Group Blog
 
 
ตุลาคม 2548
 1
2345678
9101112131415
16171819202122
23242526272829
3031 
 
21 ตุลาคม 2548
 
All Blogs
 
หมู่เกาะสุรินทร์ … ในวันฟ้าหลังฝน

นับตั้งแต่วันที่ 26 ธันวาคม 2547 …. วันที่คลื่นยักษ์สึนามิได้สร้างรอยคราบน้ำตาให้แก่คนไทยทั้งชาติ
จากวันนั้นจนถึงวันนี้ เป็นเวลากว่า 2 เดือนแล้ว ที่หลายๆคนเฝ้าคอยติดตามข่าวคราวของความเสียหายที่เกิดขึ้นกับหมู่เกาะสุรินทร์ หมู่เกาะอันเป็นที่รักของเราด้วยความเป็นห่วงเป็นใย
ผมเองก็เช่นกัน …. หลังจากเหตุการณ์สึนามิผ่านไป นอกจากชีวิตผู้คนที่สูญเสียและทรัพย์สินต่างๆที่สูญหายไป รวมทั้งความรู้สึกหดหู่ทุกครั้งที่ได้รับรู้จากการรายงานข่าวของสื่อต่างๆ อีกหนึ่งความห่วงใยที่เกิดขึ้นคือทรัพยากรธรรมชาติทางทะเล ไม่ว่าจะเป็นปะการัง กัลปังหา หมู่ปลาน้อยใหญ่ และสรรพสัตว์ทั้งหลายที่เคยแหวกว่ายอยู่ในทะเลอันดามัน จะเป็นยังไงกันบ้าง … ปลาการ์ตูนที่ช่องขาดยังอยู่รึเปล่า? ดงปะการังเขากวางสุดลูกหูลูกตาจะโดนทำลายไปมากน้อยแค่ไหน? ฯลฯ
วันนี้ผมจะพาคุณๆไปดูกันครับ ….

ผมออกเดินทางจากกรุงเทพฯด้วยบริการของลิกไนท์ทัวร์ ที่ขนส่งสายใต้ใหม่ เวลา 1 ทุ่มของวันที่ 3 มีนาคม
ไปถึงอ.คุระบุรี เวลาประมาณตีห้ากว่าๆ โดยการต้อนรับอย่างดีของน้องๆสตาฟฟ์ของบ.บาราคูดาไดฟ์วิ่ง ที่ผมติดต่อเรือสปีดโบ๊ทเอาไว้
หลังจากล้างหน้าล้างตา ซดกาแฟแกล้มด้วยข้าวขาหมูในตลาดคุระบุรีเรียบร้อยแล้ว ประมาณ 8 โมงเช้าก็ได้เวลาเคลื่อนย้ายตัวเองไปที่ท่าเรือของอุทยานฯ เพื่อเดินทางมุ่งหน้าสู่เกาะในฝัน แดนสวรรค์ของผม
เรา(ผมและเพื่อนนักท่องเที่ยวกลุ่มอื่น)ทั้ง 10 ชีวิตเริ่มออกเรือตั้งแต่ประมาณ 08.45 น. ใช้เวลาประมาณ 1 ชั่วโมงนิดหน่อย (ประมาณ 10 โมงนิดๆ) ก็ไปถึงอุทยานแห่งชาติหมู่เกาะสุรินทร์เป็นที่เรียบร้อย

ภาพช่องขาดที่เราเห็นแวบแรก หลังจากผ่านเหตุการณ์สึนามิไป 2 เดือน เปลี่ยนไปพอสมควร เริ่มจากน้ำทะเลที่มองดูใสขึ้น สวยขึ้น … ส่วนบนฝั่งอันเป็นที่ตั้งของที่ทำการอุทยานฯและโรงอาหาร พร้อมทั้งเต๊นท์ที่เคยกางเรียงรายอยู่บริเวณหน้าหาดได้หายไปหมดแล้วครับ คลื่นยักษ์กวาดเอาไปหมดเลย ช่วงที่ผมไปถึงก็กำลังดำเนินการก่อสร้างอาคารหลังใหม่กันอยู่
ส่วนทางอีกด้านของหาด ที่เคยเป็นจุดกางเต๊นท์ของนักท่องเที่ยว ที่ตรงปลายสุดหาดจะมีหาดทรายยื่นออกไปให้เราลงไปดำน้ำดูเจ้านีโม่กันน่ะ .. ถึงวันนี้ไม่มีหาดทรายตรงนั้นเหลืออยู่แล้วครับ คลื่นยักษ์ได้ซัดเอาทรายตรงช่วงนั้นหายไปหมดแล้ว ตอนนี้ก็เลยกลายเป็นหาดกุดๆ ไม่มีติ่งยื่นออกมาเหมือนเมื่อก่อนแล้ว แถมต้นไม้บริเวณนั้นก็ล้มระเนระนาดค่อนข้างเยอะเลย

