Group Blog
 
<<
เมษายน 2550
1234567
891011121314
15161718192021
22232425262728
2930 
 
9 เมษายน 2550
 
All Blogs
 
...(((((โยคะนอกเสื่อ)))))..ตอนที่ 6 ดร. หรือ โยคะ

........ชีวิตคนเรา บางทีก็ไม่อาจตัดสินได้ด้วยตัวเองแต่ถ่ายเดียว

ผมเป็นคนหนึ่งที่เรียมมาในสายวิทยาศาสตร์....แต่ก็ไม่ได้เห็นด้วยกับวิทยาศาสตร์ไปซะทุกอย่าง

(หากใครอ่านกระทู้ผมมาบ้าง ก็อาจจะพอรู้ว่าผมเรียนมาทางด้านนี้)

.....และแล้ว จุดเปลี่ยนผันก็กลับมาในชีวิตผมอีกครั้ง.....

===========================================

เมื่อผมกำลังจะเรียนจบและได้ปริญญาเอกในสาขาวิชาชีพที่ตัวเองได้เรียนมากว่า 4 ปี

พร้อม ๆ กับข้อเสนอที่มันกลับมาอีกครั้ง....

เป็นอาจารย์สอนโยคะในฟิตเนสชื่อดังแห่งหนึ่ง (เพียงแต่คราวนี้ไม่ใช่โยคะร้อน)

ซึ่งการันตีรายได้ ซึ่งอาจจะมากกว่าสาขาที่ผมเรียนมาถึง 3 เท่า

พร้อมกับทุนที่จะให้เป็นฝึกโยคะเพื่อเป็นอาจารย์อย่างจริงจัง…..

แต่ห้ามไปสอนที่อื่น ต้องสอนกับสตูดิโอโยคะที่นี่เท่านั้น……..!!!!!

============================================



Create Date : 09 เมษายน 2550
Last Update : 9 เมษายน 2550 22:24:58 น. 5 comments
Counter : 497 Pageviews.

 


.........สักทางเลือกที่ผมต้องเดิน

ระหว่างการเดินหน้าสอนโยคะ….จาก part-time กลายเป็น full time อย่างเต็มตัว

ได้ศึกษาโยคะลึกขึ้น มากขึ้นในสิ่งที่ตัวเองรัก.....และมีความสุข

มีลูกศิษย์ที่น่ารัก มีชีวิตที่ดูจะไม่ต้องขวนขวาย

มีความสุขเท่าที่พอมีและพอได้......

หรือตัดสินใจทำงานตามสายอาชีพที่ได้เล่าเรียนมา……..

ไม่ใช่ไม่รักในวิชาชีพ….ที่ร่ำเรียนมาก็เพราะรัก

และก็เพราะรักที่จะเรียน.....

ดังนั้นจึงเห็นจริงมากยิ่งขึ้น ถึงความหมายของคำว่า Philosophy…Dr. of

Philosophy ที่กำลังจะได้มา

ยิ่งผมยิ่งค้นคว้า...ยิ่งวิจัย

บางครั้งก็รู้สึกว่าเรากำลังศึกษาปรัชญา

ศึกษาธรรมชาติ สิ่งที่มันมีและมันเป็น

หากแต่...มันจำเป็นจะต้องรู้และอธิบายไปได้ทุกเรื่องเชียวหรือ!!!!!


+++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++

..........ขอตัดตอนออกนอกเรื่องนิด

อย่างตอนที่ผมได้ยินอาจารย์ Ashtanga เคยบอกว่า

Tranditional ashtanga จะไม่ฝึกโยคะในวันที่พลังแห่งพระจันทร์ถึงจุดสูงสุด

นั่นคือวันคืนเดือนมืดและวันที่พระจันทร์เต็มดวง (New moon and full moon)

ผมฟังแล้วก็ได้แต่สงสัย....

...สงสัย.....ก็ต้องการคำอธิบาย

หากเราจะเชื่อแต่เพียงอาจารย์บอกก็อาจจะได้...

