ความดับลงแห่งกองทุกข์ มีได้เพราะการดับไปแห่งความเพลิน
Group Blog
 
<<
ธันวาคม 2553
 
 1234
567891011
12131415161718
19202122232425
262728293031 
 
23 ธันวาคม 2553
 
All Blogs
 

สัมมาทิฏฐิ ใน อาเนญชสัปปายปฏิปทา




สัมมาทิฏฐิ ใน อาเนญชสัปปายปฏิปทา


..........ภิกษุ ท.! ในข้อที่กามเป็นอันตรายแก่อริยสาวกผู้ศึกษาอยู่ในธรรมวินัยนี่นั้น อริยสาวกย่อมพิจารณาเห็นดดยประจักษ์ดังนี้ว่า “กามและกามสัญญาอันเป็นไปในทิฏฐธรรม ( ภพนี้ ) และเป็นไปในสัมปรายะ ( ภพอื่น )ทั้งสองอย่างนั้นเป็นบ่วงมาร เป็นเหยื่อแห่งมาร เป็นที่เที่ยวแห่งมาร .

ในบ่วงแห่งมารนี้ บาปอกุศลทางใจเหล่านี้ เป็นอภิชฌาบ้าง เป็นพยาบาทบ้าง เป็นสารัมภะ ( ความแข่งดี ) บ้าง ย่อมเป็นไป ; บาปอกุศลเหล่านั้นย่อมมีเพื่อเป็นอันตรายแก่อริยสาวกผู้ตามศึกษาอยู่ในธรรมวินัยนี้. ถ้าอย่างไรเราพึงมีจิตเป็นมหัคคตะอันไพบูลย์ อธิษฐานจิตครอบงำโลกอยู่ , บาปอกุศลทางใจเป็นอภิชฌาบ้าง เป็นพยาบาทบ้าง เป็นสารัมภะบ้าง เหล่านั้น จักไม่มี ;

เพราะละบาปอกุศลเหล่านั้นเสียได้ จิตของเราก็จักเป้นจิตมีคุณไม่เล็กน้อยเป็นจิตไม่มีประมาณ เป็นจิตอันอบรมดีแล้ว ‘’ดังนี้ เมื่ออริยสาวกนั้น ปฏิบัติแล้วอย่างนี้ เป็นผู้มากด้วยการปฏิบัติอย่างนี้อยู่ จิตย่อมเลื่อมใสในอยาตนะเมื่อมีจิตเลื่อมใสสมบูรณ์ เขาก็จะเข้าถึง อาเนญช ( สมาบัติ ) ในกาลนั้นหรือน้อมไปเพื่อปัญญา ภายหลังแต่การตายเพราะการแตกทำลายแห่งงกายฐานะที่พึงมีได้ก็คือ วิญญาณที่เป็นไป ก็จะเป็นวิญญาณที่เข้าถึงซึ่งภพในระดับ อาเนญชะ

..........ภิกษุ ท.! นี้เรากล่าวว่า เป็น อาเนญชสัปปายปฏิปทา ข้อที่หนึ่ง

ข้อที่สอง


..........ภิกษุ ท.! ข้ออื่นยังมีอีก อริยสาวก ย่อมพิจารณาเห็นโดยประจักษ์ดังนี้ว่า “ กามและกามสัญญาอันเป็นไปในทิฏฐธรรมและเป็นไปในสัมปรายะ อันเป็นรูปอย่างใดอย่างหนึ่ง ทั้งหมดนั้นเป็นเพียงสักว่ารูป คือเป็นเพียงมหาภูตรูปสี่ และรูปอาศัยมหาภูตรูปสี่นั้นอยู่เท่านั้น ดังนี้ เมื่ออริยสาวกปฏิบัติแล้วอย่างนี้ เป็นผู้มากด้วยการปฏิบัติอย่างนี้อยู่ จิตย่อมเลื่อมใสในอายตนะ เมื่อมีจิตเลื่อมใสสมบูรณ์ เขาก็เข้าถึงอาเนญช ( สมาบัติ ) ในกาลนั้น หรือ น้อมไปเพื่อปัญญา ภายหลังแต่การตาย เพราะการทำลายแห่งกายฐานะที่พึงมีได้ก็คือ วิญญาณที่เป็นไป ก็จะเป็นวิญญาณที่เข้าถึงซึ่งภพในระดับอาเนญชะ

..........ภิกษุ ท.! นี้เรากล่าวว่า เป็นอาเนญชสัปปายปฏิปทา ข้อที่สอง

ข้อที่สาม


..........ภิกษุ ท.! ข้ออื่นยังมีอีก อริยสาวกย่อมพิจารณาเห็นโดยประจักษ์ดังนี้ว่า “ กามและสัญญา อันเป็นไปในทิฏฐธรรมและเป็นไปในสัมปรายะก็ดี รูปและรูปสัญญา อันเป็นไปในทิฏฐธรรมและเป็นไปในสัมปรายะ ก็ดี ทั้งสองอย่างนั้น เป็นอนิจจัง สิ่งใดเป็นอนิจจัง สิ่งนั้นไม่ควรจะเพลิดเพลิน พร่ำสรรเสริญ สยบมัวเมา “ดังนี้ เมื่ออริยสาวกนั้น ปฏิบัติแล้วอย่างนี้ เป็นผู้มากด้วยการปฏิบัติอย่างนี้อยู่ จิตย่อมเลื่อมใสในอายตนะ เมื่อมีจิตเลื่อมใสสมบูรณ์ เขาก็จะเข้าถึงอาเนญช (สมาบัติ )ในกาลนั้น หรือ น้อมไปเพื่อปัญญา ภายหลังแต่การตายเพราะการทำลายแห่งกาย ฐานะที่พึงมีได้ก็คือวิญญาณที่เป็นไป ก็จะเป็นวิญญาณที่เข้าถึงซึ่งภพในระดับอาเนญชะ

..........ภิกษุ ท.! นี้เรากล่าวว่า เป็น อาเนญชสัปปายปฏิปทาข้อที่สาม




 

Create Date : 23 ธันวาคม 2553
34 comments
Last Update : 23 ธันวาคม 2553 21:39:30 น.
Counter : 770 Pageviews.

 

อปฺปมาโท อมตํ ปทํ

ความไม่ประมาท เป็นทางแห่งความไม่ตาย

ฉลองทุกเทศกาลอย่างมีความสุข ด้วยความไม่ประมาท..นะคะ



ขอบคุณสำหรับ คอมเม้นท์ เรื่องการเวียนว่ายตายเกิดที่บล๊อก..นะคะ
เป็นคำพูดที่ดีมากเลย..ค่ะ
ปอป้าเองบางครั้งก็นึกไม่ออกว่าจะตอบอย่างไร ให้คนอ่านเข้าใจ
เข้าใจ..เหมือนอย่างที่ตัวเอง..เข้าใจ

อากาศเปลี่ยนไป เปลี่ยนมา รักษาสุขภาพด้วย..นะคะ

 

โดย: พรหมญาณี 24 ธันวาคม 2553 13:03:37 น.  

 

อ้าว เพจไม่ได้อัปเดท ผมเลยกด โพสต์ผิดหน้า http://www.bloggang.com/viewdiary.php?id=dandunkfhungfhun&group=2
คุณ นนท์เลยไม่เห็นครับ 55....งั้นโพสต์ใหม่...

...ช่วงนี้...เน้นปฏิบัติ ต่อเนื่อง บ่อยๆ เนืองๆ อย่างเดียวเลยครับ !!! เจริญ อานาปานสติสมาธิ อย่างน้อย 5 ชั่วโมงต่อวันเลย...และก้าวหน้าขึ้นทีละนิดๆ...วันไหนไม่ได้ ปฏิบัติ จะรู้สึกเสียดายที่สุด แต่ที่สำคัญ พอเจริญ อานาปานสติสมาธิ ไปเรื่อยๆ มีความเข้าใจในมรรควิธี แจ่มแจ้งมากขึ้น เป็นลำดับ...

...คุณ นนท์ลองอ่านและฃ่วยดูหน่อยนะครับว่า ถูกต้องตรง และดีมากน้อยขนาดไหน ผมจะเล่าความก้าวหน้าในการปฏิบติที่กำลังทำอยู่ และเป็นการ เรียบเรียงความเข้าใจของผมไปด้วย ก็คือว่า....

...พอเริ่มมาลองเดินจงกรมดู ปรากฏว่าดีมากเลยครับ นึกว่าไม่ดี แต่ได้ฌาณ เหมือนนั่งกำหนดลมหายใจเลย แต่ว่าปวดหลังมาก คงเหมือนกับ รู้ลมเข้าออก คือ ปกติที่ไม่ได้ รู้ลมเข้าออก ก็ไม่รู้สึกอึดอัดอะไร พอมารู้ลม ดันอึดอัด หายใจไม่เป็นธรรมชาติ เหมือนกับ เราเดินปกติในชีวิตประจำวัน ไม่เห็นเป็นไร แต่พอมาเดินจงกรม ดัน ปวดหลังสุดๆเลย เดิน ครึ่งชั่วโมง หรือ 1 ชั่วโมง หลังแทบหักเลยครับ 5555 แต่ คงเป็นเพราะ ยังไม่ได้ความสมดุลแห่งธรรมตรงนี้แบบสมบูรณ์...

...ตอนนี้เลย ทำคู่กันไปเลย คือ นั่ง กับ เดินจงกรม ตอนแรกที่เริ่มเดิน...ก็มาคิดว่า เอ๊รู้กาย ก็ยืนนิ่งๆก็ได้ ก็คือรู้กาย จะไปเดินไห้เมื่อยทำไม ปรากฏว่า ปีติเกิดไม่มาก ไม่แนบแน่น ก็เลยรู้ว่า ต้องมีการเคลื่นไหวนั่นเอง จิตก็ระลึกอยู่ที่การเคลื่อนไหว ที่เราก้มลงมองที่เท้า ยก...ย่าง...เหยียบ ก็ได้ แต่ผมจะรู้การเคลื่อนไหวของกายแบบลอยๆ ไม่ได้ก้มไปมอง แต่จะทำความรู้สึกในใจ ว่ากำลังมีกายที่กำลังเคลื่อนไหวไปเป็นอารมณ์ นั่นเอง...

...พอเดินไป และรุ้ว่า ถ้าไปเกร็งร่างกาย ปีติจะไม่เกิด แต่ก็เมื่อยและปวดหลังมากๆ ทำไห้เดินได้ อย่างมากไม่เกิน 1 ชั่วโมง ก็ต้องไปนั่ง และนั่งบนเบาะแบบ ตั้งกายตรง คู้ขาเข้ามาโดยรอบ ก็นั่งไปไม่เกินชั่วโมง ก็ต้องไปนั่งเก้าอี้เบาะที่มีพนักพิง จะนั่งได้ 3 ชั่วโมงติดต่อกันไปได้เลย และพอเดินจงกรมไป และรู้ว่า มันต้องมีการเคลื่อนไหว ก็เลยลองมาคิดว่า เอ๊ ก็นั่ง กระดิกนิ้วสบายๆ หรือเอานิ้วแตะกัน หรือลูบไปมาบนมือหรือแขน แล้วไห้จิตไปรู้อยู่กับ ความรู้สึกนั่นไม่ดีกว่ากรือ เพราะเป็นการเคลื่อนไหวเหมือนกัน เพราะจะไปเดินไห้เมื่อยทำไม เพราะปวดหลังมากๆ....หลังแทบระเบิดดดด.....0_o!...

...พอลองทำดู คือ กระดิกนิ้วไปมา หรือเอานิ้วแตะกันและปล่อย ปรากฏว่า แทบไม่ได้ผลเลยครับ สู้เดินแบบผ่อนคลายธรรมดา ทำความรู้สึกในใจให้รู้อยู่กับ กายที่เคลื่อนไหวไปเรื่อยๆ จะดีที่สุดเลย ก็แปลกนะครับ เพราะเป็นหลักการรู้กายเหมือนกัน แต่ทำไม เดินมันดีกว่า การที่จิตไปรู้นิ้วที่กระดิกไปมาก็ไม่รู้...เพราะเดินก็เป็นการปรุงแต่งเหมือนกัน แม้แต่นั่ง ก็เป็นการปรุงแต่งเหมือนกัน และการปรุงแต่งที่น้อยกว่า มันน่าจะทำไห้จิต ตั้งมั่นได้ดีกว่า เพราะ แค่กระดิกนิ้ว มันปรุงแต่งน้อยกว่า เดินตั้งเยอะนะครับ....

...ก็เลยมาสงสัยอยู่อย่างนึงก็คือ ไม่ว่าจะเดิน หรือแม้แต่นั่ง มันก็คือยังเป็นการที่จิตปรุงแต่งอยู่ใช่ไหมครับ เพราะถ้าจิตไม่ไปบังคับไห้กายตั้งตรง มันก็จะล้มหงายหลังไปน่ะสิครับ นอกจากนอนนั่นแหละ ผมว่า ไม่มีกายสังขารเลย แต่นั่งยังมีกายสังขาร เพราะถ้าไม่มี กายมันจะตั้งตรงอยู่ได้ยังไง ผมก็งงนะครับ เพราะ ฌาณที่ 4 จิตรับรู้กายน้อยมากใช่ไหมครับ แล้วร่างกายจะนั่งตั้งกายตรงอยู่ได้ไง ถ้าจิตไม่สั่งไห้ประคองกายไห้ตั้งตรงอยู่ใว้ ไม่ไห้หงายหลังลงไป ก็แสดงว่ายังมีการปรุงแต่งอยู่แต่น้อยมากๆ ใช่ไหมครับ...แต่ที่ยิ่งงงคือ ถ้า พระอนาคามี เข้านิโรธสมาบัติ หลายวัน คงต้อง เป้นท่านอน ใช่ไหมครับ ถ้าไม่งั้นแล้วกายจะตั้งตรงอยู่ได้ไง เพราะ จิตไม่ได้รู้กายอยู่ขณะนั้น....

...แต่ที่ผมคิดเอาเองก็คือ ในขณะที่นั่ง ตั้งกายตรง คู้ขาเข้ามาโดยรอบอยู่นั้น ก็มีกายสังขารอยู่ แต่น้อยมาก แต่ไม่ได้เป็นการเกร็งร่างกายไห้ตั้งตรง แต่เป็นการประคองกายไห้มันล็อคนิ่ง อยู่แบบนั้น หรือเดินจงกรมก็คือ ไม่ได้เป็นการเกร็งร่างกาย แต่ เป็นการ ล็อคร่างกาย แบบประคองไห้มันยืนอยู่ได้ เพื่อเดินไปแบบผ่อนคลายๆ ...สรุปคือ กายสังขารที่มีอยู่ ไม่ได้มีแบบไปพยายามเกร็งไห้มันตั้งตรง แต่เป็นการประคองต่างหาก ตรงนี้ผมคิดเอาเอง ถูกต้องใช่ไหมครับ...

...ก็คือ เกร็ง กับ ประคอง คือไม่เหมือนกัน ถ้าเกร็ง เป้นการปรุงแต่งอย่างมาก แต่ถ้า ประคอง คือปรุงแต่งน้อยมาก แต่ถ้าไม่ปรุงแต่งเลย คือ นอน แต่แปลกมากอีกเหมือนกัน เพราะ ลองทำท่านอนดู ดันได้ผลไม่ดีมากเท่า นั่งครับ ...และ ผลที่เกิดจากการเดินจงกรมคือ พอเดินเสร็จเพราะเมื่อยหลัง พอเปลื่ยนมานั่ง ปรากฏว่า ฌาณพุ่งขึ้นสูงปี๊ดดด เลยครับ ก็จริงด้วย เลยคิดว่า ตอนทีเดินอยู่ ฌาณมันจะเกิดมากกว่าที่เรารู้สึกได้ พอมานั่ง เลยออกมาเยอะแนบแน่นอย่างมากเลยครับ...

...อ๋อ แล้วที่ คุณ นนท์ เคยบอกผมว่า สถาวะที่ผมบอกว่าได้ ฌาณที่ 3 แล้วนั้น อาจจะเป็น แค่สภาวะของปีติ อยู่ก็ได้ ปรากฏว่า จริงๆด้วยครับ มันเป็นแค่ ปีติ อยู่จริงๆด้วย ผมเข้าใจผิดคิดไปเอง 55555 เฮ้ออออ ก็เพราะว่า มัน เป้นลักษณะแบบ ปีติอย่างหยาบ อย่างกลาง อย่างละเอียด มีหลายแบบน่ะครับ ผมเลย เข้าใจผิดไปว่า เป็น ฌาณที่ 3 ว่าแล้ว มันจะง่ายขนาดนั้นเชียวหรือ 5555 แต่ ผมได้ จริงๆ จึงเข้าใจแล้วว่า มันแตกต่างอย่างเห็นได้ชัดกับ ฌาณที่ 2 แต่ได้แบบ เฉียดๆ ฌาณที่ 3 น่ะครับ แต่ยัง ทรงใว้ไม่ได้แบบ สมบูรณ์นั่นเอง มันเป้นเหมือน ครั้งแรกเลยที่เคยเล่าไปว่า เหมือนหลุดวูบบบ และถูกดูดไปอีกมิตินึงและตกใจทำอะไรไม่ถูกน่ะครับ ครั้งแรกและครั้งเดียว แล้วก็ไม่เคยได้อีกเลย ได้แต่ตอนนี้ได้แค่แบบเฉียดๆ วูบบบๆ และที่น่าแปลกคือ ครั้งแรกตอนนั้น เป็นการได้ ฌาณที่ 3 ก่อนฌาณที่ 2 อีก คือข้ามขั้นไปเลยได้ไงไม่รู้นะครับ น่ะครับ...

...และที่สำคัญที่ผมบอกว่า พอ เจริญ อานาปานสติสมาธิ ไปเรื่อยๆ ผมเลยมีความเข้าใจในมรรควิธี แจ่มแจ้งมากขึ้น เลยทำไห้ ตอนนี้ เปลื่ยนมาทำแบบ เอา วิปัสนาเป็นตัวนำ และควบคู่ไปกับสมาธิตลอดเลย ทำไห้ โยนิโสมนสิการ ในตอนนี้กลายเป็นแบบนี้ คุณ นนท์ลองอ่านดูว่า เป็นยังไงนะครับ คือพอ ปฏิบัติ ไปเรื่อยๆ ก็ ธรรมวิจัยสัมโพชงค์ ไปเรื่อยๆ ตอนนี้ ก็เลยสรุปแนวการ ปฏิบัติ แบบนี้ คือว่า...

...ผมจะเริ่ม ทำในใจให้รู้อยู่กับตัวจิต คือเป็นขณะจิตที่แยกตัวออกมาดูจิตอีกทีนึง หรือเป็นตัวรู้ อะไรประมาณนี้น่ะครับ ตัวรุ้นี้ ผมจะคิดว่า มันไม่ใช่อะไรเลย หรืออาจจะสมมุติไห้มันเป็น วิมุติญาณทัสนะ ก็ได้ คือผมยังงงๆ อยู่น่ะครับว่าจะกำหนดไห้มันเป็นอะไร แต่ปฏิบัติไปแบบนี้ก่อน คือพอ พยายาม ทำในใจไห้เกาะอยู่กับจิตผู้รู้แบบนี้แล้ว ก็มาเฝ้าดูจิตอีกที ก็คือ เฝ้าดูอยู่แบบ สักแต่ว่า คือ (อย่าเข้าไปเป็นมัน อย่ายึดว่ามันเป็นเรา) เพราะถ้าเราพอใจที่จะเข้าไปเป็นมัน ไปเกิดดับกับมัน นั่นก็คือโทษที่ ทำไห้จิตเกิด วัฏฏะ คือ จิตถูกผูกไห้เวียนไหว้ ตายเกิดอยู่ใน วัฏฏะสงสาร ต่อไปไม่รู้จบ...

...และการบวนการ ก็คือ ถ้าทำในใจให้รู้อยู่กับตัวจิต ในขณะที่แยกตัวออกมาดูจิต อีกทีนึงนี้ ไปเรื่อยๆ นั้น มันจะ ทำได้ยากมาก หรือ อาจจะไม่ได้เลย เพราะจิตเรา เวียนไหว้ตายเกิด อยู่ใน สังสารวัฏ มาแล้ว นับชาติไม่ถ้วน และธรรมชาติของจิตก็ย่อมน้อมไปหาอารมณ์ และมักไหลลงต่ำ คือ น้อมไปหากิเลสด้วย...และแกว่งไปแกว่งมา ไปหาอารมณ์สารพัด เต็มไปหมดนับไม่ถ้วนเลย และไม่เคยหยุด...

