นทางการค้าทางทะเล ก็เป็นปัจจัยหลักที่ทำให้ประเทศใหญ่ที่ขนาบข้างอยู่ต้องเกรงใจ
บุรุษวัยยี่สิบกลางๆในชุดสูทโก้ผ่อนลมหายใจยาว เอนหลังพิงพนักเบาะกว้าง ขยับคอและไหล่คลายอาการตึงของกล้ามเนื้อ
ชั่วชีวิตของเขา มากกว่าครึ่งได้ใช้ไปกับประเทศทางยุโรปและทางอเมริกา เพื่อเรียนรู้สิ่งต่างๆ ไม่เพียงเฉพาะวิชาการ หากยังรวมถึงสังคมที่หลากหลายและภาพพจน์ของอิซมาล่าในสายตาคนนอก ความสะดวกสบายหลายอย่างที่เขาได้รับ ล้วนแล้วแต่มีเหตุผลทางการทูตแอบแฝงอยู่ทั้งสิ้น แต่ก็อีก เขาเรียนรู้ที่จะใช้ประโยชน์จากมันอย่างคุ้มค่าที่สุด โดยยังรักษาความสัมพันธ์อันเป็นกลางเอาไว้ได้เสมอ
ไฟรัดเข็มขัดสว่าง เครื่องลดระดับเพดานบินเสียดสีลมแรงจนลั่นกึก นั่นคงเป็นเสียงที่ปลุกให้เขาตื่น ลมที่หอบเอาภูเขาทรายทั้งลูกให้เปลี่ยนทิศได้ไม่ต่างจากฝันร้ายของนักเดินทางที่ไม่คุ้นเคย
ดวงหน้าคมคายจะหันมองข้างนอกหน้าต่างอีกครั้ง มองเห็นพวก เบดูอินชนเผ่าเร่ร่อนพื้นเมืองเดินทางเป็นกองคาราวาน ไกลออกไปเป็นซากปรักหักพังของสิ่งก่อสร้างเมื่อสักหลายพันปีก่อน บ่งบอกถึงความเก่าแก่ของแคว้นแห่งนี้ได้เป็นอย่างดี
แม้จะใช้ชีวิตตั้งแต่ย่างเข้าวัยหนุ่มไปท่ามกลางประเทศที่หนาวเย็นและศิวิไลซ์ ทว่า…หลายครา ยามเมื่อหลับตายังคล้ายได้กลิ่นไอระอุของแสงอันแผดกล้า เสียงลมกรีดหวีดหวิวเสมือนได้ยินเสียงกระพรวนและเครื่องดนตรีพื้นเมืองที่แผ่วโหย สิ่งที่ติดตรึงอยู่ในใจเขาหาใช่เมืองอันสับสนวุ่นวายไม่ เป็นเงาของบ้านเกิดเมืองนอนต่างหากที่เขาเฝ้ารอตลอดมา
เครื่องบินโดยสารลำเล็กเตรียมร่อนลงเหนือรันเวย์ อาคารทรงโดมเตี้ยหลายหลังตั้งรายล้อมจนสุดปลายทาง ท่อส่งขนาดใหญ่มากมายทอดตัวเป็นสายเชื่อมต่อกับแท่นขุดเจาะน้ำมันสูงลิบ พื้นทะเลทรายที่ไม่สามารถก่อเสาเข็มได้นั้นทำให้อาคารทุกหลังดูใหม่ เพราะต้องรื้อสร้างทุกๆ 10ปี
หลังคาทรงโดมที่มีเพียงชั้นเดียว เป็นการก่อสร้างที่ลดการต้านแรงลมมากที่สุด ผนังบุฉนวนกันความร้อนด้านในและแผ่นกรองรังสีแบบสะท้อนกลับด้านนอก หากเป็นที่ประเทศในแถบยุโรปหรืออเมริกา คงได้มีการฟ้องร้องเกี่ยวกับรังสีที่สะท้อนออกมากันบ้าง แต่แถบนี้คงไม่มีเพื่อนบ้านคนไหนที่อยู่ใกล้พอจนได้รับผลกระทบหรอก
ล้อเครื่องแตะพื้นรันเวย์อย่างนุ่มนวลสมราคา ใช่ว่าเศรษฐีน้ำมันจะอวดร่ำอวดรวย แต่หากใครพอจะมีได้ก็ควรซื้อเครื่องบินไว้ใช้จะดีกว่า ไม่เป็นการฉลาดหากจะใช้รถยนต์ในภูมิประเทศแบบนี้ นอกเสียจากจะเป็นรถขับเคลื่อนสี่ล้อที่ผลิตมาเป็นพิเศษ หาไม่แล้วอูฐหรือม้ายังดูจะมีประโยชน์กว่าเสียอีก กระนั้นเรื่องประหยัดเวลามันก็เทียบกันไม่ได้อยู่ดี
ชายผู้มีนัยน์ตาคมกริบขยับจัดสูทและเนคไทให้เข้ารูป ก่อนจะลุกเดินออกไปเมื่อประตูเครื่องบินส่วนตัวเปิดอ้าออก ร่างสูงเดินก้าวลงบันไดเหล็กสีขาว รองเท้าหนังสีดำมันวับเหยียบก้าวแรกในช่วง 13 ปี ณ. แผ่นดินเกิดลงบนพรมสีแดงเข้ม
“อาเรส”
เสียงเรียกจากชายผู้อยู่หัวขบวนรอรับเอ่ยอย่างยินดี ชุดเสื้อคลุมสีทรายทำให้ดูแทบไม่แตกต่างจากคนรอบข้าง หากเพียงเห็นก็จำได้ทันที
“เจ้าโตขึ้นมาก เด็กน้อยของพ่อ ตอนนี้สูงจนพ่อต้องเงยหน้าคุยด้วยเสียแล้ว”
“พ่อไม่เปลี่ยนไปเท่าไรเลยครับ” เสียงทุ้มมีเค้าตื้นตัน นานแค่ไหนแล้วนะที่เขาไม่ได้เจอหน้าพ่อ เพื่ออนาคตของลูก พ่อของเขากำชับเด็ดขาดว่าจะกลับมาได้ก็ต่อเมื่อ ’พร้อม’ แล้วเท่านั้น
“พ่อเพิ่งรู้ตัวว่าแก่ไปมาก เมื่อได้เห็นเจ้านี่แหละ อาเรส” มือใหญ่บีบไหล่ของลูกชายกระชับ ดวงตาดำสนิทที่ถ่ายทอดให้ลูกคนเดียวของเขาได้อย่างไม่ผิดเพี้ยนฉายแววอบอุ่น หากแฝงซึ่งความทรงอำนาจและมากด้วยประสบการณ์ตามวัยที่ผันผ่าน ริ้วรอยที่เกิดขึ้นไม่ได้ทำให้ความน่าเกรงขามนั้นลดลงไปเลยแม้แต่น้อย กลับยิ่งดูทรงภูมิขึ้นเสียมากกว่า
“มาเถิด เรามีเรื่องที่ต้องคุยกันอีกมาก มากเหลือเกิน”

