Group Blog
 
<<
กันยายน 2559
 
 123
45678910
11121314151617
18192021222324
252627282930 
 
16 กันยายน 2559
 
All Blogs
 

ใจเจ๊ก บทที่ 12



นวนิยาย “ใจเจ๊ก”

โดย เดชาเวชชพิพัฒน์

บทที่ 12

“สวัสดีครับผมเป็นเพื่อนกับพรเพ็ญ เป็นคนจังหวัดเดียวกัน เรียนประถมมาด้วยกันขอเบอร์มือถือของเขาหน่อยสิครับ อยากคุยกับเขาเรื่องการเมือง”

ภูมิชัยพิมพ์ข้อความนี้ลงบน “กล่องข้อความ”สื่อสังคมออนไลน์ชื่อดังของกรองกาญจน์อีกทั้งยังแนบรูปถ่ายสมัยเป็นนักเรียนระดับประถมศึกษาลงไปอีกด้วยแม้เป็นรูปถ่ายกับเพื่อนผู้ชายล้วนๆ ที่บริเวณประตูทางเข้าโรงเรียนไร้แม้แต่เงาของพรเพ็ญเช่นที่เขียนอ้าง แต่ภูมิชัยคิดว่าช่วยทำให้คำขอของเขาดูน่าเชื่อถือขึ้น

ภูมิชัยไม่รู้ตัวว่าหัวใจกำลังเต้นแรงกว่าปกติอีกทั้งยังไม่สามารถบอกตนเองได้ ทำไมการขอหมายเลขโทรศัพท์มือถือผู้หญิงครั้งนี้พิเศษกว่าครั้งไหนๆเขาเคยจีบผู้หญิงหลายคนผ่านทางอินเทอร์เน็ต แต่ก็ไม่รู้สึกตื่นเต้นเท่าครั้งนี้ลุ้นให้ได้หมายเลขมือถือของพรเพ็ญยิ่งกว่าลุ้นให้ถูกเลขท้ายสามตัว

ก่อนหน้านี้เมื่อเขาเข้าหน้าเพจของพรเพ็ญแล้วเห็นรูปถ่ายคู่กับกรองกาญจน์ที่ป้ายสถานีรถไฟเขาก็บอกตนเองว่าผู้หญิงที่ดูท่าทางสนิทสนมกับพรเพ็ญคนนี้แหละ จะเป็นผู้ทำให้เขาได้หมายเลขโทรศัพท์ของผู้หญิงคนแรกที่ทำให้เขาเกิดความรู้สึกแปลกใหม่เป็นความรู้สึกที่ไม่เคยเกิดกับใครมาก่อน

“กรองกาญจน์” ภูมิชัยอ่านออกเสียงเบาๆเมื่อเห็นชื่อผู้นำภาพขึ้นแสดงบนหน้าเพจของพรเพ็ญเขาเลื่อนเครื่องหมายไปที่ชื่อกรองกาญจน์แล้วกดที่ด้านซ้ายเมาส์หน้าเพจของกรองกาญจน์ก็ปรากฏขึ้นแทนภูมิชัยอ่านรายละเอียดส่วนตัวของกรองกาญจน์ก็รู้ได้ในเวลาอันรวดเร็วทั้งคู่เป็นเพื่อนร่วมคณะที่มหาวิทยาลัยดูจากรูปอื่นๆก็แสดงให้เห็นว่าทั้งคู่สนิทสนมกันเป็นอย่างยิ่งทำกิจกรรมด้วยกันหลายอย่าง เรียนด้วยกัน กินอาหารร้านอร่อยด้วยกัน ซื้อของด้วยกันไปเที่ยวต่างจังหวัดด้วยกันเพียงแค่นี้เขาก็เลื่อนเมาส์ไปกดปุ่มขอเป็นเพื่อนกับกรองกาญจน์ทันทีแถมยังโชคดีที่กรองกาญจน์ตอบรับเป็นเพื่อนภายในไม่ถึงหนึ่งนาทีเขาจึงสามารถพิมพ์ข้อความลงในส่วนที่มีเพียงผู้ส่งและผู้รับเท่านั้นที่เห็น

