ผ่านทะเลเห็นน้ำไร้ความหมาย
Group Blog
 
<<
ธันวาคม 2548
 123
45678910
11121314151617
18192021222324
25262728293031
 
14 ธันวาคม 2548
 
All Blogs
 
นิยายขนาดร้อยตอนก็ไม่รู้จะจบหรือเปล่า เรื่อง รักเอย... อย่าเลยลับไป (มั้ง)

1.
หญิงสาวเงยหน้าจากจอคอมพิวเตอร์เมื่อได้ยินเสียงที่คุ้นเคย และเป็นเสียงที่ใจจดใจจ่ออยู่ตลอดเวลา
มันเป็นเสียงรถยนต์คันหนึ่งที่กำลังวิ่งอยู่บนซอยหน้าบ้านของเธอ

หญิงสาวหลับตาจินตนาการ เห็นล้อรถปีนขึ้นบนฝาท่อโลหะที่อยู่หน้าบ้านเธอพอดีแล้วก็ลงมาอย่างอย่างนุ่มนวล ไม่ก่อให้เกิดเสียงดังเหมือนอย่างรถคันอื่น ๆที่ไม่คุ้นเคยกับการเข้าออกซอยนี้มักจะทำกันบ่อย ๆ เพียงแค่นั้นก็เรียกรอยยิ้มเกิดขึ้นที่ริมฝีปากบาง ๆ หัวใจวาบหวามเต้นผิดจังหวะขึ้นมาทันควัน

เธอเหลือบตาดูเวลาที่ด้านล่างของจอคอมพิวเตอร์

…ตีสองแล้วเหรอ กลับดึกจัง วันนี้คงจะเหนื่อยน่าดู เพราะเมื่อเช้าออกไปแต่เช้าเลยนี่นา…. ความสงสารพุ่งขึ้นเป็นริ้ว ๆ ...อดทนหน่อยนะ ตอนนี้กำลังดังน้ำขึ้นก็ให้รีบตัก...เธอนึกคำปลอบใจอันไร้ความหมายขึ้นมา มันไร้ความหมายเพราะว่าไม่เคยได้พูดออกไปสักที

เสียงเปิดประตูรั้วหน้าบ้านพร้อม ๆกับเสียงหมาเห่ากันเกรียวกราวแล้วก็สงบลงอย่างรวดเร็ว ทำให้หญิงสาวหลุดจากภวังค์ เธอลุกขึ้นถอดแว่นตาวางไว้บนโต๊ะ แล้วย่องไปที่หน้าต่างบานใหญ่ด้านตรงข้ามกับโต๊ะคอมพิวเตอร์ แล้วค่อย ๆโผล่หน้าขึ้นไปดูเหมือนกลัวจะถูกใครพบเห็น

ไฟแสงจันทร์นวลสว่างของบ้านหลังโตที่อยู่เยื้อง ๆกับบ้านของเธอซึ่งมักเปิดทิ้งตลอดคืน ทำให้หล่อนเห็นเงาร่างของชายคนหนึ่งยืนอยู่ตรง นั้น ทำท่าเหมือนเงยหน้าขึ้นมายังหน้าต่างบานที่หล่อนยืนอยู่....หรือเปล่านะ... แต่ปฏิกิริยาแรกที่ทำก็คือทิ้งกายลงกับพื้นทันควันเพื่อให้พ้นจากหน้าต่างนั่น หัวใจเต้นตึกตัก กลัวเหลือกลัวว่า “เขา”จะเห็นว่าเธอแอบมองอยู่ยามดึกดื่น

แต่แล้วหญิงสาวก็อดยืดกายขึ้นอีกไม่ได้ เอาหน้าแนบมุ้งลวดมองลงไป “เขา”ยังยืนอยู่ที่นั่น วนไปวนมา ท่าทางนั้นบอกให้รู้ว่ากำลังคุยโทรศัพท์มือถืออยู่ หมายักษ์สองสามตัววนเวียนล้อมรอบตัว ท่าทางดีใจที่เห็นผู้เป็นนายกลับมา

“ดึกป่านนี้ จะโทรหาใครกันอีกล่ะ ต้องเป็นผู้หญิงแน่เลย ออกจะเสน่ห์แรงขนาดนี้” คิดได้เพียงเท่านี้ หัวใจก็กระตุกเหมือนถูกไฟฟ้าโวลต์ต่ำ ๆช็อต

....แต่เราเป็นใครกันล่ะ ถึงจะไปหวงไปห้ามได้.....