******

รถที่ออกแบบมาให้วิ่งได้ในทะเลทราย เคลื่อนตัวเป็นขบวนยาวเพื่อเดินทางไปสู่ที่พัก ดวงอาทิตย์คล้อยต่ำสาดแสงยามอัสดง ก่อให้เกิดแสงทองไล้ตามขอบเนินทรายแต่ละเนินได้อย่างวิจิตร ไม่นานนักเงาของสิ่งก่อสร้างยอดโดมก็โดดเด่นขึ้นท่ามกลางเงาแมกไม้ สถานที่แห่งความทรงจำเมื่อครั้งยังเยาว์…บ้าน
องครักษ์ร่างกำยำยืนเรียงแถวเพื่ออารักขาผู้เป็นนาย เมื่อก้าวพ้นประตู ขบวนคนสนิท คนเก่าแก่ และคนรับใช้ทุกคนต่างก็ยืนรอรับนายหนุ่มด้วยใจจดจ่อ แววตาฉายความปิติกันถ้วนหน้า อาเรสหยุดทักทายคนเหล่านั้นด้วยไมตรีจิต
“นี่ยังไงอาเรส” เสียงแห่งผู้เป็นบิดาเอ่ยขึ้น “จำซีนูเฮได้ไหม ลูกชายของเฮมอนกับแม่นมที่เคยเล่นด้วยกันยังไง”
“จำได้ครับ” เสียงทุ้มขานรับ “เป็นอย่างไรบ้าง? เสียใจด้วยนะเรื่องแม่นม” ประโยคหลังชายหนุ่มหมายถึงแม่ของซีนูเฮ ที่เขาได้ข่าวจากบิดาว่าหล่อนเสียชีวิตไปเมื่อไม่นานนี้
“ขอบคุณขอรับ นาย” ชายหนุ่มผิวคร้ามร่างหนาค้อมรับคำ รูปหน้าเหลี่ยม เคราดำขริบสั้นเรียบร้อยรับกับสันกรามแข็งแรง ยิ่งทำให้ดูเข้มแข็ง สมกับชื่อของเขาที่ได้มาจากจอมยุทธซีนูเฮในตำนาน
“จากนี้ไป ซีนูเฮจะเป็นคนของลูก ให้เขาอยู่ข้างกายเจ้า เหมือนที่พ่อของเขา และคนในตระกูลของเขาได้ยืนหยัดเคียงข้างเรามาตลอด” คำนั้นเปรียบเสมือนคำรับรอง ‘ซีนูเฮหนุ่ม ไว้ใจได้’ !
“ครับ” อาเรสรับเพียงสั้นๆแต่ความหมายนั้นก็คือ เขาพอใจให้ชายผู้นี้อยู่ในฐานะ ‘คนสนิท’
“ดีแล้ว ไปอาบน้ำอาบท่าเสียก่อน คืนนี้เรามีงาน ห้องของเจ้า ทุกอย่างยังเหมือนเดิม” มือใหญ่ตบบนบ่าบุตรชายเบาๆ ดุนหลังให้ชายหนุ่มเดินตามคนสนิทของเขาไป
…
ปีกซ้ายชั้นบนสุด คือห้องกว้างที่ลาดไว้ด้วยหินอ่อนเนื้อดีสีขาวบริสุทธิ์ เกิดเป็นเงารุ้งเลื่อมหลากสี ด้วยแสงที่ทาบผ่านหน้าต่างทรงสูงตลอดเพดานจรดพื้น กระจกสีประดิษฐ์เป็นลวดลายละเอียดงดงามตามตำนานเก่าแก่ ชวนให้นึกถึงความเชื่อต่างๆที่เขาเคยได้ฟังครั้งเมื่อยังเป็นเด็ก แม้วิทยาการจะล้ำหน้าไปเพียงใดแต่สิ่งเหล่านี้ก็ไม่เคยแยกจากวิถีชีวิตของคนที่นี่ มันมีมานานนับพันปีและจะยังคงมีต่อไป…
โดยปราศจากคำพูด เพียงกริยาโบกมือ ซีนูเฮและข้ารับใช้ก็เดินกลับออกไป พร้อมดึงม่านขาวบางรูดปิดประตู อันหมายถึงใครก็ตามไม่สามารถเข้าไปในห้องนี้ได้ จนกว่า ‘นาย’ จะเรียก หรือได้รับอนุญาต
อาเรสในวัยเด็กเคยไม่ชอบที่มีนางรับใช้มาอาบน้ำ หรือมาคอยปรนนิบัติให้อย่างไร ในวัยหนุ่มก็ยังคงเป็นอย่างนั้น
ภายในห้องอาบน้ำ พื้นกรุด้วยโมเสคสีฟ้าใสไล่ลวดลายต่างเฉด ช่างพื้นเมืองเท่านั้นที่จะทำสีอย่างนี้ได้ ตรงกลางห้องทำเป็นอ่างกลมกว้างเจาะลึกลงไปในพื้น มีน้ำอุ่นไหลเป็นสายจากพื้นด้านหนึ่งที่ถูกสร้างให้ลาดลงเข้าอ่าง และล้นออกทางพื้นลาดอีกด้านหนึ่ง น้ำมันหอมจากตะเกียงเล็กๆตามหลืบที่ผนัง ซึ่งสร้างเลียนแบบหินปูนตามธรรมชาติส่งกลิ่นกรุ่นกำจาย
ชายหนุ่มเคลื่อนกายลงแช่น้ำนิ่ง วักน้ำลูบหน้า แล้วหลับตาลงผ่อนคลายความเมื่อยล้าจากการเดินทาง กลิ่นอายหอมรวยรื่นของดินแดนตะวันออกกลางปะปนไอแดด ชวนให้นึกถึงภาพฝันอันเลือนลาง…
แปลก… ฝันนั้นมีกลิ่นหอม
…
อาเรสเปลี่ยนจากชุดสากลมาเป็นชุดพื้นเมืองสีขาว ตัวยาว มีเสื้อคลุมทับ เรียกตามภาษาถิ่นว่าซาเยท ด้วยความที่ได้รับอิทธิพลจากชาวอาหรับเมื่อครั้งก่อนโน้น ทำให้วิถีชีวิตโดยรวมไม่แตกต่างไปจากชาวตะวันออกกลางทั้งหลาย ทว่าสิ่งหนึ่งที่แตกต่างอย่างมากคือ…ศาสนา
อิซมาล่ามิได้มีศาสนาอิสลามเป็นศาสนาประจำชาติเหมือนประเทศอื่นในแถบนี้ เนื่องจากมิเคยตกเป็นเมืองขึ้น จึงกลับถือนิกายเก่า เคารพนับถือเทพเจ้าตามความเชื่ออียิปต์โบราณ ดังนั้นหลายอย่างถึงผิดแผกไปจากวัฒนธรรมอาหรับ ดังเช่นชุดพื้นเมืองเป็นต้น ชุดที่อาเรสใส่มีกางเกงขายาวสีขาวอยู่ด้านใน ก่อนจะสวมเสื้อขาวตัวยาวกรอมเท้าอีกหนึ่ง ใช้ผ้าผืนยาวสีเทาเข้มรัดบั้นเอว คลุมทับด้วยเสื้อคลุมสีฟ้าแกมเทาตัวหลวม เชือกที่รัดรอบผ้าคลุมศีรษะเป็นสีเดียวกัน แทนที่ทั้งสองอย่างจะเป็นสีดำดังเช่นเครื่องแต่งกายแบบอาหรับทั่วไป
เมื่ออยู่ในชุดนี้ใบหน้าสะอ้านก็ดูคมเข้มขึ้น ดวงตาดำลึกดูมีเสน่ห์ จมูกโด่งเป็นสัน ริมฝีปากหยักได้รูป ผิวที่ออกสีนวลสว่างด้วยมีเชื้อสายชาวจีนอยู่ครึ่งหนึ่งนั้น ทำให้ดวงหน้าคมไม่ดุดันจนเกินไป กลับเป็นความหล่อเหลาที่เรียกได้ว่าสำอางแบบหนุ่มนักธุรกิจ และยังเป็นที่ติดตาต้องใจของหลายฝ่าย บุคลิกที่ดูสง่าผ่าเผย สุขุม นุ่มนวล ทำให้เขาเป็นดาวเด่นในวงสังคมคนหนึ่ง
มีสตรีไม่น้อยเลยที่หวังจะได้เป็นภรรยาของว่าที่ข่าน ผู้ครองบ่อน้ำมันมากที่สุดในแคว้น นั่นทำให้เขาต้องคอยระมัดระวังความสัมพันธ์ที่มีต่อผู้หญิงเหล่านั้นไม่ให้เกินเลย และในไม่ช้าพ่อของเขา อาเหม็ด โอมาร์ ข่าน คงต้องพยายามหาคู่ที่เหมาะสมให้เขาเป็นแน่
เสียงใสของกระดิ่งเงินเตือนให้รู้ว่ามีคนกำลังเข้ามาในห้อง ซึ่งตอนนี้ คนที่ได้รับอภิสิทธิ์ให้สามารถเดินเข้าห้องเขาได้ แม้ม่านถูกปิดไว้ โดยไม่ต้องขออนุญาตก่อน หากไม่ใช่พ่อของเขา ก็คงมีแค่คนเดียว
อาเรสเหลียวมองยังคนสนิทร่างล่ำหนาที่เพิ่งได้รับตำแหน่งหมาดๆ เข้ามาคำนับ
“อาหารเย็นพร้อมแล้วขอรับ”
ชายหนุ่มพยักหน้า และเดินออกไปโดยไม่ว่ากระไร