แต่มันคาใจ...ข้างในลึก ๆ ...(แป่ว!!! แอบอินแบบพี่เจย์)

หลังจากนั้นอาจารย์ก็อธิบายต่อ....อาจจะเห็นคิ้วผมที่ขมวดมุนอยู่ก็เป็นได้

เราก็รู้อยู่โดยหลักของน้ำขี้นน้ำลง....ว่าเกิดจากอิทธิพลของพระจันทร์ โลก และพระอาทิตย์
.....แล้วขนาดมหาสมุทรที่กว้างใหญ่ ยังโดนแรงดึงดูดแห่งพระจันทร์ให้หดหายไปขนาดนั้น

แล้วนับอะไร กับร่างกายเล็ก ๆ ของเราที่มีน้ำอยู่มากมาย

ในโยคะ เราเชื่อว่า พลังอันนี้เองจะทำให้น้ำในข้อต่อต่าง ๆ ในร่างกาย เราลดลงไปด้วย

แล้วเมื่อเราฝึก ashtanga โยคะที่ต้องมีการกระโดด เคลื่อนไหวข้อต่อตลอดเวลา

โอกาสพลาดก็เป็นไปได้ง่ายครับ

หรือหากจะฝึกกันจริง ๆ การฝึกก็ควรจะลดระดับการเคลื่อนไหวลงบ้าง

แต่ขอยืนยัน ว่า Traditional Ashtanga จะเคร่งตรงนี้มากๆๆๆๆ

++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++

ธรรมชาติ คือสิ่งที่มันเป็น มันมีอยู่อย่างนั้น....
แต่จำเป็นไหม...ที่เราต้องรู้มันไปซะทุกเรื่อง

Everthing can happen, will happen:)

++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++












จากคุณ : เด็กซาปอย - [ 23 มี.ค. 50 12:16:37 ]






ความคิดเห็นที่ 3

(ในที่นี้ไม่ได้รวมถึงน้ำที่ขึ้นและลงในแต่ละวันนะครับ หากแต่ดูระดับน้ำในมหาสมุทรทั้งเดือน)

เมื่อพลังแห่งจัทราถึงสุดสูงสุด (ไม้ใช่เซลลามูนนะครับ)

น้ำทั้งหมดจะโดนพลังดึงดูดแห่งพระจันทร์ให้หดหาย ลดลงไป.....

หรือหากเรามองไปที่ทะเล จะเห็นชัดเจนว่าระดับน้ำจะลดลงถึงขีดสุด

แล้วมันเกี่ยวกับร่างกายเราตรงไหน....

ร่างกายเราประกอบด้วยน้ำ 70% ครับ นั่นคือสิ่งที่เรารู้กันโดยทั่วไป

================================
(เหมือนโลกเลย....จริง ๆ เคยสงสัย ว่าเราก็คือโลก และโลกก็คือเราหรือเปล่า

คนเราก็เหมือนเป็นหนึ่ง element ในโลกใบนี้ หากแต่เราอาจไม่เคยนึกถึง....

ช่างเป็นเรื่องบังเอิญทางวิทยาศาสตร์ แต่เป็นธรรมชาติในทางปรัชญา....ว่าไปโน่น

ขอกลับมาก่อนแล้วกันนะครับ ก่อนที่ครูปอยจะพาออกอ่าวไทยไปเสียก่อน)
=================================

จาก




โดย: เด็กซาปอย วันที่: 9 เมษายน 2550 เวลา:15:21:32 น.  

 
ตอนนั้นก็นับว่าเป็นจุดเปลี่ยนในชีวิตของผมอีกครั้งจริง ๆ ครับ

ถ้าผมตัดสินใจอีกทาง อาจจะไม่ได้มานั่งอยู่ที่นี่

ตอนนั้นนอกจากความรักและชอบที่จะสอน

มีหลายอย่างในชีวิต ที่ผมนำมาเป็นปัจจัยในการตัดสินใจด้วย

1. อย่างรายได้ที่ได้จากการสอน คงปฎิเสธไม่ได้ครับ ว่าเงินก็เป็นอีกปัจจัย

อย่างน้อยรายได้ ก็ควรจะเลี้ยงพ่อแม่ผมได้ หลังจากที่ท่านเลี้ยงดูผมมาจนโตไม่รู้จะโตอย่างไรแล้ว

ท่านก็คงเหนื่อยมากเช่นกัน

ผมว่า การสอนโยคะ ไม่ได้ทำให้เรารวยครับ แต่อาจจะพออยู่ได้แบบพอเพียง

ไม่มาก ไม่น้อย JUST ENOUGH ผมชอบคำนี้จัง
(ได้มาจากการฝึก anusara yoga)