...เพราะฉะนั้น ถ้าทำในใจให้รู้อยู่กับตัวจิต ในขณะที่แยกตัวออกมาดูจิต อีกทีนึง แบบ ติดต่อกันไปเป็นส่วนไหญ่ นานๆ ต่อเนื่องไปนั้น เราจึงต้อง หาสิ่งที่มาช่วย ทำไห้จิตเกาะอยู่กับ สภาวะนั้น ก็คือ (((กายคตาสติ))) นั่นเอง ก็คือ กำหนดรู้ กาย และ ลมหายใจเข้าออก...พอจิตรู้อยู่กับ อารมณ์เดียว คืออุเบกขา ผมก็จะ (ทำในใจให้รู้อยู่กับตัวจิต ในขณะที่แยกตัวออกมาดูจิต อีกทีนึง) ก็คือ เกาะอยู่กับ ตัวจิต ที่กำลังรู้ จิตที่มีอุเบกขาเป้นอารมณ์ อีกทีนึง เลยเปลื่ยนมาทำแบบนี้ เรื่อยมาเลยครับ...

...พอจิตเกิดปีติ หรือ สุข เราก็เกาะอยู่กับ (จิตขณะที่แยกตัวออกมาดูจิตอีกทีนึง) มันจะกลมกลืนควบคู่กันไปอยู่แบบนี้ตลอดเวลา แต่มันจะเร็วมากเพราะจิตเกิดดับเร็วมาก พอเกาะและประคองอยู่กับ สภาวะจิตที่กำลัง ดูจิตที่ กำลังมีปีติเป็นอารมณ์อยู่นั้น เราก็จะไม่เข้าไปเป็นมัน และ ไม่ยึดว่ามันเป็นเรา คือจะแยกเรากับจิตออกตลอดเวลา แบบนี้จะดีกว่าหลายแง่มุมเลยครับ เช่น ทำให้เรา ไม่เพลินไปกับ จิตที่กำลังมีปีติเป็นอารมณ์ เพราะเรากับมันคนละตัวกัน...

...และจะทำในใจว่า เราต้องการไห้ ปีติ หรือสุข หรือ อุเบกขา เกิดก็เพื่อให้จิตตั้งมั่นมีกำลัง เหมือนเป็นผู้ช่วย ที่เป็นสภาวะหรือพลังนั้น มาช่วยทำไห้เรา เกาะอยู่กับ จิตผู้รู้ ที่แยกตัวออกมาอีกที และเราจะไม่ไปเพลินกับผู้ช่วยคือ ฌาณแต่ละขั้นนั้นๆ เพราะถ้าแบบนั้นคือ ม้ากระจอก ไม่ใช้ ม้า อาชาไนย เลยทำไห้ผม ทำแบบ เอาวิปัสนานำหน้า ตลอดเลยครับ คือ พอปีติเกิด หรือ เฉียดๆ ฌาณที่ 3 แว๊บๆ เรื่อยๆ ก็พิจรณาว่า ได้ฌาณเพื่อเป็นปัจจัย ช่วยเกื้อหนุน เท่านั้น ไม่ใช่ไปเพลิน เพราะถ้าเพลิน จิตก็เกิดวัฏฏะ ภพเกิดอีกแล้ว...!!!

...แต่หน้าที่เราคือ เกาะแน่นอยู่กับ (จิตขณะที่แยกตัวออกมาดูจิตอีกทีนึง) มันจะกลมกลืนควบคู่กันไปอยู่แบบนี้ตลอดเวลา คือ พอจิตเกิด ผมก็จะ ทำในใจว่า อย่าเข้าไปเป็นมัน และ ไม่ยึดว่ามันเป็นเรา แต่ยังไม่ค่อยได้เน้นทำในลักษณะที่ว่า (ขว้างทิ้ง ไม่ถือเอา ทำไห้มอด ไม่ทำไห้ลุกโพรง) หรอกนะครับ คือผมจะทำความรู้สึกว่า จิตมันจะเกิด ก็เกิดไป ตามเหตุตามปัจจัย ของมัน ยังไม่ต้องไปรีบทิ้งอารมณ์ ให้ไวดุจกระพิบตา อะไรหรอก แต่ที่สำคัญ พอมันเกิด เราจะต้องอยู่กับจิตขณะที่แยกตัวออกมาดูมันอยู่อีกทีไห้ได้ ไม่ไปยึดว่าจิต มันเป็นเรา คือไม่เข้าไปเป็นจิต ...แต่จะแยกจิต ออกมาดูมันอยุ่ อีกที แบบนี้ รู้สึกว่า สุดยอดเลยครับ....คือทำแบบนี้ ก็เหมือน ขว้างทิ้ง ไม่ถือเอา ทำไห้มอด ไม่ทำไห้ลุกโพรง ไปโดยอัตโนมัติ นะครับ เพราะ มันก็จะดับไปโดยอัตโนมัติเหมือนกัน เพราะเรามาอยู่กับ (จิตขณะที่แยกตัวออกมาดูจิตอีกทีนึง) นั่นเอง...

...เพราะฉะนั้น ในขณะที่ผมรู้กาย หรือลมหายใจ ก็จะ ทำในใจว่า รู้แบบลอยๆ เพื่อเป็นอุบาย เครื่องมือ ในการดึงจิตไห้อยู่กับ (สภาวะของขณะจิตที่แยกตัวออกมาดูจิตอีกทีนึง) แต่จะไม่เกาะติดอยู่กับอุเบกขาเหมือนเดิมที่เคยทำ แต่จะเกาะอยู่กับ (สภาวะของขณะจิตที่แยกตัวออกมาดูจิต ที่มันกำลังรู้ลม หรือมีอุเบกขาเป็นอารมณ์อยู่ อีกทีนึง) แทน และจะทำในใจว่า ฌาณเป็นเครื่องมือที่เราต้องการทำให้ใด้สูงๆ เพื่อเป็นเครื่องมือในการช่วยทำไห้จิตตั้งมั่น เพื่อช่วยให้เราเกาะแน่นอยู่กับ (สภาวะของขณะจิตที่แยกตัวออกมาดูจิตอีกทีนึง) ให้ได้แบบติดต่อกัน เป็นส่วนไหญ่ มันก็จะเห็นมันได้ชัด และแยกออกมาดูมัน เพื่อปล่อยวางมัน อย่าเข้าไปเป็นมัน ไม่ยึดว่ามันเป็นเรา แต่จะปล่อยวาง อุปทานขันธ์ ให้ได้ เพราะเรา เห็นโทษ ในการที่จิต เข้าไปยึด ขันธ์ ว่าเป็นมัน จึงเกิด วัฏฏะทุกข์ ต่อไปไม่รู้จบ และนี่ คือ ภัยในวัฏสงสาร นั่นเอง...

...แต่ที่ยัง งงอยู่ ก็คือ (สภาวะของขณะจิตที่แยกตัวออกมาดูจิตอีกทีนึง) มันก็คือ วิญญาณตัวเดียวกัน นั่นแหละ แต่เป้นขณะที่เกิดสลับกับมัน ซึ่งแยกออกมาดูมันอีกที ซึ่งก็เกิดดับเร็วมาก จนเรารู้สึกไปเองว่า ดูมันอยู่ตลอด...แต่งงว่าวิมุตติญาณทัสนะ ไปอยู่ตรงไหน มันอยู่ระหว่างจิตแต่ละดวงใช่ไหมครับ แล้วที่บอกว่า วิมุตติญาณทัสนะ นี่แหละ คือตัวรู้อย่างแท้จริง จริงๆแล้วจิตไมได้รู้อะไร แต่ตัวรู้คือ วิมุตติญาณทัสนะ แล้วมันก็กำลัง ยึดว่า จิตเป็นตัวมัน ทำไห้เกิด วัฏฏะ จึงต้องเวียนไหว้ตายเกิด ถ้างั้น (สภาวะของขณะจิตที่แยกตัวออกมาดูจิตอีกทีนึง) ก็น่าจะเป็น วิมุตติญาณทัสนะ ไม่ใช่หรือครับ คือมันเป็นของเบาที่มีอยู่แล้ว เราเพียงแต่ วางของหนัก ของเบาก็จะเกิดปรากฏ ก็คือ วิมุตติญาณทัสนะ...

...และ พอปฏิบัติ แบบที่อธิบายไปแล้วนั้น รู้สึกดีมากเลยครับ เพราะว่า พอเรา ทำในใจ ไห้เกาะอยู่กับ(สภาวะของขณะจิตที่แยกตัวออกมาดูจิตอีกทีนึง) อยู่นั้น เราจะรู้สึกว่าเข้าถึงมันได้มากขึ้น และรู้สึกว่า ดีจริงๆ นี่แหละเป็นสภาวะที่ไม่มีทุกข์ ไม่เกิด ไม่ดับ...ทำไห้ ต่อจากนี้ไป ชีวิตเราจะไม่เป็นเหมือนเดิมอีกแล้ว แต่เป็นชีวิตที่มี (((วิหารธรรม อันวิเศษสุด))) อันหาสิ่งใดมาเปรียบไม่ได้เลย มันรู้สึกว่าโน้มไปสู่นิพานจริงๆ ไม่ว่าผมจะทำอะไร อยู่ที่ไหน ผมจะคิดอยู่เรื่องเดียวนี่แหละ นี่คืองานหลักของเราจริงๆ (((อานาปานสติสมาธิ))) คือการงานทางใจ ที่จะต้องทำตลอด ถ้าตอนไหนไม่ทำ คือ ประมาท ทันที !!!...

...เพราะฉะนั้น จึงขอขอบคุณ คุณ กัลยานนท์ ที่เป็นฟันเฟืองตัวสำคัญ ที่ทำให้มาเข้าใจได้แบบนี้นะครับ........และขอให้คุณ ม้าอาชานนท์ บรรลุ อรหันต์ ในชาตินี้ นะครับ เพราะมี อาวุฒิ เยอะ 55 คือผู้ที่ได้ศึกษา สั่งสม สุตตะ ใว้เยอะ พระพุทธองค์ก็เปรียบเหมือนมี อาวุฒิที่จะไปต่อสู้กับกิเลส ในการปล่อยวาง ขันธ์๕ ได้ดีใช่ไหมครับ.........ขออนุโมทนา......แต่ไม่สวัสดีปีไหม่ หรอกครับ 555 เพราะ ปีไหม่ เป็นเพียง สมมุติ ที่ไม่ใช่สาระอะไรเลย...55555....เฮ้อออออ..มีแต่เวลาที่ผ่านไปแล้วทุกสิ่งก็ดับไปหมดเกลี้ยงแล้ว...มีแต่ทุกข์เท่านั้นที่เกิดขึ้น มีแต่ทุกข์เท่านั้นที่ตั้งอยู่ มีแต่ทุกข์เท่านั้นที่ดับไป.....0_o...

 

โดย: อะไรกัน!!! IP: 110.77.226.179 30 ธันวาคม 2553 15:45:17 น.  

 



........สุขสันต์วันปีใหม่ 2553........

HappY NeW YeaR 2011

 

โดย: *~ต้นกล้า...ของหัวใจ~* 30 ธันวาคม 2553 16:42:29 น.  

 

...อ่าน พระสูตรนี้ งงเลยครับ ขอถามนิดนึง...

1...คำว่า (กามและกามสัญญา) นั้น คืออะไร กามคือ ความยินดีพอใจในรูปรสกลิ่นเสียงสำผัส 5 อย่าง แล้ว (กามสัญญา) คืออะไร หมายถึงทางใจ รวมเป็น 6 แบบนี้หรือครับ คือ เป็นแค่(กามสัญญา)ที่นึกคิดถึงกามคุณอารมณ์ทั้ง5 แต่ไม่ได้ผ่าน ตาหูจมุกลิ้นกาย หรือครับ...?

2...(ถ้าอย่างไรเราพึงมีจิตเป็นมหัคคตะอันไพบูลย์ อธิษฐานจิตครอบงำโลกอยู่ คำว่า (อธิษฐานจิตครอบงำโลก) คืออะไร ครับ หรือว่า ให้อยู่เหนือโลก ไม่ใช่ไห้โลกครอบงำเรา คือ ไม่ควรจะเพลิดเพลิน พร่ำสรรเสริญ สยบมัวเมา ใช่ไหมครับ ...?

3...เมื่ออริยสาวกนั้น ปฏิบัติแล้วอย่างนี้ เป็นผู้มากด้วยการปฏิบัติอย่างนี้อยู่ จิตย่อมเลื่อมใสในอยาตนะ คำว่า (จิตย่อมเลื่อมใสในอยาตนะ) คืออะไร หมายถึง เลื่อมใสเพราะว่า ไม่สยบมัวเมา หรือ ตกอยู่ภายใต้การครอบงำของมัน แบบนี้หรือครับ...?

4...เมื่อมีจิตเลื่อมใสสมบูรณ์ เขาก็จะเข้าถึง อาเนญช ( สมาบัติ ) คำว่า อาเนญช ( สมาบัติ ) คืออะไรครับ แปลว่า (วิโมกข์) อะไรประมาณนี้หรือเปล่า...?

5...ถามเกี่ยวกับเรื่อง ๑ ใน อจินไตย ๔ อย่าง คือ (ฌานวิสัยของผู้ได้ฌาน) ไม่ควรคิด เมื่อบุคคลคิด พึงเป็นผู้มีส่วนแห่งความเป็นบ้า เดือดร้อน ฯ ...หมายความว่าอะไรครับ หมายความว่า ไม่ควรคิดหาเหตุผลว่า จิต เป็นฌาณได้ไง เกิด นิมิตต่างๆได้ไง หรือรู้แจ้งแทงตลอดซึ่งธาตุอันเป็นอเนกได้ไง เหาะเหินเดนอากาศได้ไง ต่างๆนาๆ คือไม่ควรคิดหาเหตุผลว่า มันเป็นไปได้ยังไงตามเหตุผลทางวิทยาศาสตร์อะไรประมาณนี้ ผมเข้าใจถูกไหมครับ...???

6...คำว่า (จิตปราโมทย์) นี่ มัน เป็นยังไงครับ ทำไมเจอบ่อย มันต่างจาก ปีติ หรือ สุขเวทนา ไหม แล้ว (จิตปราโมทย์) นี่ มันจัดเป็นความเพลิน(นันทิ) ที่ควรละ ไหมครับ...?

 

โดย: อะไรกัน@งง IP: 110.77.226.179 30 ธันวาคม 2553 17:32:53 น.  

 

อตีตํ นานะวา คะเมยยะ
ไม่ควรคิดคำนึงกับอดีตที่ผ่านไปแล้ว

ขอให้เริ่มต้นปีใหม่อย่างมีความสุขและสมหวังในทุกสิ่งที่ปรารถนา..นะคะ


 

โดย: พรหมญาณี 30 ธันวาคม 2553 19:43:30 น.  

 









สวัสดีปีใหม่ค่ะ ลุง
ไปเที่ยวไหนป่าวคะ

 

โดย: พธู 31 ธันวาคม 2553 8:22:06 น.  

 

(((...ถามอีก 4 ข้อ นะครับ คิดไม่ออก...)))

คือ อ่านในหนังสือ อานาปานสติ คือ เรื่อง ...[ละความดำริอันอาศัยเรือน]
________________________
ภิกษุ ท. ! เพราะเหตุนั้นในเรื่องนี้ ถ้าภิกษุปราถนาว่า "ความระลึกและดำริอันอาศัยเรือนเหล่าใดของเรามีอยู่ ความระลึกและความดำริเหล่านั้นพึงสิ้นไป" ดังนี้แล้วไซร้ อานาปานสติสมาธินี้แหละ อันภิกษุนั้นพึงทำใว้ในใจให้เป็นอย่างดี.
________________________
...อันนี้ หามา 2 เรื่อง ก็ไม่เข้าใจอีกครับ คือ...
________________________
[๑๓๓๑] ดูกรภิกษุทั้งหลาย เพราะเหตุนั้นแหละ ถ้าแม้ภิกษุพึงหวังว่า เราพึงสละความระลึกและความดำริของเราที่อาศัยเรือนนั้นเสีย ก็พึงมนสิการอานาปานสติสมาธินี้แหละให้ดี.
________________________
...เรื่องนี้ เอามาเฉพาะตอนท้าย ก็คือ...

พ. ดูกรผัคคุนะ การที่เธออยู่คลุกคลีกับพวกภิกษุณีจนเกินเวลานี้ ไม่สมควรแก่เธอผู้เป็นกุลบุตรออกจากเรือนบวชเป็นบรรพชิตด้วยศรัทธาเลย

ดูกรผัคคุนะ เพราะฉะนั้น ถ้าแม้ภิกษุรูปไรติเตียนภิกษุณีเหล่านั้นต่อหน้าเธอ แม้ในข้อนั้น เธอพึงละความพอใจ และวิตกอันอาศัยเรือนเสีย แม้ในข้อนั้น เธอพึงศึกษาอย่างนี้ว่า จิตของเราจักไม่แปรปรวน และเราจักไม่เปล่งวาจาที่ลามก จักอนุเคราะห์ด้วยสิ่งที่เป็นประโยชน์อยู่ แลจักเป็นผู้มีเมตตาจิต ไม่มีโทสะภายในดูกรผัคคุนะ เธอพึงศึกษาอย่างนี้แล

ดูกรผัคคุนะ เพราะฉะนั้น ถ้าใครๆ ประหารภิกษุณีเหล่านั้นด้วยฝ่ามือ ด้วยก้อนดิน ด้วยท่อนไม้ ด้วยศาตราต่อหน้าเธอ แม้ในข้อนั้น เธอพึงละความพอใจและวิตกอันอาศัยเรือนเสีย แม้ในข้อนั้น เธอพึงศึกษาอย่างนี้ว่า จิตของเราจักไม่แปรปรวน และเราจักไม่เปล่งวาจาที่ลามก จักอนุเคราะห์ด้วยสิ่งที่เป็นประโยชน์อยู่ แลจักเป็นผู้มีเมตตาจิต ไม่มีโทสะภายใน ดูกรผัคคุนะ เธอพึงศึกษาอย่างนี้แล

ดูกรผัคคุนะ เพราะฉะนั้น ถ้าใครๆติเตียนตัวเธอเอง ต่อหน้าเธอ แม้ในข้อนั้น เธอพึงละความพอใจ และวิตกอันอาศัยเรือนเสียดูกรผัคคุนะ แม้ในข้อนั้น เธอพึงศึกษาอย่างนี้ว่า จิตของเราจักไม่แปรปรวน และเราจักไม่เปล่งวาจาที่ลามก จักอนุเคราะห์ด้วยสิ่งที่เป็นประโยชน์อยู่ แลจักเป็นผู้มีเมตตาจิต ไม่มีโทสะภายใน ดูกรผัคคุนะ เธอพึงศึกษาอย่างนี้แล

ดูกรผัคคุนะ เพราะฉะนั้น ถ้าใครๆ ประหารเธอด้วยฝ่ามือ ด้วยก้อนหิน ด้วยท่อนไม้ ด้วยศาตรา ดูกรผัคคุนะ แม้ในข้อนั้น เธอพึงละความพอใจ และวิตกอันอาศัยเรือนเสีย แม้ในข้อนั้น เธอพึงศึกษาอย่างนี้ว่า จิตของเราจักไม่แปรปรวน และเราจักไม่เปล่งวาจาที่ลามก จักอนุเคราะห์ด้วยสิ่งที่เป็นประโยชน์แลจักเป็นผู้มีเมตตาจิต ไม่มีโทสะภายใน ดูกรผัคคุนะ เธอพึงศึกษาอย่างนี้ดังนี้แล.
________________________

1...ประโยคที่ว่า...[พึงสละความระลึก และ ความดำริของเราที่อาศัยเรือนนั้นเสีย]...[เธอพึงละความพอใจ และ วิตกอันอาศัยเรือนเสีย]...หมายความว่าอะไรครับ เรือน หมายความว่า บ้านเรือน หรือ ร่างกาย หรืออะไรครับ หรือว่า การจับกลุ่ม คลุกคลีกับผู้อื่น...???

2...เนื้อความที่ว่า [ดูกรผัคคุนะ เพราะฉะนั้น ถ้าใครๆ ประหารเธอด้วยฝ่ามือ ด้วยก้อนหิน ด้วยท่อนไม้ ด้วยศาตรา ดูกรผัคคุนะ แม้ในข้อนั้น เธอพึงละความพอใจ และวิตกอันอาศัยเรือนเสีย] ...แล้ว ถ้าใครๆ ประหารเธอด้วยฝ่ามือ ด้วยก้อนหิน ด้วยท่อนไม้ ด้วยศาตรา แล้วไปเกี่ยวอะไรกับการ ให้ละความพอใจ และวิตกอันอาศัยเรือน ครับ ไม่เข้าใจ...???