หญิงสาวถอนหายใจเฮือก นัยน์ตาเหลือบมองกระจกบานโตที่อยู่มุมหนึ่งของห้อง ในความสลัวของแสงไฟโคมที่ตั้งบนโต๊ะคอมพิวเตอร์ เธอเห็นเงาสะท้อนของผู้หญิงคนหนึ่ง หัวฟูไม่เป็นทรง หน้าตาเชยจืดชืดดูไร้ชีวิตชีวา ในชุดนอนเก่า ๆ ผ้าบาง ลวดลายพิมพ์เลือนจนจะหมดแล้ว เธอมองเลยจากเงาสะท้อนนั้นไปที่ภาพโปสเตอร์ติดผนังขนาดใหญ่ที่มีหนุ่มหน้าหยก นัยน์ตาละลายหัวใจมองออกมาพร้อมกับรอยยิ้มแย้มเยือน..เหมือนจะชวนว่า......มารักกันไหม มารักกันไหม... แม้ว่าบ้านจะอยู่ในซอยเดียวกันมานาน มีแค่เพียงซอยแคบ ๆกั้นเท่านั้น แต่เธอก็ยังไม่เคยเห็นเขา “ตัวเป็น ๆ” ใกล้ชิดขนาดนี้มาก่อน มีเพียงโปสเตอร์ที่มีลายเซ็นที่พ่อหล่อนไปขอมาเท่านั้นที่เป็นสื่อทำให้เธอรู้สึกได้ใกล้ชิดกับเขา ทั้ง ๆที่หัวใจของเธอเทให้เขาไปหมดนานแล้ว

อยากจะรวบรวมความกล้าสักวันหนึ่งแล้วเดินข้ามซอยแล้วไปบอกว่าเอาสิ มารักกัน ฉันเทหัวใจให้เธอ... แต่เจ้ากรรมเอ๋ย เจ้าความกล้าประเภทอย่างนั้นมันไม่มีอยู่ในเซลล์ของเธอเอาเสียเลย ไม่ว่าในเซลล์เมล็ดเลือดแดงหรือเมล็ดเลือดขาว ในตับอ่อนหรือในต่อมปิจูตารี่ของเธอต้องผลิตและส่งผ่านแต่สารเคมีแห่งความขลาดเขลา ทื่อมะลื่อ และไร้เสน่ห์เป็นแน่ ถ้าร้านไหนมีขายความกล้าประเภทนี้ล่ะก็ หญิงสาวคงก็จะทุ่มหมดหน้าตักกว้านซื้อมาโด๊ปก่อนที่จะเดินข้ามซอยนั่นไป

แต่ตอนนี้ที่เธอทำได้ก็แค่เพียงแอบดู แอบฟังเสียงรถเข้าออก ฟังเสียจนขึ้นใจว่ารถคันไหนเป็นของหนุ่มข้างบ้านเจ้าของสายตาแผดเผาหัวใจนั่น ฟังจนรู้ว่าหากเสียงล้อรถกระทบฝาท่ออันนิ่มนวลแล้วล่ะก็ต้องใช่รถของเขาแน่ ๆ

.....แล้วก็ทำได้อยู่แค่นั้น....

เสียงปิดประตูบ้านจากบ้านโน้นดังแว่วมา หญิงสาวหันไปมอง ไม่มีเงาร่างนั้นยืนอยู่อีกต่อไปแล้ว หมาสามตัวก็หายไปด้วย เธอยืนอยู่ตรงหน้าต่างอย่างอาลัยอาวรณ์ นึกเจ็บใจตัวเอง ..มัวคิดอะไรอยู่นะวันนี้ บ้าจริง ได้เห็นแค่แว่บเดียวเอง... แต่เธอก็ยืนรอจนได้เห็นไฟจากหน้าต่างห้องชั้นสองของบ้านหลังนั้นที่สามารถมองเห็นได้ชัดของเธอเปิดพึ่บขึ้นมา...จากนั้นเธอเดินอย่างหมดแรงมาที่โต๊ะคอมพิวเตอร์

หญิงสาวต้องรวบรวมสมาธิอยู่ครู่หนึ่งถึงสามารถกลับมาปะติดปะต่อเรื่องราวที่เขียนก่อนหน้านี้ไว้ได้ แต่แล้วก็ต้องสะอึกเพราะข้อความที่อยู่บนหน้าจอนั้นเหมือนเย้ยหยัน ตัวละครหญิงของเธอกำลังกระตุ้นให้ตัวละครอีกตัวเปิดเผยความรักแอบลับ ๆไว้เนิ่นนาน

“รักนั้นต้องใช้ความกล้า บ้าบิ่นและทุ่มเทโดยไม่กลัวเจ็บ และความกล้านั้นจะตอบแทนผลโดยให้ได้รักกลับคืนมา เชื่อฉันซิ...”

