ความดับลงแห่งกองทุกข์ มีได้เพราะการดับไปแห่งความเพลิน
Group Blog
 
<<
พฤษภาคม 2554
 
1234567
891011121314
15161718192021
22232425262728
293031 
 
26 พฤษภาคม 2554
 
All Blogs
 

น้ำติดก้นกะลา




น้ำติดก้นกะลา


..........“ราหุล! เธอเห็นน้ำที่เหลืออยู่นิดหนึ่งที่ก้นภาชนะนี้หรือ ? ”

“เห็นแล้ว พระเจ้าข้า!”

..........“ราหุล! นักบวชที่ไม่มีความละอายในการแกล้งกล่าวเท็จ ทั้งที่รู้อยู่ว่าเป็นเท็จ ก็ มีความเป็นสมณะนิดเดียว เหมือนน้ำที่เหลืออยู่ที่ก้นภาชนะนี้ฉันนั้น”.

พระผู้มีพระภาคเจ้า ทรงสาดน้ำนั้นเทไป (ด้วยอาการที่น้ำจะเหลือติดอยู่ได้น้อยที่สุดเป็นธรรมดา)แล้วตรัสว่า :

..........“ราหุล! เธอเห็นน้ำที่ถูกสาดเทไปแล้ว มิใช่หรือ ?”

“เห็นแล้ว พระเจ้าข้า!”

..........“ราหุล! นักบวช ที่ไม่มีความละอายในการแกล้งกล่าวเท็จ ทั้งที่รู้อยู่ว่าเป็นเท็จ ก็มีความเป็นสมณะ เหลืออยู่น้อย เหมือนน้ำ ที่สักว่าเหลือติดอยู่ตามภาชนะ (หลังจากที่สาดเทออกไปแล้วโดยแรง) นี้ ฉันนั้น”.

พระผู้มีพระภาคเจ้า ทรงคว่ำภาชนะน้ำนั้นแล้ว ตรัสว่า :

..........“ราหุล! เธอเห็นภาชนะที่คว่ำอยู่แล้วนี้ มิใช่หรือ ? ”

“เห็นแล้ว พระเจ้าข้า!”

..........“ราหุล! นักบวชที่ ไม่มีความละอายในการแกล้งกล่าวเท็จ ทั้งที่รู้อยู่ว่าเป็นเท็จ ก็ มีความเป็นสมณะ เท่ากับน้ำที่เขาคว่ำภาชนะเสียแล้ว อย่างนี้ฉันนั้น”.

พระผู้มีพระภาคเจ้า ทรงหงายภาชนะนั้นขึ้นมาดูแล้ว ตรัสว่า :

..........“ราหุล! เธอเห็นภาชนะอันว่างจากน้ำนี้แล้ว มิใช่หรือ ? ”

“เห็นแล้ว พระเจ้าข้า!”

..........“ราหุล! นักบวช ที่ไม่มีความละอายในการแกล้งกล่าวเท็จ ทั้งที่รู้อยู่ว่าเป็นเท็จ ก็ มีความเป็นสมณะ เท่ากับความว่างเปล่าของน้ำในภาชนะนี้ ฉันนั้นเหมือนกัน ..ฯลฯ..”

..........“ราหุล! เรากล่าวว่า กรรมอันลามกหน่อยหนึ่ง ซึ่งนักบวชที่ไม่มีความละอายในการแกล้งกล่าวเท็จ ทั้งที่รู้อยู่ว่าเป็นเท็จ จะทำไม่ได้ หามีไม่.เพราะฉะนั้น ในเรื่องนี้ เธอทั้งหลาย พึงสำเหนียกใจไว้ว่า

“เราทั้งหลายจักไม่กล่าวมุสา แม้แต่เพื่อหัวเราะกันเล่น” ดังนี้.

..........ราหุล! เธอทั้งหลายพึงสำเหนียกใจไว้อย่างนี้”.

..........“ราหุล! กระจกเงา๑มีไว้สำหรับทำอะไร ?

“ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ! กระจกเงามีไว้สำหรับส่องดู พระเจ้าข้า!”

..........“ราหุล! กรรมทั้งหลาย ก็เป็นสิ่งที่บุคคลควรสอดส่องพิจารณา ดูแล้ว ๆ เล่า ๆ เสียก่อน จึงทำลงไปทางกาย, ทางวาจา, หรือทางใจฉันเดียวกับกระจกเงานั้นเหมือนกัน.”




 

Create Date : 26 พฤษภาคม 2554
31 comments
Last Update : 27 พฤษภาคม 2554 8:54:44 น.
Counter : 3224 Pageviews.

 


1. ถามเรื่อง ชาคริยานุโยค ตามพระสูตร นี้น่ะครับ ก็คือว่า...

[ธรรมเป็นส่วนสุดรอบ คือ ชาคริยานุโยค เป็นไฉน?

ภิกษุในธรรมวินัยนี้ ย่อมชำระจิตให้บริสุทธิ์จากธรรมทั้งหลายอันเป็นเครื่องกั้นกาง ด้วยการเดิน การนั่งตลอดวัน ย่อมชำระจิตให้บริสุทธิ์จากธรรมทั้งหลายอันเป็นเครื่องกั้นกาง ด้วยการเดินการนั่งตลอดปฐมยามแห่งราตรี ย่อมสำเร็จสีหไสยา (นอนอย่างราชสีห์) โดยข้างเบื้องขวา ซ้อนเท้าเหลื่อมเท้า มีสติสัมปชัญญะใส่ใจถึงสัญญาในความลุกขึ้น ตลอดมัชฌิมยามแห่งราตรี กลับลุกขึ้นแล้ว ชำระจิตให้บริสุทธิ์จากธรรมทั้งหลายอันเป็นเครื่องกั้นกาง ด้วยการเดิน การนั่งตลอดปัจฉิมยามแห่งราตรี

พิจารณาถึงความอยู่แห่งบุคคลผู้มีราตรีเดียวเจริญ ชื่อว่าประพฤติในธรรมเป็นส่วนสุดรอบคือชาคริยานุโยคในภายใน ย่อมไม่ทำลายชาคริยานุโยคอันเป็นเขตแดน นี้ชื่อว่า ธรรมเป็นส่วนสุดรอบคือชาคริยานุโยค เพราะเหตุนั้น จึงชื่อว่า ภิกษุ ... มีสติ ประพฤติในธรรมเป็นส่วนสุดรอบ.]


...คือ ไม่เข้าใจว่าเป็นยังไง แต่ที่ฟัง พระอาจารณ์ คึกฤทธิ์ บอก หลังฉัน ให้เดินสลับนั่ง อะไรประมาณนี้ มันอยู่พระสูตรไหน เจอแต่พระสูตรนี้ แต่ งงทั้งหมดเลยว่า หมายความว่ายังไง...

1.1 เช่น [ตลอดปฐมยามแห่งราตรี] คือ ตั้งแต่เวลาไหนถึงกี่โมง และ [สำเร็จสีหไสยา (นอนอย่างราชสีห์) โดยข้างเบื้องขวา ซ้อนเท้าเหลื่อมเท้า] คือนอนตอนไหน เวลากลางคืน เหมือนปกติหรือครับ แล้ว ทำไมต้อง ตะแคงขวา แล้วมันจะหลับได้หรือครับ แล้วทำไมต้อง [มีสติสัมปชัญญะใส่ใจถึงสัญญาในความลุกขึ้น ตลอดมัชฌิมยามแห่งราตรี] อ้าว ก็จะนอนหลับพักผ่อน แล้วทำไมต้อง [ใส่ใจถึงสัญญาในความลุกขึ้น] แล้ว อะไรคือ [ชำระจิตให้บริสุทธิ์จากธรรมทั้งหลายอันเป็นเครื่องกั้นกาง] หมายความว่าอะไรครับ...

1.2 แล้ว (ชาคริยานุโยค) คือ การปฏิบัติเพื่อจุดประสงค์พิเศษอะไร หรือครับ แล้วเกี่ยวกับ ธุดงค์วัตร หรือเปล่า หรือว่า ถ้าต้องการ เคร่งจะต้องทำแบบที่ พระพุทธองค์ทรงแนะนำแบบนี้ และทำแล้ว จะได้บรรลุเร็ว อะไรประมาณนี้ หรือครับ...?????...

2. จิตแต่ละดวง ที่เกิดขึ้นดับไป นั้นความเร็วของมันคงที่ ใช่ไหมครับ หรือว่าไม่ใช่ คือบางช่วงทำงานเร็ว บางช่วงทำงานช้า เช่นเราใช้ความคิดอะไรหรือทำอะไรที่ต้องแยกสมองมากๆ จิตจะทำงานเร็วหรือมาก หรือ เข้าสมาธิ ขั้นสูง จิตจะทำงานช้าลง หรือว่า คงที่ตลอด เช่น ใน 1 นาที มีจิตเกิดดับ กี่ดวง ก็คงที่แน่นอนตายตัวแบบนั้น น่าจะใช่มากว่า ใช่ไหมครับ...แล้วตามที่ฟังมาว่า จิต 1 ดวง มีอายุ แสนโกฏขณะนั้น มีบอกในพุทธวจณ ใหมครับ ถ้าไม่มีแล้ว จิต 1 ดวง มีอายุประมาณเท่าไหร่ มีบอกใว้ไหมครับ...??

3. เพิ่งฟังมามีอีกอย่างที่ เข้าใจผิดมาตลอดอีกแล้ว ที่ บอกว่า การอุทิตส่วนกุศลนั้น การที่ผู้รับจะได้รับหรือไม่ ต้องรอให้ผู้รับ อนุโมทนาเสียก่อน จึงจะได้ อันนี้ พระอาจารณ์ บอกว่า ไม่มีใน พุทธวจณ หรือครับ คือไม่ได้มีบอกว่า (ต้องรอไห้ผู้รับ อนุโมทนาเสียก่อน) อ้าวแล้วถ้างั้น เราอุทิตส่วนกุศลไปให้เปรต แล้ว เขาจะได้รับยังไง มีพลังลึกลับทีมองไม่เห็น แผ่ซ่าน ไปถึง โดยที่ผู้รับไม่รู้ อะไรประมาณนี้หรือครับ 555 งงตึ๊บ !!!....?

...เพราะถ้าเป็นลักษณะที่ว่า ผู้รับอนุโมทนาด้วย ก็คือ ยินดีด้วยในการ ทำกุศล ก็คือ เป็น ๑ ใน บุญกริยาวัตถุ ๑๐ คือ (อนุโมทนามัย) ก็ต้องเป็นแบบนี้ ไม่ใช่หรือครับ แล้วทำไม พระอาจารณ์ ถึงบอกว่าไม่มีบอกใน พุทธวจณ ว่า (ต้องรอให้ผู้รับ อนุโมทนาเสียก่อน จึงจะได้รับบุญที่ อุทิตไปให้) ตกลงเป็นยังไงครับ...?

4. ข้อนี้ดูเหมือนเป็นเรื่องง่ายๆ ได้ยินได้ฟังกันมานานแล้ว แต่พอดูรายละเอียดกลับ งงมากเลยคือ เรื่องการ (อุทิตบุญกุศล) และ การ (แผ่เมตตา) มันใช่อย่างเดียวกันไหมครับ เพิ่งฟัง พระอาจารณ์ ยกพระสูตรมาประมาณว่า...

(((...วาเสฏฐะ ถ้าภิกษุ สงัดจากกาม และ อกุศลธรรมทั้งหลาย หรือว่าสงัดจากนิวรณ์ทั้งหลาย มีปีติ และ สุข อันเกิดจากวิเวก แล้วแลอยู่ เธอทำจิตประกอบพร้อมไปด้วยเมตตา แผ่ไปทิศที่ ๑ ที่๒ ที่๓ ที่๔ แผ่ไปตลอดโลกทั้งปวง...แล้วก็อุปมาเหมือน คนเป่าสังข์ผู้มีกำลัง...)))

...แต่ผมหาเจอแต่พระสูตร นี้ตัดเฉพาะตอนนี้มาคือ...