3...อยากถามว่า...ตามเนื้อความในพระพุทธวจณ ก็จะมี บุคคลและเรื่องราว ที่เกิดขึ้น แล้วจะมีหลายๆ เรื่อง ที่ พระพุทธองค์ทรงตรัสเรียกภิกษุ มาถามเรื่องราวที่เกิดขึ้นว่าเป็นยังไง เธอได้ทำอย่างนั้นอย่างนี้จริงหรือไม่ ดังปรากฏใน ในพระวินัย และ พระสูตร ต่างๆ คืออยากรู้ว่า ก็พระพุทธเจ้า มี (อาเทศนาปาฏิหาริย์) กำหนดรู้ใจผู้อื่น และ (จุตูปปาตญาณ) รู้ความเป็นไปของสัตว์โลก อยู่แล้วไม่ใช่ หรือครับ แล้วทำไม ต้องถาม เรื่องราวกับ ภิกษุ อีกครับ ในเมื่อ ก็สามารถกำหนดรู้ได้เองอยู่แล้ว ไม่ใช่หรือครับ งงมากๆ.....???

4...การที่ภิกษุ บอกว่า ได้ฌาณ ขั้นนั้นขั้นนี้แล้ว เช่นได้ฌาณขั้นที่ 4 แล้ว จะเข้าข่ายเป็นการ (อวดอุตริมนุษธรรม) ไหมครับ หรือว่าไม่เข้าข่าย...แล้วถ้าภิกษุ นั่งเจริญสมาธิ เพื่อต้องการไห้ ภิกษุรูปอื่นเห็น เพื่อต้องการอวดว่า ตนกำลังเข้าฌาณอยู่ เพื่อให้ผู้อื่นยกย่อง อะไรประมาณนี้ จะผิดศีลหรือผิดอะไรข้อไหนไหมครับ...???

 

โดย: อะไรกัน@งง!!! IP: 110.77.226.91 31 ธันวาคม 2553 12:23:30 น.  

 

เอาล่ะ...ปีใหม่ ก็เป็นสิ่งที่กระตุ้น ทำให้เรา ตระหนักขึ้นมาได้ว่า เวลาก็ผ่านไปอีก 1 ปี และเวลาล่วงไปๆ เรากำลังทำอะไรกันอยู่ พระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า และ เหล่าสาวกผู้ปฏิบัติ และ บรรลุตาม ก็ได้ดับขันธ์ นิพพานไปกันหมดแล้ว ไม่มากก็น้อย บัดนี้เรายังคงจมอยู่ในห้วงแห่งวัฏฏะสงสาร การเวียนไหว้ตายเกิดอยู่ และกำลังจะบรรลุตามในอีกไม่ช้า เพราะการสั่งสมของเราคงจะเต็มรอบแล้วในอีกไม่ช้า...

...เพราะฉะนั้น ปีนี้ จงเป็นปีแห่งการเริ่มต้น ปฏิบัติ(รู้พร้อมเฉพาะ ถึงพร้อมเฉพาะ) ไปสู่ความหลุดพ้นจากกองทุกข์ทั้งปวง ให้จงได้ เพราะฉะนั้น หมดเวลาแล้ว ขอย้ำเป็นครั้งที่สองว่า หมดเวลาแล้ว และขอย้ำเป็นครั้งที่สามว่า หมดเวลาแล้ว !!! ที่จะปล่อยจิต ให้เพลินไปยึด ธาตุ ขันธ์ อายตนะ ว่าเป็นเรา เป็นของเรา จงปล่อยวางให้หมด เพราะนั่นคือโทษในการที่จิตเกิดวัฏฏะ ไปสร้างภพ เมื่อมีภพ ก็มี ชาติ ชรา มรณะ และทำให้เกิดเป็นวัฏฏะทุกข์ ต่อไปไม่รู้จบนั่นเอง...

...เพราะฉะนั้น วาระนี้ เป็นโอกาศที่ดี ในการที่ผมจะ อฐิฐาณ ในการ สลัดคืนจากอุปธิทั้งปวง...โดยการ เจริญ (((กายคตาสติ))) อย่างจริงจัง เพื่อให้ ราคะ โทสะ โมหะ เบาบางลงให้จงได้ และนำไปสู่ ความหลุดพ้นจากวัฏฏะแห่งทุกข์ทั้งปวง ให้จงได้ เริ่มตั้งแต่วินาทีนี้ เป็นต้นไป ต่อจากนี้ ถ้าเจริญ อานาปานสติสมาธิ อย่างน้อยวันละ 5 ชั่วโมงติดต่อกันทุกวัน คงไม่เกิน 1 ปี คิดว่าต้องได้ฌาณที่ 4 และ ราคะ โทสะ โมหะ ต้อง เบาบางลง เป็นแน่แท้...เพราะเราเห็นทางอยู่แล้ว รอเวลาที่จะเดินไปถึงเท่านั้นเอง...

[ย่อมทำการฝึกหัดศึกษาว่า "เราเป็นผู้เห็นซึ่งความสลัดคืน อยู่เป็นประจำ หายใจเข้า" ว่า "เราเป็นผู้เห็นซึ่งความสลัดคืน อยู่เป็นประจำ หายใจออก"]

...การที่ผมได้มาศึกษา พุทธวจณแบบล้วนๆ ทำไห้เข้าใจถูกต้องตรงจริง และนำไปปฏิบัติและได้ผลก้าวหน้าขึ้นทีละนิดละหน่อย ทำให้ (กายคตาสติ และ อานาปานสติสมาธิ) เป็นของใหม่สำหรับผม จึงตื่นเต้นเป็นธรรมดา ทีได้มาพบทางสว่างอย่างแท้จริง ...วาระปีใหม่นี้ ขอให้คุณ พุทธโฆษนนท์ ได้บรรลุ อมตธรรม ใน ทิฐธรรม โดยพลัน ด้วยนะครับ...ขออนุโมทนา...

 

โดย: อะไรกัน IP: 118.174.193.163 1 มกราคม 2554 0:33:50 น.  

 

ตอบ คุณอะไรกัน

1...ประโยคที่ว่า...[พึงสละความระลึก และ ความดำริของเราที่อาศัยเรือนนั้นเสีย]...[เธอพึงละความพอใจ และ วิตกอันอาศัยเรือนเสีย]...หมายความว่าอะไรครับ เรือน หมายความว่า บ้านเรือน หรือ ร่างกาย หรืออะไรครับ หรือว่า การจับกลุ่ม คลุกคลีกับผู้อื่น...???

ตอบ ใช่ครับ อาศัยเรือน หมายถึง การระคนด้วยหมู่ การคลุกคลี ด้วยหมู่ พระพุทธองค์ทรงต้องการให้ ปลีกวิเวก อยู่สุญญาคาร คือเรือนว่าง หรือ ห้องว่างๆ ให้อยู่ผู้เดียว อย่ายินด้วยการระคนด้วยหมู่ หรือ คลุกคลีกับผู้อื่น หรือ วิตกอันอาศัยเรือน ก็คือ คิดถึงคนนั้นคนนี้ อยู่โคนไม้อยู่ผู้เดียวก็คิดถึงบ้าน คิดถึงคนที่บ้าน แบบนี้เป็นต้น

2...เนื้อความที่ว่า [ดูกรผัคคุนะ เพราะฉะนั้น ถ้าใครๆ ประหารเธอด้วยฝ่ามือ ด้วยก้อนหิน ด้วยท่อนไม้ ด้วยศาตรา ดูกรผัคคุนะ แม้ในข้อนั้น เธอพึงละความพอใจ และวิตกอันอาศัยเรือนเสีย] ...แล้ว ถ้าใครๆ ประหารเธอด้วยฝ่ามือ ด้วยก้อนหิน ด้วยท่อนไม้ ด้วยศาตรา แล้วไปเกี่ยวอะไรกับการ ให้ละความพอใจ และวิตกอันอาศัยเรือน ครับ ไม่เข้าใจ...???

ตอบ ดูกร ผัคคุนะ ถ้าใครๆประหารภิกษุณีเหล่านั้น ด้วยฝ่ามือ ด้วยก้อนหิน ฯลฯ คือ พระผัคคุนะ คลุกคลี กับ ภิกษุณี พระองค์บอกว่า ถ้ามีใคร จะติดเตียน จะประหารภิกษุณีนั้น ต่อหน้าเธอ ก็ อย่าไปคิดถึง อย่าไปนึกถึง ก็ให้มีจิตเมตตา ไม่พยาบาท

หรือ แม้นแต่ จะมีใครมาติเตียนเธอ จะพยายามมาประหารเธอ เองก็ตาม พระองค์ก็ตรัสบอกว่า ให้อย่าไป คิดถึงหรือมีจิตพยาบาท ก็ยังให้ประกอบด้วยเมตตา เช่นกัน คือ ขนาด ใครจะติเตียน หรือ พยายามคิดมาฆ่าพระผัคคุนะ ก็ยัง ไม่ให้ ไปคิดถึงเรื่องนั้น (วิตกอันอาศัยเรือน) ไม่ให้ผูกโกรธพยาบาท ให้ มีจิตประกอบด้วยเมตตา เพียงอย่างเดียวพอ

3...อยากถามว่า...ตามเนื้อความในพระพุทธวจน ก็จะมี บุคคลและเรื่องราว ที่เกิดขึ้น แล้วจะมีหลายๆ เรื่อง ที่ พระพุทธองค์ทรงตรัสเรียกภิกษุ มาถามเรื่องราวที่เกิดขึ้นว่าเป็นยังไง เธอได้ทำอย่างนั้นอย่างนี้จริงหรือไม่ ดังปรากฏใน ในพระวินัย และ พระสูตร ต่างๆ คืออยากรู้ว่า ก็พระพุทธเจ้า มี (อาเทศนาปาฏิหาริย์) กำหนดรู้ใจผู้อื่น และ (จุตูปปาตญาณ) รู้ความเป็นไปของสัตว์โลก อยู่แล้วไม่ใช่ หรือครับ แล้วทำไม ต้องถาม เรื่องราวกับ ภิกษุ อีกครับ ในเมื่อ ก็สามารถกำหนดรู้ได้เองอยู่แล้ว ไม่ใช่หรือครับ งงมากๆ.....???

ตอบ พระองค์สามารถทำได้ แต่พระองคืต้องการแสดงเป็นตัวอย่างว่า ขนาดพระองค์ทำได้พระองค์ยังไม่ทำ เพราะพระองค์ตรัสว่าทรงรู้สึกอึดอัดขยะแขยง ต่อ อิทธิปาฏิหาริย์ และ อาเทศนาปาฏิหาริย์ พระองค์จึงต้องทำเป็นแบบอย่างว่า พระองค์ สามารถทำได้ แต่พระองค์ก็ ไม่ทำ เพื่อให้สาวกได้รู้และทำตามว่า ถ้าไม่มีความจำเป็น ก็ ห้ามทำ

4...การที่ภิกษุ บอกว่า ได้ฌาณ ขั้นนั้นขั้นนี้แล้ว เช่นได้ฌาณขั้นที่ 4 แล้ว จะเข้าข่ายเป็นการ (อวดอุตริมนุษธรรม) ไหมครับ หรือว่าไม่เข้าข่าย...แล้วถ้าภิกษุ นั่งเจริญสมาธิ เพื่อต้องการไห้ ภิกษุรูปอื่นเห็น เพื่อต้องการอวดว่า ตนกำลังเข้าฌาณอยู่ เพื่อให้ผู้อื่นยกย่อง อะไรประมาณนี้ จะผิดศีลหรือผิดอะไรข้อไหนไหมครับ...???

ตอบ คำว่า อวดอุตริมนุษย์ธรรม หมายถึง อวดคุณวิเศษที่ไม่มีในตน ถ้าภิกษุ บอกกับ ภิกษุ ด้วยกัน ถ้าไม่เป็นจริง ก็ถือว่าผิดข้อมุสา ถ้าเป็นจริง เช่น บรรลุเป็นพระอรหันต์แล้ว บอกกับภิกษุด้วยกัน ก็ ไม่ผิด แต่ถ้า เข้าใจผิด ว่าตนเองได้ คุณวิเศษ แบบนั้น เช่น เข้าใจว่าตนเอง บรรลุเป็นอรหันต์แล้ว แต่ว่าเป็นการเข้าใจผิดถือว่าไม่ผิด

ถ้าภิกษุ บอกอวดคุณวิเศษกับ ฆราวาส ถ้าเป็นสิ่งที่ไม่มีในตน ก็ อาบัติปาราชิก แต่ถ้า เป็นจริง แล้วบอกกับฆาราวาสก็ทรง ปรับ อาบัติปาจิตตีย์ ถ้าเจริญสมาธิ เพื่อต้องการอวดใครก็แล้วแต่ ก็ ไม่ผิดวินัยในข้อใด เรื่องการอวดแสดงฤทธิ์ เพื่อหวังลาภสักการะ พระพุทธเจ้าก็ ไม่ให้ทำ และทรงปรับอาบัติ ทุกกฏ แต่ถ้า ไม่ได้แสดงฤทธิ์ แค่นั่งสมาธิเฉยๆ เพื่อให้คนอื่นเกิดศรัทธาเลื่อมใส ก็ ไม่น่าจะผิดอะไร ครับ

คำตอบ ก็ ได้ตอบให้ทุกคำถามน่าจะเคลียร์นะครับ ถ้ายังไม่เคลียร์ก็มาถามใหม่ได้ครับ

อนุโมทนาครับ

 

โดย: จูปีเตอร์เทพแห่งดาวพฤหัส 2 มกราคม 2554 3:03:21 น.  

 

ตอบ คุณ อะไรกัน

1...คำว่า (กามและกามสัญญา) นั้น คืออะไร กามคือความยินดีพอใจในรูปรสกลิ่นเสียงสำผัส 5 อย่าง แล้ว (กามสัญญา) คืออะไร หมายถึงทางใจ รวมเป็น 6 แบบนี้หรือครับ คือ เป็นแค่(กามสัญญา)ที่นึกคิดถึงกามคุณอารมณ์ทั้ง5 แต่ไม่ได้ผ่าน ตาหูจมุกลิ้นกาย หรือครับ...?

ตอบ กามสัญญา หมายถึง ความกำหนัดไปตามอำนาจความตริตรึกในอดีตที่ผ่านมาแล้ว แล้วเราไปนึกถึง เรายังจำได้ เช่น เมื่อวาน เราเห็น ผู้หญิงสวย เราชอบ ติดตาเลย พอมาวันนี้ ยังไม่ลืม ยังจำได้ ยังไปนึกถึง แล้วก็เพลินเพลินกับหญิงที่เห็นเมื่อวานนี้ ก็ ผ่าน ตาหู จมูก ลิ้น กาย เหมือนกัน แต่เกิดขึ้นในอดีตที่ผ่านมา แต่เรายังไม่ลืม ยังไปนึกถึงอยู่ นี่คือกามสัญญา กาม คือ ความกำหนัดไปตามอำนาจความตริตรึก ของคนเรา ถ้า เห็นในปัจจุบัน แล้ว จิตไปปรุงแต่งต่อ นี่เรียกว่า กาม ส่วนกามคุณ๕ คือ เครื่องไตร่ต่อให้เกิดกาม ครับ

2...(ถ้าอย่างไรเราพึงมีจิตเป็นมหัคคตะอันไพบูลย์ อธิษฐานจิตครอบงำโลกอยู่ คำว่า (อธิษฐานจิตครอบงำโลก) คืออะไร ครับ หรือว่า ให้อยู่เหนือโลก ไม่ใช่ไห้โลกครอบงำเรา คือ ไม่ควรจะเพลิดเพลิน พร่ำสรรเสริญ สยบมัวเมา ใช่ไหมครับ ...?

ตอบ ดูกรภิกษุทั้งหลาย อุบลก็ดี ปทุมก็ดี บุณฑริกก็ดี เกิดแล้วในน้ำ เจริญแล้วในน้ำ ขึ้นพ้นจากน้ำตั้งอยู่ แต่น้ำไม่ติด แม้ฉันใด. พระตถาคตเกิดแล้วในโลก เจริญแล้วในโลก ย่อมครอบงำโลกอยู่ แต่โลกฉาบทาไม่ได้ ฉันนั้นเหมือนกันแล

ครอบงำโลกก็จะหมายถึง อยู่เหนือกิเลส กิเลส ครอบงำไม่ได้ นั่นเองครับ

3...เมื่ออริยสาวกนั้น ปฏิบัติแล้วอย่างนี้ เป็นผู้มากด้วยการปฏิบัติอย่างนี้อยู่ จิตย่อมเลื่อมใสในอยาตนะ คำว่า (จิตย่อมเลื่อมใสในอยาตนะ) คืออะไร หมายถึง เลื่อมใสเพราะว่า ไม่สยบมัวเมา หรือ ตกอยู่ภายใต้การครอบงำของมัน แบบนี้หรือครับ...?

ตอบ คำว่ามีจิตเลื่อมใสในอายตนะ ทีแรกผมก็สงสัยเหมือนกัน ตอบคำถามนี้ไม่ได้เลยไปถามพระอาจารย์มาให้ก็ได้คำตอบว่า มีจิตเลื่อมใสในอายตนะ ในที่นี้หมายถึง เลื่อมใสในอรูปสัญญาสมาบัติ ครับ การที่เราจะเข้าถึงสิ่งๆใดเราต้องมีจิตเลื่อมใสก่อน ต้องมีศรัทธาก่อน เมื่อเรามีจิตเลื่อมใสใน อเนญชา หรือ อรูปสัญญาสมบัติก่อน เราถึงจะวางรูปสัญญาได้ แล้วจึงก้าวพ้นรูปสัญญา เข้าสู่อรูปสัญญาสมาบัติ คำตอบได้มาแบบนี้ครับ

4...เมื่อมีจิตเลื่อมใสสมบูรณ์ เขาก็จะเข้าถึง อาเนญช ( สมาบัติ ) คำว่า อาเนญช ( สมาบัติ ) คืออะไรครับ แปลว่า (วิโมกข์) อะไรประมาณนี้หรือเปล่า...?


ตอบ อเนญชา หมายถึง อรูปสัญญา ครับ

5...ถามเกี่ยวกับเรื่อง ๑ ใน อจินไตย ๔ อย่าง คือ (ฌานวิสัยของผู้ได้ฌาน) ไม่ควรคิด เมื่อบุคคลคิด พึงเป็นผู้มีส่วนแห่งความเป็นบ้า เดือดร้อน ฯ ...หมายความว่าอะไรครับ หมายความว่า ไม่ควรคิดหาเหตุผลว่า จิต เป็นฌาณได้ไง เกิด นิมิตต่างๆได้ไง หรือรู้แจ้งแทงตลอดซึ่งธาตุอันเป็นอเนกได้ไง เหาะเหินเดนอากาศได้ไง ต่างๆนาๆ คือไม่ควรคิดหาเหตุผลว่า มันเป็นไปได้ยังไงตามเหตุผลทางวิทยาศาสตร์อะไรประมาณนี้ ผมเข้าใจถูกไหมครับ...???

ตอบ ใช่ครับ มันเป็นเรื่องที่ อธิบายไม่ได้ หาคำตอบไม่ได้ คิดไปก็ปวดหัวป่าวๆคิดมากๆ ก็อาจจะทำให้มีจิตวิปลาสได้

6...คำว่า (จิตปราโมทย์) นี่ มัน เป็นยังไงครับ ทำไมเจอบ่อย มันต่างจาก ปีติ หรือ สุขเวทนา ไหม แล้ว (จิตปราโมทย์) นี่ มันจัดเป็นความเพลิน(นันทิ) ที่ควรละ ไหมครับ...?