...ไม่เชื่อว้อย... เสียงปีศาจในความคิดคำนึงของเธอกรรโชกขึ้น ...ข้าไม่เชื่อเรื่องพวกนี้ แกเองก็ไม่เชื่อด้วยใช่ไหมเล่า แกหลอกคนอ่านของแกเอง น่าอาย น่าอายที่สุด ถ้าแกเชื่อ แกคงทำไปซะเองนานแล้ว ไม่ต้องมาคอยฟังเสียงล้อรถอยู่อย่างหรอกใช่ป่ะ... เสียงปีศาจมันเย้ยหยัน เสียงหัวเราะมันกรีดไปถึงขั้วหัวใจ

อารมณ์ของหญิงสาวพลุ่งพล่านขึ้นมาทันที ...ไอ้บ้า ฉันเกลียดปีศาจสอดรู้สอดเห็น รู้ทัน...ไม่มีอารมณ์จะเขียนแล้วว้อย.....นอนดีกว่า...

มือปิดเครื่องคอมพิวเตอร์อย่างกระแทกกระทั้น ปิดไฟ เดินไปทุ่มทอดกายลงบนเตียง คว้าหมอนข้างขึ้นมาตระกองกอดพร้อมกับจินตนาการว่าถ้าเป็นเขา.... แล้วก็หลับตาลงจินตนาการไปถึงเรื่องอื่น ๆ เลยไปไกลตามแต่ใจอยากจะคิดฝันไป...

2.

“ศรี ศรี ...”
เสียงเรียกกระชั้นทำให้หญิงสาวต้องละมือจากการพรวนดินให้ต้นกุหลาบ หันไปมอง
เจ้าของหน้าเกรียมนั้นยิ้มร่า เห็นฟันเรียงเป็นระเบียบ โผล่ขึ้นมาเหนือรั้วที่กั้นระหว่างบ้านของเธอกับของเขาเอาไว้
“ยัยศรีทนได้ มานี่หน่อยซิ อุตส่าห์ซื้อของมาฝาก เดี๋ยวก็ไม่ให้เสียเลย”
คนถูกเรียกว่าศรีหน้าบูด ลุกขึ้นอย่างไม่เต็มใจนัก เดินที่รั้ว กระชากเอาถุงที่มือแข็งแรง ถูกแดดเผาจนเกรียมส่งลอดรั้วเหล็กดัดโปร่งมาให้
“ขอบใจ”

“อะไรว้า ซื้อของมาฝาก ยังทำหน้าบูดยังกับตูดลิงใส่อีกแน่ะ” เสียงนั้นประท้วงอย่างครื้นเครงมากกว่าจะถือเป็นเรื่องจริงจัง เจ้าของวงหน้านั้นพยายามยืดขึ้นมาเหนือรั้ว ที่เห็นชัดก็คือคางเหลี่ยมกางออก คิ้วเข้มที่มาพร้อมกับนัยน์ตาเป็นประกายพราวส่งความรู้สึกออกมาว่าดีใจมากที่ได้เจอ

“บอกแล้วว่าห้ามเรียกว่าศรีทนได้ ไม่ชอบ” ว่าแล้วก็เดินมานั่งพรวนดินต่อ เอาของฝากแปะข้างตัวไว้เสียอย่างนั้น

“ไม่เรียกก็ไม่เรียก ว่าแต่ว่าคุณศรีลักษมีทำอะไรอยู่ขอรับ” เสียงดังตุ้บ หญิงสาวหันไปมอง ปรากฏว่าร่างสันทัดของเพื่อนบ้านกระโดดลงมาในเขตบ้านเธออย่างรวดเร็ว แล้วเดินตรงเข้ามาหา แย่งที่พรวนดินในมือไป แล้วก็นั่งลงพรวนดินให้อย่างตั้งอกตั้งใจ

“ยังไม่เลิกคิดปลูกกุหลาบอีกเรอะ กุหลาบในกรุงเทพน่ะปลูกไม่งามหรอกรู้ไหม ยิ่งพันธ์ที่เธอชอบ ดอกเหลืองโต ๆก้านแข็ง ๆ มันต้องอยู่ที่หนาว ๆ เจออากาศร้อนชื้นเข้าไปก็เลี้ยงไม่โตแล้ว”