หลังจากนั้นเราได้ลงเรือเล็กเพื่อมุ่งสู่หาดไม้งาม โดยเข้าทางด้านหลังหาด (เดินไปอีกประมาณ 200 เมตรถึงบริเวณจุดกางเต๊นท์)
ที่หาดไม้งามในวันนี้ ช่างต่างกับหาดไม้งามเมื่อหลายๆครั้งก่อนที่ผมเคยมาพัก คือมีเต๊นท์นักท่องเที่ยวกางอยู่ทั้งหมดนับได้ไม่เกิน 20 เต็นท์ จำนวนนักท่องเที่ยวเท่าที่ผมนั่งนับตอนทานอาหารเย็น มีไม่เกิน 50 คนเท่านั้น … ช่างเป็นเกาะที่เงียบสงบจริงๆ

ผมเลือกทำเลกางเต๊นท์แบบสบายๆ หลังจากเก็บสัมภาระเสร็จ ก็เริ่มปฏิบัติการสำรวจหาด
ต้นไม้บนเกาะส่วนใหญ่ช่วงนี้อยู่ในสภาพแห้งแล้ง เนื่องจากอยู่ในช่วงหน้าแล้ง ไม่มีฝนตกเป็นเวลานานแล้ว
บริเวณหน้าหาดยังคงความงามเหมือนเดิม เงียบและสงบ ทรายขาว น้ำใส ยังไม่เปลี่ยนแปลง ปูเสฉวนก็ยังมีเดินให้เห็นอย่างมากมายเช่นเคย
แต่สิ่งที่เปลี่ยนไปอย่างเห็นได้ชัดก็คือแนวตลิ่งที่เชื่อมต่อระหว่างชายหาดกับบริเวณจุดกางเต๊นท์ ที่โดนพิษคลื่นยักษ์กัดเซาะไปพอสมควร ต้นไม้ที่ขึ้นอยู่บริเวณนั้น ล้มตายไปบางส่วน บางส่วนก็โดนถอนรากขึ้นมา แต่เท่าที่ดูก็เหมือนกับว่าโดยรวมแล้ว ไม่ได้เสียหายมากนัก (ทราบภายหลังจากที่คุยกับพี่เจ้าหน้าที่คนนึง เขาบอกว่า ที่หาดไม้งามนี้ไม่ค่อยโดนคลื่นยักษ์โดยตรง จุดที่โดนโดนตรงคือบริเวณช่องขาด แต่ที่ไม้งามจะเป็นลักษณะแบบว่า น้ำทะเลเอ่อล้นขึ้นสูงแบบน้ำท่วมเข้ามา พวกโต๊ะที่อยู่ในโรงอาหารก็ลอยไปกองรวมกันบริเวณหน้าห้องครัวบ้าง ข้างๆโรงอาหารบ้าง .. ส่วนเต๊นท์นักท่องเที่ยวและเต๊นท์ของอุทยานฯ ก็ไม่ต้องพูดถึง … ลอยไปติดตามชายป่า เต็มไปหมด)