ตอบ ปราโมทย์ ปิติ สุข นี่คล้ายกันมาก ปิติ คือ ความอิ่มใจ ปราโมทย์ บันเทิงใจ ถ้าจะยกตัวอย่าง น้ำที่กำลังเดือดอยู่ ปราโมทย์นี่ 100 องศา ปิติ ก็ ลดลงมา เหลือ 90 สุข ก็ ลดลง เหลือ 80 องศา คือ ความเดือดมันต่างกัน แต่มันก็ อยู่ติดกัน พอมันสงบรำงับลง ก็เหมือน น้ำที่ลดอุนหภูมิลง เหมือนเด็ก ที่ได้ของเล่นใหม่ๆได้ตุ๊กตา ก็ ตื่นเต้นมาก ดีใจกระโดดตัวลอย นี่คือปราโมทย์ ต่อมา ก็ ปลื้ม น้ำตาไหล ที่ได้ตุ๊กตา ยังดีใจอยู่ นี่ก็เป็น ปิติ พอวันต่อมา ก็ ยังมีความสุขที่ได้กอดตุ๊กตาอยู่ นี่คือ สุข คืออาการดีใจที่มันเดือดปุดปุด มันสงบรำงับลง ตามลำดับนั่นเอง

ปราโมทย์ ปิติ สุข จัดอยู่ใน สุขเวทนา ถือเป็นนันทิที่ต้องละ ครับ หรือ ถ้าเราเพลินกับมัน แต่สักพัก มันก็จะจางคลายแล้วก็ดับไปในที่สุดเหมือนน้ำที่เดือดแหละครับพอสักพัก อุณหภูมิมันก็ลดลงๆไปเรื่อย นั่นเอง ถ้าเราไม่ไปต้มมันใหม่

คำตอบน่าจะเคลียร์แล้วนะครับ ขออนุโมทนาในความตั้งใจในการปฏิบัตินะครับ

 

โดย: จูปีเตอร์เทพแห่งดาวพฤหัส 2 มกราคม 2554 13:51:57 น.  

 

คำ ถาม คุณอะไรกัน ได้ตอบไปหมดแล้ว ปีใหม่นี้ ก็ ขอให้ คุณอะไรกัน มีความตั้งใจ ในการประพฤติปฏิบัติ อย่างเอาจริงเอาจัง และ อธิษฐาน ความเพียรตามพระพุทธองค์ตรัสว่า

.........ดูกรภิกษุทั้งหลาย ! เรารู้ทั่วถึงคุณของธรรม ๒ อย่าง ๒ อย่างเป็นไฉน? คือความเป็นผู้ไม่สันโดษในกุศลธรรม ๑ ความเป็นผู้ไม่ย่อหย่อนในความเพียร ๑

..........ดูกรภิกษุทั้งหลาย !ได้ยินว่า เราเริ่มตั้งความเพียรอันไม่ย่อหย่อนว่าจะเหลืออยู่แต่หนัง เอ็น และกระดูก ก็ตามทีเนื้อและเลือดในสรีระจงเหือดแห้งไปเถิด ยังไม่บรรลุผลที่บุคคลพึงบรรลุได้ด้วยเรี่ยวแรงของบุรุษ ด้วยความเพียรของบุรุษ ด้วยความบากบั่นของบุรุษแล้ว จักไม่หยุดความเพียรเสีย

..........ดูกร ภิกษุทั้งหลาย ! โพธิญาณ อันเรานั้นได้บรรลุแล้วด้วยความไม่ประมาท ธรรมอันเป็นแดนเกษมจากโยคะอัน ยอดเยี่ยม อันเรานั้นได้บรรลุแล้วด้วยความไม่ประมาท

.......... ดูกรภิกษุทั้งหลาย ถ้าแม้เธอทั้งหลายจะพึงเริ่มตั้งความเพียรอันไม่ย่อหย่อนว่า จะเหลืออยู่แต่หนัง เอ็น และกระดูกก็ตามที เนื้อและเลือดในสรีระจงเหือดแห้งไปเถิดยังไม่บรรลุผลที่ บุคคลพึงบรรลุได้ด้วยเรี่ยวแรงของบุรุษ ด้วยความเพียรของบุรุษ ด้วยความ บากบั่นของบุรุษแล้ว จักไม่หยุดความเพียรเสีย


สวัสดีปีใหม่ ครับ น้องพู ปีใหม่ไม่ได้ไปใหนเลยครับ ไปอยู่วัด ครับ ไม่ได้ไปใหนเลย

สวัสดีปีใหม่ครับ ปอป้า ขอให้มีสุขภาพแข็งแรงนะครับ

สวัสดีปีใหม่ คุณ ต้นกล้าด้วยครับ

 

โดย: จูปีเตอร์เทพแห่งดาวพฤหัส 2 มกราคม 2554 13:53:00 น.  

 

โห...จิตเลื่อมใสในอายตนะ ไปถามพระอาจารณ์ด้วยหรือครับ น่าสนใจจัง ได้ไปอยู่ ในบรรยากาศจริง 55 ผมฟังแต่เสียง ดูแต่ วีดีโอ 555 ไม่เป็นไร บรรลุได้เหมือนกัน ...แล้วในอนาคต คุณ นนท์ จะไปบวชที่วัดนาป่าพงเลยไหมครับ หรือ รอไห้บรรลุก่อน แล้วถ้าได้ ฌาณ4 หรือบรรลุ ธรรมขั้นไหนแล้ว กระซิบบอกผมด้วยนะครับ 555

...ถามนิดนึง ทำไม วีดีโอ ที่เวบ วัดนาป่าพงไม่ทำไห้ดาวน์โหลดครับ เช่นอันนี้ ผมจะดาวน์โหลดไป ไม่ได้เลย
http://www.nap-tv.com/tape.aspx
ใช้โปรแกรม youtube downloader หรือ orbitdownloader ก็ไม่ได้ ตกลงดาวน์โหลดไม่ได้หรือครับ ต้องดูผ่านอินเตอร์เนต สงสัยเขายังไม่ทำลง DVD แจก

...แล้วมี ช่อง TV ดาวเทียม ของวัดนาป่าพงไหมครับ น่าจะมีนะครับ จะดีมากเลย เหมือน ช่องธรรมะหลายช่อง เช่น ของธรรมกาย สงสัยต้องมีทุนสูงหรือครับ จึงจะทำได้ ผมว่าทำแค่ช่อง วิทยุ ผ่านดาวเทียมก็น่าจะใช้ทุนน้อยกว่า นะครับ...

...แต่ไม่เป็นไร เพราะรู้ธรรมเพียงข้อเดียว แต่ปฏิบัติธรรมสมควรแก่ธรรม ก็ได้ฃื่อว่าเป็นพระหูสูตร และบรรลุได้เหมือนกัน ใช่ไหมครับ....เคล็ดลับก็คือ ทำไห้มาก ทำไห้บ่อย เป็นผู้มีปกติเจริญสติปัฐฐาณ นั่นเอง.......

 

โดย: อะไรกัน@หายงง IP: 110.77.226.227 2 มกราคม 2554 17:21:11 น.  

 

ตอบ คุณ อะไรกัน

อนาคต ถ้าผมจะบวช ก็คงบวชที่วัดนาป่าพง แน่นอน ครับ คงไม่ไปบวชวัดอื่น วัดนี้ ปฏิบัติตาม พระพุทธเจ้า ทุกอย่าง พระพุทธเจ้า สั่ง ให้ ภิกษุ ย้อมจีวรเอง โดยใช้แก่นไม้เปลือกไม้ รากไม้ ใบไม้ ส่วนของต้นไม้ การตัดเย็บจีวร ต้องตรงตามแบบที่พระพุทธองค์ทรงบรรญัติ มีการเย็บลูกดุมรังดุม ตรงตามที่พระอานนท์ ออกแบบไว้ วัดทั่วไป ใช้การซื้อสำเร็จรูป ซึ่งตัดเย็บไม่ตรงตามที่พระพุทธเจ้าบรรญัติ

วัดนี้ ไม่รับเงินทอง ใครจะถวายเงิน ให้ใส่ตู้ เขียนใบปาวารณา พระไม่มีเงินทองเป็นส่วนตัว

วัดนี้ ฉันมื้อเดียว ฉันในบาตร นุ่งห่ม ผ้าเพียงสามผืน

วัดนี้ ไม่มี สิ่งปลูกสร้างใดๆ พระพุทธเจ้า สั่งไว้ไม่ให้พระไปทำงานก่อสร้างเหมือนวัดอื่น

วัดนี้ สอนแต่คำสอนของพระพุทธเจ้าทั้งหมด

วัดนี้ กุฏิ ไม่มีไฟฟ้า อยู่เหมือนอยู่ป่า พระ บิณฑบาตร ฉันในบาตร แล้วมีหน้าที่ ไปเดินจงกลม สลับนั่งสมาธิ เท่านั้น ช่วงบ่ายสามโมง มากวาดลานวัดกับล้างห้องน้ำ นอกนั้น ให้เดินจงกลมสลับนั่งสมาธิ เพียงอย่างเดียว

เป็นวัดในดวงใจผมเลยครับ คงไม่ไปบวชวัดอื่นหรอก
และ ถ้าคุณอะไรกันจะบวช ก็ อยากให้มาบวชที่วัดนี้เช่นกันน๊ะครับ เมื่อ บรรลุแล้วจะได้ช่วยกันเผยแผ่ พุทธวจน เพื่อเป็นกำลังให้พระศาสดา เราจะได้ไม่เป็นบุรุษคนสุดท้ายในกัลยาณวัตรของพระองค์

สำหรับ เวป ที่จะดาวน์โหลด DVD กำลังจะทำครับ เพราะการอัพโหลด ไฟลื DVD ต้องใช้เวลามาก แต่กำลังจะทำครับ จะลง ในเวป http://www.buddhakos.com/

เวปนี้ ครีมเป็น แอดมิน ดุแล อยู่ มีข้อเสนอแนะ ติชมได้ ครับ

ส่วน TV ช่องดาวเทียม ขณะนี้ ได้เริ่มทำแล้ว ออกอากาศวันละ 1ชั่วโมง ทางช่อง ai บิสเนส ออกอากาศ 06.00-07.00 น ทุกวันครับ แต่ อีกหน่อยมีโครงการจะออก 24 ชม.ครับ ติดตามชมได้

ส่วนการรู้ธรรมะเพียง 1 บท ถ้านำไปปฏิบัติธรรมตามสมควรแก่ธรรม ก็ สามารถบรรลุ อรหัตตผล ได้ เช่นกัน ขอให้ มีความเพียร ทำให้มาก ทำให้ บ่อย ทำให้นาน มีความเพียร ที่ไม่ถอยกลับ ถึงแน่นอน

อนุโมทนาด้วยน๊ะครับ

 

โดย: จูปีเตอร์เทพแห่งดาวพฤหัส 2 มกราคม 2554 20:08:20 น.  

 

อ๋อ...หรือครับ แต่ว่า รูปแบบการปฏิบัติเหล่านั้น ก็ไม่จำเป็นต้องเน้นมากแบบเอาเป็นเอาตาย ใช่ไหมครับ เพราะถ้าบกพร่องบ้าง ก็ไม่มีผู้รู้ใดๆกล่าวว่า เป็นการอาภัพต่อการบรรลุมรรคผลนิพพาน เช่น ถ้าหิวจนปวดท้องใส้จะขาด ก็คงต้องกิน เพื่อรักษาชีวิตใว้ แต่ถ้าจะเคร่งครัดสุดๆ เช่นให้ตายไปดีกว่า เพื่อรักษาศีลใว้ คือเป็น (อธิศีลสิกขา) และศีลข้ออื่นๆก็อาาจะไม่จำเป็นต้องขนาดนั้นใช่ไหม แต่ก็ งงนะครับ เพราะมีคำตรัสว่า ถ้ารักษาศีลในส่วนของ (อภิสมาจาร) แบบสมบูรณ์ไม่ไห้ขาดตกบกพร่องเลย ก็อาจจะบรรลุไก้ถึง อนาคามีเลย...

...แต่ถ้าเป็นผมก็คือ ถ้าคิดว่ายังไม่สามารถทำได้ทั้งหมด ผมก็ยังไม่ควรไปบวชหรอกครับ คือต้องทำไห้ได้ก่อนไปบวช ไม่ใช่ไปบวชแล้วค่อยเริ่มฝึก กินมื้อเดียว หรือ ยังจำศีลได้ไม่หมดว่ามีกี่ข้อ มีอะไรบ้าง ถ้าปฏิบัติยังไม่ได้ ผมว่าก็อย่าเพิ่งไปบวช ใช่ไหมครับ ไม่ใช่ไปตายเอาดาบหน้า ต้องฝึกก่อน เหมือน วัดนาป่าพงใช่ไหมครับ ต้องนุ่งขาวห่มขาวฝึกอยู่ก่อน ดีมากเลยครับ...

...แต่เมื่อหลายปีก่อนผมก็เคยบวชมาแล้ว บวชตามประเพณี อะไรประมาณนั้นล่ะครับ อยู่แค่ 1 เดือน คือคิดว่าทดลองดูก่อนด้วยว่าเป็นยังไง เพราะในอนาคต เราก็จะต้อง บวชตลอดชีวิตแน่นอนอยู่แล้ว แต่ตอนนี้อยู่ทางโลกก่อน ปฏิบัติไปให้บรรลุก่อน 555 ...และตอนนั้นบวชแค่เดือนเดียวตามประเพณีทดลองดูก่อน และคิดว่า ถ้าเป็น ฆารวาส จะสามารถ หาข้อมูลศึกษาธรรมะ ได้สะดวกกว่าตอนเป็นพระ และก็มีความสุขมากเลยครับ พอก้มมองดูตัวเราเมื่อไหร่ ไม่ว่าจะเดินหรือนั่งอยู่ จะปลื้มปีติว่า โอ้โหเหลือเชื่อเลย นี้เรากำลังสวมใส่ ผ้ากาสาวพัตน์ ซึ่งเปรียบเหมือนเป็น ธงชัยแห่งพระอรหันต์...

...แต่ตอนนั้น ศึกษา อภิธรรม อยู่นะครับ โดยเฉพาะ จากอาจารณ์หลายท่าน ทั้งพระ และ ฆารวาส ตอนนั้นบวชแล้วไม่ได้อยู่วัดครับ มาอยู่สำนักปฏิบัติธรรม(วิปัสนากรรมฐาณ)ไกล้บ้าน และรุ้สึก วิเวก ดีมาก เพราะมีต้นไม้ใหญ่เก่าแก่เยอะมาก อายุเป็นร้อยปี เหมาะกับการปฏิบัติธรรมมากเลยครับ ในอนาคตบวชคราวหน้า ก็จะอยู่ที่นี่แหละครับ เพราะคิดว่า ถ้าไปอยู่วัดนาป่าพง พระก็คงมีเยอะ วัดก็คงรับไม่ไหว มั้งครับ 555...

...ครั้งนั้นที่ไปบวชอยู่ ก็อยู่ เรือนกรรมฐาณ ที่ปลูกแยกๆห่างหัน กันเป็นหลังๆ มี เกือบ20 หลัง แต่มีพระแค่ ไม่เกิน 5 รูป น้อยมาก ทำไห้รู้สึกสงบดี ตอนเช้าตี4 ก็ตื่นไปทำวัด แค่ 3 รูป สวดมน์ทำวัตรเช้าเสร็จ ก็ ไห้ เดินจงกรม และมานั่งสมาธิ ตอนนั้นก็ไม่ได้สนใจ ว่าทำไปทำไม เพราะไม่สนใจ สมาธิเลย ก็นั่งไปงั้นๆเป็นพิธี เดินจงกรมก็ไม่รุ้เดินไปทำไม ก็ทำไปงั้นไห้มันเสร็จๆ 55แต่ใจเราเจริญวิปัสนาไปแทน คือตอนนั้น ยังไม่เข้าใจว่า มันเป็นเรื่องเดียวกันนั่นเอง...

...เพราะที่ศึกษาตอนนั้นคือ อย่าไปทำอะไรทั้งนั้น ปล่อยไห้เป็นไปตามธรรมชาติ ปกติ แล้วก็ไห้ระลึกรู้สภาพธรรมที่กำลังเกิดปรากฏ...เพราะถ้า ไปนั่งก็คือมีตัวตนของเราที่จะไปทำ ไปเดินจงกรม ก็มีตัวเราที่กำลังพยายามทำอยู่ ก็ไปยึดเป็นเป็นตัวตนตลอดเวลา เพราะก่อนนี้ผมก็ คิดว่า (วิภวตัณหา) ก็ควรละให้หมด แต่ตอนนี้ก็เข้าใจแล้วว่า ความเข้าใจของเราอาจจะไม่ถูกต้องตรงตามพระพุทธวจณ ไปเสียทั้งหมด นั่นเอง...

อ๋อ แล้วผมว่า ถ้าสำหรับคนที่ไม่ได้เน้นดูภาพอะไร ไฟล์ VDO ไม่จำเป็นหรอกครับ555 ถ้าเป็นผม เอาแปลงเป็น MP3เอาแต่เสียงดีกว่า และแปลงเป็น bitrate ต่ำๆเอาแค่พอฟังได้ ก็ จะใช้ไฟลืที่มีขนาดน้อยกว่า เป็น 100 เท่าตัวเลย อัปโหลดและดาวน์โหลดได้ภายในพริบตา ...ง่ายสะดวกที่สุด.......0_o...

 

โดย: อะไรกัน !!! IP: 192.168.1.57, 110.77.226.113 3 มกราคม 2554 14:29:29 น.  

 

ตอบ คุณ อะไรกัน

ในกรณีที่หิว พระพุทธองค์ก็ ทรงให้ อดทนก่อน และ อนุญาตให้ฉันน้ำปานะ ( คือ น้ำผลไม้คั้น เพียวๆ ) ก่อน แต่ถ้ายังหิวอีก จนทนไม่ไหวจริงๆ จนเกิด อาการ อย่างไดอย่างหนึ่ง เช่น แสบท้อง ตาลาย จะเป็นลม จัดว่า เป็นอาพาธ

พระพุทธเจ้าก็ทรงอนุญาต ให้ กลืนของที่ล่วงลำคอในส่วนที่จัดว่าเป็นยาได้ คือ ส่วน ของ แก่นไม้ ใบไม้ รากไม้ ส่วนของต้นไม้ทั้งหมด จัดเป็นยาได้ ก็ ฉันเพื่อดับเวทนา พอหายจาก อาการ เวทนานั้น ก็ หยุดฉัน ถ้าฉันต่อ ก็ ทรงปรับอาบัติ

พระพุทธเจ้า ให้เดินสายกลาง ไม่ให้ทรมานตนหรอกครับ และทรงเห็นแล้วว่า การฉันมื้อเดียว เหมาะแก่สมณะ ที่จะเจริญอานาปานสติ ฉันมากไปก็ฟุ้งซ่าน ง่วงนอน พระองค์เห็นว่า ฉันเพื่อให้อยู่ได้ ก็พอแล้ว

ที่วัดนาป่าพง ก่อนที่จะบวช ต้องไปฝึกเป็นผ้าขาว ก่อน ฝึกแบบพระทุกอย่าง ถ้าผ่าน ถึงจะบวชได้ ถ้าไม่ผ่าน ก็ ฝึกต่อ จนกว่าจะผ่าน จากนั้น ก็ไปบวชเป็นสามเณร 7 วัน จากนั้นจึงจะบวชเป็นพระได้

ส่วน การที่บอกว่า จะฝึกก่อนจะมาบวช ก็ เป็นการดี แต่จัมาฝึกที่วัดก็ได้ครับลองของจริงไปเลย ถ้าผู้ใดมีมรรคผลเป็นแก่นสารจักสามารถทนอยู่ได้

ผมเห็นวัดต่างๆไม่ได้ศึกษาพุทธวจน ก็ไม่รู้ว่าพระพุทธเจ้า สั่งไว้อย่างไรบ้างสอนไว้อย่างไรบ้าง ก็ ปฏิบัติตามๆๆกันมา ในแบบที่ไม่ถูกต้อง ก็ ไม่อยากไปบวชวัดอื่นหรอกครับ เราจะบวช ก็ต้อง ทำตามคำสั่งสอนของพระศาสดา จึงจะชื่อว่า เป็น สมณะศากยะปุตติยะ

รดน้ำมนต์ บ้าง ทำพิธี กรรม ต่างๆ สวดภาณยักษ์ ยกช่อฟ้า ฝังลูกนิมิตร ขึ้นบ้านใหม่ ปลุกเสก ของขลัง เป็นหมอยา หมอดู ให้หวย สารพัด นอนในโลง พิธี ชิ อะไรต่างๆ ไม่รู้อะไรต่ออะไรเยอะแยะเต็มไปหมด พระพุทธเจ้าห้ามทำ แต่ก็ทำกัน ทั่วประเทศ คำสอนของพระพุทธเจ้าถูกล็อคกุญแจ อยู่ในตู้ห้ามเปิดอ่าน แล้วก็ ไม่รู้เลยว่าพระพุทธเจ้า สอนอะไรบ้าง ห้ามอะไรบ้าง ก็ ปฏิบัติกันผิดๆสืบต่อๆกันไป นี่คือ ความเสื่อมของศาสนา

ขอพวกเราช่วยกันศึกษา ในส่วนพุทธวจน แล้วก็ทำตาม แล้วเมื่อได้ผลแล้วก็ นำมาเผยแพร่บอกสอน เพื่อไม่ให้ขาดผู้เป็นมูลราก สืบต่อพุทธศาสนา ในส่วนที่ ถูกต้อง ให้อยู่สืบทอดกันต่อๆไปรุ่นต่อรุ่น

อนุโมทนา สาธุ ครับ

 

โดย: จูปีเตอร์เทพแห่งดาวพฤหัส 3 มกราคม 2554 15:56:47 น.  