เวลาเดียวกันกรองกาญจน์กำลังนั่งกินอาหารเช้าเพียงลำพังในห้องเช่าของพรเพ็ญเมื่อเช้าเธอตื่นสายจนไม่เจอกับเจ้าของห้องที่ออกไปทำงานแต่เช้าตรู่เห็นเพียงกระดาษเขียนข้อความแปะอยู่บนหัวเตียง

“ฉันออกไปทำงานก่อนนะ กุญแจห้องวางอยู่บนโต๊ะกินข้าว มีอาหารแช่แข็งกับผลไม้อยู่ในตู้เย็นเชิญตามสบายนะจ๊ะ ... เพ็ญ”

พรเพ็ญอ่านข้อความแล้วยิ้มบางๆจากนั้นจึงอาบน้ำแล้วกินอาหารเช้าแบบคนรุ่นใหม่อาหารแช่แข็งที่อุ่นด้วยเตาอบไมโครเวฟ แม้รสชาติสู้อาหารทำเสร็จใหม่ๆไม่ได้แต่ก็ยังดีกว่าปล่อยให้ท้องว่าง

กรองกาญจน์กินข้าวไปดูหน้าเพจสื่อสังคมออนไลน์ชื่อดังของตนไปใช้สมาร์ทโฟนที่สามารถเชื่อมต่อระบบ 3 จี ได้ทุกที่เมื่อเห็นชายหนุ่มหน้าตาดีชื่อภูมิชัยมาขอเป็นเพื่อนจึงกดรับทันทีโดยไม่สนใจว่าเป็นคนแปลกหน้าเธอคิดเพียงว่าอย่างน้อยก็ทำให้เพจของเธอมีสีสัน มีคนแปลกหน้าที่เป็นเพศตรงข้ามบ้างไม่ใช่มีแต่เพื่อนหรือคนรู้จักที่ส่วนใหญ่เป็นเพศเดียวกันส่วนชายหนุ่มผู้นี้จะมาดีหรือมาร้ายค่อยว่ากันอีกทีเธอมั่นใจว่าสามารถดูออกภายในเวลาอันรวดเร็ว โดยพิจารณาจากการใช้ภาษาหรือพิจารณาจากประเด็นที่เพื่อนใหม่คนนี้นำเสนอ หากเห็นว่าเป็นคนหยาบคาย มีพฤติกรรมส่อไปทางไม่เหมาะสมหรือแม้แต่ความคิดความอ่านไม่ตรงกันถึงตอนนั้นค่อยกดปุ่มเลิกเป็นเพื่อนก็ยังไม่สาย

กดปุ่มรับภูมิชัยเป็นเพื่อนได้ไม่นานกรองกาญจน์ก็ยินดีไม่น้อยที่เขาส่งข้อความมา แจ้งว่าเป็นเพื่อนกับพรเพ็ญรูปถ่ายที่เห็นป้ายชื่อโรงเรียนที่เพื่อนสนิทเคยศึกษานั้น ทำให้เธอตอบกลับไปทันทีแต่มีชั้นเชิง

“สวัสดีค่ะ ยินดีที่รู้จักนะคะว่าแต่เป็นเพื่อนกับเพ็ญแล้วทำไมไม่มีเบอร์มือถือเขาล่ะคะ”

ภูมิชัยรู้ดีว่ากรองกาญจน์กำลังเปิดใช้งานเพจของเธอเขาจึงนั่งรอให้เธอตอบกลับมา ไม่นานก็เห็นข้อความของกรองกาญจน์ จึงรีบพิมพ์ตอบกลับไป

“ผมไม่เจอเขานานเลยครับ ก็ตั้งแต่เขาย้ายไปอยู่กรุงเทพพอดีเพิ่งเจอเขาที่วัดโดยบังเอิญ เขามาทำบุญให้น้องชายซึ่งผมก็รู้จักดี ได้แต่ทักทายกันไม่มีโอกาสคุยกันเลยเพราะต่างคนต่างก็รีบถวายจังหันให้ทันเวลา”

กรองกาญจน์วิเคราะห์คำตอบของภูมิชัยอย่างละเอียดบอกตนเองว่าประการแรก ชายผู้นี้เป็นคนจังหวัดเดียวกับพรเพ็ญจริง ประการที่สองเขาเรียนประถมศึกษาที่เดียวกับพรเพ็ญจริง ประการที่สามเขาพูดจริงว่าเพิ่งเจอกับพรเพ็ญ ประการที่สี่ชายผู้นี้เป็นคนที่รู้จักเข้าวัดเข้าวาทั้งหมดนี้ทำให้เธอพร้อมจะบอกหมายเลขมือถือของพรเพ็ญ เพียงขออีกคำถามเดียว