******

สุดทางเดินที่ลาดด้วยพรมสีแดงปักลายไม้เลื้อยสีทอง คั่นไว้ด้วยห้องเล็กสำหรับเตรียมตัวก่อนเข้าห้องโถง ณ. ที่นั้น ผู้เป็นบิดาคอยเขาอยู่ สายตาเฉียบคมมองชายหนุ่มอย่างพิจารณา ก่อนจะยิ้มในหน้า
“หล่อมาก เหมือนพ่อตอนหนุ่มๆ”
“ถ้าอย่างนั้นก็คงจะหล่อจริงๆ” อาเรสยิ้มรับ
“ปากหวานเหมือนกันอีก” เสียงทุ้มหัวเราะขัน “คืนนี้ ข้างนอกนั่นมีผู้คนมากมายที่เดินทางมาเพื่อต้อนรับเจ้า พ่ออยากให้เขาเห็นความภูมิใจของพ่อ”
“พวกเขาจะได้เห็น” มือใหญ่เข้ากุมมือที่มีร่องรอยของความชรา “แน่นอน”
…
เมื่อเห็นว่าเป็นผู้ใดที่ก้าวผ่านม่านระย้าเข้ามา ทั่วทั้งห้องที่กำลังครึกครื้นเมื่อครู่ก็เงียบกริบ ทุกย่างที่ก้าวผ่านทุกคนต่างค้อมตัวต่ำลงราวกิ่งหลิวลู่ลม
แม้จะแต่งกายด้วยสีขาวดุจกัน หากสีอันเป็นเครื่องหมายของแต่ละเผ่าก็ปรากฏเด่นชัดตามเชือกสีที่พันรอบศีรษะและสีเสื้อคลุม อำนาจแห่งบิดาของตนได้เป็นที่ประจักษ์แก่ชายหนุ่ม ไม่ง่ายเลยกับการที่เผ่าทะเลทรายศักดิ์ศรีสูงจะมาชุมนุมตัวกันที่ผู้มีอำนาจคนใดคนหนึ่ง เพราะนั่นหมายถึงความสามิภักดิ์และความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียว และยิ่งไม่ง่ายที่จะรักษาความสัมพันธ์เฉกนี้ให้ยืนนาน
อาเรสได้รับการแนะนำต่อบรรดาชีค หัวหน้าเผ่า และกลุ่มต่างๆ สายตาที่มองมายังเขาอาจแตกต่างกันไปแต่สิ่งหนึ่งที่เหมือนกัน…
‘เขากำลังถูกประเมิน’
สุดห้องโถงกว้างเป็นยกพื้นที่ลาดด้วยขนแกะขาวสะอาด ซ้อนด้วยเบาะรองนั่งทรงสี่เหลี่ยมสีงาช้างเดินลายดิ้นทองใบเขื่อง มุมทั้งสี่มีพู่สีทองระย้า ด้านหน้ามีสำรับในถาดทองเหลืองขนาดใหญ่หลายถาด
โอมาร์ทั้งสองนั่งลงประจำที่ การรับประทานอาหารเป็นไปอย่างเรียบง่าย ท่ามกลางกลิ่นกำยานและเสียงพิณแผ่วๆ การพูดคุยส่วนใหญ่เป็นเรื่องทั่วไป น้ำมัน การปกครอง อุปกรณ์อุตสาหกรรมใหม่ๆ ภาษี สงครามย่อยระหว่างชนเผ่า สงครามที่ยังคงระอุของประเทศเพื่อนบ้าน และที่ให้ความสนใจเป็นพิเศษคงไม่พ้นเหมืองใหม่ ‘เพชร’ สายแร่ที่มีค่ามากที่สุดในโลก ที่มีแนวโน้มว่าจะอยู่ใต้ชั้นของบ่อน้ำมันหลายแห่ง เนื่องด้วยแรงอัดมหาศาลตามธรรมชาติ ถ้าเป็นเช่นนั้นบ่อน้ำมันเก่าๆที่เคยถูกทิ้งให้รกร้างไร้ค่า จะสามารถทำเงินมากกว่าที่มันเคยทำได้หลายเท่า ส่วนอีกเรื่องหนึ่งที่น่าสนใจไม่แพ้กันคือ…สุลต่านคนใหม่
สุลต่านโมเฮปที่เพิ่งเข้ารับตำแหน่งได้ไม่นาน เป็นหัวข้อสนทนาที่ออก รสไม่เบา
อิซมาล่าแบ่งเขตการปกครองใหญ่ออกเป็นสามส่วน ส่วนแรกเป็นของ อาเหม็ด มูรัท โอมาร์ ข่าน บิดาของเขา ผู้ที่มีบ่อน้ำมันมากที่สุดและถือได้ว่าร่ำรวยที่สุด อาณาจักรด้านตะวันตกจรดใต้อยู่ใต้อาณัติแห่งโอมาร์ ข่าน ผู้นี้
ส่วนที่สอง คาซิม ริดา-ซิราจ กามิล ข่าน ผู้ปกครองดินแดนฝั่งตะวันออกจรดใต้ เป็นเมืองการท่าที่สำคัญที่สุด เพราะมีส่วนที่ติดชายฝั่งทะเลมากที่สุด และยังเป็นดินแดนที่อุดมสมบูรณ์ที่สุดอีกด้วย กามิล ข่าน ผู้มีทัศนะกว้างไกลสามารถควบคุมเมืองท่าได้โดยไม่ยาก ท่าทีสงบนิ่งเยือกเย็นดุจนักปราชญ์ มีรอยยิ้มที่เป็นมิตร แต่นั่นแหละ อสรพิษมักเลื้อยช้าเสมอ พญาแห่งพิษจะไม่ทำร้ายใครหากไม่ถูกรุกรานก่อน
สุดท้าย ดินแดนทางทิศเหนือที่มีอาณาเขตกว้างขวางที่สุด ไม่เพียงแต่ดินแดน กองกำลังที่น่าประหวั่นที่สุดก็ถือกำเนิดขึ้นณ.ผืนทรายแห่งนี้ด้วย กองพันปีศาจที่มียุทธวิธีแบบกองโจร การรบที่รวดเร็ว รุนแรง เงียบเชียบ ดุจพายุทะเลทราย และจะไม่เหลือสิ่งใดไว้นอกจากความพินาศ เป็นกองทัพที่สุลต่าน โมเฮป ฮัซเซ็น อับดุลลาห์ ฮาทิฟ ภาคภูมิใจ แววตาดุดันเข้มแข็ง กอปรกับท่าทางอหังการแบบชายชาติทหาร ก่อให้เกิดความยำเกรง โมเฮปคงจะเป็นสุลต่านที่ยิ่งใหญ่ หากจะไม่พยายามรวบอำนาจไว้ในมือแต่เพียงผู้เดียว
สำหรับระบอบการปกครองที่นี่ ผู้นำสูงสุดคือสุลต่าน ผู้นำในแต่ละรัฐเรียกว่าชีค ส่วนข่านนั้นจะเป็นผู้ปกครองในแต่ละอาณาเขต ซึ่งกินพื้นที่ครอบคลุมหลายรัฐ ตามที่เคยแบ่งสรรปันส่วนกันไว้ตั้งแต่สมัยบรรพกาล
ดังนั้นถ้าเปรียบไปแล้วชีคจะคล้ายผู้ว่าการรัฐ ทว่ามิได้มีอำนาจเด็ดขาดในแต่ละรัฐรวมถึงการสืบทอดอำนาจในตระกูลอย่างประเทศใกล้เคียง หากต้องมาจากการเลือกตั้ง ส่วนข่านนั้นมีอำนาจอย่างแท้จริง สามารถสืบทอดตำแหน่งจากพ่อสู่ลูกได้ดั่งเช่นราชวงศ์
อีกทั้งการสืบทอดบัลลังก์สุลต่าน มิได้เป็นการสืบทอดเพียงแค่ในสันตติวงศ์เดียว ตามปกติข่านจะมีการผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนกันเป็นสุลต่านวาระละ 4 ปี เพื่อเป็นการดุลอำนาจและก่อให้เกิดความสามัคคีในแบบที่ต้องพึ่งพากัน อันประเทศภายนอกยากจะแทรกแซง
ระหว่างนั้นข่านอีกสองคนจะดำรงตำแหน่งที่ปรึกษา ส่วนทางด้านสภาจะเป็นคนในตระกูลทั้งสาม ชีค และบุคคลภายนอกผู้ซึ่งมีความรู้ความสามารถ โดยรวมคล้ายระบอบอภิชนาธิปไตย ที่ทั้งสามข่านจะยังคงความเป็นเอกเทศและเป็นมิตรต่อกัน
หากแต่ความสมดุลนั้นเริ่มคลอนแคลนเมื่อฮาทิฟ ข่าน ขึ้นดำรงตำแหน่งสุลต่าน แม้การกระทำนั้นจะไม่ได้เป็นไปอย่างอาจหาญ เนื่องจากรู้ดีว่าอะไรจะเกิดขึ้นหากผู้นำทั้งสองต่อต้าน แต่ก็สร้างความกดดันได้ไม่น้อย
ใครเลยจะวางใจ หากต้องคอยระวังหลังอยู่ตลอดเวลา ด้วยไม่รู้ว่าเมื่อไร 'กองพันปีศาจ' จะเคลื่อนไหว
อำนาจของสุลต่านโมเฮปมีแค่ไหนก็ดูเอาแต่ในที่นี้เถอะ แม้จะเกิดความแคลงใจแต่ใครเล่าจะกล้าพูดออกมาตรงๆ แค่จะเอ่ยพาดพิงแต่ละทียังต้องร้อนๆหนาวๆ กลัวหัวจะหลุดจากบ่า ในทะเลทรายที่มีแต่เผ่านักรบเลือดร้อน การลอบสังหารเกิดขึ้นบ่อยยิ่งกว่าการเสด็จของเทพคอนชู เทพเจ้าแห่งดวงจันทร์เสียอีก
…
“เหนื่อยไหม อาเรส”
“ไม่หรอกครับ ผมชินกับงานพวกนี้เสียแล้ว” ใช่ ดีกว่างานที่ต้องปั้นหน้ายืนคุยกันตั้งแต่ต้นจนจบ แถมต้องไปดื่มต่อตั้งเยอะ
“พวกนั้นพอใจเจ้า” หนวดเคราที่ขริบแต่งไว้อย่างดีกระตุกอย่างมีเลศนัย “ป่านนี้คงเตรียมเสนอลูกสาวกันให้วุ่นแล้ว”
ชายหนุ่มกลอกตา
“พ่อครับ”
“พ่อไม่ฝืนใจเจ้าหรอก อาเรส แม่เขาเคยบอกกับพ่อเสมอว่าคู่ของเจ้า ก็อยากให้เจ้าเป็นคนเลือกเอง” น้ำเสียงมีรอยแห่งความคนึงหา ทุกครั้งที่เอ่ยถึงสายตาคมมักทอดยาวดุจจะส่งไปให้ถึงแดนแห่งพระบิดรกระนั้น
ความรักที่พ่อของเขามีต่อแม่ ทำลายพรมแดนระหว่างเชื้อชาติและการกีดกันจากทุกฝ่าย แม่ของเขาที่ยอมจากบ้านเกิดเมืองนอนเพื่อคนที่เธอรัก ความรู้สึกของทั้งคู่เป็นสิ่งล้ำค่าที่เขาบูชาเสมอ
เขายังจำได้ถึงน้ำตาของผู้เป็นบิดาที่ได้เห็นเป็นครั้งแรกและคงเป็นครั้งสุดท้ายในวันที่แม่ของเขาจากไป ไร้ซึ่งคำคร่ำครวญ น้ำตาเพียงหยด สื่อถึงความทุกข์แสนสาหัสได้เป็นอย่างดี
“คู่ของเจ้า พ่อจะให้เจ้าเป็นคนเลือกเอง” เสียงทุ้มเอ่ยขึ้นอีกครั้ง “แต่การหาตัวเลือกมาให้ลูก ก็เป็นหน้าที่ของพ่อเหมือนกันไม่ใช่หรือ”
ดวงตาสีนิลวาววามเมื่อเห็นลูกชายส่ายหน้า เสียงหัวเราะอย่างอารมณ์ดีสะท้อนก้องไปตามทางเดินที่แสงจันทร์สาดส่อง
“จริงสิ พ่อมีข่าวดี”
ร่างสูงไม่ได้เอ่ยถาม ด้วยเกรง ’ข่าวดี’ ที่ว่านั่นอยู่หน่อยๆ
“จำกามิล ข่าน ได้ใช่ไหม?” สีหน้าของผู้มากวัยยังคงมีรอยยิ้ม “ตาเฒ่านั่นบอกว่าอยากต้อนรับการกลับมาของเจ้าในวันพรุ่งนี้” คำเรียกขานแสดงถึงความสนิทสนม “คิดว่า…พรุ่งนี้เหมาะจะไปเที่ยวเมืองท่าไหม?”
“ก็ดีไม่ใช่หรือครับ” ชายหนุ่มยิ้มตอบ ไม่ใช่ ’มาหา’ แต่เป็น ’เชิญไป’ สมกับเป็นลวดลายของผู้มากด้วยประสบการณ์จริงๆ “ไม่ได้เจอกันมาหลายปี ไปเยี่ยมเสียหน่อยก็ดีเหมือนกัน”