[เมื่อเธอพิจารณาเห็นนิวรณ์ ๕ เหล่านี้ ที่ละได้แล้วในตน ย่อมเกิดปราโมทย์ เมื่อปราโมทย์แล้ว ย่อมเกิดปิติ เมื่อมีปิติในใจ กายย่อมสงบ เธอมีกายสงบแล้วย่อมได้เสวยสุข
เมื่อมีสุข จิตย่อมตั้งมั่น

เธอมีใจประกอบด้วยเมตตา แผ่ไปตลอดทิศหนึ่งอยู่ ทิศที่สอง ที่สามที่สี่ ก็เหมือนกัน ตามนัยนี้ ทั้งเบื้องบน เบื้องล่าง เบื้องขวาง แผ่ไปตลอดโลก ทั่วสัตว์ทุกเหล่าในทุกสถาน ด้วยใจประกอบด้วยเมตตาอันไพบูลย์ ถึงความเป็นใหญ่ หาประมาณมิได้ไม่มีเวร ไม่มีความเบียดเบียนอยู่

คนเป่าสังข์ผู้มีกำลัง พึงยังบุคคลให้รู้แจ้งทั้งสี่ทิศ โดยไม่ยากเลย ฉันใด กรรมที่ทำพอประมาณอันใดในเมตตาเจโตวิมุตติ ที่บุคคลอบรมแล้วอย่างนี้ กรรมนั้นจะไม่เหลือ ไม่ตั้งอยู่ในรูปาพจรและอรูปาพจรนั้นฉันนั้นเหมือนกัน ดูกรวาเสฏฐะ แม้นี้แล ก็เป็นทางเพื่อความเป็นสหายแห่งพรหม.]

(((...มีอีกหลายสูตรที่เกี่ยวข้องกับแผ่เมตตาเช่น...)))

ครั้งนั้น พระผู้มีพระภาคทรงแผ่เมตตาจิตไปสู่ช้างนาฬาคิรีลำดับนั้น ช้างนาฬาคิรีได้สัมผัสพระเมตตาจิตของพระผู้มีพระภาคแล้ว ลดงวงลงแล้วเข้าไปทางพระผู้มีพระภาค แล้วได้ยืนอยู่ตรงพระพักตร์พระผู้มีพระภาคขณะนั้น พระผู้มีพระภาคทรงยกพระหัตถ์ขวาลูบกระพองช้างนาฬาคิรี พลางตรัสกะช้างนาฬาคิรี ด้วยพระคาถา ว่าดังนี้:

[๓๗๙] ดูกรกุญชร เจ้าอย่าเข้าไปหาพระพุทธนาค เพราะการเข้าไปหาพระพุทธนาคด้วยวธกะจิตเป็นเหตุแห่งทุกข์ ผู้ฆ่าพระพุทธนาคจากชาตินี้ไปสู่ชาติหน้าไม่มีสุคติเลย เจ้าอย่าเมา และอย่าประมาท เพราะคนเหล่านั้น เป็นผู้ประมาทแล้ว จะไปสู่สุคติไม่ได้ เจ้านี่แหละ จักทำโดยประการที่จักไปสู่สุคติได้ ฯ

[๓๘๐] ลำดับนั้น ช้างนาฬาคิรีเอางวงลูบละอองธุลีพระบาทของพระผู้มี พระภาคแล้วพ่นลงบนกระหม่อม ย่อตัวถอยออกไปชั่วระยะที่แลเห็นพระผู้มี พระภาค ไปสู่โรงช้างแล้วได้ยืนอยู่ณ ที่ของตน

###################

เรื่องภิกษุถูกงูกัด

[๒๖] สมัยต่อมา ภิกษุรูปหนึ่งถูกงูกัดถึงมรณภาพ ภิกษุทั้งหลาย กราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาค พระผู้มีพระภาค ... ตรัสว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุรูปนั้นไม่ได้แผ่ เมตตาจิตไปสู่ตระกูลพญางูทั้ง ๔ เป็นแน่ เพราะถ้าภิกษุรูปนั้นแผ่เมตตาจิตไปสู่ตระกูลพญางูทั้ง ๔ ภิกษุรูปนั้นจะไม่พึงถูกงูกัดถึงมรณภาพ ตระกูลพญางูทั้ง ๔ อะไรบ้าง คือ

๑. ตระกูลพญางูวิรูปักขะ
๒. ตระกูลพญางูเอราปถะ
๓. ตระกูลพญางูฉัพยาปุตตะ
๔. ตระกูลพญางูกัณหาโคตมกะ

ภิกษุรูปนั้นไม่ได้แผ่เมตตาจิตไปสู่ตระกูลพญางูทั้ง ๔ นี้เป็นแน่ เพราะถ้า ภิกษุนั้นแผ่เมตตาจิตไปสู่ตระกูลพญางูทั้ง ๔ นี้ ภิกษุนั้นจะไม่พึงถูกงูกัดถึงมรณภาพ ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาตให้แผ่เมตตาจิตไปสู่ตระกูลพญางูทั้ง ๔ นี้ เพื่อคุ้มครองตน เพื่อรักษาตน เพื่อป้องกันตนก็แล พึงทำการแผ่อย่างนี้:

####################

4.1..คืออยากถามว่า การ (อุทิตบุญกุศล) และ การ (แผ่เมตตา) ใช่อย่างเดียวกันไหมครับ แล้วการ แผ่เมตตา ต้องอยู่ อย่างน้อย ใน ฌาณขั้นที่ 1 ขึ้นไป ใช่ไหม คือถ้า ไม่เข้าฌาณที่ 1 ก็ แผ่เมตตาไม่ได้ หรือครับ...

4.2...แล้ว (แผ่เมตตา)ต้องตั้งเจตนา ยังไง เหมือนที่ท่องกันทั่วๆไปหรือเปล่าเช่น (ขอสัพสัตว์ทั้งหลายจงเป็นสุขเป็นสุขเถิด อย่าได้มีเวรต่อกันและกันเลยเลย ) แบบนี้ หรือครับ...

4.3...แล้วพอ แผ่เมตตา ออกไป มันจะมี อะไรออกไป บุญ หรือว่า เมตตาจิต ของเราที่มันจะเป็น พลังอำนาจ หรือพลังงาน ที่แผ่ซ่านไปแบบนี้หรือครับ แล้ว แผ่ไปทั่วไม่มีประมาณ แล้ว คนที่รับ จะไปรู้ได้ไง ครับ ว่าเรา แผ่เมตตา ออกไป...แล้วที่ พระผู้มีพระภาคทรงแผ่เมตตาจิตไปสู่ช้างนาฬาคิรี นั้น เป็นเมตตา แบบเดียวกันไหม แล้วเราทั่วๆไป ก็ทำได้ไหมครับหรือว่า เป้นอำนาจ คนละแบบ...งงจริงๆ !!!...???

(((...มีอีกสูตร นึง ตัดตอนมา เพราะหาไม่ค่อยเจอตามที่ต้องการ คือ...)))

[ มีใจประกอบด้วย กรุณา ประกอบด้วย มุทิตา ประกอบด้วย อุเบกขา แผ่ไปตลอดทิศหนึ่งอยู่ ทิศที่ ๒ ที่ ๓ ที่ ๔ ก็เหมือนกัน ตามนัยนี้ ทั้งเบื้องบน เบื้องล่างเบื้องขวาง แผ่ไปตลอดโลก ทั่วสัตว์ทุกเหล่า ในที่ทุกสถานด้วยใจประกอบด้วยอุเบกขาอันไพบูลย์ ถึงความเป็นใหญ่ หาประมาณมิได้ไม่มีเวร ไม่มีความเบียดเบียนอยู่ เธอเจริญ ]

4.4...นี่ไง มีทั้ง 4 เลย แผ่ เมตตา กรุณา มุทิตา อุเบกขา ถ้างั้นมันจะเกี่ยวอะไรกับการ เจริญ พรหมวิหาร ๔ หรือครับ แล้วไม่เห็นได้ยินว่า แผ่กรุณา แผ่มุทิตา แผ่อุเบกขา บ้างเลย หรือว่า เมตตา ดีที่สุด เลยเน้น แผ่เมตตา แต่ อุเบกขา ยิ่ง งง เข้าไปไหญ่ แผ่ยังไง แผ่อุเบกขา 5555 ...สรุปแล้ว เรื่องการแผ่เมตตา งงทั้งเรื่องเลยครับ งงทั้งคณะ ครับท่าน 555 เฮ้อออออออ...ช่วยอธิบายไห้ฟังหน่อย เอาเท่าที่ คุณนนท์ พอเข้าใจก็แล้วกันนะครับ !!!...?????

5...(((...ตามพุทธวจณที่ว่า...)))

{ ดูกรภิกษุทั้งหลาย นิพพานธาตุ ๒ ประการนี้ ๒ ประการเป็นไฉน คือ สอุปาทิเสสนิพพานธาตุ ๑ อนุปาทิเสสนิพพานธาตุ ๑

ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็สอุปาทิเสสนิพพานธาตุเป็นไฉน ภิกษุในธรรมวินัยนี้ เป็นพระอรหันตขีณาสพ อยู่จบพรหมจรรย์ ทำกิจที่ควรทำเสร็จแล้ว ปลงภาระลงได้แล้ว มีประโยชน์ของตนอันบรรลุแล้ว มี สังโยชน์ในภพนี้สิ้นรอบแล้ว หลุดพ้นแล้วเพราะรู้โดยชอบ

ภิกษุนั้นย่อมเสวยอารมณ์ทั้งที่พึงใจและไม่พึงใจ ยังเสวยสุขและทุกข์อยู่ เพราะความที่อินทรีย์ ๕เหล่าใดเป็นธรรมชาติไม่บุบสลาย อินทรีย์ ๕ เหล่านั้นของเธอยังตั้งอยู่นั่นเทียว ดูกรภิกษุทั้งหลาย ความสิ้นไปแห่งราคะ ความสิ้นไปแห่งโทสะ ความสิ้นไปแห่งโมหะ ของภิกษุนั้น นี้เราเรียกว่า สอุปาทิเสสนิพพานธาตุ

ดูกรภิกษุทั้งหลายก็ อนุปาทิเสสนิพพานธาตุ เป็นไฉน ภิกษุในธรรมวินัยนี้ เป็นพระอรหันตขีณาสพอยู่จบพรหมจรรย์ ทำกิจที่ควรทำเสร็จแล้ว ปลงภาระลงได้
แล้ว มีประโยชน์ของตนอันบรรลุแล้ว มีสังโยชน์ในภพสิ้นรอบแล้ว หลุดพ้นแล้วเพราะรู้โดยชอบ เวทนาทั้งปวงในอัตภาพนี้แหละของภิกษุนั้น เป็นธรรมชาติอันกิเลสทั้งหลายมีตัณหาเป็นต้นให้เพลิดเพลินมิได้แล้ว จัก (ดับ) เย็น

ดูกรภิกษุทั้งหลาย นี้เราเรียกว่า อนุปาทิเสสนิพพานธาตุ ดูกรภิกษุทั้งหลาย นิพพานธาตุ ๒ ประการนี้แล ฯ }

#################

5.1 ...คือฟังพระอาจารณ์ คึกฤทธิ์ บอกว่า ถ้าละ ความเพลิน คือ ตัดได้ตั้งแต่ เวทนา ตัณหา อุปาทาน ลงมา เป็น (สอุปาทิเสสนิพพานธาตุ) แต่ถ้าใคร ตัด ได้ที่ ผัสสะ คือวิญญาณ กระทบปุ๊บ วางปั๊บๆ พอผัสสะเกิดวางเลย เวทนายังไม่ทันเกิด พอบรรลุ ก็จะเป็นแบบ (อนุปาทิเสสนิพพานธาตุ)

...อยากถามว่า พอดับที่ผัสสะ เช่น มรรควิธี (สักแต่ว่า) พอ สักแต่ว่า ไปเรื่อยๆ แล้ว จิตจะไปอยุ่ที่ไหน ก็คือไม่ได้อยู่ที่ไหนเลย คือหนีไปเรื่อยๆ หนีแบบอุดตลุดเลย ใช่ไหมครับ แล้วพอหนีคล่องแล้ว ให้เราเห็นเกิดดับ หรือว่า ให้อาศัย วิเวก อาศัย วิราคะ อาศัย นิโรธ น้อมไปเพื่อ โวสัคคะ ปล่อยวางจิตเลยครับ เพราะว่า ถ้า สักแต่ว่า เพื่อไห้เห็นเกิดดับ ก็ไห้เห็นเกิดดับเลย ไม่ดีกว่าหรือ จะสักแต่ว่า ไปทำไม หรือคนละมรรควิธีกัน แล้วมันเชื่อมโยงกันยังไงครับ หรือว่า ใช้ได้ทั้งหมด แล้วแต่จะพลิกแพลง...?