แต่หากผมทำงานสายอาชีพ แม้ตอนแรกอาจจะถูกกดเงินเดือนบ้าง เนื่องจากไม่มีประสบการณ์

แต่หากอดทนทำผ่านโปรเบชันไปได้

ผมว่าก็คงพอเลี้ยงพ่อแม่และน้อง ๆ ผมได้เช่นกัน

ดังนั้น สำหรับผม....รายได้ไม่ใช่ปัจจัยที่จะเอามาเปรียบเทียบครับ


2. ผมจะสอนโยคะไปได้อีกนานแค่ไหน

ตอนนี้การฝึกโยคะดูเหมือนจะเป็นไปตาม trend

ทุกคนดู cool! เวลาที่ได้ฝึกโยคะตามสตูดิโอ....แต่

ทุกอย่างย่อมมีเสื่อมถอยครับ เป็นธรรมดา

หากคิดถึงทางแย่ที่สุดที่เกิดขึ้นได้

เป็นไปได้ไหมว่าในที่สุด คนก็จะเลิกเห่อ แล้วตอนนั้นจะไปทำอะไร

ผมมั่นใจว่า ความนิยมในการฝึกโยคะ ยังคงจะเป็นกระแสไปอีกนาน

และคนที่รักการฝึกอย่างจริงจังก็ยังมีอีกมากมาย

แต่อีกหลายคำถาม????

ความไมแน่นอนเกิดขึ้นในชีวิตได้อยู่เสมอ!!!!!

สิ่งที่คิดว่าดีในตอนนี้ อาจพลิกกลับได้เสมอ

หรือสิ่งที่รู้สึกว่ามันแย่ที่สุด....อาจจะเป็นโชคดีที่สุดในชีวิตของเราก็ได้

ประสบการณ์สอนผมในหลาย ๆ ด้าน

3. ความสุขในวิชาชีพ ผมสามารถหาความสุขได้ในวิชาชีพและโยคะ

แต่หากถามว่าชอบอันไหนมากกว่า

ขอบอกได้เลยครับในตอนนี้ ว่าชอบสอนโยคะมากกว่า


4. ครอบครัว ซึ่งในที่นี้ก็คือพ่อและแม่ของผมเอง

ไม่ได้หมายรวมถึงแค่ว่า การเลี้ยงพ่อแม่ด้วยเงินอย่างเดียวครับ

หากแต่การเลี้ยงท่าน ต้องเลี้ยงด้วยใจด้วย

พ่อแม่ผม....ทุกคนน่าจะเดาออก

ว่าท่านจะรู้สึกอย่างไร ว่าลูกชายคนเดียวที่ท่านส่งเสียให้ได้เรียนมาถึงปริญญาเอก

จะเปลี่ยนทางชีวิต มาทำงานด้านที่ท่านไม่เห็นว่าจะมีความแน่นอนอะไร

(ในความคิดของท่าน นะครับ)

และนี่เอง คือเหตุผลหลักที่สำคัญที่สุด

ที่ผมตัดสินใจจะสอนโยคะเป็นเพียงแบบ part-time อย่างเดิม

บางครั้ง ผมก็เคยคิดว่า ทำไมโยคะดูจะเป็นปัญหาในการดำเนินชีวิตผมอย่างไรไม่รู้

(พ่อแม่ดูจะโกรธมาก แล้วก็ไม่ค่อยเข้าใจ)

มันทำให้ผมต้องย้อนกลับไปศึกษาหลักการแห่งโยคะอีกครั้ง

ว่าโยคะคืออะไร

สำหรับผม โยคะไม่ได้เป็นแค่เสื่อผืนเล็ก ๆ ที่เราใช้ฝึก

แต่มันเป็นแนวคิด เป็นวิถีในการดำเนินชีวิต

เป็นความสุขในเบื้องลึกที่จะใช้ในการดำเนินชีวิต

ผมสามารถฝึก สอน และเรียนโยคะได้

แม้ผมจะไม่ได้สอนโยคะตามสตูดิโอ

โยคะสามารถฝึกได้ทุกที่ แม้ในชีวิตประจำวัน

และนั่นคือที่มาของคำตอบ.......

+++++++++++++++++++++++++++++++++++++


โยคะไม่ได้ขัดกับการตัดสินใจของผมแต่ประการใด

อีกอย่าง โยคะสอนให้ผมเห็นถึงปฎิสัมพันธ์ ของผู้คน ของจิตใจ

การตัดสินใจของเรา

อาจไม่ได้มีผลต่อตัวเราเพียงคนเดียว

แต่นั้นหมายถึงครอบครัวและคนอื่น ๆ ด้วย

ผมเคยเล่าเรื่องนี้ให้เพื่อนฝรั่งฟัง

มันฟังแล้วก็ได้แต่พูดว่าผม Silly…..

ชีวิตยูมันก็ต้องเป็นของยู

ทำไมต้องให้พ่อแม่มาเลือกให้

ผมว่าฝรั่งไม่เข้าใจความคิดตรงนี้

ผมกลับมองหลับด้านกับเค้า

ถ้าวันนี้ผมทำให้พ่อแม่เสียใจ

คนที่เสียใจที่สุด คงไม่ใช่ใคร ถ้าไม่ใช่ผม....