เหมือนตรงที่ เอามาเล่าแบบคร่าวๆ ก็จะได้อย่างข้างล่างนี่ เรื่องลำดับการบรรยาย คืออธิบายลักษณะของรัฐ แล้วก็มีขบวนรับเสด็จ แล้วก็มีงานเลี้ยงต้อนรับ จบที่มานั่งพูดคุยกับญาติสนิท ยกย่องความรักของอีกฝ่าย รายละเอียดปลีกย่อย เช่นมีการพูดถึงศาสนาเก่า ชุดเครื่องแต่งกายเป็นสีสัน รัฐติดทะเล เทือกนั้น ซึ่งแม้จะเป็นการเมค แต่เนื่องจากว่าโลเกชั่นในเรื่อง Ismala คืออาหรับ เราไม่อยากมีประเด็นปัญหาเกี่ยวกับศาสนาอิสลาม เพราะเรื่องเกย์มันก็รับได้ยากอยู่แล้ว จึงพยายามเมคข้อมูลจริงผสมข้อมูลเทียม สร้างความสมเหตุสมผลซัพพอร์ตความเป็นรัฐอิสระที่ไม่โดนศาสนาอิสลามกลืนขึ้นมาในเรื่อง ทั้งที่ความจริงศาสนาเก่าตามอียิปต์มันสูญไปเป็นพันปีแล้ว (หือยังมีใครบูชาอนูบิส กราบไหว้ไอซิสอยู่อีก?) จะมาอ้างว่าหาข้อมูล...ก็ตลกเกินไปหรือเปล่า หรือบังเอิญคิดได้เองว่ามันควรมีศาสนาเก่าด้วย? (ซึ่งเท่าที่อ่านก็ไม่ได้นำไปใช้ประโยชน์ตรงไหนในเรื่องอีกเลย)

ทารรัพต์เป็นดินแดนปริศนาในตะวันออกกลาง ชายแดนทางด้านทิศเหนือติดกับทะเลทำให้มีการขนส่งสินค้าทางเรือมากมาย สินค้าออกส่วนใหญ่ของทารรัพต์อยู่ในจำพวกไม้หอม เครื่องเทศ เพชรพลอย อัญมณีต่าง ๆ และผ้านานาชนิด การปกครองเป็นแบบรัฐอิสระ และนับถือศาสนาอิสลามตามประเทศเพื่อนบ้าน แต่มีบ้างในส่วนน้อยที่นับถือศาสนาเก่าแก่ซึ่งเคยเป็นศาสนาประจำชาติของทารรัพต์
กองเกียรติยศจัดรับเสด็จเจ้าชายเซนยาร์ดอย่างเอิกเกริก เจ้าชายมาตาฟาเสด็จลงจากเครื่องบินส่วนพระองค์ ตามด้วยริชาร์ด เบื้องหน้าคือองค์สุลต่านที่ทรงเสด็จมารับด้วยพระองค์เอง
“โอ้! เซนยาร์ด ขอบคุณพระอัลเลาะห์ที่ประทานเจ้ากลับคืนมา”
ราชบุตรหนุ่มคุกเข่าลงกับพื้น โน้มตัวลงจุมพิตชายพระภูษา หัตถ์ขององค์สุลต่านทรงรวบร่างริชาร์ดขึ้นมากอดอย่างดีพระทัย แล้วทอดพระเนตรพระภาคิไนยที่ทรงเจริญพระชันษาเป็นชายหนุ่มรูปงาม
“ทารรัพต์ยินดีต้อนรับการกลับคืนมาอย่างเต็มตัวของเธอ”
“ขอพระองค์โปรดอภัยให้ด้วย ต่อไปนี้หม่อมฉันจะกลับมาทำงานรับใช้แผ่นดินให้เต็มที่ ทดแทนเวลาที่จากหายไปนาน”
“โอ…ไม่ต้องถึงขนาดนั้นหรอก แค่เพียงเธอกลับมา ลุงก็ดีใจมากแล้ว”
ริชาร์ดประคององค์สุลต่านเข้าไปด้านใน สายตาเหลือบมองเหล่าคนที่มารอรับเสด็จ คนพวกนั้นไม่ได้คิดว่าเขาเป็นเจ้าชายเลยแม้แต่น้อย แค่ทำตามคำสั่งของสุลต่านเท่านั้น ชายหนุ่มยกริมฝีปากยิ้มเยาะตัวเอง การกลับมาที่นี่ก็เหมือนกลับมาอยู่ในกรงทองดีๆ นี่เอง แต่นั่นเพื่อปรารถนาเพียงหนึ่งเดียว ที่ไม่มีวันลืมเลือน…
- - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - -

งานเลี้ยงฉลองต้อนรับการนิวัตกลับของเจ้าชายเซนยาร์ด มีเหล่าข้าราชการขุนนางผู้ใหญ่เข้าร่วมกันคับคั่ง แต่ละคนต่างเข้ามาแนะนำตัวพร้อมถวายของขวัญต้อนรับ กว่าจะปลีกตัวออกมาเพียงลำพังได้ริชาร์ดต้องถอนหายใจเฮือกใหญ่ เขาคัดค้านแล้วว่าไม่ให้จัดงานเลี้ยง แต่มีหรือจะขัดพระประสงค์ขององค์สุลต่านได้
“ไม่สบายใจอะไรหรือ เจ้าชายเซนยาร์ด”
ริชาร์ดหันขวับไปยังผู้ที่ออกมาภายนอกอยู่ก่อน จากนั้นเดินตรงเข้าไปยังศาลาพักผ่อนที่ติดกับสระบัวหลวง แล้วจึงค้อมคำนับให้กับร่างบางระหงที่เพียงเอียงหน้ามาสบตาเขา
“เธอน่าจะยิ้ม ดีกว่าทำหน้ายุ่งเช่นนี้นะ”
“หม่อมฉันเบื่องานพวกนี้” ริชาร์ดถอนหายใจแผ่วเบา ชายหนุ่มใช้ชีวิตแบบคนธรรมดามาจนชิน เขาลืมเรื่องพิธีรีตองและการใช้ชีวิตในวังไปนานแล้ว
“นี่เป็นหน้าที่หนึ่งที่เราต้องกระทำนะ เซนยาร์ด”
พักตร์ขาวเจือด้วยรอยแย้มละไม หัตถ์นวลยื่นมาสัมผัสเส้นผมสีดำสนิท ดึงริชาร์ดให้มานั่งร่วมกับตน พระนางเพ่งพิศผู้ที่อยู่ตรงหน้า ฉลองพระองค์สีฟ้าอ่อนขลิบด้วยไหมสีขาวทองช่วยขับให้พระรูปโฉมเจ้าชายตรงหน้างดงามมากขึ้น
“ช่างงดงามจริงๆ ถอดแบบมาจากเจ้าชายนิวเมฟไม่ผิดเพี้ยน”
“โปรดอย่าเอ่ยนามนั้นให้หม่อมฉันได้ยิน!” ริชาร์ดกระชากเสียงเมื่อได้ยินพระนามของพระบิดาที่แสนเกลียดชัง
“ความจริงคือความจริง เซนยาร์ด เจ้าเป็นบุตรของคนผู้นั้น ทูตมรณะที่เคยมอบความตายให้กับทารรัพต์ของเรา”
“คนทารรัพต์จึงได้เกลียดชังหม่อมฉัน…”
ริชาร์ดกัดฟันด้วยความสมเพชตนเอง ทั้งที่เขามีโอกาสจากที่นี่ไปตลอดกาลแล้ว แต่กลับเลือกจะคืนถิ่นอีกครั้ง เพียงเพราะคำปฏิญาณที่เขามอบไว้ให้กับผู้ให้กำเนิดอีกผู้หนึ่ง เจ้าหญิงโฮรีเฮฟ พระมารดาผู้งดงามและอ่อนโยนของเขา
องค์สุลตาน่าส่ายหน้าไปมาอย่างเชื่องช้า เจ้าชายเซนยาร์ดยังไม่รู้ความจริงของเหตุการณ์ในอดีตทั้งหมด ไม่รู้แม้แต่สาเหตุทูตมรณะทำลายถิ่นเกิดของตัวเอง และนำพระโอรสไปเจอกับความทุกข์ยากและทรมานแสนสาหัสเกินจะรับไหว
“เขาคนนั้นเป็นคนที่น่าสงสาร ไม่เคยรู้จักว่าความรักอันแท้จริงนั้นเป็นเช่นไร”
“ในหัวของเขาคนนั้นมีแต่เลือดและการฆ่าฟัน!” ริชาร์ดขบฟันกรอด เขม้นมองไปไกลยังท้องฟ้าเบื้องบน ราวกับกำลังควานหาคนที่มีดวงตาสีเดียวกับเขาไม่ผิดเพี้ยน
“ในความจริงยังมีความลับที่ปกปิดไว้ ฉันเชื่อว่าสักวันเธอจะได้รู้ความลับนั้น แล้วบางทีเธออาจมองเขาในแง่มุมที่เปลี่ยนไป”
องค์สุลตาน่าปลอบโยน พระนางอยากลดความโกรธแค้นที่เจ้าชายเซนยาร์ดมีต่อพระบิดา ใจก็นึกกังวลห่วงไปถึงทูตมรณะที่ไม่มีผู้ใดรู้ข่าวคราว นอกจากชื่อเสียงเรียงนามที่พากันให้ใครต่อใครพากันหวาดหวั่น
“หม่อมฉันไม่มีวันเปลี่ยนความรู้สึกของตนได้…”
ใช่! ชายหนุ่มไม่มีวันลดความเกลียดชังนั้นลงไปได้หรอก วันที่เขาเริ่มต้นพบกับความทุกข์ทรมาน คือวันที่ได้เห็นพระบิดาผู้แสนเย็นชาสังหารพระมารดาที่รักยิ่งด้วยมือของตัวเอง ด้วยดวงตาที่ไม่แสดงความรู้สึกอะไรเลย ไม่มีแม้แต่ร่องรอยความรักในตัวพระมารดา อย่างเช่นที่เจ้าหญิงโฮรีเฮฟเคยกล่าวไว้
‘คนคนนั้นไม่รู้จักความรักหรอกเซนยาร์ด ไม่เหมือนแม่ที่รักเจ้าอย่างแก้วตาดวงใจ’
“ตอนนี้ดูเจ้าไร้ความสุขเสียเหลือเกิน เซนยาร์ด” ราวกับองค์สุลตาน่าทรงรู้ พระองค์แย้มสรวล กุมหัตถ์พระภาคิไนยที่สะดุ้งเฮือกเมื่อถูกจับได้ ริชาร์ดเหลือบมองร่างบางระหงที่ทรงนั่งตรงราวเป็นขัตติยนารีแต่กำเนิด
“หม่อมฉันดูออกง่ายขนาดนั้นเชียวหรือ”
“แววตาเจ้าหมอง ขุ่นมัวเป็นสีฟ้าอมเทา แต่หากยามเจ้าโกรธมันจะกลายเป็นสีแดง” พระนางทรงกล่าวอย่างนุ่มนวล
“แล้วพระองค์จะให้หม่อมฉันทำอย่างไรถึงจะมีความสุขได้”
“ในแง่ไหนดีจ๊ะ”
“แง่ไหนก็ได้กระหม่อม”
สายพระเนตรที่จ้องมองอ่อนโยนยิ่งขึ้น องค์สุลตาน่าแย้มสรวล “คำนึงถึงจิตใจ แต่มิใช่ให้ตัดสินด้วยจิตใจ เพราะมันแตกร้าวง่าย ตัดสินจากภายในและภายนอก เพราะสิ่งที่อยู่ลึกภายในไม่เคยทรยศ และสิ่งที่อยู่ภายนอกไม่เคยบอกอะไรผิดพลาด”
“อย่างเช่นพระองค์ที่ทรงทำมาตลอด”
องค์สุลตาน่าแย้มสรวลอีกครา “เธอคงจะรู้ว่าฉันเคยเป็นหญิงสามัญ ตอนนั้นองค์สุลต่าน เสด็จปู่ของเธอทรงค้านความรักของเรา พระองค์กลัวว่าฉันจะหลอกลวงซาราฟ ซึ่งความจริงไม่เป็นเช่นนั้นเลย แต่ซาราฟทรงแสดงพระทัยของพระองค์ด้วยการสละยศฐาบรรดาศักดิ์ทั้งมวล…”
“เรื่องของพระองค์เป็นตำนานรักที่ทารรัพต์ต่างเล่าขาน ผิดกับเรื่องของหม่อมฉัน”
พระนางส่ายพระพักตร์ “เรื่องตำนานนั้นมีหลายเรื่องหลายแนว บางตำนานนั้นถูกปกปิดและบิดเบือนให้ต่างจากความจริง แต่จงรู้ไว้เถิด เธอเป็นเจ้าชายเต็มตัว เป็นพระโอรสของเจ้าหญิงโฮรีเฮฟ พระราชธิดาองค์เดียวของสุลต่านพระองค์ก่อน ฉะนั้นจงต่อสู้กับชะตาชีวิตของเธอให้ถึงที่สุด อย่าเพิ่งยอมแพ้นะ เซนยาร์ด”
“หม่อมฉันไม่รู้จริงๆ ว่าควรจะทำเช่นไรต่อไป”
“เธอต้องคิดเอาเองแล้วละว่าจะทำอย่างไร เพราะนั่นคือชะตาชีวิตของเธอ เซนยาร์ด อย่าเพิ่งคิดด้วยใจ มองสิ่งภายนอกรอบตัวให้ชัดแจ้ง แล้วเมื่อนั้นเธอจะรู้ว่าควรทำเช่นไรต่อไป”
- - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - -



2. สุดท้าย ดินแดนทางทิศเหนือที่มีอาณาเขตกว้างขวางที่สุด ไม่เพียงแต่ดินแดน กองกำลังที่น่าประหวั่นที่สุดก็ถือกำเนิดขึ้นณ.ผืนทรายแห่งนี้ด้วย กองพันปีศาจที่มียุทธวิธีแบบกองโจร การรบที่รวดเร็ว รุนแรง เงียบเชียบ ดุจพายุทะเลทราย และจะไม่เหลือสิ่งใดไว้นอกจากความพินาศ

“พบที่ตั้งแล้วครับ อยู่ชายแดนทารรัพต์ทางทิศใต้ ทางนั้นเป็นสันเขาและไม่ค่อยมีนักเดินทางผ่าน ทำให้ไม่มีใครรู้ว่ากองทัพปีศาจตั้งอยู่ที่นั่น”