“ทำไมไม่ขอเจ้าตัวที่เพจเขาล่ะคะ”

ภูมิชัยพิมพ์ตอบกลับอย่างคนสมองไว“เพื่อนเขาเต็มห้าพันแล้วครับ ผมเป็นแค่คนติดตาม คุยในกล่องไม่ได้”

กรองกาญจน์อ่านแล้วพยักหน้าช้าๆก่อนพิมพ์หมายเลขโทรศัพท์มือถือของพรเพ็ญลงไป

ภูมิชัยเห็นแล้วรีบบันทึกลงสมาร์ทโฟนของตนแล้วตอบกลับ“ไปม็อบบ่อยไหมครับ เห็นถ่ายรูปคู่กับหมวยที่สถานีรถไฟ”

กรองกาญจน์หัวเราะชอบใจชื่อเล่นสมัยเด็กของเพื่อนสนิทตั้งใจว่าจะเก็บไว้ล้อในทันทีที่เจอหน้ากัน เธอปิดปากหัวเราะไปพิมพ์ข้อความไป “เพิ่งมาวันแรกค่ะ ติดรถมากับยัยเพ็ญ หลังทำบุญที่วัดแล้วเขามาค้างที่บ้านหนึ่งคืนตอนนี้คุณอยู่ไหน มาร่วมม็อบด้วยกันสิ”

ประโยคสุดท้ายกรองกาญจน์ตั้งใจถามเพื่อรู้ความคิดเห็นทางการเมืองของคู่สนทนาหากเป็นฝ่ายตรงข้ามละก็ เธอพร้อมจะกดปุ่มเลิกเป็นเพื่อนทันทีแต่โล่งใจไม่น้อยเมื่อเห็นข้อความที่ตอบกลับมา

“ผมต้องช่วยพ่อแม่ขายของครับ ไปไหนไม่ได้เลย”

กรองกาญจน์ยิ้มบางๆก่อนส่งข้อความ“แหม เด็กดี ไม่รู้เลยนะว่ายัยเพ็ญมีเพื่อนเป็นลูกกตัญญูด้วย”

ภูมิชัยดูนาฬิกาข้อมือแล้วพิมพ์ข้อความ“ไม่เท่าไรหรอกครับ เอ่อ ผมขอตัวก่อนนะครับ ใกล้เที่ยงแล้วต้องรีบไปช่วยแม่”

“เกี่ยวอะไรกับตอนใกล้เที่ยงคะ” กรองกาญจน์อยากรู้จักเพื่อนของเพื่อนคนนี้อย่างพอสมควรรู้สึกว่าเขาน่าสนใจไม่น้อย

“แม่ผมขายข้าวแกงครับ”

“อ๋อ ถ้าเช่นนั้นก็เชิญค่ะ”

“บายครับ”

“บายค่ะ”

ออกจากร้านอินเทอร์เน็ตแล้วภูมิชัยรีบกลับไปที่บ้านเพื่อรับมือกับลูกค้าตอนเที่ยงเขาช่วยแม่จนเกือบบ่ายสองแต่ทำอย่างป้ำๆเป๋อๆ ลูกค้าสั่งแกงไก่ก็ตักแกงเนื้อลูกค้าสั่งไข่เจียวก็ตักไข่ดาว โชคดีลูกค้าส่วนใหญ่เป็นคนง่ายๆผิดนิดผิดหน่อยแต่อร่อยเหมือนกันจึงไม่เป็นเรื่องมีเพียงรายเดียวที่เป็นข้าราชการสาวใหญ่ เดินถือจานข้าวราดแกงมาหยุดยืนที่หน้าตู้แล้วกล่าวยิ้มๆ

“แม่บัวทองฉันสั่งแกงคั่วหน่อไม้ดองของที่ฉันกินประจำ ทำไมตักแกงไก่หน่อไม้ให้ฉันล่ะจ๊ะ”

“อุ๊ยตายขอโทษที ทำจานใหม่ให้เดี๋ยวนี้ล่ะจ้ะ”