5.2 ...(สอุปาทิเสสนิพพานธาตุ) กับ (อนุปาทิเสสนิพพานธาตุ) ทำไมต้องมีคำว่า ธาตุ ต่อท้าย ครับ หรือเพื่อให้เห็นว่า ทุกสิ่งก็เป็นธาตุต่างๆตามธรรมชาติ...??

5.3 ...แล้วที่บอกว่า { ดูกรภิกษุทั้งหลาย ความสิ้นไปแห่งราคะ ความสิ้นไปแห่งโทสะ ความสิ้นไปแห่งโมหะ ของภิกษุนั้น } เห้นไหมครับ พระอรหันต์ ไม่มี (ราคะ โทสะ โมหะ) แล้ว วันนั้น ฟัง บอกว่า คุณ สมบัติ อย่างหนึ่ง ของพระอรหันต์ คือ จะเห็น (ราคะ โทสะ โมหะ) ตั้งแต่ เกิดขึ้น ตั้งอยู่ ดับไป แล้วจะไปเห็นได้ยังไง เพราะ พระอรหันต์ ไม่มี (ราคะ โทสะ โมหะ) แล้วไงครับ...???

6 ...ตอนนั้น ที่เคยถามไปว่า โสดาบัน (ทุกข์จะดับไปทุกขั้นตอนแห่งการกระทำ) คืออะไร เพราะถ้า แค่ไม่มีความทุกข์อันเกิดจากการล่วงศีล๕ หรือไม่ทุกข์เพราะเกี่ยวเนื่องด้วย วัตโกตูลมงคล หรือ สังโยชน์๓ มันก็มีความทุกข์ จาก กิเลส ราคะ โทสะ โมหะ ตัวอื่นๆอีกเยอะอยู่ดี เพราะฉะนั้น มันจะหมายความว่าอะไร ที่ว่า (ทุกข์จะดับไปทุกขั้นตอนแห่งการกระทำ) เพราะยังไม่เข้าใจอยู่ดีครับ...?

7 ...อยากถามว่า (โสดาปัตติมรรค สกทาคามิมรรค อนาคามิมรรค อรหัตมรรค) เป็นใครครับ เช่น (โสดาปัตติมรรค) คือผู้ที่กำลัง เปลื่ยนความเห็น ไปสู่ความเป็นโสดาบัน ใช่หรือไม่ และ (อรหัตมรรค) คือ ผู้ที่ยังไม่ได้บรรลุ อรหันต์ แต่กำลังปฏิบัติ ไปสู่ความเป็นพระ อรหันต์ แบบนี้หรือครับ หรือว่ายังไงครับ...?

(((...หามาได้ 2 พระสูตร แต่ไม่รุ้ว่า เป็น พุทธวจณ หรือเปล่า ก็คือ...)))

####################

แม้บุคคลผู้เจริญ โสดาปัตติมรรค ย่อมเว้นขาดกามอันให้ไปสู่อบายโดยการตัดขาด

แม้บุคคลผู้เจริญ สกทาคามิมรรค ย่อมเว้นขาดกามส่วน
หยาบโดยการตัดขาด

แม้บุคคลผู้เจริญ อนาคามิมรรค ย่อมเว้นขาดกามอันเป็นส่วนละเอียดโดยการตัดขาด

แม้บุคคลผู้เจริญ อรหัตมรรค ย่อมเว้นขาดกามโดยอาการทั้งปวง โดยประการทั้งปวงหมดสิ้น มิได้มีส่วนเหลือ โดยการตัดขาด

####################

[๑๘๐] คำว่า ย่อมเป็นผู้ถึงฝั่ง ไม่กลับมา เป็นผู้คงที่ มีความว่า อมตนิพพาน เรียกว่าฝั่ง ได้แก่ธรรมเป็นที่สงบแห่งสังขารทั้งปวง เป็นที่สละคืนอุปธิทั้งปวง เป็นที่สิ้นตัณหา ความสำรอก ความดับ ความออกจากตัณหาเป็นเครื่องร้อยรัด. ผู้ใดไปถึงฝั่ง บรรลุฝั่งแล้ว ไปถึงส่วนสุด บรรลุส่วนสุดแล้ว ไปถึงที่สุด บรรลุที่สุดแล้ว ฯลฯ ภพใหม่มิได้มีแก่ผู้นั้น เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า เป็นผู้ถึงฝั่ง.

คำว่า ย่อมไม่กลับ คือ กิเลสเหล่าใด อันอริยบุคคลละแล้ว
ด้วย (โสดาปัตติมรรค) อริยบุคคลนั้นย่อมไม่ถึงอีก ไม่กลับถึง ไม่กลับมาสู่กิเลสเหล่านั้น

กิเลสเหล่าใดอันอริยบุคคลละแล้วด้วย (สกทาคามิมรรค) อริยบุคคลนั้น ย่อมไม่ถึงอีก ไม่กลับถึง ไม่กลับมาสู่กิเลสเหล่านั้น

กิเลสเหล่าใดอันอริยบุคคลละแล้วด้วย (อนาคามิมรรค) อริยบุคคลนั้น ย่อมไม่ถึงอีก ไม่กลับถึง ไม่กลับมาสู่กิเลสเหล่านั้น

กิเลสเหล่าใดอันอริยบุคคลละแล้วด้วย (อรหัตมรรค) อริยบุคคลนั้นย่อมไม่ถึงอีก ไม่กลับถึง ไม่กลับมาสู่กิเลสเหล่านั้น เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่าย่อมเป็นผู้ถึงฝั่ง ไม่กลับมา.

####################

8. ...ที่บอกประมาณว่า (คุมลิ้นอย่างเดียว คุมอีก ๔ อายตนะได้เลย จะละสังโยชน์ ชนิดที่จะเป็นเหตุให้มาสู่โลกนี้ได้อีกย่อมไม่มี) คือจะบรรลุได้ถึง อนาคามีเลย
ก็เลยอยากถามว่า แค่เรื่องอาหาร เช่นเห็นความเป็น ปฏิกูล และเบื่อหน่ายแบบนี้ หรือครับ จะทำไห้ได้ ถึง อนาคามี แล้วมันจะเป็นไปได้ยังไง เช่น ถ้าหมดกิเลสเรื่องอาหาร มันก็มีกิเลสเรื่องอื่นๆได้อีกตั้งเยอะ...

...เช่น หมดกิเลสเรื่อง อยากกินอาหารอร่อยๆ เวลา เห็น อาหาร ได้ยินพูดเรื่อง อาหาร ได้กลิ่นอาหาร มันก็เฉพาะ อาหาร แล้วถ้าเห็นรถสวยๆ บ้านสวยๆ แล้วอย่างอื่นอีกเยอะแยะ ในโลกนี้ล่ะ เพราะฉะนั้น ที่บอกว่า (คุมลิ้นอย่างเดียว คุมอีก ๔ อายตนะได้เลย จะละสังโยชน์ ชนิดที่จะเป็นเหตุให้มาสู่โลกนี้ได้อีกย่อมไม่มี ) ก็เลย งง ว่า แค่เห็นความเป็นปฏิกูลในอาหาร มันจะเป็นตัวแทน กิเลสตัวอื่นๆได้เลยหรือครับ เพราะ กิเลสก็มีอีกเยอะแยะ ไม่ได้มีเฉพาะ อาหาร...ไม่งั้น คนที่เบื่ออาหาร ก็ไกล้จะบรรลุ อนาคามีแล้วสิครับ 555..ตกลงเป้นไงครับ ขอความกระจ่างแจ่ม ...??



9 ...ฟัง พระอาจารณ์ คึกฤทธิ์ ตอบปัญหาว่า (ปกติ จิตดวงหนึ่งเกิดขึ้น ดวงหนึ่งดับไป แต่พอมาเรื่องการทำสมาธิ พระพุทธเจ้าจะตรัสว่า ขณะที่เข้า ฌาณที่ ๑ไป ฌาณ๒ ฌาณ๓ ฌาณ๔ ขึ้นไป อากาสานัญจายตะ ขึ้นไป เรื่อยๆ พระองค์จะเรียกว่าว่า สัญญาอย่างหนึ่งเกิดขึ้น สัญญาอย่างหนึ่งดับไป ไม่ได้พูดว่า จิตดวงหนึ่งเกิดขึ้น จิตดวงหนึ่งดับไป นั่นคือจิตยังเป็นอันเดิม แต่เลื่อนไหลไปในธรรมชาติ คือ สัญญา ซึ่งมีประมาณมาก สังขารก็มีประมาณมาก สิ่งที่ดับไปคือ สัญญา สังขาร ที่ดับไป เปลื่ยนไป แต่จิตยังคงที่ คงตัว คงเดิม จิตยังไม่ได้ดับไม่แต่เลื่อนไหลไปในอารมณ์ที่ละเอียดขึ้น)

...งงเลยครับ ว่า จิตในสมาธิที่อธิบายนี้ คงที่ คงตัว คงเดิม ยังไง เพราะ สัญญา หรือ สังขาร มันก็คือ จิต หรือ วิญญาณ นั่นแหละ ที่เวียนไปในอีก 4 ขันธุ์ และจิตจะอยู่โดยไม่มี อีกขันธุ์ใด ขันธุ์หนึ่งไม่ได้ คือต้องเกิดและดับไปพร้อม อารมณ์ใดอารมณ์หนึ่ง แล้วจิตจะไป คงที่ คงตัว คงเดิม แต่ แต่เลื่อนไหลไปในอารมณ์ที่ละเอียดขึ้น ได้ยังไงครับ...???

 

โดย: อย่านะ 26 พฤษภาคม 2554 17:52:07 น.  

 

ตอบ คุณ อะไรกัน

1. ถามเรื่อง ชาคริยานุโยค ตามพระสูตร นี้น่ะครับ ก็คือว่า... ...คือ ไม่เข้าใจว่าเป็นยังไง แต่ที่ฟัง พระอาจารณ์ คึกฤทธิ์ บอก หลังฉัน ให้เดินสลับนั่ง อะไรประมาณนี้ มันอยู่พระสูตรไหน เจอแต่พระสูตรนี้ แต่ งงทั้งหมดเลยว่า หมายความว่ายังไง...