ในการมาครั้งนี้ ผมไม่ได้ใช้บริการเรือเมล์ของทางอุทยานฯเหมือนทุกครั้งที่เคยมา เพราะทางบาราคูดาที่ผมซื้อเที่ยวเรือสปีดโบ๊ทไว้ มีแขกมากับทริปทัวร์เพียงแค่ 2 คนเท่านั้น ผมก็เลยถือโอกาสติดสอยห้อยตามไปกับเค้าด้วยเลย
ดังนั้น … หลังจากเติมพลังด้วยข้าวหมูทอดกระเทียมพริกไทย+ไข่ดาวอีก 1 ฟองเรียบร้อยแล้ว ก็ได้เวลาไปดำน้ำดูหมู่ปลาและปะการังโดยเรือที่ผมไปด้วยมีสมาชิกแค่ 4 คนเท่านั้นเอง …
จุดแรกสำหรับทริปนี้คือที่อ่าวสุเทพ ที่นี่ผมบอกได้เลยว่า น้ำใสกว่าเดิมมากครับ เหล่าน้องปลาทั้งหลายก็ยังอยู่กันพร้อมหน้าพร้อมตา และที่สำคัญคือกัลปังหาต้นใหญ่สีสวยสดก็ยังคงความสมบูรณ์ราวกับว่าไม่เคยมีเหตุการณ์ร้ายเกิดขึ้นมาก่อน
ผมใช้เวลาอยู่ที่อ่าวสุเทพประมาณครึ่งชั่วโมง หลังจากนั้นก็ไปต่อกันที่เกาะมังกร … ที่นี่ก็เช่นกันครับ น้ำใส ปลาเยอะ แต่ที่นี่ผมเห็นร่องรอยความเสียหายบ้างเล็กน้อย คือปะการังบางส่วนแตกหัก และบางส่วนก็เห็นว่าพลิกขึ้นมาจากพื้นทราย แต่ก็ถือว่าเป็นความเสียหายที่ไม่มากนัก
กลับจากเกาะมังกร เราก็มาแวะดำที่หน้าหาดไม้งามอีกหนึ่งจุด เป็นจุดสุดท้ายของวันแรกนี้ … ที่หน้าหาดไม้งามนี้น้ำไม่ใสเหมือนที่อ่าวสุเทพและเกาะมังกร ฝูงปลาและปะการังก็ไม่เยอะและไม่สวยเท่า แต่ก็ถือว่าไม่ใช่เรื่องแปลก เพราะปกติจุดนี้ก็มักจะเป็นอย่างนี้อยู่แล้ว เพราะเป็นจุดที่มีเรือผ่านเข้าออกอยู่ตลอดเวลา แถมยังมีเศษขยะจากธรรมชาติจำพวกใบไม้แห้งอยู่พอสมควร ใต้น้ำก็เห็นมีขอนไม้อยู่บ้าง คาดว่าคงจะโดนคลื่นกวาดลงมาจากบนหาด