เราจะมีความสุขในชีวิตได้อย่างไร

ถ้าหากคนรอบข้าง...โดยเฉพาะคนที่เรารักที่สุดร้องให้


นั่นเป็นหลักการจริง ๆ ของโยคะที่ผมเอามาประยุกต์ใช้เลยครับ

+++++++++++++++++++++++++++++++++++++

มาสเตอร์ท่านหนึ่งเคยเล่าให้ผมฟัง

เกี่ยวกับครอบครัวของเศรษฐีผู้หนึ่ง

ที่เอาเปรียบชาวบ้าน

โกงกินจนผู้คนทั่วไปเดือดร้อนไปทั่ว

ขโมยเต็มเมืองเพราะเงินไม่มี

(คิด ๆ ไปก็เหมือนเหตุการณ์บ้านเมืองตอนนี้อย่างไรไม่รู้)

แล้วเศรษฐีก็ได้แต่นิ่งเฉย

ไม่สนใจ เพราะใครไม่มีข้าวกิน เพราะมันไม่เกี่ยวอะไรกับฉัน

แล้วในที่สุด บ้านเศรษฐีก็โดนปล้น

โดนเผาทิ้ง ไม่เหลือแม้เพียงที่ที่จะอยู่

นี่แหละครับ โยคะถึงสอนว่า

บางทีเราต้องมองให้กว้าง

ไม่ใช่เห็นแค่ตัวเอง

แต่เราทุกคนมี connection มีความสัมพันธ์กัน

วันนี้ผมเห็นแม่ผมร้องให้

ใจผมจะสงบได้อย่างนั้นเชียวหรือ!!!!!





โดย: เด็กซาปอย วันที่: 9 เมษายน 2550 เวลา:15:24:38 น.  

 

เขียนไปเขียนมาออกแนวเครียด...อิอิ

แล้วในที่สุด ทุกคนก็คงเห็นผลอยู่ในขณะนี้

เด็กซาปอยเลือกทั้งสองอย่างครับ....ขี้โกงสุด ๆ

โยคะสอนให้ผม compromise…”Just enough”

ปัจจุบันผมมีความสุขกับงานที่ทำ แม้จะเครียดไปบ้าง

ยังฝึกโยคะ และสอนโยคะแทบทุกอาทิตย์

(เอามันซะทุกอย่างเลย.....ซาปอยจริง ๆ เลยกรู!!! ^ ^!!)

รอยยิ้มเกิดขึ้นบนใบหน้าผมอีกครั้ง

หลังจากไม่แน่ใจว่าการตัดสินใจในครั้งนั้นจะนำอะไรมาสู่ชีวิตผม


หวังว่าประสบการณ์ผม คงพอจะเป็นแนวทาง และเป็นประโยชน์บ้าง ไม่มากก็น้อย






โดย: เด็กซาปอย วันที่: 9 เมษายน 2550 เวลา:15:26:31 น.  

 
ฝรั่งไม่เข้าใจเรื่องพ่อแม่พี่น้องเท่าไหร่หรอกน็อต
เพราะเค้า individualism สูง
พ่อแม่ฝรั่งเค้าก็ไม่เลือกให้ลูกด้วย ให้เลือกกันเอง มีปัญหาจะได้ไม่มาโทษกัน (ไม่ต้องมารับผิดชอบทางความรู้สึกว่าง่ายๆ )


โดย: Afro Violet วันที่: 23 กันยายน 2550 เวลา:22:44:31 น.  

 

Keep writing :)
------------------------------------------------------------------------------------
Everthing can happen, will happen:)
------------------------------------------------------------------------------------
ถ้าวันนี้ผมทำให้พ่อแม่เสียใจ

คนที่เสียใจที่สุด คงไม่ใช่ใคร ถ้าไม่ใช่ผม....

เราจะมีความสุขในชีวิตได้อย่างไร

ถ้าหากคนรอบข้าง...โดยเฉพาะคนที่เรารักที่สุดร้องให้
------------------------------------------------------------------------------------

โยคะสอนให้ผม compromise…”Just enough”


โดย: Hakka IP: 49.231.3.20 วันที่: 1 กรกฎาคม 2558 เวลา:11:23:21 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ

เด็กซาปอย
Location :


[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed

ผู้ติดตามบล็อก : 21 คน [?]




Friends' blogs
[Add เด็กซาปอย's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.