ตอบ พระ สูตรที่ยก มา ก็ ถูกต้องแล้ว ครับ พระองค์ให้เดินสลับนั่งสมาธิ ไปจนกระทั่งสิ้นยามแรกแห่งราตรี ยาม สอง ให้ นอน ยาม สาม ให้ ตื่น พอตื่น มาก็ เดิน สลับนั่งใหม่ไปจนกระทั่งสิ้นยามแรกแห่งราตรี

1.1.1 เช่น [ตลอดปฐมยามแห่งราตรี] คือ ตั้งแต่เวลาไหนถึงกี่โมง

ตอบ วิธี นับ ยาม คือ นับ ตั้งแต่ พระ อาทิตย์ ขึ้น ยันพระอาทิตย์ตก และ พระอาทิตย์ตก ยัน พระอาทิตย์ขึ้น พระองค์จะแบ่งเป็น สามยาม ปฐมยามแห่งราตรี ก็ นับตั้งแต่ 6 โมงเย็นคือ พระอาทิตย์ตกดิน ไป ยัน สี่ทุ่ม มัชฌิมยาม คือ สี่ทุ่ม ถึงตี2 แล้ว ปัจฉิม ยาม คือ ตี 2 ยัน อรุณขึ้น ครับ

1.1.2 สำเร็จสีหไสยา (นอนอย่างราชสีห์) โดยข้างเบื้องขวา ซ้อนเท้าเหลื่อมเท้า คือนอนตอนไหน เวลากลางคืน เหมือนปกติหรือครับ แล้ว ทำไมต้อง ตะแคงขวา แล้วมันจะหลับได้หรือครับ แล้วทำไมต้อง [มีสติสัมปชัญญะใส่ใจถึงสัญญาในความลุกขึ้น ตลอดมัชฌิมยามแห่งราตรี

ตอบ นอน สีหไสยาสน์ ก็ นอนตะแคงทางด้านขาวนั่นแหละครับ นอนช่วง ประมาณ สี่ทุ่ม ถึง ตี 2 นอนตะแคงขวา ก็ หลับได้นี่ครับ ไม่เคยนอนตะแคงหรือ ครับ ก็ หลับได้เป็นปรกติอยู่ นอนแบบนี้ จะทำให้เวลานอน ก็ มีสติ ไม่ค่อยฟุ้งซ่าน ครับ แต่ จะหลับไม่ได้ เต็มที่นัก วิธีนี้ คือ ชาคริยานุโยค คือ สำหรับผู้ที่เร่งความเพียร ที่ต้องการ บรรลุเร็วครับ ก็ จะมีปฏิบัติ อย่างเอาจริง 3 อย่าง คือ สำรวมอินทรีย์ โภชนีย์มตัญญุตา และ ชาคริยานุโยค ครับ

1.1.3 แล้ว อะไรคือ [ชำระจิตให้บริสุทธิ์จากธรรมทั้งหลายอันเป็นเครื่องกั้นกาง

ตอบ ก็ ชำระจิต จาก นิวรณ์ ๕ หรือ อกุศลธรรมทั้งหลาย นั่นแหละครับ

1.2 แล้ว (ชาคริยานุโยค) คือ การปฏิบัติเพื่อจุดประสงค์พิเศษอะไร หรือครับ แล้วเกี่ยวกับ ธุดงค์วัตร หรือเปล่า หรือว่า ถ้าต้องการ เคร่งจะต้องทำแบบที่ พระพุทธองค์ทรงแนะนำแบบนี้ และทำแล้ว จะได้บรรลุเร็ว อะไรประมาณนี้ หรือครับ

ตอบ . ชาคริยานุโยค ไม่ได้อยู่ ในธุดงค์วัตร ครับ แต่ จะ ไปคล้ายๆ กับ ธุดงค์วัตร ข้อ ที่ 13 คือ เนสัชชิก คือ

ถือการนั่งเป็นวัตร คือจะงดเว้นอิริยาบถนอน จะอยู่ใน 3 อิริยาบทเท่านั้น คือ ยืน เดิน นั่ง จะไม่เอนตัวลงให้หลังสัมผัสพื้นเลย ถ้าง่วงมากก็จะใช้การนั่งหลับเท่านั้น เพื่อไม่ให้เพลิดเพลินในการนอน

แต่ ชาคริยานุโยค นี่ นอน ได้ แต่ ให้ นอน คือ ในเวลา ยามสอง และนอน ท่าสีหไสยาสน์ ตามที่ได้กล่าวมาแล้ว

2. จิตแต่ละดวง ที่เกิดขึ้นดับไป นั้นความเร็วของมันคงที่ ใช่ไหมครับ หรือว่าไม่ใช่ คือบางช่วงทำงานเร็ว บางช่วงทำงานช้า เช่นเราใช้ความคิดอะไรหรือทำอะไรที่ต้องแยกสมองมากๆ จิตจะทำงานเร็วหรือมาก หรือ เข้าสมาธิ ขั้นสูง จิตจะทำงานช้าลง หรือว่า คงที่ตลอด

ตอบ ความเร็ว ไม่คงที่ครับ ขึ้นอยู่กับ สมาธิ ถ้ามีสมาธิมาก จิต ก็ จะทำงานช้าลง หรือ ที่จริง มันอาจจะทำงาน เท่าเดิม แต่เรามีสติเร็วเท่ากับจิต ก็ได้ครับ เลยรู้สึกว่า จิตมัน ทำงานช้าลง เช่น รถ 2 คัน ถ้าเราวิ่งด้วยความเร็วเท่ากัน เราก็ ไม่รู้สึกว่ารถคันข้างๆนั้นวิ่งเร็ว แต่ถ้า รถเราวิ่งช้า แล้วคันข้างๆเร็วกว่า เราก็คิดว่า รถคันข้างๆวิ่งเร็วมาก เป็นต้น

2.1 จิต 1 ดวง มีอายุ แสนโกฏขณะนั้น มีบอกในพุทธวจณใหมครับ

ตอบ นี่ น่าจะไม่ใช่ พุทธวจน ครับ เป็น อรรถกถา คิดขึ้นเอง

3. เพิ่งฟังมามีอีกอย่างที่ เข้าใจผิดมาตลอดอีกแล้ว ที่ บอกว่า การอุทิตส่วนกุศลนั้น การที่ผู้รับจะได้รับหรือไม่ ต้องรอให้ผู้รับ อนุโมทนาเสียก่อน จึงจะได้ อันนี้ พระอาจารณ์ บอกว่า ไม่มีใน พุทธวจณ หรือครับ คือไม่ได้มีบอกว่า (ต้องรอไห้ผู้รับ อนุโมทนาเสียก่อน) อ้าวแล้วถ้างั้น เราอุทิตส่วนกุศลไปให้เปรต แล้ว เขาจะได้รับยังไง มีพลังลึกลับทีมองไม่เห็น แผ่ซ่าน ไปถึง โดยที่ผู้รับไม่รู้ อะไรประมาณนี้หรือครับ

ตอบ ที่จริง พระพุทธเจ้าให้เราอุทิศ แผ่ไป ยังทิศต่างๆ โดยไม่มีประมาณ ดุจดังบุรุษเป่าสังข์ ถ้า มีผู้ได้ยิน แล้วยินดี ในสิ่งที่ เราอุทิศไปให้ ก็ ได้รับ ส่วนในพุทธวจน ไม่ได้บอกไว้ว่า เปรตต้อง อนุโมทนา ถึงจะได้รับ แต่ เราก็ สัณนิษฐานกันว่า ถ้าเขาไม่อนุโมทนากับเรา ก็ ไม่ได้ บุญข้อ ปัตตานุโมทนามัย แต่เรา มีหน้าที่ทำบุญ แล้ว อุทิศไป ก็ ทำไป ยังไง คนที่ทำได้ผลบุญแน่นอน ครับ

4. ข้อนี้ดูเหมือนเป็นเรื่องง่ายๆ ได้ยินได้ฟังกันมานานแล้ว แต่พอดูรายละเอียดกลับ งงมากเลยคือ เรื่องการ (อุทิตบุญกุศล) และ การ (แผ่เมตตา) มันใช่อย่างเดียวกันไหมครับ

ตอบ ที่จริง ก็ อย่างเดียวกันครับ การอุทิศบุญ ก็ คือ การแผ่เมตตาจิต ส่งไปให้ นั่นแหละ เหมือนกันครับ

4.1..คืออยากถามว่า การ (อุทิตบุญกุศล) และ การ (แผ่เมตตา) ใช่อย่างเดียวกันไหมครับ แล้วการ แผ่เมตตา ต้องอยู่ อย่างน้อย ใน ฌาณขั้นที่ 1 ขึ้นไป ใช่ไหม คือถ้า ไม่เข้าฌาณที่ 1 ก็ แผ่เมตตาไม่ได้ หรือครับ...

ตอบ เหมือนกันครับ การอุทิศบุญ ก็คือ การแผ่เมตตา ในขณะที่ อุทิศนั้น พระองค์ให้ทำจิต ให้ ปราศจาก อกุศลก่อน แล้วจึงอุทิศไป ที่ต้องทำอย่างนั้น คือ ประการแรก จิตจะได้เป็นกุศล ประการที่ 2 คือ จิตจะได้มีกำลัง เป่าสังข์ได้เสียงดัง ไปถึงพรหมโลก หรือ ถึง อบาย ทุกขติ วินิบาต นรก ในชั้นที่ เสียงสังข์ยากที่จะไปถึง

4.2...แล้ว (แผ่เมตตา)ต้องตั้งเจตนา ยังไง เหมือนที่ท่องกันทั่วๆไปหรือเปล่าเช่น (ขอสัพสัตว์ทั้งหลายจงเป็นสุขเป็นสุขเถิด อย่าได้มีเวรต่อกันและกันเลยเลย ) แบบนี้ หรือครับ...

ตอบ ถ้าจะทำถูกต้อง ก็ทำตามพุทธวจน เลยครับตามที่พระสูตรบอก ส่วน จะไม่ตามพุทธวจน ก็ ตั้งจิตเอา ก็ได้ ครับ ขอให้ ปราศจากอกุศล เป็นใช้ได้ แล้วก็ อุทิศไปเลย

4.3...แล้วพอ แผ่เมตตา ออกไป มันจะมี อะไรออกไป บุญ หรือว่า เมตตาจิต ของเราที่มันจะเป็น พลังอำนาจ หรือพลังงาน ที่แผ่ซ่านไปแบบนี้หรือครับ แล้ว แผ่ไปทั่วไม่มีประมาณ แล้ว คนที่รับ จะไปรู้ได้ไง ครับ ว่าเรา แผ่เมตตา ออกไป...แล้วที่ พระผู้มีพระภาคทรงแผ่เมตตาจิตไปสู่ช้างนาฬาคิรี นั้น เป็นเมตตา แบบเดียวกันไหม แล้วเราทั่วๆไป ก็ทำได้ไหมครับหรือว่า เป้นอำนาจ คนละแบบ...งงจริงๆ

ตอบ ก็ เหมือนเราคิดถึงใคร แล้ว เราตะโกนออกไป ว่าเราคิดถึง แล้วคนคนนั้น ได้ยินเสียงเรา แล้วคนคนนั้น กำลังได้รับความทุกข์ยากอยู่ แต่ ได้ยินเสียงเราเข้า เขาก็ รู้สึก ดีใจว่ายังมีคนที่คิดถึงเขาอยู่ จิตก็ มีปิติ สุข ก็ ประมาณนี้ นะครับ แต่อันนี้ ไม่ใช่อุปมา ของพระพุทธเจ้านะครับ 55 นี่ผมนึกอุปมาเอง

ส่วนช้าง นาฬาคิริง ที่พระพุทะเจ้าแผ่เมตตา ไปให้ ก็เหมือนกันแหละครับ แต่ บารมีของพระพุทธเจ้า มีมากกว่าพวกเรา พระองค์มีเมตตามาก ถ้าเป็นพวกเราแผ่ อาจจะ โดนช้างเหยียบตายก็ได้ครับ 55

4.4...นี่ไง มีทั้ง 4 เลย แผ่ เมตตา กรุณา มุทิตา อุเบกขา ถ้างั้นมันจะเกี่ยวอะไรกับการ เจริญ พรหมวิหาร ๔ หรือครับ แล้วไม่เห็นได้ยินว่า แผ่กรุณา แผ่มุทิตา แผ่อุเบกขา บ้างเลย หรือว่า เมตตา ดีที่สุด เลยเน้น แผ่เมตตา แต่ อุเบกขา ยิ่ง งง เข้าไปไหญ่ แผ่ยังไง แผ่อุเบกขา

ตอบ คือ เวลา เราเจริญสมาธิ หรือ ฌาน เนี่ย ก็ คือการ เจริญ พรหมวิหาร สี่ อยู่แล้วฌาน ก็ คือวิหาร เครื่องอยู่ของพรหม ในขณะเรา เจริญ สมาธิในระดับ ฌานต่างๆ จิต ก็ จะประกอบไปด้วย เมตตา กรุณา มุทิตา อุเบกขา อยู่แล้ว คือ เป็นจิตที่ พร้อมที่จะแผ่ อุทิศ บุญไปให้ ยังสัตว์ ต่างๆ ส่วนเวลาเรียก ก็เรียก สั้นๆว่าแผ่เมตตา เฉยๆ ส่วน เข้าฌาน ในระดับต่างๆ ก็ มี กรุณา มุทิตา อุเบกขา อยู่ในตัวอยู่แล้ว เรียกว่า ฌาน เป็น วิหาร ของ พรหม หรือ เป็นเครื่องอยู่ของพรหม มันก็ เป็น จิต ที่ประกอบไปด้วยกุศล ที่พร้อมที่จะแผ่อุทิศไปอยู่แล้ว ครับ เหมือนกัน

5.1 ...คือฟังพระอาจารณ์ คึกฤทธิ์ บอกว่า ถ้าละ ความเพลิน คือ ตัดได้ตั้งแต่ เวทนา ตัณหา อุปาทาน ลงมา เป็น (สอุปาทิเสสนิพพานธาตุ) แต่ถ้าใคร ตัด ได้ที่ ผัสสะ คือวิญญาณ กระทบปุ๊บ วางปั๊บๆ พอผัสสะเกิดวางเลย เวทนายังไม่ทันเกิด พอบรรลุ ก็จะเป็นแบบ (อนุปาทิเสสนิพพานธาตุ)

...อยากถามว่า พอดับที่ผัสสะ เช่น มรรควิธี (สักแต่ว่า) พอ สักแต่ว่า ไปเรื่อยๆ แล้ว จิตจะไปอยุ่ที่ไหน ก็คือไม่ได้อยู่ที่ไหนเลย คือหนีไปเรื่อยๆ หนีแบบอุดตลุดเลย ใช่ไหมครับ แล้วพอหนีคล่องแล้ว ให้เราเห็นเกิดดับ หรือว่า ให้อาศัย วิเวก อาศัย วิราคะ อาศัย นิโรธ น้อมไปเพื่อ โวสัคคะ ปล่อยวางจิตเลยครับ เพราะว่า ถ้า สักแต่ว่า เพื่อไห้เห็นเกิดดับ ก็ไห้เห็นเกิดดับเลย ไม่ดีกว่าหรือ จะสักแต่ว่า ไปทำไม หรือคนละมรรควิธีกัน แล้วมันเชื่อมโยงกันยังไงครับ หรือว่า ใช้ได้ทั้งหมด แล้วแต่จะพลิกแพลง...?