หลังจากขึ้นเกาะ เราอาบน้ำอาบท่าล้างตัวเรียบร้อยแล้ว ก็เดินเล่นแถวหน้าหาด กินลมชมวิวไปเรื่อย พอ 6 โมงครึ่งก็ได้เวลาอาหารเย็น มื้อเย็นมื้อแรกของผมเป็นข้าวราดหมึกผัดพริกแกง พร้อมไข่เจียว และซดน้ำแกงด้วยแกงจืดวุ้นเส้นเต้าหู้หมูสับ ตบท้ายก่อนนอนด้วยเบียร์ช้าง 1 กระป๋อง (ไม่กล้าดื่มเยอะ กลัวโดนช้างกระทืบ)
คืนวันนั้น ระหว่างที่ผมนั่งผึ่งพุงดูทีวีหลังอาหารอยู่ ก็ปรากฎว่าลมที่พัดจากทะเลเข้ามา ค่อยๆพัดแรงขึ้นเรื่อยๆ เป็นลมที่แรงมาก พัดมาเป็นพักๆ ถามพี่เจ้าหน้าที่เขาก็บอกว่า เป็นธรรมดา ไม่มีอะไรหรอก ฝนก็ไม่ตกหรอก เพราะลมพัดแรงอย่างนี้เดี๋ยวก็พัดเมฆฝนไปหมด รับรองฝนไม่ตกแน่นอน
ตอนเข้านอนคืนนั้น ลมก็ยังพัดแรงอยู่แทบทั้งคืน พัดมาแต่ละวูบ ผมก็สะดุ้งตื่นมาทุกที ที่กลัวน่ะคือกลัวฝนตกครับ เพราะเคยมีประสบการณ์ที่นี่มาแล้ว … นอนๆอยู่ดีดี ฝนตกลงมาหนักเลย ต้องวิ่งหนีไปนอนในโรงอาหารนู้นแน่ะ
แต่ทั้งคืนผ่านไป ก็ไม่มีฝนตกลงมาซักเม็ดเดียว เช้าวันต่อมาผมล้างหน้าล้างตาแล้วก็เริ่มวันใหม่ด้วยกาแฟ 1 ถ้วยพร้อมกับมาม่าหมูสับอีก 1 ซอง ก็เตรียมพร้อมที่จะออกไปลุยดำน้ำกันต่ออีกแล้ว
สำหรับวันนี้ จุดแรกที่พี่แมว(ไกด์ของบาราคูดา)จะพาพวกเราไปในวันนี้คืออ่าวจาก อ่าวที่ถือได้ว่าเป็นจุดดำน้ำห้าดาวของที่นี่ เราใช้เวลาที่อ่าวจากกันพอสมควรเนื่องจากที่นี่ยังมีแนวปะการังที่สมบูรณ์อยู่มาก อีกทั้งฝูงปลาก็ค่อนข้างหลากหลายทีเดียว
และจากโปรแกรมเดิมของเรา หลังจากอ่าวจากแล้วจะต้องไปต่อกันที่เกาะสตอร์ค แต่เช้าวันนั้นคลื่นลมแรงมาก เรือเล็กออกไปที่เกาะไม่ได้เลย เราเลยเปลี่ยนแผนไปดำกันต่อที่อ่าวแม่ยายแทน หลังจากนั้นก็กลับเข้าไปที่หาดไม้งามเพื่อพักผ่อนและจัดการกับมื้อกลางวันให้เรียบร้อยก่อนที่จะออกไปดำกันต่อในช่วงบ่าย
ในช่วงบ่ายของวันนี้ แผนของเราว่าจะไปดำกันที่เกาะตอรินลา อ่าวเต่า แล้วก็อ่าวผักกาด แต่หลังจากทานกลางวันกันเสร็จ ก็มีลมแรงมาอีกแล้ว ลมแรงมากๆคลื่นในทะเลก็แรงพอสมควร ทำให้ต้องเปลี่ยนแผนไปได้แค่แหลมแม่ยายเหนือ ที่ซึ่งพี่แมวบอกว่าที่นี่มีปลาการ์ตูนค่อนข้างเยอะ และก็เป็นจริงตามนั้นด้วย คือเราเห็นปลาการ์ตูนจากที่นี่ค่อนข้างมาก ทั้งปลาการ์ตูนส้มขาว ปลาการ์ตูนปานดำ ปลาการ์ตูนอินเดียนแดง ฯลฯ
หลังจากจุดนี้แล้ว เราไม่สามารถไปต่อที่ไหนได้ (ทั้งอ่าวเต่าและเกาะตอรินลา) เพราะคลื่นลมแรงมาก เราก็เลยหันหัวเรือมุ่งหน้าเข้าอ่าวบอนซึ่งเป็นที่อยู่ของชาวมอแกน

อ่าวที่ชาวมอแกนอาศัยกันอยู่ในทุกวันนี้เป็นอ่าวที่อยู่ถัดจากอ่าวเดิมที่เคยอยู่กัน เนื่องจากที่เก่าพื้นที่น้อยกว่า และส่วนหนึ่งก็โดนสึนามิทำลายไปแล้ว ทางการก็ให้ความช่วยเหลือด้วยการมาสร้างบ้านให้ใหม่ในอ่าวที่ถัดจากที่เดิมมาหน่อยนึง
บ้านที่สร้างให้เป็นบ้านมุงจากทั้งฝาบ้านและหลังคา ใต้ถุนบ้านเป็นใต้ถุนสูง มีทั้งหมด 51 ครัวเรือน อยู่กันหลังละประมาณ 2-3 คน แล้วแต่ครอบครัว โดยชาวมอแกนที่อยู่กันปัจจุบันนี้มีจำนวนเพิ่มขึ้นจากเมื่อก่อน เพราะส่วนหนึ่งก็ได้อพยพมาจากฝั่งพม่าบ้าง โดยอ้างว่ามาเยี่ยมญาติ และเมื่อเห็นว่าที่นี่ความเป็นอยู่ดีกว่าทางฝั่งนั้น ก็ย้ายมาอยู่ที่นี่ด้วย
จากเท่าที่สังเกตดู ประชากรส่วนใหญ่จะเป็นเด็กๆและหญิงสาวมากกว่าผู้ชาย คาดว่าเป็นเพราะผู้ชายนั้นต้องออกไปทำงาน(ส่วนหนึ่งไปช่วยงานของอุทยานฯ) บางส่วนก็ออกทะเล และเท่าที่รู้คือชุมชนมอแกนนี้อัตราการเกิดมีสูงก็จริง แต่อัตราการตายก็สูงด้วยเช่นกัน เพราะเหตุที่ยังไม่ค่อยมีความรู้ทางด้านแพทย์กันดีนัก เกิดการเจ็บไข้ได้ป่วยกันที ก็ต้องเดินทางขึ้นฝั่งโดยใช้เวลาไม่น้อยกว่า 2-3 ชม.ขึ้นไป