3. ไม่นานเมื่อแสงสีม่วงยามอรุณฉายเริ่มทอสว่าง สิ่งก่อสร้างรูปโดมก็ปรากฏเป็นเงาเบื้องหน้า…
ดูจากลักษณะก็รู้ว่านี่คือบ่อน้ำมันอีกแห่งของโอมาร์ ข่าน หากแต่ท่อส่งน้ำมันที่โดนทรายกลบจนมองแทบไม่เห็น กับแท่นขุดเจาะที่หักโค่น ทำให้สันนิษฐานได้ว่าร้างมาเป็นระยะเวลาหนึ่งแล้ว ซึ่งบ่อน้ำมันร้างทั่วไปก็มักจะมีเผ่าเบดูอินเร่ร่อน เข้ามายึดเป็นที่พักอาศัยชั่วคราวบ้าง ถาวรบ้างเสมอ ดังเช่นที่เห็นกระโจมผ้าใบท่าทางแข็งแรงตั้งอยู่หลายหลังในขณะนี้
อาเรสตวัดตัวลงจากม้า ก่อนจะหันมาช่วยเหลือไคน์โดยเพียงแต่จับม้าสีดำให้อยู่นิ่ง เขารู้ดีว่าการเอื้ออำนวยมากเกินไปในสิ่งที่อีกฝ่ายมีความสามารถอยู่แล้ว จะเป็นการกระทบศักดิ์ศรีที่มีอยู่เต็มเปี่ยมนั้นได้
ภายใต้ผ้าคลุมศีรษะมิดชิดเห็นเพียงดวงตาสีสวยที่ฉายแววฉงนเล็กน้อย ในเมื่อตรงหน้านี้ก็ดูไม่ต่างจากเบดูอินธรรมดาทั่วไป มิใช่ฐานบัญชาการรบอย่างที่คาดไว้
ทว่า…เมื่อก้าวผ่านกลุ่มกระโจมด้านหน้าเข้าไปข้างในอาคารรูปโดมซึ่งเก่าซอมซ่อก็ต้องรู้ตัวว่าคิดผิด ไม่ใช่เพียงยุทโธปกรณ์ทันสมัย หรือสภาพที่ได้รับการบำรุงสม่ำเสมอตรงข้ามกับภายนอกที่ทำให้เห็นเช่นนั้น หากแต่บุคคลที่อยู่ภายในล้วนมีลักษณาการแห่งชายชาตินักรบ แววตาท่าทาง ล้วนแสดงว่าเป็นผู้ที่ได้รับการฝึกฝนอยู่ในระเบียบวินัยอันดีเยี่ยม และที่สำคัญที่สุดต่างมีแววจงรักภักดีต่อผู้ได้ชื่อว่าเป็นนายโดยมิมีเคลือบแคลง ทั้งหมดค้อมหัวแสดงความคารวะต่อผู้มาใหม่


ตึกสีขาวทรงยุโรปประดับด้วยแสงไฟรอบด้าน ถ้ามองดูจากภายนอกคล้ายปราสาทหลังงามของท่านลอร์ดสมัยอดีต แต่เมื่อได้เยื้องย่างเข้าสู่ภายในแล้ว กลับต้องแปลกตากับองค์ประกอบในนั้น การตกแต่งของที่นี่ไม่ผิดเพี้ยนไปจากศูนย์บัญชาการทหาร รวมเข้ากับสถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์ แถมพ่วงด้วยโรงแรมหรูระดับห้าดาว
ทุกคนที่เดินวนเวียนไปมาในนั้นต่างคำนับให้กับร่างสูงใหญ่ที่เดินผ่านไป แต่ละคนนึกสงสัยว่าเจ้านายสูงสุดของที่นี่มาทำอะไร พิพัฒน์เดินตรงลิ่วไปยังห้องชั้นบนสุด เปิดประตูพรวดพราดเข้าไปอย่างไม่เกรงใจ จนร่างที่กำลังครึ่งนั่งครึ่งคร่อมอยู่บนเก้าอี้ต้องลุกพรวดขึ้นมาอย่างตกใจ



4. เปลือกตาบางปิดลงช้าๆ ท่ามกลางความประหลาดใจของทุกคน ก่อนพร้อมใจกันผวาเฮือกเมื่อนัยน์ตาสีเขียวอมทองที่เคยเยือกเย็นเปล่งประกายกล้า

ดวงตาสีเขียวเหลือบเงินวาวจ้า ส่อแววอันตราย เรเมลถอยห่างออกมาเมื่อเห็นสายตาเตือน


5. "คนบริสุทธิ์มิจำเป็นต้องสังเวยชีวิต เรามีทางเลือกให้ท่าน"
ไม่เพียงราคิน แม้แต่อาเรสก็หันมามองผู้พูดด้วยความฉงน
"ทางไหน?"
"การดวล!"
"ด้วยอะไร?"
"อาวุธดั้งเดิมของเผ่าทะเลทราย…ดาบ!"
-------
ใบดาบยาวโค้งคมกริบเปล่งประกายล้อแสงไฟ ด้ามจับงาช้างคร่ำเส้นเงินและทองวิจิตร มือขาวเรียวกำด้ามดาบชั่งน้ำหนัก ปลายนิ้วไล้เนื้อเหล็กเย็น แลพินิจใกล้สำรวจความเรียบร้อยทุกซอกมุม ก่อนจะทดลองตวัดข้อมือ ฟาดฟันอากาศฉวัดเฉวียน
ราคินและไคน์ ในฐานะของตัวแทนทั้งสองฝ่ายอยู่ในชุดซาเยทเต็มยศเพื่อเป็นการให้เกียรติกันและกันตามแบบฉบับตำราพิชัยยุทธสมัยโบราณ
เมื่อปราศจากเสื้อคลุมกันฝุ่นทรายตัวหนา เรือนร่างระหงก็ยิ่งดูโปร่งบาง จนฝ่ายตรงข้ามหลายคนแอบเยาะในใจด้วยรูปร่างเช่นนี้เหมาะจะเป็นนางรำเสียมากกว่านักรบ หากด้วยเกรงบารมีจึงมิกล้าเสียดสีให้ได้ยิน แม้ในใจจะคาดหวังแล้วว่านายของตนต้องกำชัยในครั้งนี้แน่นอน
ทั้งสองฝ่ายแลกเปลี่ยนกันตรวจตราอาวุธ ก่อนจะส่งคืนสู่มือเจ้าของที่แท้จริง ใบดาบเหล็กของราคินมีหน้ากว้างยาวใหญ่ และโค้งงอเป็นเสี้ยวพระจันทร์ ในขณะที่ดาบของไคน์ยาวแต่หน้าแคบและโค้งน้อยกว่า ทว่าต่างก็เป็นอาวุธชั้นเลิศที่มีอำนาจในการปลิดชีวิตไม่แพ้กัน
เสียงเป่าเขาสัตว์เป็นสัญญาณเริ่มการประลอง ตัวแทนทั้งสองค้อมหัวให้กันนิดๆ ทั่วทั้งอาณาบริเวณเงียบกริบ สายตาทุกคู่จดจ้องตามคมดาบที่แกว่งไกวเข้าหากัน
((เกร๊งงง!!))
คมดาบเหล็กปะทะกันจนเกิดประกายไฟ ราคินเป็นฝ่ายเปิดฉากบุกก่อน วงดาบโค้งตวัดจากด้านบนด้วยความเร็วและแรง หากไคน์ย่างเท้าไปข้างหน้า อาศัยเทคนิคผ่อนแรงเข้ารับปัดอย่างไม่ยากเย็น ก่อนจะผละถอยมาตั้งหลักใหม่ นัยน์ตาสีเขียวอมทองวาววับ


ดาบวงพระจันทร์ชี้ใส่หน้าคู่ต่อสู้ ดวงตาสีเขียวเหลือบเงินทอประกายเย็นเยียบ แฝงแววนักฆ่าไว้ตามสันดานของตัวเอง “เรามาสู้กับแบบวิธีของทารรัพต์ดีกว่านะริชาร์ด ถ้าผ่านฉันไปได้นายจะเจอกับท่านนิวเมฟตัวต่อตัว”
ริชาร์ดทิ้งปืนตัวเองลงบนพื้นทราย กระชับดาบวงพระจันทร์ในมือแน่น ชายหนุ่มตั้งท่าตามแบบประเพณีโบราณ เมฆลอยผ่านพระจันทร์สีแดง และเพียงชั่วเวลาที่พระจันทร์โผล่พ้นออกมาจากเมฆ เสียงดาบปะทะก็ก้อง สะเก็ดไฟขึ้นลุกวาบ