 

คลิกๆๆ รูปสวยๆน่ารักๆไว้ส่งต่อเพียบ...

 

โดย: สาวสะตอใต้ 4 มกราคม 2554 21:56:03 น.  

 

นิชฺฌตฺติพลา ปณฺฑิตา
บัณฑิตมีความไม่เพ่งโทษของผู้อื่นเป็นกำลัง

ดำเนินชีวิตอย่างมีความสุขด้วยเมตตาธรรมตลอดไป..นะคะ



โมทนาบุญด้วย..ค่ะ...

 

โดย: พรหมญาณี 5 มกราคม 2554 10:54:00 น.  

 





*~*~*~*~*~*~*~*~*~*~*~*~*~*~*~*~*~*~*~*~*~*

HappY NeW YeaR 2011

 

โดย: *~ต้นกล้า...ของหัวใจ~* 5 มกราคม 2554 14:12:30 น.  

 


นั่น คุยกันแค่ฉองคน อิอิ

 

โดย: พธู 5 มกราคม 2554 21:16:58 น.  

 

ธมฺโม สุจิณฺโณ สุขมาวหาติ
ธรรมที่ประพฤติดีแล้ว ย่อมนำสุขมาให้

ประยุกต์ธรรมะมาใช้ในชีวิตประจำวันอย่างมีความสุข..นะคะ



 

โดย: พรหมญาณี 7 มกราคม 2554 13:40:29 น.  

 

ตลก 55555 ฮ่า ฮี่ ฮ่า...ฮี่ฮี่ฮี่...0_o...พธู บอกว่า คุยกันแค่ฉองคน ...แต่ คุณ พธู ไม่เห็น หลังเที่ยงคืน ก็มีเทวดา มาอ่านด้วยนะครับ เพราะ เทวดาบางตนบางพวกก็ ชอบศึกษาธรรมมะด้วย...

...ช่วงนี้เน้นปฏิบัติมากกำลังติดลมบนเลย เลยยังไม่ค่อยมีข้อสงสัยจากการฟังและอ่านมากครับ แต่สงสัยตอนนี้คือ...

1...ถามเรื่อง สังโยชน์ ที่พระอนาคามีละได้ คือ ในส่วนของ (กามราคะ) แตกต่างจาก (รูปราคะ) อย่างไรครับ เพราะ เป็น ราคะ ในรูป เหมือนกัน ก็เลย งง ว่า มันแตกต่างกันยังไงครับ ?

2...ความเข้าใจของผมแบบนี้ถูกต้องใช่ไหมครับ ...คือ คำว่า สมมุติ นี้ หมายความว่า มันก็มีจริงนั่นแหละ ไม่ใช่ไม่มีจริง แต่คือ (มีชั่วคราว ไม่มีถาวร) คือ เป็น ไตรลักษณ์ จึงบอกว่า มันเป็นระบบสมมุติ เพราะมันไม่คงที่ เพราะถ้าคงที่ ก็คือ วิมุติ ถูกต้องไหมครับ แต่คำว่า สมมุติ นั้นไม่ได้แปลว่ามันไม่มีจริง แต่มีจริงนั่นแหละ ก็คือเป็น ความจริงที่ เปลื่ยนแปลงแปรปรวน อยู่ตลอด ทนอยู่ในสภาพเดิมไม่ได้...เพราะฉะนั้น คำว่า (สัตว์บุคคล ตัวตน เรื่องราว เรา เขา) อะไรประมาณนี้ จริงๆแล้ว (สัตว์บุคคล ตัวตน เรื่องราวต่างๆ) มันก็คือมีจริงนั่นแหละ คือ(มีชั่วคราว ไม่มีถาวร) และมันก็เป็น จิตของเราเองที่คิดปรุงแต่งไปใน รูปธาตุ และ นามธาตุ ...ซึ่ง การปรุงแต่งนั้น ก็เป็น จิต ซึ่งเป็น นามธาตุ ที่มีจริงนั่นเอง ฉะนั้นถ้าบอกว่า (ไม่มี สัตว์ บุคคล ตัวตน เรื่องราว) ก็ผิดใช่ไหมครับ ...เพราะมีจริงทั้งหมดแต่มีแบบ(มีชั่วคราว ไม่มีถาวร)..และที่สำคัญเราตั้งชื่อ บัญญัติ เป็นพยัญชนะต่างๆ เพื่อไห้เป็นที่เข้าใจ เรื่องราว แต่ต้องเข้าใจว่า(สัตว์บุคคล ตัวตน เรื่องราวต่างๆ) มันก็คือสิ่งเดียวกับ รูปธาตุ และ นามธาตุ นั่นเอง...

(((ตรงนี้เป็นการบอกเล่าความรู้สึกให้ฟังไปเรื่อยๆด้วยนะครับ)))

3...คือตอนนี้ ผมเกิดอยาก เข้าถึงสภาวะของจิตใจ ที่เข้าถึงญาณคือความรู้ได้จริงๆว่า ทุกสิ่งเป็นเพียง ธาตุแต่ละอย่าง ที่เกิดขึ้นเพราะปัจจัยปรุงแต่ง เป็นเหตุหนุนเนืองกันไป แต่ผมก็แค่ รู้ได้จากการอ่านและฟังเข้าใจว่า สิ่งที่อยู่ภายใต้เรื่องราวที่เป็น สัตว์บุคคลตัวตนเราเขา เหล่านั้นอีกที ก็คือเป็น (ธาตุแต่ละอย่าง ที่เกิดขึ้นเพราะปัจจัยปรุงแต่ง เป็นเหตุหนุนเนืองกันไป) แต่ แค่รู้แต่ เข้าไม่ถึงครับ มันก็ยัง มองเห็น เป็น คนนั้น คนนี้ ทำนั่นทำนี่ เป็นเรื่องราวต่างๆนานา มากมายหลากหลาย อยู่ดี...

...แต่มันจะมีความเข้าใจที่ควบคู่กันไปจากการที่เราศึกษามาพิจรณาควบคู่อยู่ตลอดว่า แม้เรา หรือคนอื่น และโลกทั้งหมด ก็เป็น (นามธาตุและรูปธาตุ แต่ละอย่าง ที่เกิดขึ้นเพราะปัจจัยปรุงแต่ง เป็นเหตุหนุนเนืองกันไป) ซึ่งผมเข้าใจได้ดีมาก แต่คือ มันเข้าไม่ถึง น่ะครับ รู้ได้เพียงเป็นความเห็นที่ถูกต้องเท่านั้น แต่อยากเข้าถึงสภาวะนั้นได้จริงๆ 55...ผมคิดแล้ว มันต้องวิเศษ ที่สุดเลย ที่ จิตใจเข้าถึงแบบนั้นได้จริงๆ มันจะต้อง เป็นอะไรที่สุดยอด...และวิธีปฏิบัติ เพื่อความบรรลุถึงสภาวะนั้นได้ ก็เจริญ มรรคมีองค์ ๘ ใช่ไหมครับ และวันนี้ มันเป็น แว๊บแรกที่อยากจะ ทำไห้ได้อย่างนั้น อย่างจริงจัง น่ะครับ...

...ก็เลยมามองว่า เอ๊ เราก็ยังมีกิเลสอยู่เยอะ เพราะถ้า กิเลสเราน้อย เราก็คงไปบวชแล้ว แต่เรายังอยากอยู่ทางโลกอยู่ เลยมาทำไห้ผมคิดว่า มันจะยากขนาดไหน ที่เราจะบรรลุได้จริงๆ ก็เลยมาคิดว่า พระหลายๆรูป ที่วัดนาป่าพง หรือ วัดที่อื่นทั่วไปก็ตาม ที่ ศึกษามาอย่างถูกต้อง และ ทำความเพียร ปฏิบัติ อย่างจริงๆจัง คืออย่างน้อยก็ละขาดจากทางโลกได้มากว่าเราแล้ว คงปฏิบัติ บรรลุกันหลายองค์ แล้วหรือเปล่า หรืออาจจะเป็น พระ อรหันต์ กันมากน้อยขนาดไหนกันแล้วหรือยัง อะไรประมาณนี้...

...และผมคิดว่า ถ้าจะปฏิบัติธรรมไห้ได้ผลดี นั้น เหตุต้องสมควรแก่ผลจริงๆ เช่น อยากหมดกิเลส จริงๆ ไม่ใช่แค่ อยากบรรลุเพราะว่า จะได้เป็น พระอริยบุคคล เพราะจะได้รู้สึกว่า ตัวเอง พิเศษ ไม่ธรรมดา ได้รับการยกย่อง บูชา อะไรประมาณนี้ แบบนี้ คือ เหตุไม่สมควรแก่ผล จริงไหมครับ...เพราะถ้าถามว่า ถ้าคุณ บรรลุแล้ว แต่ไม่ให้มีใครในโลกรู้เลยว่า คุณ บรรลุแล้ว แล้วยังอยากบรรลุอยู่ไหม คนที่ไม่ได้อยากหมดกิเลสจริงๆ อาจจะตอบว่า ไม่อยากหรอก เพราะ ไม่มีใครรู้ ก็ไม่ได้ อวดใครน่ะสิว่า เรา วิเศษ ดี เลิศ ไม่ธรรมดา อะไรประมาณนี้ 5555 ผมว่า นี่คือการทำเหตุ ไม่สมควรแก่ผล จึงเป็นอรหันต์ไม่ได้ นั่นเอง ใช่ไหมครับ...

...ผมลองมานั่งคิดดูว่า เอาไหม ถ้าตอนนี้ไห้เรา หายแว๊บไปเลย แบบไม่ต้องมีตัวตนอีกเลย ประมาณว่า นิพพานเลย หรืออาจจะ หรือแบบว่า ให้เราแว๊บหายไปเลยตอนนี้ ไม่เคยมีตัวตนมาก่อนเลย จะเอาไหม ก็คือเอา แต่พอคิดแบบนี้ ทำไห้รู้สึกดีมาก ในการที่จะถอนความยึดมั่นถือมั่นในโลกออกเสียได้ เลยคิดว่า โอทุกสิ่งมันก็แค่นั้นเอง เพราะเราต้องการนิพพาน อยู่แล้ว เพราะฉะนั้น ต้องการ นิพพาน ก็คือ เท่ากับไม่ต้องการอะไรเลย ก็ต้องเริ่มจาก ปล่อยวางทุกสิ่งนั่นเอง...เลยทำจิตไห้เสมือนกับว่า ไม่มีเรา ไม่เคยมีเราเกิดมา หรือเรานิพพานไปแล้ว แต่สิ่งที่เห็นว่าเป้นเรา นี่ คือใครก็ไม่รู้ อย่าไปสนใจ เพราะเป็นใครก็ไม่รู้ 555 ก็ทำไห้รุ้สึกดี อย่างมากเลยครับ...

...คุณ นนท์ ลองคิดสิครับ ว่า ที่คิดว่านั่นคือ คุณนนท์ นั้น ไม่ใช่ คุณนนท์ แต่คุณนนท์ จริงๆนั้น นิพพาน ไปแล้ว นี่คือใครก็ไม่รู้ อย่าไปสนใจ 5555 หรืออาจจะไม่เคยมี ตัวตน คุณนนท์ ทีเกิดมา ตั้งแต่แรกแล้ว นี่ใครก็ไม่รู้ อย่าไปสนใจ มันเป็นเพียงธาตุต่างๆตามธรรมชาติ เกิดขึ้นตั้งอยู่ดับไปๆ ดีไหมครับ 555 แต่ผมลองคิดแบบนี้ดูปรากฏว่า รู้สึกดีครับ ยึดมั่นถือมั่นน้อยลง...ครับ...

...และ พอปฏิบัติไป เลยสรุปได้หลายอย่างเช่น (การทำเหตุไห้สมควรแก่ผล) นั้นต้องเกื้อกูลกันจริงๆ เช่น คนไปศึกษาธรรมะ แล้ว พระอาจารณ์บอกว่า (ไห้รู้ลมเข้าออกๆ ละความเพลิน เห็นเกิดดับๆ) ซึ่งถ้าคนๆนั้น ยังไม่ได้อยากหมดกิเลส จริงๆ แค่ทำไปเรื่อยๆ คงจะทำไห้เรา บรรลุอะไรได้สักอย่าง หรือเพื่อหวังความเจริญก้าวหน้าในการงาน หรืออะไรก็แล้วแต่เหตุผลของแต่ละคน แต่ผมคิดว่า ถ้าไม่ได้เห็นว่า ชีวิตนี้มันเป็นทุกข์จริงๆ และอยากที่จะบรรลุธรรมเพื่อทำไห้ความทุกข์มันเบาบางลงจริงๆ แล้วให้มานั่งรู้ลมเข้าออก มันก็เป็นการยากนะครับที่จะทำไห้ได้ผลอะไรขึ้นมา...

...ซึ่งถ้าเทียบกับผลของสมาธิ เช่น ปีติ หรือ สุข ยังพอเห็นเป็นรูปธรรมที่พอจับต้องได้บ้าง ก็อาจจะมีศัทธา มากขึ้น แต่การมานั่งรู้ลมเข้าออกๆ แล้วทำไห้เกิดศัทธานี่ มันต้องเป็นผู้ที่สั่งสมมาพอสมควรทีเดียว แต่เขาเหล่านั้นก็ยังกลับไป ทำงาน ยังอยากมีความเจริญก้าวหน้าในชีวิต การงาน อยากรวย มีความเป้นอยู่สบาย ไปเที่ยว ร้องรำทำเพลงอะไรตามปกติของปุถุชนคนทั่วไป ซึ่งตรงนี้ล่ะครับ ผมมองว่า มันก็ไม่อยู่ในกระแสธรรมที่จะเป็นปัจจัย ทำไห้ บรรลุอะไรขึ้นมา...

...เพราะฉะนั้น กลับมามองตัวผมเอง คือผมลองสำรวจจิตใจผมเองว่า เราอยากบรรลุแล้วจริงๆหรือเปล่า ก็ปรากฏว่าจิตใจเรา ยังไม่พร้อมจริงๆนั่นเอง เพราะจิตมันก็ยังมีกิเลสอยู่พอสมควร เช่น ยังอยากอยู่ทางโลกอยู่ แต่เบาบางลงมาก แต่ก็ยังไม่มากถึงขนาดที่จะทำให้เรา ละขาดจากทางโลกแล้วไปบวช อะไรประมาณนี้ ก็เลยมาคิดว่า เอ๊ การเจริญ (อานาปานสติสมาธิ) ให้ได้ผลดีและรวดเร็วนั้น นั้นมันอยู่ที่จิตใจเราเป็นปัจจัยผลักดันมาก่อน...

...เช่นเรา ลองถามตัวเองว่า ตอนนี้ เราเบื่อหน่าย คลายกำหนัดในโลกได้มากขนาดไหน กี่เปอร์เซ็นต์ ถ้ายัง เบื่อหน่าย คลายกำหนัดในโลก ยังไม่เกิน 50% มันก็งั้นๆแหละ คือทำไปงั้นๆแหละ เพราะคนทั่วไปก็พอทำเสร็จ ก็ยังคง กลับไป ทำงาน ยังอยากมีความเจริญก้าวหน้าในชีวิต การงาน อยากรวย มีความเป้นอยู่สบาย ไปเที่ยว ร้องรำทำเพลงอะไรตามปกติของปุถุชนคนทั่วไป ซึ่งตรงนี้ล่ะครับ ผมมองว่า มันก็ไม่อยู่ในกระแสธรรมที่จะเป็นปัจจัย ทำไห้ การเจริญ อานาปานสติสมาธิ แล้ว ทำไห้รู้แจ้งอะไร ขึ้นมา...

...เพราะฉะนั้น ผมกำลังสงสัยว่า ถ้าบอกว่า ลองมานั่ง เจริญอานาปานสติสมาธิ กัน บ่อยๆ เช่นวันละนิดละหน่อยๆ สักวันมันอาจจะ บรรลุอะไรขึ้นมาเอง ผมว่าคำว่า (สักวันมันอาจจะ บรรลุอะไรขึ้นมาเอง) คือไปรอไห้มันบรรลุผลอะไรขึ้นมาเอง โดยที่ เหตุนั้นไม่สมควรแก่ผล คือ เรายังไม่ได้ เบื่อหน่าย คลายกำหนัดในโลก จริงๆต่างหาก ฉะนั้นจึงทำไห้ประโยคที่ว่า (สักวันมันอาจจะ บรรลุอะไรขึ้นมาเอง) นั้น เป็นการทำ เหตุที่ไม่สมควรแก่ผล นั่นเอง แต่ทำเพื่อเหตุผลอื่น แต่ยังไม่ได้อยากบรรลุอรหันต์จริงๆ ต่างหาก มันเลยไม่มีปัจจัย ที่จะทำไห้ผลเกิดอย่างชัดเจน แต่แน่นอน ตรงนี้ก็เป็นการสั่งสม ไปเรื่อยๆ ดีกว่าไม่ทำเลย เพราะทำแค่ชั่วลักนิ้วมือเดียว ก็มีค่ามาก นั่นเอง ใช่ไหมครับ...แต่มันก็น้อย ถ้าเทียบเป็น น้ำ 1 หยด กับ ทะเล แล้วเมื่อไหร่จะเต็ม ถ้าคิดว่า ทำแค่ชั่วลัคนิ้วมือ ก็เหมือน สะสมน้ำวันละหยด ก็จะต้องไปเกิดอีกกี่แสนกี่ล้านชาติถึงจะเต็ม...

...สรุปก็คือผมกำลังจะบอกว่า สิ่งที่สำคัญมากกว่า อานาปานสติสมาธิ นั่นคือ ต้องมีความ เบื่อหน่าย คลายความกำหนัดในโลกมาเสียก่อน จึงจะมา เจริญ อานาปานสติสมาธิ ได้อย่างเห็นผลเป็นรูปธรรม เพราะถ้า เป็นผู้ที่ได้ศึกษาสั่งสมมามาก และมีความ เบื่อหน่าย คลายความกำหนัดในโลก มาพอสมควรแล้ว เขาอาจจะใช้ ธรรมะข้ออื่น ที่ไม่ใช่ อานาปานสติสมาธิ ก็ทำไห้บรรลุได้ เพราะฉะนั้น ผมเลยคิดว่า อานาปานสติสมาธิ นี่ เป็นมรรควิธีที่ ดูเหมือนปฏิบัติง่ายมาก แต่ได้ผลยากมาก เพราะต้องใช้ปัญญาอย่างที่สุด...มีพระสูตรนึง หาไม่เจอที่บอกประมาณว่า [อานาปานสติ เหมาะสำหรับผู้ที่มีปัญญากล้า หาควรแก่ผู้ที่มีปัญญาน้อยไม่] ประมาณนี้น่ะครับ...

...เพราะถ้าไม่ปัญญาที่เข้าใจว่าทำไปทำไม และ ไม่มีศัทธาแล้ว นั้น อาจจะ ปฏิบัติไม่ได้ผล จึงเลิกปฏิบัติกันไป เยอะแยะ เพราะเหตุไม่สมควรแก่ผล นั่นเอง เพราะฉะนั้น ที่อรรถกถา บอกว่า อานาปานสติสมาธิ เป็นอารมณ์ที่เหมาะสำหรับ มหาบุรุษ ตรงนี้ผมก็ว่า มีส่วนถูกนะครับ 5555 เพราะว่า ต้องมีปัญญาจริงๆ ถึงจะรู้ว่า ทำยังไง และทำเพื่ออะไร นั่นเอง เพราะถ้าไม่มีปัญญาจริงๆ ไปพิจรณาธรรมข้ออื่น อาจจะบรรลุธรรมได้ โดยใช้ ปัญญาที่น้อยกว่าก็ได้ จริงไหมครับ...