ศรีลักษมีมองหน้าที่คร้ามด้วยแดดและลม ทำไมเธอจะไม่รู้ว่าเขารู้สึกอย่างไรกับเธอ ชัชไม่ใช่คนที่ปิดบังความรู้สึกเก่ง และที่สำคัญเขาก็ไม่เคยพยายามปิดบังความรู้สึกชื่นชอบในตัวศรีลักษมีเลย

ศรีลักษมีกับชัชโตมาด้วยกันเพราะว่าพ่อแม่เป็นเพื่อนบ้านที่สนิทสนมกันมาก ตั้งแต่เล็กก็ ไปโรงเรียนเดียวกัน มาแยกจากกันก็ในชั้นมหาวิทยาลัยที่ชัชเลือกเรียนธรณีวิทยา ส่วนเธอเรียนศิลปะศาสตร์ เมื่อจบหน้าที่การงานก็ยิ่งแยกทั้งสองคนให้ห่างกันขึ้นไปอีก ชัชต้องออกต่างจังหวัดบ่อย ๆ บางครั้งก็อยู่ต่างจังหวัดหลายเดือน ในขณะที่ศรีลักษมีออกจากงานบริษัทฝรั่งใหญ่โตหันมาเอาดีทางเป็นนักเขียน ...กับปลูกกุหลาบที่เธอรักนักหนา...

“ก็ฉันชอบกุหลาบนี่นา และก็อยากรู้ว่าฉันจะทำให้มันออกดอกสวย ๆหอม ๆได้มั่งหรือเปล่า ถึงจะยากก็อยากจะลอง”

“ยังชอบอะไรที่มันได้มายาก ๆอย่างเคยนะ อะไรที่ได้แค่ยืนมองแล้วก็ฝันเอา ล่ะชอบนัก” ชัชหัวเราะในลำคอ หน้าศรีลักษมีร้อนวาบเพราะรู้ว่าความหมายคำพูดของเขากินลึกไปถึงหนุ่มนักร้องคนดังบ้านตรงข้ามกับเขา ที่เธอเมียงมองอยู่เนิ่นนาน....

“ช่างฉันเถอะ” เสียงเกรี้ยวกราดเล็ก ๆ “ฉันชอบของฉันก็แล้วกัน”

ชัชเงยหน้าขึ้นมองจริงจัง “ถามจริง เธอได้คุยกับเขามั่งแล้วยัง ตาคนนั้นรู้บ้างไหมว่าเธอมีตัวตนอยู่ในโลกนี้น่ะ”

ศรีลักษมียักไหล่ “ความรักของฉันดำเหมือนพระศอของพระศิวะ เป็นสีแห่งการให้ ไม่หวังผลตอบแทน ไม่จะเป็นต้องไปเสนอหน้าเสนอตัวให้เห็น” สุ้มเสียงดัดให้กังวานเหมือนแสดงละครอยู่

“ธ่อ อุดมการณ์รักเดียวกับกามนิตวาสิฏฐีเชียวนะ แต่นี่มันชีวิตจริงนะเฟ้ย” เพื่อนบ้านหนุ่มแย้ง

“ฉันส่งพ่อไปตีสนิทกับบ้านนั้น ตอนนี้ฉันก็รู้จักกับแม่เขาแล้วด้วย อีกหน่อย อีกหน่อย ฉันต้องได้นั่งคู่กับเขาไปในรถคันนั้นแน่ ๆ ไปกลับไปกลับด้วยกันทุกวัน” ศรีลักษมีทำท่าฝันเฟื่องแบบเกินจริง จนคนเห็นเข่นเขี้ยวด้วยความหมั่นไส้ เพราะ “รถคันนั้น” เคยเป็นหัวข้อโจษจันกันไปทั่วซอยเมื่อตอนที่หนุ่มนักร้องหน้าหล่อชื่อดังที่เพิ่งย้ายเข้ามาอยู่ในซอยนี้ใหม่ ๆ ขับออกมาโชว์ชาวบ้านเป็นครั้งแรก รถหรูหรายี่ห้อดังราคาเหยียบหลักสิบล้านทำให้สาวน้อยใหญ่ในซอยนี้และอาจจะทั่วประเทศด้วยต่างอยากจะไปนั่งเป็นตุ๊กตาหน้ารถให้เสียเหลือเกินรวมทั้งศรีลักษมีด้วย....