หลังจากเราเดินเล่นศึกษาชีวิตของชาวมอแกนได้ซักพักใหญ่ๆแล้ว พอคลื่นลมเริ่มเบาลง เราก็ออกเดินทางกลับยังหาดไม้งามอีกครั้ง ตอนที่กลับมาถึงครั้งแรก มองขึ้นไปบนฟ้า นอกจากลมแรงแล้วยังมีเมฆฝนอยู่กระจุกนึงด้วย และเย็นวันนั้นหลังจากทานข้าวกันเสร็จเรียบร้อย ก็ปรากฎว่าลมยังพัดแรงอยู่แทบทั้งคืน และมีทีท่าว่าจะแรงกว่าคืนวันก่อนด้วยซ้ำ
อ้อ .. ก่อนหน้านั้นตอนเย็นเราได้ข่าวว่ามีเรือโดยสารล่มที่จ.ภูเก็ตอีกด้วย เนื่องจากมีแรงกดอากาศสูงจากประเทศจีนแผ่กำลังลงมาปกคลุมประเทศไทย ทำให้ภาคเหนือหนาวลงฉับพลัน และภาคใต้ก็มีคลื่นลมรุนแรงกว่าปกติ
คืนนี้ทั้งคืน ลมแรงราวกับจะพังเต๊นท์ให้ได้ พัดมาแต่ละที ผมกลัวจริงๆ กลัวว่ามันจะหอบเอาเต๊นท์หลุดลอยปลิวไปด้วย แต่สุดท้ายคืนนั้นก็ผ่านไปได้ในที่สุด

เช้าวันสุดท้ายของเรา (6 มีนาคม) ขณะที่ผมยังนอนหลับสบายอยู่ในเต๊นท์ (เกือบ 7 โมงเช้าแล้ว) เสียงจากโทรโข่งของเจ้าหน้าที่ก็แว่วมาปลุกผม บอกว่าใครที่ต้องการจะกลับฝั่ง ต้องออกจากเกาะในเวลา 08.30 น.วันนี้เท่านั้น โดยต้องกลับไปกับเรือหลวง(ที่มาจอดรออยู่ใกล้ๆกับเกาะมังกร)
อ้าว … ตายละวา ผมดูนาฬิกา … นี่มันก็ 7 โมงเช้าแล้ว แสดงว่าผมมีเวลาอีกแค่ 1 ชม.ครึ่งเท่านั้น ผมก็รีบตื่นมาล้างหน้าล้างตา ซดกาแฟแล้วตามด้วยมาม่าต้มอีกถ้วยนึงก็รีบวิ่งกลับมาเก็บข้าวของ พร้อมทั้งเก็บเต๊นท์ให้เรียบร้อย
หลังจากนั้นก็นั่งเรือเล็กออกมาบริเวณใกล้ๆกับเกาะมังกร เพื่อถ่ายเรือไปขึ้นเรือหลวงที่ทางท่านหัวหน้าอุทยานฯได้วิทยุไปขอความช่วยเหลือให้มารับนักท่องเที่ยวไปส่งที่ฝั่ง เนื่องจากคลื่นลมรุนแรงมาก เรือเล็กออกจากฝั่งไม่ได้เลย
เรือที่มารับพวกเรา(ประมาณ 50 ชีวิต)วันนั้น คือเรือหลวงคำรณสินธุ เป็นเรือตรวจการขนาดไม่ใหญ่มาก (ไม่ใช่เรือรบโดยตรง) แต่ก็ถือว่าเป็นประสบการณ์ครั้งสำคัญในชีวิตของผมที่ได้ขึ้นไปอาศัยเรือหลวงกลับบ้าน พี่ๆทหารเรือทุกคนใจดีมากครับ อำนวยความสะดวกเราอย่างดี มีห้องพักให้อย่างสบาย ใครอยากอยู่ในห้องควบคุมก็สามารถ ใครอยากอยู่บริเวณดาดฟ้าก็สามารถ แถมยังมีน้ำ มีของว่างไว้ให้ทานเล่นกันอีกด้วย
เรือคำรณสินธุพาเรามาส่งที่บริเวณเกาะระ แล้วส่งต่อให้เรือของอุทยานฯมารับเรากลับเข้าฝั่งต่อโดยสวัสดิภาพ
(ต้องขอขอบพระคุณเรือหลวงคำรณสินธุ และลูกเรือทุกท่านมา ณ ที่นี้ด้วยครับ)