...อ๋อ อยากบอกนิดนึง ก็คือ นับต่อจากวันนี้ไปผมตัดสินใจ ตะดภารกิจการงานทางโลกออกเกือบทั้งหมด เพื่อเอาเวลามา ปฏิบัติธรรม อย่างเดียวเป็นส่วนไหญ่ เลยครับ เพราะ มันฉุดไม่อยู่จริงๆ ตอนแรกยังลังเลอยู่ แต่ตอนนี้ แน่ใจแล้ว ก็ใจหายเหมือนกันครับ เพราะว่า กระแสธรรมที่เราเข้าถึงได้บางส่วน มันเป็นสิ่งที่ทำไห้เราเห็นประโยชน์ และเห็นเรื่องทางโลกเป็นเรื่องไร้สาระ ไปเยอะเลยจริงๆ...

...เหลือเชื่อเลย เพราะว่า มันเริ่มตั้งแต่ตอนได้ฌาณ ก็เลยเป็นอะไรที่ ตื่นเต้น ตั้งตัวไม่ทัน และตอนนี้ เริ่มมองเห็นทุกสิ่งเป็นเพียง ธาตุต่างๆ ตามธรรมชาติ มากขึ้นๆ อีกนิด เลยอยาก เข้าถึงสภาวะนั้น ได้แบบสมบูรณ์นั่นเอง เลยทำไห้ ฉุดไม่อยู่จริงๆ เพราะฉะนั้น ชีวิตต่อจากนี้ จะไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป...o_o...

...ก็ขออนุโมทนา กับคุณ นนท์ ด้วยครับที่ได้ทำทานอันมีผลไหญ่มาก คือการให้ธรรมะเป็นทาน ตั้งแต่ตอนนั้นโดยการแนะนำ เวบวัดนาป่าพง ให้ผมได้ไปอ่านและฟัง และนำไปปฏิบัติ ได้ผลดีเป็นอย่างมาก ทานของคุณนนท์ครั้งนั้น ไม่ธรรมดานะครับ เพราะถ้าผมเอาไปปฏิบัติแล้ว ไม่ได้ผลก้าวหน้า มันก็ยังไม่เท่าไหร่ แต่ผมเอาไปปฏิบัติแล้ว ก้าวหน้าขึ้นตามลำดับนี่สิ ธรรมทานที่คุณ นนท์ได้ให้แล้วนั้น จึงเป็นผลใหญ่ และก่อไห้เกิด เป็นผลที่วิเศษสำหรับผมเลยทีเดียว...

...เหมือนเป็นผู้ชี้ขุมทรัพย์ หรือมอบสิ่งที่เป็นทิพย์ ให้ผมเลยครับ ซึ่งตรงนี้ พิจรณาดูแล้ว น้อยนะครับ ที่จะเกิดกรณีนี้ เพราะดันมาเจอผมพอดีไงครับ เพราะคุณนนท์ ก็ต้องเคยแนะนำคนอื่นมาหลายคนใช่ไหมครับ แต่อาจจะเอาไปปฏิบัติแล้วยังไม่ได้ผลถึงขนาดผม คุณนนท์เลยเป็นกรณีที่มีไม่มากนัก ที่แนะนำไปแล้วสามารถเปลื่ยนชีวิตของคนอื่นได้อย่างรวดเร็วทันตาเห็นแบบผม น่ะครับ หรืออาจจะมีก็ไม่รู้ครับ 555 งั้นขอให้เป็น (((ทานบารมี)))เพื่อส่งไห้คุณ นนท์ ถึงฝั่งพระนิพพาน ด้วยนะครับ...........ขออนุโมทนา.....

...สรุปก็คือ ที่คุณ นนท์ เขียน บล๊อกนี้ขึ้นมา เพื่อเผยแพร่ พระพุทธวจณ ก็ถือว่า บรรลุเป้าหมาย สมประสงค์ แล้วครับ ถึงจะไม่ค่อยมีใครมา สนทนาถามตอบ แต่สามารถเปลื่ยน พัฒนาคน จากปุถุชน ไปสู่ อริยะ ได้อย่างน้อย1คน แล้ว ก็ถือว่า วิเศษ แล้วครับ... คุณ นนท์ คิดในใจ เราดันมาเจอน้ำที่กำลังเต็มตุ่มพอดี 5555...0_o...

 

โดย: อะไรกัน IP: 192.168.1.57, 110.77.226.9 8 มกราคม 2554 19:06:14 น.  

 


ตอบ คุณอะไรกัน

1...ถามเรื่อง สังโยชน์ ที่พระอนาคามีละได้ คือ ในส่วนของ (กามราคะ) แตกต่างจาก (รูปราคะ) อย่างไรครับ เพราะ เป็น ราคะ ในรูป เหมือนกัน ก็เลย งง ว่า มันแตกต่างกันยังไงครับ ?

ตอบ กามราคะ ต่างจาก รูปราคะ อย่างไร ผมจะอธิบายอย่างนี้น๊ะครับ จะได้เห็นภาพที่ชัดเจน กามราคะ คือ รูปภายนอก หมายถึง รูป รส กลิ่น เสียง สัมผัส พระอนาคามี จะปล่อยวางได้แล้ว คือ ในส่วนของ สุข ทุกข์ ที่ อิงอามิสพระอนาคามีวางได้สนิทแล้ว คือ สุข ทุกข์ ที่ ผ่านทางกามคุณ ๕ คือ สุข ทุกข์ ที่เกิดโดยผ่านทาง ตา หู จมูก ลิ้น กาย นั้น พระอนาคามี ท่าน วาง เป็น อุเบกขา ได้ สนิท

ส่วน รูปราคะ คือ รูปภายใน หมายถึง ดิน น้ำ ไฟ ลม ในร่างกาย เรา นี่แหละ ยังวางไม่ได้ คือ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ สุข และ อุเบกขา ที่ ไม่อิงอามิส คือ สุข และ อุเบกขา ในส่วน ของ รูปฌาน พระอนาคามี ยังวางไม่ได้ ก็ ยัง มี ภพ เป็นที่ตั้งอาศัยอยู่ นี่เรียกว่ารูปราคะ

ส่วน อรูปราคะ ก็ คือ ส่วนของ อรูปสัญญา สุข ที่ไม่อิงอามิส หรือ ความยินดีพอใจ ใน องค์ฌาณที่ ไม่เกี่ยวกับรูป เป็น นามธรรมล้วนๆ พระอนาคามี ยัง ปล่อยวางไม่ได้

และ ท้าย สุด คือ อุทธจะ กับ ตัว อวิชชา คือ ตัว โมหะ หรือ ตัว อุเบกขา ที่ ไม่อิงอามิส ที่ จะต้องปล่อยวาง จึงจะเป็นพระอรหันต์ได้ ครับ

2...ความเข้าใจของผมแบบนี้ถูกต้องใช่ไหมครับ ...คือ คำว่า สมมุติ นี้ หมายความว่า มันก็มีจริงนั่นแหละ ไม่ใช่ไม่มีจริง แต่คือ (มีชั่วคราว ไม่มีถาวร) คือ เป็น ไตรลักษณ์ จึงบอกว่า มันเป็นระบบสมมุติ เพราะมันไม่คงที่ เพราะถ้าคงที่ ก็คือ วิมุติ ถูกต้องไหมครับ แต่คำว่า สมมุติ นั้นไม่ได้แปลว่ามันไม่มีจริง แต่มีจริงนั่นแหละ ก็คือเป็น ความจริงที่ เปลื่ยนแปลงแปรปรวน อยู่ตลอด ทนอยู่ในสภาพเดิมไม่ได้

ตอบ คือ ที่คุณอะไรกัน พูดมา ก็ ถูกอยู่ครับ เพียงแต่ว่า สัตว์ ตัวตน บุคคล เรา เขา ก็ ไม่มีเป็น สักแต่ว่า ธาตุต่างๆตามธรรมชาติ ที่เกิด ขึ้น ตั้งอยู่แล้วก็ดับไป ครับ ไม่ใช่ เป็นสัตว์ ตัวตน บุคคล หรือ เรา เขา ที่ เกิดขึ้น ตั้งอยู่ดับไปเพราะ สัตว์ บุคคล ตัวตน เรา เขา นั้น มันไม่มี มันเป็นธาตุ ต่างๆตามธรรมชาติ ที่มันมีอยู่แล้ว แค่นั้นเอง ครับ

3...คือตอนนี้ ผมเกิดอยาก เข้าถึงสภาวะของจิตใจ ที่เข้าถึงญาณคือความรู้ได้จริงๆว่า ทุกสิ่งเป็นเพียง ธาตุแต่ละอย่าง ที่เกิดขึ้นเพราะปัจจัยปรุงแต่ง เป็นเหตุหนุนเนืองกันไป แต่ผมก็แค่ รู้ได้จากการอ่านและฟังเข้าใจว่า สิ่งที่อยู่ภายใต้เรื่องราวที่เป็น สัตว์บุคคลตัวตนเราเขา เหล่านั้นอีกที ก็คือเป็น (ธาตุแต่ละอย่าง ที่เกิดขึ้นเพราะปัจจัยปรุงแต่ง เป็นเหตุหนุนเนืองกันไป) แต่ แค่รู้แต่ เข้าไม่ถึงครับ มันก็ยัง มองเห็น เป็น คนนั้น คนนี้ ทำนั่นทำนี่ เป็นเรื่องราวต่างๆนานา มากมายหลากหลาย อยู่ดี

ตอบ สร้างเหตุ ไปเรื่อยๆ ครับ เดี๋ยว ผลมันตามมาเอง ตอนนี้ เรามีแผนที่ ที่ถูกต้อง แล้ว แค่เราเดินตามทางที่ถูกต้องไปเรื่อยๆ สักวันมันถึงเอง ครับ

3.1คุณ นนท์ ลองคิดสิครับ ว่า ที่คิดว่านั่นคือ คุณนนท์ นั้น ไม่ใช่ คุณนนท์ แต่คุณนนท์ จริงๆนั้น นิพพาน ไปแล้ว นี่คือใครก็ไม่รู้ อย่าไปสนใจ 5555 หรืออาจจะไม่เคยมี ตัวตน คุณนนท์ ทีเกิดมา ตั้งแต่แรกแล้ว นี่ใครก็ไม่รู้ อย่าไปสนใจ มันเป็นเพียงธาตุต่างๆตามธรรมชาติ เกิดขึ้นตั้งอยู่ดับไปๆ ดีไหมครับ 555 แต่ผมลองคิดแบบนี้ดูปรากฏว่า รู้สึกดีครับ ยึดมั่นถือมั่นน้อยลง...ครับ.

ตอบ ใช่ครับ ควรทำความรู้สึกแบบนั้น ไปเรื่อยๆ ทำมากทำบ่อยทำนาน เดี๋ยวมัน เป็น ออโต้เอง

3.2 และ พอปฏิบัติไป เลยสรุปได้หลายอย่างเช่น (การทำเหตุไห้สมควรแก่ผล) นั้นต้องเกื้อกูลกันจริงๆ เช่น คนไปศึกษาธรรมะ แล้ว พระอาจารณ์บอกว่า (ไห้รู้ลมเข้าออกๆ ละความเพลิน เห็นเกิดดับๆ) ซึ่งถ้าคนๆนั้น ยังไม่ได้อยากหมดกิเลส จริงๆ แค่ทำไปเรื่อยๆ คงจะทำไห้เรา บรรลุอะไรได้สักอย่าง หรือเพื่อหวังความเจริญก้าวหน้าในการงาน หรืออะไรก็แล้วแต่เหตุผลของแต่ละคน แต่ผมคิดว่า ถ้าไม่ได้เห็นว่า ชีวิตนี้มันเป็นทุกข์จริงๆ และอยากที่จะบรรลุธรรมเพื่อทำไห้ความทุกข์มันเบาบางลงจริงๆ แล้วให้มานั่งรู้ลมเข้าออก มันก็เป็นการยากนะครับที่จะทำไห้ได้ผลอะไรขึ้นมา...

ตอบ พระพุทธองค์ สอนการเข้าวิมุตติ ก็ เพียงแค่รู้ลมหายใจ ทำได้ไปยันวิมุตติเลย ก็ ทำไปเรื่อยๆครับ ถึงเราไม่อยากได้ผล มันได้เอง เพราะเราได้สร้างเหตุที่ถูกต้องอยู่ ผล เราจะหวัง ก็ดี เราจะไม่หวัง ก็ดี ถ้าเราสร้างเหตุไปเรื่อยๆแล้ว ผลมันได้แน่นอน ครับ

3.3 เพราะฉะนั้น ผมกำลังสงสัยว่า ถ้าบอกว่า ลองมานั่ง เจริญอานาปานสติสมาธิ กัน บ่อยๆ เช่นวันละนิดละหน่อยๆ สักวันมันอาจจะ บรรลุอะไรขึ้นมาเอง ผมว่าคำว่า (สักวันมันอาจจะ บรรลุอะไรขึ้นมาเอง) คือไปรอไห้มันบรรลุผลอะไรขึ้นมาเอง โดยที่ เหตุนั้นไม่สมควรแก่ผล คือ เรายังไม่ได้ เบื่อหน่าย คลายกำหนัดในโลก จริงๆต่างหาก

ตอบ คือ เมื่อเจริญ อานาปา ไปเรื่อยๆ เราได้เห็น การเกิด การดับ ของจิต ไปเรื่อยๆ เดี๋ยวมันก็เบื่อเองครับ ที่มันยังไม่เบื่อ เพราะเราเกิดตาย มาไม่รู้ กี่ แสนชาติ กี่ล้านชาติ มันหลงติด มานาน การเห็นเกิดดับ แป๊บ เดียว แล้ว บรรลุ มันก็ยากหน่อย แต่ยังไง ก็ ต้อง เห็นไปเรื่อยๆ เหมือนการสั่งสมน้ำ หยดทีละหยดในตุ่ม จะต้องเห็น เกิด ดับ สัก ล้าน ครั้ง ก็ยังคุ้มครับ ถ้า เขาสู่ วิมุตติหรือนิพพาน ได้ หยดน้ำไปเรื่อยๆ สักวันมันเต็มตุ่มเอง ขอให้มีความเพียรที่ไม่ถอยกลับ ก็พอครับ

3.4 สรุปก็คือผมกำลังจะบอกว่า สิ่งที่สำคัญมากกว่า อานาปานสติสมาธิ นั่นคือ ต้องมีความ เบื่อหน่าย คลายความกำหนัดในโลกมาเสียก่อน จึงจะมา เจริญ อานาปานสติสมาธิ ได้อย่างเห็นผลเป็นรูปธรรม เพราะถ้า เป็นผู้ที่ได้ศึกษาสั่งสมมามาก และมีความ เบื่อหน่าย คลายความกำหนัดในโลก มาพอสมควรแล้ว เขาอาจจะใช้ ธรรมะข้ออื่น ที่ไม่ใช่ อานาปานสติสมาธิ ก็ทำไห้บรรลุได้ เพราะฉะนั้น ผมเลยคิดว่า อานาปานสติสมาธิ นี่ เป็นมรรควิธีที่ ดูเหมือนปฏิบัติง่ายมาก แต่ได้ผลยากมาก เพราะต้องใช้ปัญญาอย่างที่สุด...มีพระสูตรนึง หาไม่เจอที่บอกประมาณว่า [อานาปานสติ เหมาะสำหรับผู้ที่มีปัญญากล้า หาควรแก่ผู้ที่มีปัญญาน้อยไม่] ประมาณนี้น่ะครับ...

ตอบ ก็ ไม่จำเป็นต้องเบื่อหนายทางโลกเสียก่อน ถึงจะมาเจริญอานาปาฯ พระพุทธองค์ทรงให้ จับฉวยได้ไวในกุศลธรรมทั้งหลาย คือ อะไรทำได้ก่อน ทำเลย อย่ารอ อานาปาฯ ทำได้ ก่อน ทำได้ ทุกที่ ทำได้ทุกเวลา เพราะเราหายใจตลอดเวลา อย่าไปรอว่าต้องเบื่อหน่ายก่อน ต้องศีลบริสุทธิ์ก่อน ต้อง อย่างโน้นอย่างนี้ก่อน ค่อยมาเจริญ อานาปา ฯ คือ อะไรทำได้ ให้ทำเลย ไม่ต้องรอ จึงจะได้ชื่อว่า เป็นผู้จับฉวยได้ไวในกุศลธรรมทั้งหลาย

ส่วน ที่บอกว่า อานาปาฯ เหมาะสำหรับ ผู้ที่มีปัญญากล้า เราก็ต้องคิดว่า เราก็ คือ ผู้ที่มีปัญญากล้าด้วย อย่าสำคัญตัวว่า ไม่ดี เพราะนั่นจะเป็นกิเลสชนิดหนึ่งที่ เป็น มานะ ที่ชื่อว่า อตินิปาตะ อย่าไปคิดว่า เราทำไม่ได้สิครับ มันไม่ยาก ไม่ง่าย ขอให้ มีความเพียร ทำให้มาก ทำให้บ่อย ทำให้นาน ทำได้แน่นอน

3.5 ที่อรรถกถา บอกว่า อานาปานสติสมาธิ เป็นอารมณ์ที่เหมาะสำหรับ มหาบุรุษ ตรงนี้ผมก็ว่า มีส่วนถูกนะครับ 5555 เพราะว่า ต้องมีปัญญาจริงๆ ถึงจะรู้ว่า ทำยังไง และทำเพื่ออะไร นั่นเอง เพราะถ้าไม่มีปัญญาจริงๆ ไปพิจรณาธรรมข้ออื่น อาจจะบรรลุธรรมได้ โดยใช้ ปัญญาที่น้อยกว่าก็ได้ จริงไหมครับ...

ตอบ ไม่ได้ เหมาะ สำหรับ มหาบุรุษ หรอกครับ พระพุทธองค์ ทรงแสดงธรรมแก่ มหาชนชาวโลก เพื่อประโยชน์ แก่มหาชนทั้งหลาย ไม่ใช่แสดงธรรมแก่ มหาบุรุษ เพียงอย่างเดียว ฉะนั้น หาก เรา เป็น มหาชนทั้งหลาย ที่ มีสัญญาและใจ เราก็สามารถบรรลุธรรมได้ แน่นอน คือ ตั้งแต่ มนุษย์ขึ้นไป สามารถ บรรลุธรรมได้หมด ครับ

คำตอบ น่าจะตอบให้หมดแล้ว ก็ รู้สึก ดีใจ และ ขออนุโมทนา ที่ บล็อกนี้ ได้มีส่วน ช่วยให้มีผู้ สนใจ และได้ตั้งใจ ประพฤติปฏิบัติธรรม ผม ก็ แนะนำ ทุกๆท่านที่ ต้องการ ธรรมะ ในส่วนที่สงสัย แล้วเป็นสิ่งที่ผมตอบได้ ซึ่ง ผมก็ ไมได้ตอบได้หมดทุกคำถามหรอกครับ เพียงแต่ว่า ก็ ศึกษาไป อ่านไปเรื่อยๆ สั่งสม สุตตะ ไป ธรรมะ มันจะมีคำตอบได้เอง เพราะธรรมะของพระพุทธเจ้าไม่มีการขัดแย้งกัน เชื่อมโยงกันได้หมด

ส่วน ท่านอื่นๆ ที่ผมตอบอธิบายไป บางท่านอาจจะไม่เห็นด้วยก็ได้ ถ้าไม่เปิดใจ ในการที่จะมาเรียนรู้ร่วมกัน ศึกษาร่วมกัน ว่า อันใหนถูก อันใหนไม่ถูก ต้องเปิดใจ รับฟัง ถ้าไปฟังแต่อรรถกถา แล้ว ไม่ฟัง พระพุทธเจ้าเลย ก็จนปัญญาเหมือนกัน

นี่คุณอะไรกัน ยอมเปิดใจรับฟังในสิ่งที่ผมพูดและอธิบาย ผมก็ รับฟังในส่วนที่ คุณอะไรกันรู้ แล้วผมยังไม่รู้ ก็จะได้ประโยชน์ทั้งสองฝ่าย คือ มาศึกษาร่วมกัน แล้ว ชวนกันไปนิพพานด้วยกัน

 

โดย: จูปีเตอร์เทพแห่งดาวพฤหัส 10 มกราคม 2554 10:46:38 น.  

 

สุโข ปุญฺญสฺส อุจฺจโย
การสั่งสมบุญ นำสุขมาให้

มีความสุขกับบุญกุศลที่ตั้งใจทำ ตลอดไป..นะคะ


 

โดย: พรหมญาณี 10 มกราคม 2554 10:52:09 น.  