6. เวลาพลบค่ำเป็นเวลาที่เหมาะแก่การตื่นจากหลับใหลสำหรับปีศาจ อัสทารอทยืนมองตำแหน่งพระจันทร์จากหน้าต่างบานใหญ่ภายในห้อง อีกไม่นานแล้วสินะ…
ภาพชายหนุ่มผิวขาวใสรูปร่างเพรียวบางที่มีเพียงผ้าห่มพันกายตัดกับแสงสีน้ำเงินเบื้องนอกช่างดูมีเสน่ห์ ใครได้เห็นคงรู้สึกราวกับต้องมนต์ คล้ายว่าเงานี้จะเลือนหายไปพร้อมการเดินทางแห่งรัตติกาลกระนั้น… เอริคเดินเข้ามาโอบเอวเล็กไว้แน่น เมื่อได้มาก็ย่อมมีการเสียไป เขารู้ดีว่าความสุขแสนสั้นกำลังจะสิ้นสุดลงในไม่ช้า และยอมรับว่ากลัวเวลานั้นเหลือเกิน…
“กินอะไรหรือยัง” ออกจะดูเป็นคำถามโง่ๆ แต่ก็มั่นใจว่าคำตอบที่ได้รับจะไม่ทำร้ายจิตใจเขาแน่
“เมื่อคืนวานกินจนอิ่มแล้ว แต่…” คนในอ้อมกอดหันกลับมาโอบแขนไว้รอบลำคอแข็งแรง “ตอนนี้ชักอยากกินอีกเสียแล้วสิ” ว่าพลางแลบลิ้นเลียริมฝีปากได้รูปของชายหนุ่มเป็นเชิงเย้า
เอริคยิ้มในตา ก่อนจะตอบสนองด้วยจุมพิตอ่อนหวาน เขานั่งลงบนฟูกนุ่มแล้วดึงช้อนให้อีกฝ่ายนั่งลงบนตัก เรือนร่างที่มีผ้าผืนเดียวปกคลุมถูกสัมผัสลูบไล้อย่างง่ายดาย จมูกโด่งไซ้ไปตามผิวเนื้อเนียนขาวที่กรุ่นกลิ่นหอมลึกลับ ผลักดันอารมณ์ของเขาให้ร้อนรุ่ม
“เจ้าหลงข้า ใช่ไหม?” เสียงกระซิบข้างใบหูที่กำลังถูกหยอกล้อ
“ใช่…ถอนตัวไม่ขึ้นเลย” เอริคพึมพำเหมือนคนละเมอ
ริมฝีปากบางเฉียบคลี่ยิ้ม สองมือผลักยันหน้าอกกว้างให้ชายหนุ่มนอนราบลงบนเตียง ปลายลิ้นนุ่มเย็นเล้าโลมจุดไฟปรารถนาไปทั่วจนเขาหมดกำลังต้านทาน
“งั้นจงหลงข้าให้มากกว่านี้เถอะ…”
…
เวลาผ่านไปกว่าค่อนคืนปีศาจรูปงามยังคงอยู่ในอ้อมกอดของมนุษย์หนุ่มหลังจากตักตวงความสุขซึ่งกันและกันจนหนำใจ เอริคซบหน้าลงกับกลุ่มผมนุ่มสีดำสนิท หากหยุดเวลาไว้เพียงแค่นี้ได้ก็คงจะดี
“อีกสองราตรีจะเป็นคืนปลดปล่อย พลังของข้าจะกลับคืนมา”
เสียงที่เอ่ยขึ้นกรีดลงในใจของเอริคจนเขาแปลบสะท้าน อ้อมแขนแกร่งกระชับแน่นขึ้นราวกับว่าคนพูดกำลังจะหายไปเดี๋ยวนี้แล้ว
“อย่าไป…ได้โปรด” เสียงทุ้มกระซิบแผ่วโหย
“กลัวอะไร เมื่อเจ้าตาย วิญญาณเจ้าก็ต้องเป็นของข้า กลับมาอยู่กับข้า”
“แต่มันยาวนานเหลือเกิน”
เสี้ยวหน้างามหันกลับมา อัสทารอทไล้ปลายนิ้วสัมผัสใบหน้าคมสัน ดวงตาสีอำพันจ้องลึก
“รอให้ข้ามอบชีวิตนิรันดร์หลังความตายแก่เจ้า แล้วจะไม่มีคำว่านานเกินรออีก”


เส้นผมสีดำยาวถูกรวบถักเป็นเปียแน่นก่อนจะม้วนขึ้นสูง ริชาร์ดเปลี่ยนชุดตัวเองจากคาฟตานสีฟ้าอ่อนเป็นชุดรัดกุมสีดำสนิท จันทร์เต็มดวงส่องสว่างเป็นสีแดงปลั่งเหมือนสีเลือด ค่ำคืนนี้ดวงจันทราคงจะได้เครื่องบูชาเป็นเลือดใครสักคน พิพัฒน์เดินเข้ามากอดผู้เป็นที่รักที่กำลังจัดเตรียมอาวุธ จมูกโด่งกดลงบนเรือนผมนุ่ม ไล่ไปยังริมหูและใบหน้า แล้วประทับริมฝีปากบางได้รูป
“คืนนี้ฉันใจไม่ดีเลย” ชายหนุ่มเอ่ยเสียงกังวล เขาถูกวางให้อยู่กองหลัง หาทางลอบเข้าชิงตัวประกันออกมาจากค่ายพักของกองทัพปีศาจ หลังจากที่กองทัพของริชาร์ดดึงความสนใจให้อยู่ที่ตัวเองแต่เพียงฝ่ายเดียว
“กลัวว่าฉันจะตายงั้นหรือ” ริชาร์ดเอ่ยถามแผ่วเบา เงยหน้าขึ้นสบจ้องกับดวงตาคมกล้า
“ฉันไม่อยากสูญเสียนายไป และยิ่งทนไม่ได้ถ้าเด็กพวกนั้นจะเป็นอะไรขึ้นมา”
น้ำเสียงหวั่นไหว ไม่น่าจะใช่พิพัฒน์คนปัจจุบัน ริชาร์ดคลี่ยิ้มนุ่ม วางมือลงบนท่อนแขนที่โอบกอดรอบเอว ศีรษะเอนพิงบ่ากว้างแกร่งให้ความอบอุ่นซาบซ่านผ่านหัวใจ เวลานี้เขาควรจะกักเก็บความอบอุ่นเพื่อไว้ใช้ห่มคลุมต่อในปรโลก
“จูบฉันสิพิพัฒน์ กอดฉันให้แน่น”
ริชาร์ดเบี่ยงตัวหันหลังกลับไปหาอีกฝ่าย เงยหน้าขึ้นรับจุมพิตของอีกฝ่ายที่ก้มหน้าลงมา ชายหนุ่มหลับตาพริ้ม รับสัมผัสแนบชิดหนักแน่น ท่อนแขนยกขึ้นโอบกอดรอบคอ พาร่างตัวเองให้สนิทแนบกับร่างกายสูงใหญ่ พวกเขาสัมผัสกันเนิ่นนาน จนพิพัฒน์เป็นฝ่ายผละออกก่อน
พิพัฒน์จ้องลึกเข้าไปในดวงตาสีฟ้าใสที่ลืมขึ้นมองตอบ นี่เป็นครั้งแรกที่ชายหนุ่มพยายามค้นหาความหมายภายในดวงตาคู่งาม เขาได้สัมผัสถึงกลิ่นอายแห่งความตาย! ริชาร์ดได้เผยตัวตนสมญานาม ‘เทพมรณะ’ ให้เขาได้เห็น แม้ผู้คนจะพากันหวาดกลัว แต่เขากลับหลงใหลผู้ครอบครองความตายนั้นเสียแล้ว
“ไม่ให้ฉันไปด้วยแน่หรือ” พิพัฒน์เอ่ยถามย้ำอีกครั้ง
“อย่าเลย ฉันกลัว”
“คิดว่าฉันจะไม่กลัวหรือไง”
วงแขนบีบรัดร่างในอ้อมกอดแน่น เขาเองพยายามข่มใจไม่ให้กังวลมากเกิน แต่เขาไม่ไว้วางใจ ริชาร์ดเคยพูดถึงหน้าที่ของตัวเอง แม้จะต้องแลกด้วยความตายเขาจะต้องทำงานนี้ให้สำเร็จ คำพูดนั้นทำให้พิพัฒน์หวาดระแวงว่าอีกฝ่ายจะไม่กลับมาหาเขา
ริชาร์ดผละจากอ้อมแขนที่โอบรัด ส่งสายตาบอกว่าถึงเวลาต้องไปแล้ว พิพัฒน์ไม่อยากให้อีกฝ่ายไป แต่เขาจำต้องปล่อยอีกฝ่ายหายลับไปกับเงามืด ความเงียบกริบเข้าครอบคลุม แต่ใจเขาไม่ได้เงียบไปด้วย กลับเรียกร้องที่จะตามร่างนั้นไปด้วยกัน



หมดละ คิดว่าเขียนไม่ยาวนะ แต่แปะส่วนที่ลอกยาว ถ้าขี้เกียจอ่านก็ช่างเถอะ เราแค่คาใจส่วนตัวเท่านั้นแหละ เราเองไม่ใช่คนที่เก่งกาจอะไรนัก พูดไม่ได้เต็มปากว่าไม่เคยลอกใคร แต่ยังไงก็ไม่เคยทิ้งศักดิ์ศรีที่ความตั้งใจ ความจริงใจ ทั้งการให้เกียรติต่อผู้อ่านและตนเอง ถ้าใครเป็นนักเขียนแล้วคิดเองไม่ได้ พล็อตก็ต้องได้แรงบันดาลใจ การบรรยายก็ต้องมีตัวอย่าง ข้อมูลก็ไม่หา ไม่ขวนขวาย ไม่มีออริจินัลของตัวเอง ไม่รับคำวิจารณ์ ไม่พัฒนา ไม่มีศักดิ์ศรี ก็อย่าเป็นเลย นักเขียน ไปทำอาชีพอย่างอื่นเหอะ ก็อยากเขียนแค่นี้แหละ



Create Date : 23 พฤศจิกายน 2549
Last Update : 23 พฤศจิกายน 2549 1:21:29 น. 3 comments
Counter : 427 Pageviews.