ผมกลับมาถึงฝั่งคุระบุรี พร้อมกับการฆ่าเวลานั่งรอรถทัวร์ด้วยการหวนรำลึกถึงความประทับใจในทริปเกาะสุรินทร์ในครั้งนี้ ทั้งประทับใจในตัวผู้คน ประทับใจในธรรมชาติสวยงาม ประทับใจในน้ำใจที่ได้รับจากพี่ๆบนร.ล. และที่สำคัญที่สุด … สิ่งที่ได้รับทุกครั้งจากการเดินทางมาที่เกาะแห่งนี้ คือธรรมชาติใต้น้ำที่สวยงามเพียงแค่คุณว่ายน้ำเป็นเท่านั้น คุณก็สามารถชื่นชมความงามในระดับที่ติดอันดับโลกได้แล้ว

หมู่เกาะสุรินทร์ในวันนี้ … ยังสวยงามอยู่ในใจของผมเสมอครับ



Create Date : 21 ตุลาคม 2548
Last Update : 21 ตุลาคม 2548 14:57:54 น. 6 comments
Counter : 254 Pageviews.

 
มีรูปประกอบไหมครับ......ป๋มอยากเห็นรูปสวยๆอ่ะ


โดย: ครีเอทีฟ หัวเห็ด วันที่: 21 ตุลาคม 2548 เวลา:17:22:29 น.  

 

รูปมี แต่แปะไม่เป็น อิอิ รอเข้าคอส อยู่ กร๊ากกกก

ล้อเล่นค่ะ เด่วน้าว่างคงแปะให้ดูเร็วๆนี้จ๊ะ

(หน้าแมว + เลขา ให้น้า)


โดย: -`๏’- Sunsnow -`๏’- วันที่: 22 ตุลาคม 2548 เวลา:0:08:37 น.  

 
เหอ เหอ .. ยังแปะรูปไม่เป็นจริงๆครับ
เอาลิงค์กระทู้ให้ดูละกัน

http://www.tripandtrek.com/webboard/show.php?Category=&No=1158
http://www.tripandtrek.com/webboard/show.php?Category=&No=1159


โดย: debby the gunner วันที่: 25 ตุลาคม 2548 เวลา:16:10:28 น.  

 
ชอบอ่านทุกเรื่องที่เกี่ยวกับเกาะสุดรักค่ะ


โดย: ป้านิด IP: 80.128.209.87 วันที่: 20 พฤศจิกายน 2548 เวลา:9:07:38 น.  

 
อยากไปบ้างจัง


โดย: ก้อย IP: 203.152.33.134 วันที่: 1 กุมภาพันธ์ 2549 เวลา:15:18:39 น.  

 
เล่าเหมือนไปคนเดียวมากเลย ทั้งๆที่...


โดย: เราเอง IP: 202.57.137.157 วันที่: 20 สิงหาคม 2550 เวลา:7:55:58 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ

debby the gunner
Location :
กรุงเทพ Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed

ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




Nothing's gonna change my world.
Friends' blogs
[Add debby the gunner's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.