ตอบ ที่จริง ก็ เหมือนกันครับ เพียงแต่เราเห็นได้ไว ขนาดใหน แล้ว วางได้เร็วขนาดใหน ก็ เท่านั้นเอง ถ้าเราปล่อยให้ไหลไป จิตผูกติดกับอารมณ์ นานไปจน เกิด เวทนา ตัญหา แล้วเราค่อยดับ มันก็จะเป็น อรหันต์ประเภท สอุปาทิเสสนิพพาน แต่ถ้า เราไวกว่านั้น ผัสสะ กระทบปุ๊ป วาง เวทนยังไม่เกิด เราดับมันก่อน ทำแบบนี้ไปเรื่อยๆ ก็ จะเป็น อนุปาทิเสสนิพพาน อยู่ที่เราไวขนาดใหน คือ สักแต่ว่า แล้ว เห็น เกิดดับ เหมือนกันหมด มรรควิธีเดียวกัน อยู่ที่ความเร็ว ในการดับ ถ้า ไม่ใช่ สักแต่ว่า ให้ รอมันดับเองค่อยเห็น อันนี้ ก็ จะบรรลุได้ช้ากว่า ส่วน ถ้าใช้ กำลัง ของสมาธิ บังคับให้ ปล่อย ก็ แล้วแต่ ว่า มรรคที่เราได้เดินมา ใช้สักแต่ว่าร่วมด้วยรึเปล่า ถ้า ดับได้เร็ว ก่อนเวทนาจะเกิด ก็เป็น อนุปาทิเสสนิพพานเหมือนกัน

5.2 ...(สอุปาทิเสสนิพพานธาตุ) กับ (อนุปาทิเสสนิพพานธาตุ) ทำไมต้องมีคำว่า ธาตุ ต่อท้าย ครับ หรือเพื่อให้เห็นว่า ทุกสิ่งก็เป็นธาตุต่างๆตามธรรมชาติ...??

ตอบ นิพพาน ก็ เป็นธาตุ ชนิดหนึ่งที่มีอยู่ตามธรรมชาติ เช่นกันครับ

5.3 ...แล้วที่บอกว่า { ดูกรภิกษุทั้งหลาย ความสิ้นไปแห่งราคะ ความสิ้นไปแห่งโทสะ ความสิ้นไปแห่งโมหะ ของภิกษุนั้น } เห้นไหมครับ พระอรหันต์ ไม่มี (ราคะ โทสะ โมหะ) แล้ว วันนั้น ฟัง บอกว่า คุณ สมบัติ อย่างหนึ่ง ของพระอรหันต์ คือ จะเห็น (ราคะ โทสะ โมหะ) ตั้งแต่ เกิดขึ้น ตั้งอยู่ ดับไป แล้วจะไปเห็นได้ยังไง เพราะ พระอรหันต์ ไม่มี (ราคะ โทสะ โมหะ) แล้วไงครับ...???
ตอบ คือ สิ้นไป จาก จิต ของท่าน ครับ คือ จิต ของท่าน ไม่ไปเกี่ยวข้องกับ ราคะ โทสะ และ โมหะ แล้ว ไม่เกี่ยวข้อง ก็เหมือนสิ้นไปจากจิตของท่าน

เหมือนที่พระองค์ใช้คำว่า เพราะ จิตหลุดพ้นแล้วจิตจึงดำรงอยู่ อ้าว ขันธ์๕ รูปนาม ดับหมด แล้ว ทำไม จิตจึงดำรงอยู่ ก็ เช่นเดียวกันครับ แค่ เห็นว่า มันเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นตั้งอยู่แล้วก็ดับไปเท่านั้นเอง แต่ จิตท่านไม่ได้ไปเกี่ยวข้องอะไร กับ ราคะ โทสะ และ โมหะแล้ว เรียกว่า มัน ยังมีอยู่ของมัน แต่ไม่ได้ไปเกียวข้องกับมัน ก็เหมือนการสิ้นไปของมัน นั่นเอง

6 ...ตอนนั้น ที่เคยถามไปว่า โสดาบัน (ทุกข์จะดับไปทุกขั้นตอนแห่งการกระทำ) คืออะไร เพราะถ้า แค่ไม่มีความทุกข์อันเกิดจากการล่วงศีล๕ หรือไม่ทุกข์เพราะเกี่ยวเนื่องด้วย วัตโกตูลมงคล หรือ สังโยชน์๓ มันก็มีความทุกข์ จาก กิเลส ราคะ โทสะ โมหะ ตัวอื่นๆอีกเยอะอยู่ดี เพราะฉะนั้น มันจะหมายความว่าอะไร ที่ว่า (ทุกข์จะดับไปทุกขั้นตอนแห่งการกระทำ) เพราะยังไม่เข้าใจอยู่ดีครับ...?

ตอบ ความทุกข์ ของพระโสดาบันจะ น้อย กว่า ปุถุชนมากมายครับ พระองค์ เปรียบดั่ง ดินที่เล็บมือ กับ มหาปฐพี เลยทีเดียว ว่า พระโสดาบัน จะมีความทุกข์ แค่ปลายเล็บ ส่วน ปุถุชน จะ มีความทุกข์เท่ามหาปฐพี เลยทีเดียว นี่คือ ทุกข์จะหมดไป ทุกขั้นตอนแห่งการกระทำครับ

แค่ ศีล ๕ ก็ ทำให้ ทุกข์ หายไปเยอะแล้ว แล้วการ มีความเห็นที่ถูกต้องคือ มี ละสักกายะทิฐิ ได้เนี่ย คือเห็นว่า กายนี้ ไม่ใช่เรา เป็น แค่ ธาตุ ตามธรรมชาติ ที่เกิดขึ้น ตั้งอยู่ แล้วก็ดับไป โอโห เห็นแค่ นี้ ถึงจะ ยังปล่อยวางไม่ได้ทั้งหมด ความทุกข์ ก็ เหลือ น้อยมากแล้วครับ พอความทุกข์เกิดขึ้นมาก็ดับได้เร็ว เพราะ คิดว่า เดี๋ยวมันก็ดับ และ ไม่ใช่เราที่ทุกข์ เพราะเราไม่มี เมือเราไม่มี แล้วใครทุกข์หละ นี่ไง ความทุกข์มัน ก็ดับไปทุกขั้นตอนแห่งการกระทำเลย แต่เราไม่ได้ เข้าไปสังเกตุ แค่นั้นเอง

7 ...อยากถามว่า (โสดาปัตติมรรค สกทาคามิมรรค อนาคามิมรรค อรหัตมรรค) เป็นใครครับ เช่น (โสดาปัตติมรรค) คือผู้ที่กำลัง เปลื่ยนความเห็น ไปสู่ความเป็นโสดาบัน ใช่หรือไม่ และ (อรหัตมรรค) คือ ผู้ที่ยังไม่ได้บรรลุ อรหันต์ แต่กำลังปฏิบัติ ไปสู่ความเป็นพระ อรหันต์ แบบนี้หรือครับ หรือว่ายังไงครับ...?

ตอบ ข้อนี้ ก็ เข้าใจ ถูกแล้ว ครับ

8. ...ที่บอกประมาณว่า (คุมลิ้นอย่างเดียว คุมอีก ๔ อายตนะได้เลย จะละสังโยชน์ ชนิดที่จะเป็นเหตุให้มาสู่โลกนี้ได้อีกย่อมไม่มี) คือจะบรรลุได้ถึง อนาคามีเลย

ก็เลยอยากถามว่า แค่เรื่องอาหาร เช่นเห็นความเป็น ปฏิกูล และเบื่อหน่ายแบบนี้ หรือครับ จะทำไห้ได้ ถึง อนาคามี แล้วมันจะเป็นไปได้ยังไง เช่น ถ้าหมดกิเลสเรื่องอาหาร มันก็มีกิเลสเรื่องอื่นๆได้อีกตั้งเยอะ.

เช่น หมดกิเลสเรื่อง อยากกินอาหารอร่อยๆ เวลา เห็น อาหาร ได้ยินพูดเรื่อง อาหาร ได้กลิ่นอาหาร มันก็เฉพาะ อาหาร แล้วถ้าเห็นรถสวยๆ บ้านสวยๆ แล้วอย่างอื่นอีกเยอะแยะ ในโลกนี้ล่ะ เพราะฉะนั้น ที่บอกว่า (คุมลิ้นอย่างเดียว คุมอีก ๔ อายตนะได้เลย จะละสังโยชน์ ชนิดที่จะเป็นเหตุให้มาสู่โลกนี้ได้อีกย่อมไม่มี ) ก็เลย งง ว่า แค่เห็นความเป็นปฏิกูลในอาหาร มันจะเป็นตัวแทน กิเลสตัวอื่นๆได้เลยหรือครับ เพราะ กิเลสก็มีอีกเยอะแยะ ไม่ได้มีเฉพาะ อาหาร...ไม่งั้น คนที่เบื่ออาหาร ก็ไกล้จะบรรลุ อนาคามีแล้วสิครับ 555..ตกลงเป้นไงครับ ขอความกระจ่างแจ่ม

ตอบ พอจิต คุมเรื่องอาหารได้ แสดงว่า จิต มีกำลังมากแล้วครับ พอเห็น รถสวย มันก็จะคุมจิตได้เช่นกัน แสดงว่า เรามี จิต ที่เข้มแข็งพอแล้ว ขนาด เรื่องทียาก อย่าง อาหาร เรายังคุมจิตได้เลย เรื่องอื่นก็ ถือว่าเป็นเรื่องเล็กน้อยที่เราสามารถ คุมได้ ครับ

ส่วนที่บอกคนที่เบื่ออาหาร ก็ ใกล้ บรรลุ นั้นไม่ใช่ นะครับ ที่เบื่อ เพราะเขาไม่อยากกินอันนี้ แต่ยังอยากกิน อาหารอันอื่นที่เขาชอบใจอยู่ แค่เบื่อ อันที่เขาไม่ชอบใจ แค่นั้นเอง ไม่ใช่เขาคุมจิตได้