 
ฉันก็ตัดสินในฐานะ คนตรวจครั้งที่ 6 จาก 8 ครั้ง ฟันให้ว่าลอกจริงๆ พอ Naki เอาเทียบมาให้ดู....ปวดประสาทในทันที ตอนนั้นโมโหมากโทรไปถามทันทีเลยว่า หมายความว่ายังไง? ไหนว่ากลับไปแก้ไม่มีงานคนอื่นแล้วไง? ทำไมมีอิซมาร่าขึ้นมาได้ ก็ได้คำตอบว่าเขาไม่เคยได้ยินชื่อเรื่องนี้มาก่อน...
เลยวางหูใส่มันเลย ขี้ฟังแล้วบอกว่ามีอะไรจะตอบแล้วค่อยโทรกลับมา ลอกคนๆ เดียวถึง 2 เรื่องแล้วบอกไม่เคยอ่าน ตูคงเชื่อหรอกนะ ครั้งแรกนั้นยังคิดว่าอาจจะบังเอิญได้ เพราะมันเป็นฉากตบๆ ตีๆ สไตล์ละครหลังข่าว แต่ไอ้ครั้งนี้มันไม่งั้นดิ

หลังจากนั้นก็เลยกลับมาดูอีกเที่ยว ในส่วนที่คิดว่าได้กลิ่นกรงมังกร แต่เนื่องจากอ่านกรงมังกรไปตั้ง 4 ปีแล้วเลยลืมๆ ไป แต่พอเช็คดีๆ เราก็ว่าเราจำไม่ผิดนะ ก็เลยโทรกลับหาเจ๊ปั๊กผู้เขียนกรงมังกร ว่าเนื่อเรื่องกรงมังกรในหัวเราถูกต้องหรือเปล่า? ปรากฏว่าใช่ เท่านั้นแหละแทบจะร้องกรี๊ด เพราะส่วนหัวของ Lost ทั้งดุ้นมันคือกรงมังกรชัดๆ อาจจะมีสลับเพศกันนิดหน่อย แต่ลำดับการดำเนินเรื่อง จำนวนตัวละคร ทุกอย่างมันคงเดิม แม้แต่ฉาก กับรถมอเตอร์ไซค์ที่พระเอกเรื่องนั้นใช้ก็ด้วย เครียดทันที

ก็ถามทั้ง Naki ทั้งเจ๊ปั๊กว่า...จะเอายังไง ซึ่งทั้งสองคนเคารพการตัดสินใจของเรา ก็เลยลองเอาส่วนของทั้งสองคนออก ปรากฏว่า.....ไม่เหลือไรให้ตูพิมพ์เลย ส่วนที่เหลือมีแต่น้ำ หมดปัญญาอีดิทยกเว้นแต่ต้องเขียนใหม่ทั้งเรื่อง ซึ่งคนอีดิทมันบอกว่ามันจะฆ่าตัวตายถ้าให้มันอีดิทเรื่องนี้อีก

เมื่อเป็นอันประจักษ์แจ้งว่าชัวร์ 3 เรื่อง อีกสิ่งหนึ่งที่ทำให้เชื่อ Naki มากกว่า Char เพราะ....

1. Naki มันตอบคำถามเราได้ เรื่องข้อมูล แต่ชามันบอกว่าอ่านมา ซึ่งก็บอกไม่ได้ว่าเล่มไหน ถามไปถามมามันยืนยันว่าไม่ได้ลอกอีกรอบ แต่บอกว่ามันดูมาจากโสภาค สุวรรณต่างหาก
ขนาดเราไม่ค่อยรู้เรื่องทะเลทรายยังว่ามันเขียนหลวมๆ เหมือนไม่ได้หาข้อมูลเองเลย

2.มันลอกมาหลายครั้ง ไม่ใช่ครั้งแรก
แม้แต่เรามันยังลอก ถึงจะไม่ใช่ฉากสำคัญแต่การเอาไปส่ง สนพ.บนดินแล้วได้พิมพ์เสร็จแล้วยังอุตส่าห์เอาหนังสือเล่มให้มาให้เราอีก ซึ่งถ้าไม่อ่านก็ไม่เจอหรอก....ผิดหวังเสียใจอย่างรุนแรง

3.มีผู้แจ้งข่าวมาให้ดูเรื่องอื่นๆ ของ Char ซึ่งแต่ละเรื่องมีเค้าโครงมาจากเรื่องอื่นทุกเรื่อง ไม่มีเรื่องไหนเป็นออริจินอลเองเลย

4.เราได้ให้โอกาสแก้ไข แก้ตัวไปหลายครั้งแล้ว จนไม่อาจจะให้โอกาสได้อีก 8 ครั้งนี่เกินพอยังรู้สึกว่าตัวเองใจดีไปด้วยซ้ำ ครั้งก่อนที่ลอก Naki ไป(ตอนอีดิทครั้งที่ 4) ได้ทำทัณฑ์บนไว้ด้วยการหักค่าต้นฉบับ จึงคิดว่าน่าจะไม่มีอีกแล้ว....แต่มีจนได้ เมื่อไปเค้นถามก็ตอบเฉพาะส่วนที่คิดว่าเราจับได้ ส่วนอื่นๆ ไม่ตอบจนเราต้องเป็นคนบอกเองเรื่องกรงมังกรถึงค่อยยอมรับ แสดงว่ารู้ตัวอยู่แล้วว่าลอก ตอนนั้นรู้สึกว่าความอดทนสิ้นสุดแล้ว

ทีแรกก็ให้คนอีดิทไปคุยแทนเพราะกลัวว่าตัวเองจะอาละวาดเสียก่อน กลายเป็นเพื่อนเราตะบะแตกไปก่อน ด่าเสียยับ ตอนนี้บอกได้เลยว่าถึงยุติการผลิต แต่เราเสียหายมาก จำนวนเงินเป็นหมื่น เสียหน้า เสียเครดิต เสียChar คนที่เคยคิดว่าเป็นเพื่อน ต่อไปนี้เราคงไม่สามารถเป็นเพื่อนกันได้อีกแล้ว ครั้งที่ลอกเรานั้นเรายกโทษให้ได้ แต่หนนี้มันเกินไป และทุกคนที่ลอกก็ล้วนแต่เป็นเพื่อนเราทั้งนั้น ไม่รู้จะชดเชยให้แต่ละคนยังไง มีแต่วิธีนี้เท่านั้น ล้มโปรเจ๊คแม่งเลย....เสียเงินดีกว่าเสียศักดิ์ศรี .....เสียใจเว้ย!!


โดย: คิงเพนกวิน IP: 202.57.177.229 วันที่: 23 พฤศจิกายน 2549 เวลา:2:12:55 น.  

 
ด้านโคตรค่ะ ไม่รู้จะพูดอะไรแล้ว -*-
เสียใจกับเจ้าของผลงานและผู้โปรเจคทุกท่านจริงๆ ค่ะ
ท่าน Noki อย่าเพิ่งท้อเพียงแค่เพราะคนบางคนนะคะ T_T

เรื่องแบบนี้มันอยู่ที่นิสัยส่วนลึกที่เรียกว่า "ส...ด..." อ่ะค่ะ
ถ้าลองทำแล้วทำอีกทำซ้ำทำซากหน้าไม่อาย
มันก็คงไม่พ้นเพราะเหตุที่ว่านั้นจริงๆ

การเขียนนิยายแต่ละเรื่องเหนื่อยจะตายชัก ขนาดเราไม่เคยเขียนเรื่องยาวนะ
แต่ในความรู้สึกเรา อย่าว่าแต่หาข้อมูล นั่งเรียบเรียงคำพูดแก้แล้วแก้อีกหรอกนะ
แค่คิดชื่อตัวละคร ... เรายังคิดแล้วคิดอีกเลยอ่ะ ทุกอย่างมันต้องคิดทั้งนั้น
แต่มีคนมาคว้าไปง่ายๆ สบายๆ แบบนี้นี้มันแย่จริงๆ

อีกใจหนึ่งก็แอบดีใจนะคะ ดีใจที่เรื่องนี้ถูกตีแผ่ ดีใจที่คนหลายคนได้รับรู้
แต่บางกรณีก็ได้แต่เจ็บใจอยู่กับตัวเอง ... ทำอะไรไม่ได้เลย


โดย: สาวแว่นเลี้ยวซ้าย IP: 203.113.50.10 วันที่: 23 พฤศจิกายน 2549 เวลา:18:27:52 น.  

 
ตาม link มาค่ะ
อ่านแล้วก็อึ้ง ไม่คิดว่าจะเป็นไปได้ขนาดนี้
ตอนเจอกรณีคุณสาวน้อยร้อยมายาที่พันทิพ ก็รู้สึกแย่มากๆ แล้ว
พอมาเจอกรณี ซึ่งทราบข่าวต่อจากเรื่องที่คุณคิงฯ โดนลอก ยิ่งรู้สึกแย่เข้าไปใหญ่
เป็นกำลังใจให้ทุกคนที่โดนลอกนะคะ
สู้ๆ ค่ะ


โดย: แนน IP: 58.64.120.196 วันที่: 25 พฤศจิกายน 2549 เวลา:19:53:48 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ

F1ying H@ck3r
Location :


[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed

ผู้ติดตามบล็อก : 2 คน [?]




Glay ga daisuki! Hisashi ga tottemo daisuki!
WHITE LOVE
Friends' blogs
[Add F1ying H@ck3r's blog to your web]
Links
 

MY VIP Friend

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.