“แล้วจานนี้ล่ะจ๊ะใครจะกิน”

บัวทองเอียงศีรษะไปทางลูกชายที่ยืนข้างๆ“ให้คนตักผิดเขารับผิดชอบสิจ๊ะ”

ภูมิชัยรอจนลูกค้าซาลงจึงก้มหน้าก้มตากินข้าวราดแกงไก่จนหมดระหว่างนั้นก็นึกหาที่เหมาะๆ สำหรับคุยโทรศัพท์กับพรเพ็ญ ภูมิชัยไม่รู้ตัวเลยว่าอยู่ๆเขาก็กลายเป็นคนเรื่องมากขี้นมาได้คิดขนาดว่าขึ้นไปคุยชั้นบนก็เกรงพ่อแม่มาเห็นแล้วถามว่าคุยกับใคร ออกไปคุยหน้าบ้านก็เกรงเสียงรถราบนท้องถนนรบกวนเดินไปคุยในซอยแถวบ้านก็เกรงคนรู้จักมาเห็นแล้วถามซอกแซก

คิดอยู่นานภูมิชัยก็ขี่รถจักรยานยนต์ไปที่ประตูเมืองซึ่งอยู่ไมไกลเพราะเป็นบริเวณที่มีโอกาสน้อยที่สุดที่จะเจอคนรู้จัก แถมยังเงียบสงบ

บ่ายสองโมงแล้ว แต่พรเพ็ญเพิ่งจะลุกจากโต๊ะทำงานไปกินข้าวเที่ยงขณะกำลังก้าวลงจากตึก อยู่ๆก็มีสายเข้าแม้เป็นหมายเลขที่ไม่ได้บันทึกไว้แต่ความเป็นนักข่าวทำให้เธอกดปุ่มรับบอกตนเองว่าอาจเป็นแหล่งข่าวโทรเข้ามาให้ข้อมูลเด็ด

“สวัสดีค่ะ”

“สวัสดีครับ”

“ใครพูดคะ”

“ภูมิชัยครับ”

พรเพ็ญขมวดคิ้ว “ใครคะ”

“ก็เพิ่งเจอกันไง”

ในแต่ละวันนักข่าวอย่างเธอเจอคนมากมายจึงนึกไม่ออกแต่การที่เขารู้หมายเลขสมาร์ทโฟน ของเธอถือว่าไม่ธรรมดา จึงจำใจคุยต่อ “จำไม่ได้ค่ะ คุณมีธุระอะไรหรือเปล่าคะ”

“จำไม่ได้จริงๆเหรอ”

พรเพ็ญชักรำคาญจึงตัดบท“ถ้าคุณไม่มีธุระอะไรก็ขอตัวนะคะ”

“ผมติดตามเพจคุณอยู่”

พรเพ็ญเลิกคิ้วอย่างสนใจแม้มีคนติดตามเพจสื่อสังคมออนไลน์ของเธอหลายหมื่นคนแต่คนนี้อาจให้ข่าวอะไรเด็ดๆก็ได้คิดได้เช่นนี้จึงเดินตรงเข้าไปในสวนหย่อมที่อยู่ภายในสำนักข่าวทรุดตัวลงนั่งที่เก้าอี้เหล็กใต้ต้นไม้ใหญ่

“แล้วไงคะคุณมีความเห็นอย่างไรบ้าง”

“ก็โอเคนะจัดว่าใช้ได้”

พรเพ็ญเม้มปากเมื่อได้ยินประโยคหลังบอกตนเองว่าคนที่โทรมาถ้าไม่เก่งพอตัวคงไม่ใช้คำๆนี้กับเธอ

“ใช้ได้”พรเพ็ญทวนคำ “แสดงว่ายังไม่ดีพอคุณมีอะไรแนะนำไหมคะ”

“ก็เอ่อ ก็ไม่มีนะ”

พรเพ็ญชักไม่แน่ใจแล้วว่าเธอคิดถูกเธออาจกำลังคุยกับวัยรุ่นที่พยายามทำตัวเกรียนกับเธอก็เป็นได้

“คุณรีบบอกธุระของคุณมาได้ไหมนี่ก็บ่ายสองแล้วแต่ฉันกำลังจะไปกินข้าวเที่ยง ถ้าไม่มีอะไรสำคัญก็ขอตัวนะคะ”