9 ...ฟัง พระอาจารณ์ คึกฤทธิ์ ตอบปัญหาว่า (ปกติ จิตดวงหนึ่งเกิดขึ้น ดวงหนึ่งดับไป แต่พอมาเรื่องการทำสมาธิ พระพุทธเจ้าจะตรัสว่า ขณะที่เข้า ฌาณที่ ๑ไป ฌาณ๒ ฌาณ๓ ฌาณ๔ ขึ้นไป อากาสานัญจายตะ ขึ้นไป เรื่อยๆ พระองค์จะเรียกว่าว่า สัญญาอย่างหนึ่งเกิดขึ้น สัญญาอย่างหนึ่งดับไป ไม่ได้พูดว่า จิตดวงหนึ่งเกิดขึ้น จิตดวงหนึ่งดับไป นั่นคือจิตยังเป็นอันเดิม แต่เลื่อนไหลไปในธรรมชาติ คือ สัญญา ซึ่งมีประมาณมาก สังขารก็มีประมาณมาก สิ่งที่ดับไปคือ สัญญา สังขาร ที่ดับไป เปลื่ยนไป แต่จิตยังคงที่ คงตัว คงเดิม จิตยังไม่ได้ดับไม่แต่เลื่อนไหลไปในอารมณ์ที่ละเอียดขึ้น)

ตอบ คือ ถ้าจิต ยังอยู่ในสัญญา คือ อยู่ใน ฌาน ต่างๆ แล้ว ฌานเปลี่ยน โดยที่ จิต ไม่ได้ เปลี่ยน ขันธ์ พระองค์ ก็ ใช้ คำว่า สัญญาอย่างหนึ่ง เกิดขึ้น สัญญาอย่างหนึ่งดับไป แต่ จิต คนละดวงกันนะครับ เพียงแต่ยังอยู่ในขันธ์เดิม ก็เลย ใช้ คำว่าสัญญาอย่างหนึ่ง เกิดขึ้น และ สัญญาอย่างหนึ่งดับไป ก็เท่านั้นเอง ถ้า เปลี่ยนขันธ์ ก็ จะใช้ คำว่าจิตดวงหนึ่งเกิดขึ้นดวงหนึ่งดับไป จะใช้ก็ต่อเมื่อ จิต มีการเปลี่ยนขันธ์ ครับ

คำถาม ตอบให้หมดแล้วนะครับ หวังว่าคงได้รับความกระจ่าง ไม่มากก็น้อย ถ้ามีข้อผิดพลาดบกพร่องอะไรก็ขออภัยด้วย เพราะบางข้อ อาจจะตอบโดยความเข้าใจของตนเองนำมาตอบครับ

ขออนุโมทนา กับการตั้งใจ ประพฤติปฏิบัติธรรมและตั้งตนใว้ในธรรม ของ คุณ อะไรกัน ด้วยนะครับ ขอให้สำเร็จมรรคผลนิพพาน ในอนาคตกาลอันใกล้ตามเหตุปัจจัยที่ได้สร้างไปเรื่อยๆ เช่นนี้ ต่อไปนะครับ อนุโมทนาครับ _/\\_

 

โดย: จูปีเตอร์เทพแห่งดาวพฤหัส 28 พฤษภาคม 2554 20:26:02 น.  

 

ตเมว วาจํ ภาเสยฺย ยายตฺตานํ น ตาปเย
ควรกล่าวแต่วาจาที่ไม่ยังตนให้เดือดร้อน

มีความสุขกับการเป็นคนคิดดี พูดดี และทำดี ตลอดไป...นะคะ



อนุโมทนาบุญด้วย...ค่ะ...

 

โดย: พรหมญาณี 30 พฤษภาคม 2554 11:45:46 น.  

 

มโนปุพฺพงฺคมา ธมฺมา มโนเสฎฺฐา มโนมยา มนสา เจ
ปสนฺเนน ภาสติ วา กโรติ วา ตโต นํ สุขมเนฺวติ ฉายาว อนปายินี

ใจเป็นผู้นำสรรพสิ่ง ใจเป็นใหญ่กว่าสรรพสิ่ง ถ้าพูดหรือทำสิ่งใดด้วยใจบริสุทธิ์
ความสุขย่อมติดตามเขา เหมือนเงาติดตามตน

มีความสุขกับใจที่สั่งได้ ตลอดไป...นะคะ


 

โดย: พรหมญาณี 2 มิถุนายน 2554 11:17:52 น.  

 

สุกรานิ อสาธูนิ อตฺตโน อหิตานิ จ
ยํ เว หิตญฺจ สาธุญฺจ ตํ เว ปรมทุกฺกรํ

กรรมไม่ดีและไม่เป็นประโยชน์แก่ตน ทำได้ง่าย
ส่วนกรรมใดดีและเป็นประโยชน์ กรรมนั้นแลทำได้ยากอย่างยิ่ง

มีความสุขกับความสำเร็จในการทำสิ่งที่ยากได้ ตลอดไป...นะคะ



 

โดย: พรหมญาณี 3 มิถุนายน 2554 10:28:34 น.  

 



สวัสดีค่ะ ลุง






ดอกขาวสลับนั้น................เขียวใบ
ซ้อนกลีบใช่ซ้อนใจ............แทรกซ้ำ
งามรูปร่าง, งามใจ..............พุดจีบ
ใจไม่ทำใครช้ำ..................จิตนี้รักเดียว


 

โดย: พธู 3 มิถุนายน 2554 14:24:29 น.  

 



สาธุค่ะ






เจ้างามจริงแน่แท้..............มหาหงส์
สง่าทั้งรูปทรง...................ช่อนี้
ประดุจดั่งอ่าองค์...............วิหค เหิรเนอ
งามอ่อนช้อยชวนชี้............ชื่นเจ้าสเลเต


 

โดย: พธู 7 มิถุนายน 2554 14:17:41 น.  

 

สวัสดีค่ะพี่นนท์
กะลาว่างเปล่า แหะๆๆๆ


พี่นนท์สบายดีนะคะ ไม่ได้มาทักทายเลยดูแลสุขภาพนะคะ

 

โดย: ม่านแพร IP: 223.207.44.14 7 มิถุนายน 2554 16:56:29 น.  

 



ลุ๊งงงงงงง อิอิ







ภาพโดย : Sleeping_prince


บินเวียนชมดอกไม้...............เบ่งบาน
แสนสุขแสนสำราญ..............ยิ่งแล้ว
ผีเสื้องามตระการ.................ขยับปีก
สองสิ่งคู่ขวัญแก้ว................ประดับไว้ให้ชม


 

โดย: พธู 10 มิถุนายน 2554 21:19:52 น.  

 

อจฺเจนฺติ กาลา ตรยนฺติ รตฺติโย วโยคุณา อนุปุพฺพํ ชหนฺติ
กาลเวลาล่วงไป วันคืนผ่านพ้นไป วัยก็หมดไปทีละตอน ๆ ตามลำดับ

พิจารณาทุกก้าวย่างของชีวิตอย่างมีสติ ตลอดไป..นะคะ


 

โดย: พรหมญาณี 11 มิถุนายน 2554 10:12:02 น.  

 



หัวเราะไร ลุงเป็ด อิอิ






เจ้าสูงศักดิ์ยิ่งแล้ว......................งดงาม
สูงเด่นอยู่ทุกยาม.......................ดอกฟ้า
สวยสมกับชื่อนาม......................ที่แต่ง ตั้งเนอ
ได้แต่มองสุดหล้า......................ดอกแก้วเจ้าจอม


 

โดย: พธู 13 มิถุนายน 2554 16:02:43 น.  

 

สณฺหํ คิรํ อตฺถาวหํ ปมุญจ
ควรเปล่งวาจาให้ไพเราะที่มีประโยชน์

มีความสุขกับการพูดแต่สิ่งที่ดี มีประโยชน์ต่อตนเองและผู้อื่น ตลอดไป...นะคะ





 

โดย: พรหมญาณี 14 มิถุนายน 2554 12:48:59 น.  

 

อจฺเจนติ กาลา ตรยนฺติ รตฺติโย วโยคุณา อนุปุพฺพํ ชหนฺติ
กาลย่อมล่วงไป ราตรีย่อมผ่านไป ชั้นแห่งวัยย่อมละลำดับไป

มีความสุขกับเวลาอันมีค่าของตน ตลอดไป...นะคะ


 

โดย: พรหมญาณี 15 มิถุนายน 2554 12:40:18 น.  

 



*~*~*~*..แวะมาทักทายจ๊ะ..ขอให้มีความสุข สดใส..หัวใจเบิกบาน..*~*~*~*

..HappY BrightDaY..

 

โดย: *~ต้นกล้า...ของหัวใจ~* 16 มิถุนายน 2554 16:38:27 น.  

 

ยถา วาริวโห ปูโร วเห รุกฺเข ปกูลเช
เอวํ ชราย มรเณน วุยฺ หนฺเต สพฺพปาณิโน

ห้วงน้ำที่เต็มฝั่ง พึงพัดต้นไม้ซึ่งเกิดที่ตลิ่งไปฉันใด
สัตว์มีชีวิตทั้งปวง ย่อมถูกความแก่และความตายพัดไปฉันนั้น

มีความสุขในการดำเนินชีวิต ด้วยการรู้เท่าทันกิเลสทั้งปวง ตลอดไป...นะคะ


 

โดย: พรหมญาณี 17 มิถุนายน 2554 10:30:38 น.  

 

คุณนนท์ ...เหลือเชื่อเลย !!!...มีสภาวะแบบใหม่เกิดขึ้นแล้วครับ ไม่ใช่ สภาวะของ (ฌาณ) แต่เป็นสภาวะ ของ (ญาณ) ครับ คือ ผมคิดว่า (วิปัสสนาญาณ) ของผมเกิดแล้วครับ คือได้ความสมดุลย์ในส่วนของการเห็นเกิดดับ ซึ่งผมไม่คิดว่าจะได้เร็วขนาดนี้ด้วยซ้ำ...

...คือมันเกิดขึ้น ตั้งแต่วันที่ 16 ตอน 5 โมงเย็น กว่าๆ คือ ปกติผมก็ เจริญ สมถะและวิปัสสนา ควบคู่สลับกันไป แต่พอมาครั้งนี้ ก็นั่งปฏิบัติอยู่ตามปกติ ก็ได้ความสงบแบบสูงสูดที่เคยได้อยู่ขั้นนี้ และ พอกำลังจะ เดินออกจากที่นั่งในป่าเพื่อไปเข้าห้องน้ำ ก็ปรากฏว่า สติมันเกิดอย่างไม่น่าเชื่อเลยครับ คือ เริ่มสังเกตุตัวเองว่า พอตาจะเห็นอะไร หูได้ยินเสียงต่างๆ กายเคลื่อนไหว และจิตคิดนึกอะไร สติมันจะเป็นแบบ อัตโนมัติ เลยครับ

...คือ มันจะเกิดมาเอง เช่น พอ ตาจะสอดส่ายไปมองอะไร สติมันก็เกิดรู้ว่า กำลังเห็น และ(ไม่เข้าไปเป็นมัน ไม่เข้าไปเกิดดับกับมัน) และเห็นเกิดดับ ได้อย่างทันท่วงที และ หู ก็เช่นกัน คือทั้ง 6 ทวาร เลย พอเข้าห้องน้ำ พอมือจะวักน้ำขึ้นมาหรือล้างหน้า หรือเดินไปมา แกว่งมือ ขาก้าวไป สติมันจะทำไห้เรารู้ตลอดเลย

พอจิตจะคิดอะไร สติจะรู้ไปด้วยตลอด เช่น จิตกำลังจะเพลินไปกับอะไร ตัวสติ มันรู้ดักหน้าเราก่อนเลย มีหมาตัวนึง พอเห็นผมกินอะไรชอบเอาหน้ามาเข้าไกล้ๆ นำลายมันก็จะหยดใส่ผม พอกำลังจะเกิดรำคาญและโกรธหมาตัวนั้น สติก็เกิด ว่า นี่เรากำลังจะเพลินไปกับ โทสะ อีกแล้ว และก็ดับได้ทันอย่างไม่น่าเชื่อ

คือทั้งหมดนี้ พอจิตเกิด มันจะมีตัวสติ ดักหน้าเรา ทำไห้เรารู้อยุ่ตลอด ก่อนที่เราจะไหลไปสู่อารมณ์เลยครับ มันไม่เหมือนกับก่อนหน้านี้ ที่ พยายาม โยสิโสมนสิการ ไห้ตัวสติเกิด หรือเห็นเกิดดับ อยู่ตลอดเวลา แต่มันก็ไม่เห็นมีอะไร คือ งั้นๆแหละ แต่พอมาตอนนี้ มันได้ผลขึ้นมาแล้วครับ ดีใจมากๆเลย

คือฟังดูแล้ว อาจจะคิดว่า มันก็เป็นสถาวะปกติที่เราคอยใช้สติกำหนดและเห็นเกิดดับๆอยู่ ทุกคนก็ทำได้แบบนี้ แต่นี่มันจะแตกต่างกันอย่างเห็นได้ชัดเลยครับ คือ เราไม่ได้ไปพยายามทำไห้มากเลย แค่รู้นิดเดียว มันก็จะเป็นไปเองโดยอัตโนมัติ คือ มันจะเป็นสภาวะของ (ญาณ) ที่ผมรู้ได้ เป็น (ปัจจัตตัง) เลยครับ

ความแตกต่างก็คือ มันจะมี สภาวะอะไรสักอย่างนึง ที่บอกไม่ถูก เป็นสภาวะของญาณ ที่มาเคลือบแผงจิตใจผมอยู่ ทำไห้ผมแยกออกได้ชัดเจน ว่า ผู้รู้กับสิ่งที่ถูกรู้นั้น แยกออกได้อย่างชัดเจน และกำลังดูมัน เกิดดับ แต่ไม่เข้าไปเกิดดับกับมัน คือเห็นว่า มันเกิดดับไป แต่ไม่ใช่ว่า มันดับไปแล้วเพิ่งเห็น แต่ว่า มันเห็นได้ทันแบบ ควบคู่กันไปเลย ซึ่งก่อนหน้านี้ จะเห็นตอนมันดับไปแล้ว หรือ อาจะเพลินไปนิดนึงแล้วค่อยมาเห็น...