 


ตลก 55555 ฮ่า ฮี่ ฮ่า...ฮี่ฮี่ฮี่...0_o...พธู บอกว่า คุยกันแค่ฉองคน ...แต่ คุณ พธู ไม่เห็น หลังเที่ยงคืน ก็มีเทวดา มาอ่านด้วยนะครับ เพราะ เทวดาบางตนบางพวกก็ ชอบศึกษาธรรมมะด้วย...


ไง้จะมาอ่านเที่ยงคืนมั่ง เผื่อเจอเทวดา อิอิ

 

โดย: พธู 10 มกราคม 2554 13:06:25 น.  

 

#################
...อ๋อ...โอ้โห ที่ตอบ เรื่อง กามราคะ ต่างจาก รูปราคะ อย่างไร เข้าใจชัดเจนดีแล้วครับ แบบนี้นี่เอง !!!...

...แล้ว ตกใจเลยที่ตอบว่า...(ไม่จำเป็นต้องเบื่อหนายทางโลกเสียก่อน ถึงจะมาเจริญอานาปาฯ พระพุทธองค์ทรงให้ จับฉวยได้ไวในกุศลธรรมทั้งหลาย คือ อะไรทำได้ก่อน ทำเลย อย่ารอ อานาปาฯ ทำได้ ก่อน ทำได้ ทุกที่ ทำได้ทุกเวลา)

(อย่าไปรอว่าต้องเบื่อหน่ายก่อน ต้องศีลบริสุทธิ์ก่อน ต้อง อย่างโน้นอย่างนี้ก่อน ค่อยมาเจริญ อานาปา ฯ คือ อะไรทำได้ ให้ทำเลย ไม่ต้องรอ จึงจะได้ชื่อว่า เป็นผู้จับฉวยได้ไวในกุศลธรรมทั้งหลาย)...โอ้โห แบบนี้เลยหรือครับ 555....อ๋อ...แบบนี้หรือครับ....ดีครับ

...ที่เกินคาดหมายคือ ตอบว่า...(ทำไปเรื่อยๆครับ ถึงเราไม่อยากได้ผล มันได้เอง เพราะเราได้สร้างเหตุที่ถูกต้องอยู่ ผล เราจะหวัง ก็ดี เราจะไม่หวัง ก็ดี ถ้าเราสร้างเหตุไปเรื่อยๆแล้ว ผลมันได้แน่นอน ครับ) ...โอ้โห อานาปานสติสมาธิ สงสัย ต้อง มีอานุภาพ อย่างที่สุด แน่นอนเลย ถึงจะเป็นปัจจัยได้ขนาดนั้น ถึงขนาดที่ว่า (เราจะไม่หวัง ก็ดี ถ้าเราสร้างเหตุไปเรื่อยๆแล้ว ผลมันได้แน่นอน) โอ้โห ฟังดูแล้วมีกำลังใจขึ้นเยอะเลยครับ 5555....
#################

 

โดย: อะไรกัน@..0_o.. IP: 118.174.190.183 10 มกราคม 2554 14:13:57 น.  

 

(((...งั้นขอถามต่ออีกนิดนึง เรื่อง จิต ก็คือว่า...)))

1...(ผัสสะ) ก็คือ จิตที่เกิดขึ้นรู้ การกระทบกัน ของ อายตนะภายนอกและภายใน นั้น พอผัสสะเกิด แล้ว มันจะหยุดอยู่แค่นี้ ได้ไหมครับ คือยังไม่ต้องไปถึง เวทนา มีแค่ (จิตเห็น จิตได้ยิน จิตรู้กลิ่น จิตรู้รส จิตรู้สำผัส จิตคิดนึก) คือยังไม่ต้องมี เวทนา อะไรเลย ได้ไหม หรืออยู่แค่ สัญญา ก็ได้ คือพอจิตเกิดเห็น รูป(สิ่งที่ปรากฏทางตา) สัญญา ก็เกิดหมายรู้ว่า เป้นสิ่งนั้นสิ่งนี้ โต๊ะ เก้าอี้... แต่เวทนา ยังไม่ต้องเกิดได้ไหม ถ้าได้จะเป็นลักษณะไหน ครับ...หรือว่าไม่ได้ เพราะต้องมีอย่างใดอย่างนึง เช่น ถ้าไม่มี สุข ทุกข์ ก็ต้องเป็น อุเบกขา แต่กำลังงงอยู่ว่า ไม่มีเลยได้ไหมครับ เอ๊ถ้าไม่มีก็ ขาดไปขันธ์นึงสิ ยิ่งงงไปไหญ่ แล้วตกลง เป็นไงครับ...???

2...คำว่า สัญญา และ สังขาร มีกี่ความหมายครับ เพราะผมฟังอาจารณ์ คึกฤทธิ์ มักบอกว่า (สัญญา คือ จิตไปคิดอดีต และ สังขาร คือ ปรุงแต่งไปในอนาคต) ผมเลยงงว่า คำว่า (สัญญา) ทำไมชอบบอกว่า เป็นการคิดอดีต ไม่เห็นจำเป็นเลยครับ (สัญญา) ก็คือ ความจำได้หมายรู้ว่า นั่นคือ โต๊ะ เก้าอี้ บ้าน รถ ต้นไม้ ทำไมจะต้องเจาะจงบอกว่า (สัญญา) เป็นการคิดอดีต ครับ ก็หมายรู้ปัจจุบันก็ได้ คำว่า (สังขาร) ก็เหมือนกัน ก็ปรุงแต่งปัจจุบันก็ได้ ทำไมต้องเจาะจงบอกว่า (สังขาร) คือ ปรุงแต่งไปในอนาคต เพราะจริงๆแล้ว อนาคต ก็ไม่มี เพราะยังมาไม่ถึง สังขาร จึงกำลังเป็นจิตที่เกิดณปัจจุบันขณะ ที่ไม่ใช่อนาคต ใช่ไหมครับ 555 งงครับ...???

 

โดย: อะไรกัน@..0_o.. IP: 118.174.190.183 10 มกราคม 2554 14:19:23 น.  

 

(((...ตรงนี้อยากบอกเล่า เกี่ยวกับความก้าวหน้าในการเจริญฌาณน่ะครับ เพราะว่าได้สภาวะไหม่แล้วจึง อยากบอกเล่าให้รู้ครับ เพื่อที่อาจจะมีข้อผิดพลาด หรือ ที่เราเข้าใจผิดอะไร จะได้เอาไปแก้ไขปรับปรุงเปลื่ยนแปลง เพื่อไห้อยู่ในทำนองคลองธรรมต่อไป ครับ...)))

...0_o...เรียบร้อย !!!...เมื่อคืน ได้ฌาณที่ 3 แล้วครับ เร็วกว่าที่คิดมากแบบตั้งตัวแทบไม่ทัน และได้แบบ ระดับกลาง คือแต่ละแบบ จะแบ่งเป็น 3 ชนิด เช่น ปีติ ก็มี (หยาบ กลาง ละเอียด) ตอนนั้นที่ผมได้แค่ ปิติแบบละเอียด เลยนึกไปว่า มันเป็นฌาณที่ 3 แต่ไม่ใช่ เพราะ ต่อมาได้ สภาวะไหม่ ทีดีกว่าเดิม และไม่เหมือนสภาวะเดิม แต่สุดยอดกว่าเดิม เพราะฉะนั้น สุขก็มี แบบ (หยาบ กลาง ละเอียด) เพราะ ผมแยกออกได้ทั้งหมด...

...สมาธิขั้นที่ 3 คือ (สุข) แบบ หยาบ คือ ถ้าหลับตา จะเหมือนได้นั่งอยู่ในอีกมิตินึง รู้สึกสุขเย็นมากๆ และ (สุข) แบบ กลาง ไม่เหมือน สุข แบบ หยาบ คือจะรู้สึกแบบว่า มีลูกพลังอะไรสักอย่าง เปรียบเหมือนกับว่า เป็นลูกบอลขนาดไหญ่เท่าบ้าน หรือใหญ่กว่านั้น แต่เป็นลูกบอลที่มองไม่เห็น เพียงรู้สึกว่า ลูกพลังนั้น มันมาพลักดันตัวเราใว้อย่างแรง ทำให้ตัวเรารู้สึกโดนลูกพลังนั้นเบียดอยู่ข้างหน้าตัวเราใว้อย่างรุนแรง และจะรู้สึกว่าตัวเราหนักมากๆ ความรู้สึก คล้ายๆกับว่า เราได้อุ้ม ลูกบอลลูกใหญ่ ที่หนักมากๆใว้บนอกของเราน่ะครับ ความรู้สึกมันหนัก แต่รู้สึก สบายอย่างที่สุด...แต่ที่ งงมากก็คือ ไม่เคยคิดใว้เลยว่า จะเป็นแบบนี้ 555 และไม่เคยอ่านมาจากที่ไหนด้วยว่า มันจะมีลักษณะนี้เลยครับ....

...คือถ้าให้รียบเรียงความเข้าใจ นิยาม สภาวะทั้งหมดใหม่ก็คือ...ทุกๆแบบ โดยพื้นฐานที่จะมีเหมือนกันคือ จะมี (สภาวะหรือพลังบางอย่างมาหน่วงเหนี่ยวจิตใจเราใว้ให้ตรึงอยู่กับมัน เหมือนเป็นแม่เหล็กที่มีแรงดึงดูด)...และแต่ละแบบ คือ...

(ปีติ) แบบ หยาบ ก็จะเป็นแบบที่เคยอธิบายไปแล้ว
(ปีติ) แบบ กลาง ก็จะเป็นแบบที่เคยอธิบายไปแล้ว
(ปีติ) แบบ ละเอียด ตรงนี่เริ่มแตกต่างเพราะว่า เราเริ่มเคลิ้มๆ คือติดอกติดใจอยู่กับมัน แต่ (แบบหยาบ) และ (แบบกลาง) จะยังไม่รู้สึกติดอกติดใจ...และ 3 ระดับนี้ เราจะแยกออกได้อย่างชัดเจน ว่ากำลังเป็นแบบไหน มันไม่ใช่แค่ระดับความเข้มข้นที่มากขึ้นอย่างเดียว แต่เป็นลักษณะที่ แตกต่างกันโดยรายละเอียดด้วยครับ...

...และสภาวะใหม่ที่ ได้คือ สมาธิขั้นที่ 3 คือ (สุข)...

(สุข) แบบ หยาบ คือ ถ้าหลับตา จะเหมือนได้นั่งอยู่อีกมิตินึง ซึ่งไม่เมือนกับ (ปีติ) คือ จะมีแค่พลังมาหน่วงเหนี่ยวอยู่กับเรา ถึงจะหนาแน่น แต่ก็ยังอยู่แบบมิติเดิมปกติ นี่คือความแตกต่าง ของ (ปีติ) และ (สุข)...

(สุข) แบบ กลาง คือ นอกจากรู้สึกว่าร่างกายเราล่องลอยอยู่ในอวกาศแล้ว คือถ้าหลับตาจะรู้สึกแบบนี้ชัดเจนมากขึ้นน่ะครับ คือ จะมีสภาวะไหม่ ที่บอกไปคือ เหมือนเป้นลูกพลัง ไม่รู้จะเปรียบกับอะไร คล้ายๆหนังการ์ตูน ดรากอนบอล สมัยก่อน ที่เราเคยดูที่มีการปล่อยพลัง ZOOMMMMMMMM แล้วพลังนั้นก็ถาโถมมาใส่ตัวเราน่ะครับ หรืออาจจะเป็นหนังจีนกำลังภายใน ที่ เราเป็นเหมือนถูกพลังนั้นมา ZOOMMMMMMM กระเพื่อมใส่ตัวเราและดันตัวเราตลอดเวลา แบบนั้นน่ะครับ...

...และความแตกต่าง ระหว่าง สมาธิขั้นที่ 2 กับที่ 3 อีกอย่างนึงทีเห็นชัดคือ...ปีติ ทุกระดับ มันก็จะยังไม่เป็นสภาวะที่ ทำไห้จิตเรานิ่งหรือ ตั้งมั่นมากนัก เราก็ยังคิดปรุงแต่ง ฟุ่งซ่านได้อยู่ แต่ สมาธิขั้นที่ 3 นั้น โดยเฉพาะ (สุข)แบบ กลาง นั้น มันช่วยเราได้อย่างดีเยี่ยมเลยครับ ผมรู้สึกเลยว่า ดีจริงๆ คือพอจะคิดอะไร พลังนั้นมันดูดใจเราไห้อยู่กับมันทันทีเลย โดยที่เราไม่ต้องใช้ลมช่วยไห้จิตนิ่งอยู่กับ อารมณ์เดียวมากหนัก คือมันมาช่วยเราโดยอัตโนมัติได้อย่างมหัสจรรย์ เพราะเป็นสภาวะที่ ถาโถมมาอย่างรุนแรงมากๆ...

...และ รายละเอียกก่อนที่จะเข้า สมาธิ ขั้นที่ 3 นั้น มันจะเริ่มรู้สึกว่า ตามแขนและขา จะเริ่ม ขนลุกซาบซ่านนิดๆ ต่อมาจะเริ่มรู้สึกเข้าไปนั่งอยู่ในอีกมิตินึง รู้สึกได้ทั้งหลับตาและลืมตา แต่หลับตาจะรู้สึกได้มากกว่านิดหน่อย และแบบนี้แหละครับ แบบที่เคยบอกไปว่า ได้อยู่แค่นี้แบบ เฉียดๆ ขั้นที่ 3 ก็คือจะได้แบบนี้ คือเช่น นั่ง 1ชั่วโมงจะได้ แค่ วูบบบ เดียว แค่ประมาณ 2-3 วินาที นิดเดียว หรือวันนึง ทำบ่อยๆ นั่งสลับเดินจงกรม รวมแล้วได้ 5 ชั่วโมง ก็จะได้ แค่ 2-3 วูบต่อวัน บางวันก็ไม่ได้เลย บางวันอาจจะได้แค่ วูบเดียว คือ 2-3 วินาที เท่านั้น...

...แต่การวูบบบบ เพียงแค่ 2-3 วินาที นี่แหละ เป็นตัวสำคัญเลยทีเดียว ที่ สั่งสมไปวันละวูบบบ แค่ครั้งเดียวนี้แหละ เป็นตัวแก่นสารเลยที่จะทำไห้เรา เข้าไปทรง ฌาณขั้นที่ 3 ได้แบบสมบูรณ์ คือ ทรงใว้ได้นั่นเอง หมายถึงว่า การอยู่ในฌาณนานๆก็ดีแน่นอนอยู่แล้ว เพราะ สงบอกุศล ใว้ได้ ชั่วคราว แต่หมายถึงว่า ถ้าจะสั่งสมสภาวะ เพื่อไห้ขึ้นไปขั้นสูงกว่านี้ ต้องสั่งสม ไอ้ตัวจิต ที่ มัน (วูบบบดิ่งลงลึกตั้งมั่นแนบแน่น) นี้แหละ เพียง แค่ 2-3 วินาที นิดเดียว เอง สำหรับผมถ้านับรวมแล้ว ที่เคยทำมา หลังจาก ฌาณที่ 2 แล้วนั้น ก็ประมาณ 1 เดือนกว่า ก็นับรวมได้ประมาณ ไม่เกิน 30 วูบ นะครับ ก็พวกนี้มันจะสั่งสมโดยที่เราไม่รู้ตัว...ทำไห้ตอนนี้ มันเต็มและได้ฌาณที่ 3 ครับ...

...คือ พอทำมาเรื่อยๆ ผมก็เลิกสนใจตัว ปีติ ไปแล้ว เพราะมันเหมือนกับว่า เราตื่นแต้นเฉพาะ ช่วงแรกที่ได้ ก็เหมือนกับอะไรก็แล้วแต่ ที่เราเพิ่งเคยได้เห็นหรือสำผัสครั้งแรกในชีวิต ย่อมตื่นเต้นดีใจเป็นธรรมดา แต่พอต่อมาก็ งั้นๆแหละ ประมาณว่า ได้บ่อยเลยกลายเป็นสิ่งธรรมดา ไปแล้ว เลยกลายเป็นสิ่งที่ หยาบ ไปแล้วสำหรับเรา เลยไม่ได้สนใจ แต่สนใจแต่ มุ่งจะไห้ได้ขั้นต่อไป โดยการสั่งสม ไอ้ตัว (วูบบบ) นี่ไปเรื่อยๆ จึงไม่ค่อยสนใจฌาณที่ 2 เพราะมันง่ายไปแล้วสำหรับเรา คือ แค่ นึกถึง ปีติ ก็ได้ ปีติระดับกลาง ขึ้นมาเลย ไม่ต้องกำหนดลมหายใจช่วยอะไรเลย แต่ถ้าจะไห้ ปีติ แนบแน่น แบบละเอียด ก็ใช้ กำหนดลมหายใจช่วยเพียงแค่นิดหน่อย ก็ได้ ปีติแบบละเอียดแล้ว...

...จริงๆนะครับ คือ บางทีก็ไม่ได้คิดจะทำด้วยซ้ำ แค่ตอน นั่งดูTV หรือฟังธรรมะ ฟังพระอาจารณ์ คึกฤทธิ์ อยู่ หรือทำอะไรอยู่เงียบๆ เช่นตอนที่นั่งอยู่หน้าคอมพิมพ์คียร์บอร์ดอยู่นี่ ง่ายมากเลยที่ (ปีติ) มันเกิดเองโดยที่เรายังไม่ได้ต้องได้ด้วยซ้ำ เหมือนกับว่าถ้าเราทำอะไรอยู่ลักษณะนี้ แค่เรานึกนิดเดียวมันก็ค่อยๆได้ขึ้นมาเองเลย...

...แต่ถ้าพิจรณาดูแล้ว มันก็เป็นเหตุที่สมควรแก่ผลนะครับ ก็คือ ปกติผมจะตั้งเป้าหมายใว้ว่า จะเจริญ อานาปานสติสมาธิ เดินสลับนั่ง วันละ 10 ชั่วโมง ต่อวัน แต่ทำจริงๆ มันยังไม่ได้ต่อเนื่องขนาดนั้น ก็จะได้ แค่ 5 ชั่วโมง ต่อวัน เป้นอย่างน้อย ครับ มันก็เลยเป้นความเคยชินกับการอยู่ในฌาณบ่อยๆเนืองๆ ก็คงเป็นสัญญาที่เราจำสภาวะนั้นได้อย่างแม่นยำนั่นเองครับ...

(((...แต่ทั้งหมดนี้เป็นการ อธิบาย ผลที่เกิดจากสมาธิ ที่ผมได้แบบนี้ นะครับ ซึ่งตอนนี้สรุปได้แบบนี้ ...ซึ่งอาจจะผิดก็ได้ เพราะ เป็นเพียงความรู้สึกของผมน่ะครับ...และอยากบอกเล่าให้คุณ นนท์ได้ฟัง และอ่านพิจรณาดูว่าเป็นไง แค่นั้นน่ะครับ...)))

 

โดย: อะไรกัน !!! IP: 118.174.190.183 10 มกราคม 2554 14:24:07 น.  