“เราเองหมวย”

พรเพ็ญแทบร้องกรี๊ดออกมาอุตส่าห์ไม่รีบไปกินข้าวเที่ยง ยอมทนหิวคุยด้วยเพราะคิดว่าจะได้ข่าวเด็ดที่แท้ก็เป็นไอ้คนบ้าเหยียดเชื้อชาติด้วยความโมโหหิวเธอจึงบอกตนเองให้ด่าอย่างสาสมเพื่อที่เขาจะได้ไม่กล้ามายุ่งกับเธออีก

“โธ่เอ๊ยนึกว่าใคร ที่แท้ก็ลูกแหง่เกาะพ่อเกาะแม่กินนั่นเอง”

“อ้าว หมวยว่าเราทำไมล่ะคุยกันดีๆ สิ”

“ใครอยากคุยกับแก”

“เราเป็นเพื่อนกันไม่ใช่เหรอ”

“ใครเป็นเพื่อนแก”

“เรียนที่เดียวกันไม่เรียกว่าเป็นเพื่อนกันเหรอ”

พรเพ็ญเกาหัวจนเสียงดังแกรกๆ“แกจำไม่ได้เหรอว่าตอนเป็นเด็กน่ะ แกแกล้งฉันกับน้องชายทุกวันแบบนี้แกยังเรียกว่าเป็นเพื่อนกันอีกเหรอ”

“โธ่ เด็กมันจะไปรู้ประสีประสาอะไร”

“นั่นแหละ แสดงว่าพ่อแม่ไม่สั่งสอน”

“ทำไมต้องว่าถึงผู้ให้กำเนิดด้วยล่ะ”

พรเพ็ญรู้สึกตัวว่าพูดแรงไปจึงลดเสียง“เอาเป็นว่าฉันไม่อยากคุยกับแก แค่นี้นะ”

“เรื่องสมัยเด็กนะหมวยยังอุตส่าห์จำอีก ลืมๆมันบ้างเหอะ เดี๋ยวเป็นบ้า”

“ฉันลืมไม่ลงหรอกเพราะคนอย่างแกน่ะหายาก เหมือนพวกไดโนเสาร์ฟื้นคืนชีพขึ้นมา”

“ขนาดนั้นเชียวเหมือนตรงไหนเหรอ”

“ฉันไม่บอกหรอกไปคิดเอาเองเหอะ แค่นี้นะ แล้วไม่ต้องโทรมาอีก”

“เราเหมือนไดโนเสาร์ตรงไหนไม่เข้าใจจริงๆ”

“พวกโบราณไงทำอะไรโบราณๆ แบบที่คนสมัยนี้เขาไม่ทำกัน”

“เธอหมายถึงเรื่องที่เราไม่ได้ทำงานเป็นลูกจ้างเหรอ”

“นั่นมันเรื่องของเธอฉันไม่สนหรอก แต่หมายถึงเรื่องที่เธอเหยียดเชื้อชาติคนอื่น”

“อ๋อนึกออกแล้ว เรื่องที่เรียกหมวยกับไอ้ตี๋ว่าลูกเจ๊กน่ะเหรอ”

พรเพ็ญเม้มปากแน่นก่อนกล่าวเสียงเขียว “นั่นแหละ”

“ไม่เห็นต้องโกรธเลยก็พวกเธอเป็นเจ๊กไม่ใช่เหรอ”

ถึงตอนนี้ ความโกรธของพรเพ็ญขึ้นไปถึงจุดสูงสุดเธอยิงประโยคเด็ดอย่างช้าๆ ชัดๆ

“คำก็เจ๊ก สองคำก็เจ๊ก ฉันจะบอกให้นะ ถึงจะเป็นเจ๊กฉันก็ไม่ใช่เด็กเก็บมาเลี้ยงอย่างแก” 




 

Create Date : 16 กันยายน 2559
0 comments
Last Update : 16 กันยายน 2559 18:41:10 น.
Counter : 393 Pageviews.

ชื่อ : * blog นี้ comment ได้เฉพาะสมาชิก
Comment :
  *ส่วน comment ไม่สามารถใช้ javascript และ style sheet
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ


dejaboo44
Location :


[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




Friends' blogs
[Add dejaboo44's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.