...ประเด็นสำคัญก็คือว่า เราจะทันครับ คือ พริบตาเดียวจริงๆ เป็นอินทรีย์ภวนาชั้นเลิสเลย คือผมคิดว่ามันเป็น (วิปัสสนาญาณ) ครับ เพราะว่า มันไม่ใช่ สภาวะแบบปกติ ที่เคยเป็นมา คือมันเหมือนมี ผู้ช่วย ก็คือ สภาวะนั้น มา อยุ่เป็น แบกกราวด์ นอนพื้น ช่วยเรา คือช่วยไห้ สติเรา เป็นอัตโนมัติ ขึ้นมา โดยที่ไม่ต้องใช้ความพยายามในการ ทำไห้สติเกิดได้ทัน แต่มันจะทันโดยอัตโนมัติ ของมันเองเลย และที่อธิบายตรงนี้ ไม่เกี่ยวกับ สมาธิขั้นสูงแล้วนะครับ ถึงจะอยู่แค่ ปฐมฌาณ ก็สบายเลย

คือก่อนนี้ ความรู้สึกในการเจริญสติ ก็จะทำแบบปล่อยวางอารมณ์ หรือ เห็นเกิดดับ จะเป็นแบบ แห้งๆ ธรรมดา แต่ตอนนี้ จะเป็นแบบ มีสภาวะของ (ญาณ) มาเคลือบแฝงจิตใจเราใว้ เปรียบเหมือนเป็นผู้ช่วยที่มีความเร็ว และ เป็นไปแบบอัตโนมัติเลยทีเดียว และมีความสุขมากเลยด้วย ที่เราได้ สภาวะของ (ญาณ) ในแบบนี้ มันวิเศษจริงๆ ผมกล้าพูดแบบนี้เลย เพราะว่า มันเกิดขึ้นจริงๆ ถ้าใครได้แบบนี้ ก็คงจะเข้าใจ ว่ามันจะมีสภาวะแบบนี้มา เป็น แบกกราวด์ อยู่ ครับ และผมพิมพ์บอกไป ไม่กลัวว่าจะผิดพลาดทีหลัง เพราะ เล่าตามสภาวะที่เกิดขึ้นจริงๆเลย...

ผมจึงเพิ่งรู้ว่า มันเป็นแบบนี้นี่เอง คือ เราไม่คิดว่าจะมีแบบนี้ แต่มันมีแบบนี้จริงๆ คือผลจากการที่เรา พยายาม ปล่อยวางอารมณ์ และเห็นเกิดดับๆ มาบ่อยๆ เนืองๆ แต่ความรุ้สึกจะเป็นแบบ แห้งๆ ปกติ ธรรมดา แต่ เมื่อ (วิปัสนาญาณ) เกิด มันจะมีสภาวะ ที่ ผมพยายาม หาคำอธิบายไห้ตรงที่สุดได้ว่า เป้น (((สภาวะของพลังบางอย่าง มาเคลือบแฝงจิตใจเราใว้ ให้สติเกิดทันต่ออารมณ์โดยอัตดโนมัติ))) ที่ไม่ใช่ สภาวะปกติ อย่างที่เคยเป็นมา คือ คล้ายๆสภาวะของ (ฌาณสมาบัติ) แต่ไม่ใช่ซะทีเดียว แต่มันเป้น (วิปัสสนาญาณ)...

และถ้าเปรียบเทียบ สภาวะของ (ฌาณสมาบัติ) และ (วิปัสสนาญาณ) ในตอนนี้ ก็คือว่า สภาวะของ (ฌาณสมาบัติ) มันจะ ถาโถมเข้ามา มากกว่า และเป้นความรู้สึกที่ น่าตื่นเต้น แต่ สภาวะของ (วิปัสสนาญาณ) มันจะเป็นความรู้สึกที่น่าอุ่นใจมากกว่า คือ เรารู้สึกว่า ปลอดภัยจาก อารมณ์ที่จะมาทำร้ายจิตใจเราไห้ถูกแผดเผาไปด้วยกิเลส และทำไห้เวียนไหว้ตายเกิด และนี่เป็นครั้งแรก ใน 6 เดือนที่ได้ เจริญ สติมาเเละเกิดผลของ (วิปัสสนาญาณ) ในแบบนี้ ครับ

และหลังจากที่ได้ (ญาณ) แบบนั้น ผมเลยรู้สึกว่า โลภะ โทสะ โมหะ ลดลง แต่ยังไม่แน่ใจ เพราะตอนนั้น ยังไม่มี อารมณ์อะไรมากมายมากวนจิตใจ เพราะสติมันทันตลอดด้วย ผมเลยรอดูเพื่อทดสอบว่า จะมีอะไรมากระทบจิตใจ แล้วจะทำไห้ กิเลสเราลดน้อยลงหรือเปล่า เลยรอดูมาเรื่อยๆ ก็ปรากฏว่า (ราคะ โทสะ โมหะ) ลดลง แต่ว่าไม่มาก ลดลง กว่าแต่ก่อน นิดนึง

แต่ประเด็นก็คือ สติมันก้าวหน้าก็คือ มันจะทันต่ออารมณ์นี่เอง พอจิตเรา มี (ญาณ) ที่ทำไห้ทันต่ออารมณ์ เป็นความรู้สึกคล้ายๆ (ฌาณ) แต่จะเป็น(((สภาวะของพลังบางอย่าง มาเคลือบแฝงจิตใจเราใว้ ให้สติเกิดทันต่ออารมณ์โดยอัตดโนมัติ))) มันก็จะดับไปอย่างรวดเร็ว ความที่เราทันต่ออารมณ์และปล่อยวางได้ไวดุจกระพิบตานี่แหละ ทำไห้เราเข้าใจผิดไปได้ว่า โลภะ โทสะ โมหะ เราลดลงมาก แต่จริงๆยังลดลงไม่มากเท่าไหร่หรอก แต่ก็ลดลงนิดนึงครับ...

สรุปก็คือ การที่ได้ สภาวะของ (วิปัสสนาญาณ) นี้ ไม่ได้หมายความว่า บรรลุธรรม ขั้นไหนนะครับ หมายความว่า ผมได้ความสมดุลย์ในการ ทันต่ออารมณ์และเห็นเกิดดับได้อย่างมีประสิทธภาพ นั่นเอง และมันมีความรู้สึกที่ดีกว่า ได้(ฌาณ) ของสมาธิขั้นสูง อีกครับ คือมันเป็นความรุ้สึกที่ อุ่นใจ และรู้สึกมั่นคงในชีวิตขึ้นมาว่า เราได้ที่พึ่งที่แท้จริงแล้ว แต่ ความรู้สึกของ (ฌาณสมาบัติ) ที่เป้นสมาธิขั้นสูง นั้น มันจะ น่าตื่นเต้น มากกว่า แต่ ไม่อุ่นใจเท่า (วิปัสสนาญาณ) เพราะช่วงไหนที่ทำสมาธิไปแบบล้วนๆ โดยที่ไม่เห็นเกิดดับ ผมก็ยังรู้สึกไม่ค่อยสบายใจเลย เพราะว่า รุ้สึกว่า มันเป็นความบันเทิงอย่างเดียว แต่หลุดพ้นไม่ได้ แต่จะถูกเก็บตัวใว้ในสวรรค์ หรือถูกอมนุษย์จับตัวใว้

ก็เพราะอย่างที่เคยบอกไปว่า ก่อนหน้านี้ พยายามทำในใจแบบ ทิ้งอารมณ์และเห็นเกิดดับไปเรื่อยๆมันก็แค่นั้น ไม่เห้นมีอะไรเลย ก็เพราะว่า ญาณจริงๆ ยังไม่เกิดครับ !!! เราต้องสะสมน้ำไปทีละหยด {น้ำ 1 หยด} ก็สำคัญในการที่จะทำน้ำไห้เต็มตุ่ม นี่ขนาด ผม ทิ้งอารมณ์และเห็นเกิดดับไปเรื่อยๆ ไม่มากเท่าไหร่ เพราะเน้นเจริญสมาธิไห้ได้ฌาณขั้นสูงไปด้วย ยังได้ (วิปัสสนาญาณ) แล้ว แล้วลองคิดดูว่า ถ้าเรามาเน้น ปล่อยวางอารมณ์และเห็นเกิดดับไปเรื่อยๆ ติดต่อกัน 8-10 ชม. ต่อวัน อะไรจะเกิดขึ้น (วิปัสสนาญาณ) ก็คงจะเกิดเร็วกว่านี้...

สรุปก็คือ คราวนี้ผมจะมาเน้น วิปัสสนา คือ (เจริญ สมถะอันมี วิปัสสนาเป็นเบื้องต้น) เลยทีเดียว เพราะเห็นผลแล้ว และเพิ่งรู้ว่า เคล็ดลับ มันอยู่ตรงนี้นี่เอง คือ การ ทำซ้ำ ทำซ้ำๆๆๆๆ ไปเรื่อยๆ แต่ ในตอนแรกผมจะไม่รู้สึกว่ามันจะมีอะไรนะครับ ก็แค่ ทิ้งอารมณ์เดี๋ยวตัวไหม่ก็มาอีก เรื่อยๆแบบนี้ เห็นเกิดดับไป ไม่เห็นมีอะไรเลย ที่ไหนได้ นี่แหละ คือการสะสม น้ำที่ละหยด เหมือน ตุ่มน้ำ ประกอบไปด้วย น้ำ (1 พัน หยด) แล้วเรา เห็นเกิดดับ ครบ 1 พัน ครั้ง หรือยัง เราเห็นนิดเดียวก็เบื่อแล้ว ไม่เห็นเกิดอะไรขึ้นมาเลย ก็เลยไม่ค่อยได้ทำต่อเนื่อง...

แต่พอเริ่ม ก้าวหน้าขึ้น ทิ้งอารมณ์ได้ไวขึ้น ซึ่งเราจะรู้ได้เองนั้น มาวันนึง น้ำมันเต็มตุ่ม (วิปัสสนาญาณ) ก็จะเกิดเองครับ สิ่งที่วิเศษก็จะเกิดขึ้น เพราะ พระพุทธองค์บอกว่า สิ่งที่วิเศษก็คือ การเห็น เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ เกิดดับอยู่ในใจ ...แล้วการได้ (((สภาวะของพลังวิเศษบางอย่าง มาเคลือบแฝงจิตใจเราใว้ ให้สติเกิดทันต่ออารมณ์โดยอัตดโนมัติ))) ที่เรียกว่า (วิปัสสนาญาณ) นั้น ย่อม เป็นผลที่เกิดขึ้นทำไห้เรามีกำลังใจในการเพียรพยายาม เผากิเลสต่อไป อย่างไม่ถอยกลับ เพราะเราได้ความสมดุลย์ในธรรมตรงส่วนนี้แล้ว และความรู้สึกของเราคือ ไม่ใช่แบบเดิมๆที่เป็นมาอีกต่อไป เป้นความรู้สึกแบบไหม่ที่ไม่ใช่ ของ ปุถุชนธรรมดา เพราะเราเห้นความแตกต่างได้อย่างชัดเจนว่า ก่อนนี้เป็นยังไง ตอนนี้เป็นยังไง นั่นเอง ................ขออนุโทนา...