 

ตอบ คุณ อะไรกัน

1...(ผัสสะ) ก็คือ จิตที่เกิดขึ้นรู้ การกระทบกัน ของ อายตนะภายนอกและภายใน นั้น พอผัสสะเกิด แล้ว มันจะหยุดอยู่แค่นี้ ได้ไหมครับ

ตอบ ได้ ครับ สักแต่ว่าเห็นไง ครับ ผัสสะกระทบปุ๊บ สักแต่ว่าเห็น ไม่มีผู้เห็น เวทนาก็ไม่เกิด แต่ว่า ถ้า สักแต่ว่าไม่ทัน มันไปปรุงรูปโดยความเป็นรูปแล้ว ย่อมเกิดเวทนา สุข ทุกข์ หรือ อุเบกขา ( เฉยๆ )

ถ้า สักแต่ว่าเห็น จักขุวิญญาณ ก็ไม่เกิด เวทนาก็ไม่เกิด เพราะไม่รับรู้ว่า สิ่งที่เห็นนั้นคืออะไร เช่น เรานั่งเหม่อลอย คนเดินผ่านเราไป เราไม่รู้เลยว่าชายหรือหญิง สูง หรือ เตี้ย ต่ำดำขาว ไม่ได้ไปสนใจมันเลย จิตก็ ไม่รับรู้ว่าเราเห็นอะไร นี่คือ สักแต่ว่าเห็น แล้ว เวทนาจะเกิดได้อย่างไร ในเมื่อ เรายังไม่รู้เลยว่า เราเห็นอะไร เป็นต้น

ส่วน ขันธ์ มันก็มีครบ แหละครับ อยู่ที่จิต มันจะไปรับรู้ตอนใหนเวลาใด แค่นั้นเอง

2...คำว่า สัญญา และ สังขาร มีกี่ความหมายครับ เพราะผมฟังอาจารณ์ คึกฤทธิ์ มักบอกว่า (สัญญา คือ จิตไปคิดอดีต และ สังขาร คือ ปรุงแต่งไปในอนาคต) ผมเลยงงว่า คำว่า (สัญญา) ทำไมชอบบอกว่า เป็นการคิดอดีต ไม่เห็นจำเป็นเลยครับ (สัญญา) ก็คือ ความจำได้หมายรู้ว่า นั่นคือ โต๊ะ เก้าอี้ บ้าน รถ ต้นไม้

ตอบ นั่นคือ โต๊ะ มันก็ต้องเคยเห็นมาก่อนในอดีตแล้วจำได้ จากนั้น เราก็รู้ว่า สิ่งที่เราเห็นนี่คือโต๊ะเราเคยเห็นมาก่อนในอดีต ถ้าเราเพิ่งเคยเห็นมันครั้งแรก เราก็ ไม่รู้ว่ามันคือโต๊ะ ต้องเรียกมันว่าโต๊ะ สิ่งที่เคยเกิดขึ้นแล้ว ไม่ว่าจะเห็น ได้ยิน ได้กลิ่น ฯลฯ แล้วเราจำได้ ไปนึกถึง นี่เรียกว่า สัญญา จำได้ ก็เป็นสัญญา รู้ว่า นั่นคือ โต๊ะ เก้าอี้ ก็เป็นสัญญา เพราะเราเคยเห็นมันมาก่อนในอดีตแล้วจำได้ แล้วไปนึกถึง นี่ก็คือ สัญญา

2.2 คำว่า (สังขาร) ก็เหมือนกัน ก็ปรุงแต่งปัจจุบันก็ได้ ทำไมต้องเจาะจงบอกว่า (สังขาร) คือ ปรุงแต่งไปในอนาคต เพราะจริงๆแล้ว อนาคต ก็ไม่มี เพราะยังมาไม่ถึง สังขาร จึงกำลังเป็นจิตที่เกิดณปัจจุบันขณะ ที่ไม่ใช่อนาคต ใช่ไหมครับ 555 งงครับ...???

ตอบ ปรุงแต่ง ก็ คือ สังขารหมด ครับ ไม่ว่าจะปรุงแต่ง ปัจจุบันหรือ สิ่งที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน เช่น คิดว่า พรุ่งนี้ เราจะไปใหนทำอะไร สิ่งนั้น ยังไม่เกิดขึ้น นี่คือการปรุงแต่งไปในเรื่องของอนาคต ก็ ปรุงแต่

หรือ เห็นอะไร ก็แล้วแต่ ในปัจจุบัน แต่ ไม่วาง คิดต่อว่า อันนั้น สวย ไม่สวย พอใจไม่พอใจ นี่ก็ปรุงแต่งแล้ว แต่เป็นเรื่องที่ เกิดใน ปัจจุบันแล้วคิดต่อ ปรุงแต่งต่อ นี่คือสังขาร คิดล่วงหน้าในสิ่งที่มันยังไม่เกิด ก็ คือ สังขาร หรือ เกิดขึ้นในปัจจุบัน แต่เราคิดต่อ ปรุงแต่งต่อ ก็คือ สังขาร คิดถึงว่า พรุ่งนี้ เราจะไปใหน กินข้าวกับอะไร นี่ ก็เป็นสังขาร

สัญญา มีประมาณต่างๆมาก สังขารก็เช่นกัน ครับ ที่พระอจารย์พูดก็ อาจจะ ครอบคลุมไม่หมด แต่ได้พูดไว้ย่อๆ เพราะคิดว่าคงจะเข้าใจ ว่าอะไรคือ สัญญา อะไร คือ สังขาร

ถ้ายังสงสัย หรือ ไม่เข้าใจก็มาถามใหม่ได้ ครับ อนุดมทนาครับ

 

โดย: จูปีเตอร์เทพแห่งดาวพฤหัส 10 มกราคม 2554 16:05:33 น.  

 

สำหรับ การปฏิบัติ ที่ทำมา ก็ โอเค แล้วครับ ได้ ปิติ จนชำนาญ เมื่อ ชำนาญ ก็ คิดว่า เราจะทำปิติ ให้เกิดเมื่อไรก็ได้ แล้ว มันก็ ไม่เห็นมีอะไรพิเศษ มันเกิดได้มันก็ดับได้ ก็ดู ปิติ มันดับไป พอปิติดับ มันก็ ก้าวสู่ ฌานที่สามเอง

เหลือแต่สุข ก็ ทำความรู้จักกับสุขไปอีก ดูมันไป อยู่กับมันไป แล้วดูว่า เมื่อไรมันจะดับ มันดับไปตอนใหน ก็ให้รู้ อยู่กับมันจนชิน จนเราชำนาญ อยากให้สุข เกิด ตอนใหน เวลาให้ ก็เกิดได้ทันที แล้วคอยดูตอนมันดับ พอมันทำได้จนชำนาญ สุขดับ ก็เข้าสู่ ฌาณที่สี่

ทำแบบนี้ไปเรื่อยๆในระหว่างที่เราอยู่กับอะไร ทุกขั้นตอน ให้สังเกตุดูด้วย ว่า มีอะไร เกิดขึ้น อะไรดับไป อย่าเพลินไปกับมัน พระพุทธองค์ทรงให้ เฝ้าดูเพ่งเฉพาะซึ่งจิตอันตั้งมั่นแล้วอย่างนั้นเป็นอย่างดี แล้วให้ดูว่า อะไรเกิดขึ้นอะไรหายไปบ้าง พระองค์สั่งให้ เฝ้าดูให้ดี อย่าไปเพลิน กับ ปิติ หรือ สุข แค่รู้เฉยๆ พอ แล้วเฝ้าดูต่อไป

นี่คือ สิ่งสำคัญที่สุด คือ อย่าเพลิน อย่าให้จิตไปอยู่กับ สุข นาน รับรู้แล้วให้วางเฉย ไม่ต้องไปสนใจเดี๋ยวมันก็ดับ ให้มีสติอยู่ ดูจิตว่ามันไปรับรู้อะไร มันอยู่ขันธ์ใหน พอรับรู้อะไร ก็ ไม่สนใจ วาง อย่าเพลินวางให้เร็วที่สุด ให้จิตกลับมาอยู่กับกาย ลมหายใจ หรือ อุเบกขา ทำแค่นี้ไปเรื่อยๆพอ มันจะสั่งสม เห้นการเกิดดับของจิต ไปเรื่อยๆจนถึงเวลา มันจะ ไม่เอาขันธ์๕ เอง

ขอให้ มีความเพียรอย่างต่อเนื่องไปเรื่อยๆแบบนี้ ผมก็รู้สึกยินดี และ อนุโมทนาด้วยครับ ขอให้ คุณอะไรกัน สร้างเหตุเช่นนี้ไปเรื่อย จะถึง วิมุตติ หรือ นิพพาน ในอนาคตอันใกล้นี้ อนุโมทนา ครับ

 

โดย: จูปีเตอร์เทพแห่งดาวพฤหัส 10 มกราคม 2554 16:26:19 น.  

 

...อ๋อ คือผมตั้งคำถาม ไม่ตรงประเด็นเอง คุณนนท์เลย ยังตอบไม่ตรงจุดครับ แต่ตรงนี้อาจจะไม่ใช่ประเด็นสำคัญอะไรมากก็ได้เพราะยังไงเราต้องปล่อยวางให้หมดอยู่แล้ว ก็คือว่า...

1...คือ คำถามที่ว่า จิตขณะที่ยังที่ยังไม่เกิดมี เวทนา จุด ที่ผมอยากรู้ ก็คือว่า จิตมันจะอยู่ในลักษณะไหน โดยที่ไม่เกิด เวทนา ในตอนที่เรากำลังมีชีวิตแบบเป็นๆอยู่นี้น่ะครับ แต่ที่คุณนนท์ อธิบายคือ นั่นเป็น มรรควีธีในการปฏิบัติ ไงครับ แต่อยากรู้ว่า ถ้าไม่ได้ปฏิบัติ แบบ(สักแต่ว่า) ไปแบบนั้น แล้ว ถ้าจิตมันจะค้างนิ่งตลอดไป อยู่ที่ จิต เฉยๆแบบนั้น ได้ในกรณีไหน ครับ เพราะว่า ต่อไห้ สักแต่ว่าไปเรื่อยๆ มันก็ไม่ได้ทุกขณะจิตอยู่ดี...

...แต่ถ้าได้ พอดีผมเลยนึกออกแล้วว่า ก็เป็นตอน นอนหลับแต่ไม่ฝัน ไงล่ะใช่ไหมครับ ซึ่งอันนั้นก็อาจจะงงอีกว่าใช่ไหม เพราะ จิตก็น่าจะยังไม่เกิดอีก หรืออีกกรณีนึงคือ เข้านิโรธสมาบัติ หรืออีกกรณีนึงคือ เป็น วิมุติญาณทัศนะ ที่มันปล่อยวาง ขันธ์๕ได้แล้ว ดำรงอยู่ใน วิมุติหรือนิพพาน ไงล่ะ ใช่ไหมครับ...?

2...และที่ถามว่า จิตไปคิด (อดีต และ อนาคต) นั้น จุดที่ผมอยากรู้ คือ ผมกำลังคิดว่า คำว่า (อดีต และ อนาคต) มันไม่มีจริงเลยไงครับ เพราะอดีต ก็คือ จิตที่คิด ไปในสัญญา ซึ่งตัว สัญญา ก็คือ นามธรรม ที่กำลังเกิดอยู่เป็นปัจจุบันขณะ ซึ่งไม่ใช่ อดีต และ คำว่า อนาคต ก็คือจิตที่คิดปรุงแต่งล่วงหน้า ซึ่ง การคิดปรุงแต่งล่วงหน้า ก็คือ จิต ที่กำลังเกิด เป็นปัจจุบันขณะ อยู่ดี เพราะฉะนั้นไม่มีอดีต หรืออนาคต ทั้งสิ้น เพราะทุกสิ่งมีจริง และ ดำรงอยู่จริง เพียงแค่ขณะที่จิตเกิดอยู่ เป็นปัจจุบันขณะ และ ดับไป สืบต่อกันอย่างรวดเร็วเท่านั้นเอง เพราะ ขนาด ปัจจุบัน ยังไม่แน่นอนเลยคือ (มีแค่ชั่วคราว ไม่มีถาวร) แล้ว อดีต หรือ อนาคต ยิ่งไม่มีเข้าไปใหญ่ ใช่ไหมครับ หรือว่าไงครับ 5555...?

3...ถามอีกข้อคือ (อากิญจัญญายะตะนะ) คือไม่กำหนดอะไรเลยหรือกำหนดความไม่มีอะไรเลย เป็นอารมณ์ นี่ มันดูเหมือน กับ มรรควิธี(สักแต่ว่า) ไหมครับ คือไม่สนใจอะไรเลย หรือแตกต่างกันยังไง อ๋อ หรือว่า (อากิญจัญญา) นี้ไปสร้างสัญญา ขึ้นมา แต่ มรรควิธี(สักแต่ว่า) ไม่ได้สร้างสัญญาขึ้นมา ถ้างั้น มรรควิธี(สักแต่ว่า) ก็ดีกว่า (อากิญจัญญายะตะนะ) น่ะสิ ใช่ไหมครับ...???

 

โดย: ((( อะไรกัน ))) IP: 192.168.1.58, 110.77.226.133 11 มกราคม 2554 13:07:00 น.  

 

วินโย จ สุสิกฺชิโต
วินัยที่ศึกษาดีแล้ว เป็นมงคลแก่ชีวิต

สวัสดีวันอังคารที่ท้องฟ้าแจ่มใส...ค่ะ


 

โดย: พรหมญาณี 11 มกราคม 2554 13:25:55 น.  

 

ตอบ คุณอะไรกัน

1...คือ คำถามที่ว่า จิตขณะที่ยังที่ยังไม่เกิดมี เวทนา จุด ที่ผมอยากรู้ ก็คือว่า จิตมันจะอยู่ในลักษณะไหน โดยที่ไม่เกิด เวทนา ในตอนที่เรากำลังมีชีวิตแบบเป็นๆอยู่นี้น่ะครับ แต่ที่คุณนนท์ อธิบายคือ นั่นเป็น มรรควีธีในการปฏิบัติ ไงครับ แต่อยากรู้ว่า ถ้าไม่ได้ปฏิบัติ แบบ(สักแต่ว่า) ไปแบบนั้น แล้ว ถ้าจิตมันจะค้างนิ่งตลอดไป อยู่ที่ จิต เฉยๆแบบนั้น ได้ในกรณีไหน ครับ เพราะว่า ต่อไห้ สักแต่ว่าไปเรื่อยๆ มันก็ไม่ได้ทุกขณะจิตอยู่ดี...

ตอบ อ๋อ ครับ ผมไม่เข้าใจคำถามนี่เอง คำตอบที่ถาม คือ ใช่ ครับ มัน ไม่ได้ ทุกขณะหรอก เพราะเรายังไม่นิพพาน ส่วนมาก จะสักแต่ว่า ไม่ได้ ตลอดหรอก ครับ ถามว่าจิต มันไปใหน ถ้า ไม่สักแต่ว่า มันไปอุเบกขา ครับ ซึ่งจะคล้ายๆกับสักแต่ว่า คือ อุเบกขา ยังมีตัวผู้เห็น คือเห็นแล้ว เฉยๆ นี่คือ อุเบกขา ก็ สักเเตว่าเหมือนกัน แต่ยังเร็วไม่พอในระดับที่จะดับผัสสะ ในขั้นตอนนี้ คือ ดับที่เวทนาครับ

สำหรับ จิตที่ ไม่ฝัน ก็ อยู่ในสัญญา หรือ จิตที่ นิ่งในระดับ สัญญาเวทยิตนิโรธ ก็ ยังไม่ใช่สักแต่ว่าน๊ะครับ นั่น เป็นนันทิ ส่วน สักแต่ว่า ดับผัสสะ ดับ เวทนา นี่เป็น สติ คนละอย่างกัน

2...และที่ถามว่า จิตไปคิด (อดีต และ อนาคต) นั้น จุดที่ผมอยากรู้ คือ ผมกำลังคิดว่า คำว่า (อดีต และ อนาคต) มันไม่มีจริงเลยไงครับ เพราะอดีต ก็คือ จิตที่คิด ไปในสัญญา ซึ่งตัว สัญญา ก็คือ นามธรรม ที่กำลังเกิดอยู่เป็นปัจจุบันขณะ ซึ่งไม่ใช่ อดีต และ คำว่า อนาคต ก็คือจิตที่คิดปรุงแต่งล่วงหน้า ซึ่ง การคิดปรุงแต่งล่วงหน้า ก็คือ จิต ที่กำลังเกิด เป็นปัจจุบันขณะ อยู่ดี

ตอบ ก็ ใช่อยู่ครับ คือ ถ้า นึก คิด ในปัจจุบัน ก็ เรียก สัญญา สังขารหมดแหละครับ นี้คือ นันทิ ที่ต้องละ ถ้า ไม่นึก ไม่คิด มีจิตอยู่กับกาย นี่ จึงเรียกว่า จิตอยู่กับ รูป ถ้าจิตอยู่กับ รูป กาย หรืออยู่กับ อุเบกขา นี้ พระพุทธเจ้าเรียก ว่า เป็นผู้ที่มีสติ สัมปะชัญญะ จะว่า อดีต อนาคตไม่มีก็ได้ แต่ถ้า นึก หรือ คิด ถึงจะอยู่ในปัจจุบัน ก็ ต้องเรียกว่า สัญญา สังขาร และ เป็น นันทิ ที่ต้องละ

3 3...ถามอีกข้อคือ (อากิญจัญญายะตะนะ) คือไม่กำหนดอะไรเลยหรือกำหนดความไม่มีอะไรเลย เป็นอารมณ์ นี่ มันดูเหมือน กับ มรรควิธี(สักแต่ว่า) ไหมครับ คือไม่สนใจอะไรเลย หรือแตกต่างกันยังไง อ๋อ หรือว่า (อากิญจัญญา) นี้ไปสร้างสัญญา ขึ้นมา แต่ มรรควิธี(สักแต่ว่า) ไม่ได้สร้างสัญญาขึ้นมา ถ้างั้น มรรควิธี(สักแต่ว่า) ก็ดีกว่า (อากิญจัญญายะตะนะ) น่ะสิ ใช่ไหมครับ...???

ตอบ อากิญจัญญายตนะ คือ กำหนด ความว่าง ไม่มีที่สิ้นสุด ครับ ไม่ใช่ ไม่กำหนดอะไรเลย ยังใช้การกำหนดอยู่ จิต ส่วนมาก ก็ จะอยู่ที่อุเบกขา จะว่าเป็นสักแต่ว่า ก็ได้ ครับ แต่ เป็นขั้นตอนของการดับ ที่เวทนา โดยที่จิต ไม่ไปจับที่ สุขเวทนา ก็ เป็นขั้นตอน ดับเวทนา แต่ไม่ใช่ดับที่ผัสสะ ครับ ถ้าใช้สักแต่ว่าควบคู่ไปด้วย จิตก็จะอยู่ที่อุเบกขา แต่ถ้าไม่ใช้สักแต่ว่าควบคู่ไปด้วย จิต จะไป สัญญา สังขาร ก็ได้ เช่นกัน

ที่บอกว่า สักแต่ว่า จิตไม่ได้ไปที่สัญญา ก็ใช่อยู่ครับ ส่วนมากจะอยู่ที่อุเบกขา แต่ อากิญจัญญายตนะนี่ ไปได้หมด สุข ก็ไปได้ สัญญาก็ไปได้ สังขาร ก็ไปได้ คือ มันว่างไม่จริงหรอกครับ ขันธ์ ทั้ง สี่ ยังทำงานอยู่ ถ้าใช้สักแต่ว่าไปด้วยจิตก็จะอยู่ที่อุเบกขา แต่ มันก็ อยู่ได้ไม่ตลอดหรอกครับ เดี๋ยวอุเบกขามันก็ดับ มันก็ไป สัญญา สังขารอีก

แน่นอน ครับ สักแต่ว่า นี่ เป็นวิธีที่ดีที่สุด ลัดสั้นง่าย จะว่าเป็นวิธีที่ ดีที่สุด ง่ายที่สุดเลยก็ว่าได้ ครับ

ไม่รู้ว่าคำตอบจะได้ตรงจุดที่ถาม ทุกคำตอบหรือไม่น๊ะครับ แต่ก็พยายามจับประเด็น ที่ถามให้อย่างครบถ้วน ถ้ายังไม่ตรงประเด็นหรือ ประเด็นใหนยังตอบไม่ครบ ไม่เคลียร์ ก็ มาถามใหม่ ครับ

อนุโมทนา ครับ

 

โดย: จูปีเตอร์เทพแห่งดาวพฤหัส 11 มกราคม 2554 16:12:22 น.  

 

ปญฺญา โลกสฺมิ ปชฺโชโต
ปัญญาเป็นแสงสว่างในโลก

ขอบคุณในทุกคะแนนที่โหวตให้ปอป้า..นะคะ


 

โดย: พรหมญาณี 13 มกราคม 2554 20:46:53 น.  

 

โกธํ ฆตฺวา สุขํ เสติ
ฆ่าความโกรธได้ ย่อมอยู่เป็นสุข

สุขกาย สุขใจ ด้วยการหัดละความโกรธได้ ตลอดไป..นะคะ


 

โดย: พรหมญาณี 17 มกราคม 2554 12:55:55 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ


จูปีเตอร์เทพแห่งดาวพฤหัส
Location :


[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed

ผู้ติดตามบล็อก : 5 คน [?]




ดูกรภิกษุทั้งหลาย : บัดนี้ เราขอเตือนพวกเธอว่า สังขารทั้งหลายมีความเสื่อมไปเป็นธรรมดา พวกเธอจงยังความไม่ประมาทให้ถึงพร้อมเถิด ฯ
Friends' blogs
[Add จูปีเตอร์เทพแห่งดาวพฤหัส's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.