 

โดย: อย่านะ 18 มิถุนายน 2554 11:30:37 น.  

 

อนุโมทนาด้วยครับ คงไม่มี ข้อสงสัยอะไรแล้ว เพียงแค่มาบอกเล่าประสบการณ์ในการประฏิบัติ แล้ว เห็นจริงตามนั้น การฝึกละนันทิ ละความเพลิน อย่าไปคิดว่า มันไม่เห็นได้อะไร แต่ฝึกๆไป เราจะรู้เลยว่า สติ จะเร็วขึ้นมาก และ ทิ้งอารมณ์ที่มากระทบ ได้เร็วขึ้น สามารถดับทุกข์ที่เกิดขึ้นได้เร็วกว่าแต่ก่อนมาก

ฝึกทำไปเรื่อย สติ จะเป็น ออโตเมติก เอง มันจะเร็วเท่าทันจิต จิตเร็วเท่าใด สติก็เร็วเท่านั้น จิตดับไป ก็ จะเห็นทันว่ามันดับ มันเกิดใหม่ ก็ เห็นทันว่ามันเกิด แล้ว จะ บังคับมันไม่ให้มันเกิด ก็ น้อมไปเพื่อโวสสัคคะ ปล่อย วางได้ เองในที่สุด ถ้าเราเห็นมันจนเบื่อ ก็ ไม่เอาเอง

สาธุ ครับ ที่มีความเพียรในการปฏิบัติที่ไม่ถอยกลับ นิพพาน อยู่ไม่ไกล แล้วครับ เดินหน้าต่อไปครับ

 

โดย: อานนท์ IP: 101.108.100.100 20 มิถุนายน 2554 18:47:11 น.  

 



สาธุด้วยกับลุงนนท์และคุณอะไรกัน






หอมอวลเจ้าดอกแย้ม.................ปีนัง
ดั่งตกห้วงภวังค์.........................โอบล้อม
ชมพูกลีบงามดัง-.......................โปรยเสน่ห์ มาเนอ
ดวงจิตจึงรอพร้อม......................ชื่นชู้เวียนชม


 

โดย: พธู 22 มิถุนายน 2554 10:45:16 น.  

 



เป็นไงมั่งคะลุง หลังการเลือกตั้ง อย่าเครียดไปกับการเมืองเลยนะคะ ตั้งใจเติมแก๊สดีกว่า เนาะ อิอิ





กลีบเรียวของดอกไม้.....................สะอาง
คล้ายกับเล็บมือนาง......................หยิกย้ำ
ยามพี่จูบสองปรางค์.......................แก้มเรื่อ
เจ้าหยิกเนื้อพี่ช้ำ............................เพื่อน้อง,พี่ยอม

 

โดย: พธู 6 กรกฎาคม 2554 12:53:12 น.  

 

สติกำหนดลมหายใจเข้าออก อันผู้ประเสริฐอบรมบริบูรณ์ดีแล้ว
ทั้งกายทั้งจิตของผู้นั้นก็ไม่หวั่นไหว

มีสติ มีความสุข กับทุกวันดี ๆ ตลอดไป...นะคะ



 

โดย: พรหมญาณี 8 กรกฎาคม 2554 11:21:30 น.  

 

จิตนั้นเห็นได้แสนยาก ละเอียดอ่อนยิ่งนัก มักตกไปหาอารมณ์ที่ใคร่
ผู้รู้จักควบคุมจิตใจ จะพ้นไปได้จากบ่วงของมาร

มีความสุขในการดำเนินชีวิตอย่างรู้เท่าทันจิต ตลอดไป...นะคะ


 

โดย: พรหมญาณี 11 กรกฎาคม 2554 12:32:42 น.  

 

ขอขอบคุณนะครับ ปอป้าและ น้องพู ที่เข้ามาเยื่ยม บล็อคนี้เสมอๆ ทั้งๆที่ช่วงหลังๆๆไม่ได้อัพเดท บล็อคเลย

เป็นเพราะงานมีปัญหามากครับ งานยุ่งมาก จึงไม่มีเวลา มาอัพเดท ขอบ คุณ ที่เข้ามาเยี่ยม กัน เสมอๆ นะครับ _/\\_

 

โดย: จูปีเตอร์ เทพแห่งดาวพฤหัส IP: 125.25.26.8 13 กรกฎาคม 2554 8:43:56 น.  

 

อนุโมทนาสาธุครับ

 

โดย: shadee829 3 สิงหาคม 2554 10:54:17 น.  

 

ไม่ได้ เข้ามาอัพเดท นานเลย

 

โดย: อานนท์ IP: 125.25.25.125 12 ตุลาคม 2554 10:30:51 น.  

 

แวะมาทักทายค่ะพี่นนท์ มีความสุขมากๆนะคะ

 

โดย: ม่านแพร IP: 223.205.71.170 28 ตุลาคม 2554 11:57:31 น.  

 

ธมฺโม หเว รกฺขติ ธมฺมจารี
ธรรมนั่นแหละ รักษาผู้ประพฤติธรรม

มีความสุขกับธรรมที่รักษาได้ ตลอดไป...นะคะ



แวะมาเยี่ยม...ค่ะ

 

โดย: พรหมญาณี 23 ธันวาคม 2554 9:47:09 น.  

 

ขอบคุณ ทุกท่าน ที่ยังอุตส่าห์ แวะมาเยี่ยมนะครับ ขอบคุณ ปอป้า ด้วยครับ ที่ยัง แวะมาเยี่ยมเยือนกันเสมอมา ขอบคุณมากครับ

ไว้มีโอกาส จะเริ่มมา อัพ บล็อค ต่อนะครับ หายไปหลายเดือนเลย

 

โดย: จูปีเตอร์ เทพแห่งดาวพฤหัส IP: 101.108.101.204 31 มกราคม 2555 1:11:46 น.  

 

หิยฺโยติ หิยฺยติ โปโส ปเรติ ปริหายติ
อนาคตํ เนตมตฺถีติ ญตฺวา
อุปฺปนฺนจฺฉนทํ โก ปนุเทยฺย ธีโร

มัวรำพึงหลัง ก็มีแต่จะหดหาย
มัวหวังหน้า ก็มีแต่จะละลาย
อันใดยังมาไม่ถึง อันนั้นก็ยังไม่มี
รู้อย่างนี้แล้ว เมื่อมีฉันทะเกิดขึ้น
คนฉลาดที่ไหน จะปล่อยให้หายไปเปล่า

มีความสุขกับปัจจุบันพร้อมสติและปัญญา ตลอดไป...นะคะ



แวะมาเยี่ยม...ค่ะ

 

โดย: พรหมญาณี 29 กุมภาพันธ์ 2555 10:19:12 น.  

 

อชฺเชว กิจฺจมาตปฺปํ ขโณ โว มา อุปจฺจคา
รีบทำความเพียรเสียแต่วันนี้ อย่าปล่อยโอกาสให้ผ่านเลยไปเสีย

ตั้งใจทำการงานอันสุจริตด้วยความไม่ประมาท ตลอดไป...นะคะ



ปีใหม่ไทยนี้ ปอป้าขออวยพรให้ทุกท่าน ทุกครอบครัว
ประสบแต่ความสุขความเจริญ มีสุขภาพแข็งแรง
สำเร็จในทุกสัมมาการที่ปรารถนา เจริญทั้งทางโลกและทางธรรม
ตลอดปีใหม่ และตลอดไป...นะคะ

 

โดย: พรหมญาณี 10 เมษายน 2555 12:14:20 น.  

 


...บล๊อกนี้ เป็นอัมพาต ไป 1 ปี ครึ่ง !!!...ฮ่า ฮี่ ฮ่า ...555 0_o! ... ย้อนมาดู เหตุการณ์ อันน่าจดจำ ที่เคยบังเกิดขึ้นในอดีต เป็นสถานที่ ที่ไขความกระจ่าง เปิดธรรมที่ถูกปิด เพื่อ สถาปนา ปุถุชน ให้เป็นอริยบุคคล แล้วอย่างเป็นทางการ !!! อีก 1 สัตตานัง

...บล๊อก ถูกปล่อยทิ้งร้าง 555 กลายเป็น บล๊อก เก่า แต่เนื้อหา ไม่เก่า เพราะเป็น อกาลิโก ZZZZZZZZZ ทันสมัยตลอดกาลยาวนาน ไม่ว่าเวลาจะผ่านไปกี่กัปป์ ..บล๊อกนี้ เป็นบล๊อกที่ดีที่สุด !!! ชนะเลิศอันดับ 1

...จะมีบล๊อกไหน ที่ดีไปกว่าบล๊อกนี้ เพราะบล๊อกธรรมะอื่นๆ ก็ไม่ถูกต้องตรงจริงมากขนาดนี้ เพราะ ธรรมะระดับโลกุตรนั้น แค่เพื้ยนแม้แต่นิดเดียว ก็ขวางกั้นการถึงพร้อมด้วยทิฏฐิ เลยทีเดียว...

...และนี่ก็เป็นปรากฏการณ์ ที่เกิดขึ้น ได้เพียงไม่กี่ครั้ง ในวัฏฏะสงสาร เพราะทำให้ผู้ถามและผู้ตอบ เวียนเกิดอีกไม่เกิน 7 ชาติ นั่นเอง...ในวัฏฏะสงสาร ที่เวียนว่ายตายเกิด ...ที่ผ่านมาในอดีต นับล้านๆๆๆๆๆๆๆๆ กัปป์ ...นับชาติไม่ถ้วน หาเบื้องต้นไม่เจอเลยนั้น กำลังจะนับถอยหลัง เคาท์ดาวน์ เข้าสู่วิมุตติ ได้ในที่สุด

...เพราะได้มาเข้าใจ {((( พุทธวจณ )))} อย่างถูกต้องตรงจริง และบล๊อกนี้ ก็เปรียบเหมือนพ่วงแพ ที่เมื่อถึงฝั่งแล้ง ก็ต้องปลอยทิ้ง ไม่แบกทูนขึ้นศรีษระไป นั่นเอง แต่ที่น่าสนใจก็คือ คงจะมีผู้ที่ได้มา พบบล๊อกนี้โดยบังเอิญ บ้างแหละ...

...และอาจจะทำให้เขา ได้ใช้เป็นสะพานเชื่อมไปสู่ อารามนาป่าพง ซึ่งเป็นมิติใหม่ครั้งแรกแห่งชาติไทย เลยทีเดียว...แค่เพียงคนเดียวก็คุ้มค่าแห่งการเปิดบล๊อกแล้วนั่นเอง ไม่คุ้มได้อย่างไร คุ้มเสียยิ่งกว่าคุ้ม ...ขออนุโมทนา !!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!...สลัดคืนด่วน !!!!.........จบข่าว............0_o...ZZZZZZZZZZZZZ

 

โดย: อะไรกัน@หายงง !!! IP: 223.206.187.96 14 พฤศจิกายน 2555 20:38:43 น.  

 

...นี่ครับ คุณ อุปัชฌานนท์ ( รายงานการก้าวย่าง อย่างพุทธะ ) 30 พฤษจิกายน 2555 ที่บล๊อกผม...!!!...

 

โดย: อย่านะ 30 พฤศจิกายน 2555 20:53:20 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ


จูปีเตอร์เทพแห่งดาวพฤหัส
Location :


[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed

ผู้ติดตามบล็อก : 5 คน [?]




ดูกรภิกษุทั้งหลาย : บัดนี้ เราขอเตือนพวกเธอว่า สังขารทั้งหลายมีความเสื่อมไปเป็นธรรมดา พวกเธอจงยังความไม่ประมาทให้ถึงพร้อมเถิด ฯ
Friends' blogs
[Add จูปีเตอร์เทพแห่งดาวพฤหัส's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.