อาการกริ๊ดกร๊าดของศรีลักษมีที่แสดงให้เขาเห็น... แน่ล่ะ ก็เจ้าหล่อนกล้าแสดงให้เขาเห็นเท่านั้นแหละ เพราะเมื่ออยู่ต่อหน้าคนอื่น ๆ ศรีลักษมีก็จะทำนิ่งเฉยเหมือนไม่สนใจ ใช้แค่อาการเลียบเคียงถามถึงหนุ่มนักร้องนั่นแทน แม้กระนั้นอาการของศรีลักษมีก็ทำให้ชัชเกิดความน้อยเนื้อต่ำใจขึ้นมาบ้างบางครั้งว่าทำไมถึงไม่เกิดมาหล่อ เสน่ห์แรงอย่างนั้นบ้างหนอ

3.
รามขมวดคิ้วเล็กน้อยเมื่อเห็นต้องหักพวงมาลัยหลบผู้หญิงคนหนึ่งยืนซื้อส้มตำอยู่ที่รถเข็นหน้าปากซอย พอเห็นรถเขาแทนที่จะหลบกลับยืนมองเฉย ๆอย่างนั้นแหละ

“โธ่ ซิ้ม จะยืนซื้อให้มันชิด ๆหน่อยก็ไม่ได้” ชายหนุ่มนึกในใจ

คนหน้าปากซอยนี้เห็นรถเขาเข้าออกบอกครั้งจนคุ้นเคยและไม่มีใครตื่นเต้นที่เห็นเขาอีกต่อไปแล้ว ไม่เหมือนกับตอนที่เมื่อย้ายมาอยู่ใหม่ ๆ ไปไหนทีคนมามุงดูเหมือนจะปิดซอยตั้งเวทีคอนเสิร์ตกันทีเดียว....นั่นก็ตั้งสามสี่ปีเห็นจะได้แล้วนะ

เสียงโทรศัพท์ที่เป็นเพลงเร้าใจของเขาเองดังขึ้น ซึ่งก็บอกเขาว่าใครโทรเข้ามา ชายหนุ่มเอื้อมมือไปกดปุ่มรับโทรศัพท์ แล้วก็กรอกเสียงหวานใส่ลงไป

“ครับ คุณผู้หญิง”

เสียงทางโน้นหัวเราะคิก “เรียกอย่างนั้นให้ตลอดก็แล้วกัน”

“อยากให้เรียกก็เรียกได้อยู่แล้วครับ อยากให้มาเป็นคุณผู้หญิงจะตายอยู่แล้ว ไม่รู้จะเล่นตัวไปถึงไหนกัน” รามทำเสียงออดอ้อนใส่โทรศัพท์ พลางนึกหน้าสวยแฉล้มของคนปลายสายทางนู้นด้วยหัวใจครึกครื้น เฮ่อ ความรักมันก็ดีอย่างนี้เองแหละนะ เอ แต่มันเป็นความรักครั้งที่เท่าไรแล้วล่ะสำหรับเขาน่ะ ช่างมันเถอะรามปัดมันออกไปจากหัว เขามีเรื่องอื่นให้ต้องทำมากมาย จะมาฟื้นฝอยหาตะเข็บอีกทำไม ในเมื่อคนที่กำลังควงกันอยู่นี้แหละที่เขาคิดว่าได้พบรักจริงจากผู้หญิงคนที่ใช่แล้ว แต่เอ เมื่อคราวที่แล้วเขาก็เคยรู้สึกอย่างนี้ไม่ใช่รึ แต่ทำไมมันไม่ยืดยาวล่ะ…..

“อยากได้ก็ให้แม่มาขอสิ” เสียงปลายสายด้านโน้นตอบมาเป็นเพลงเจื้อยแจ้ว ดึงรามออกมาจากภวังค์

“จริงนะ งั้นวันพรุ่งนี้จองตัวเลยแล้วกัน มาพบพ่อแม่ผมก่อน แล้วค่อยไปขอทีหลัง”

“ไปจริง ๆด้วยนะ ขอบอก พรุ่งนี้จะแต่งตัวรอเลยมารับเลยนะตอนเที่ยงน่ะ ห้ามเบี้ยว อุ๊ย แนนนี่ต้องไปเข้าฉากแล้วนะคะ จะโทรมาบอกว่าคิดถึงมาก จุ๊บจุ๊บค่ะ”

“ผมก็คิดถึงคุณ” รามวางหูโทรศัพท์ลงด้วยหัวใจพองฟู วันพรุ่งนี้ก่อนเถอะจะจู่โจมไปทวงสัญญาถึงกองถ่ายให้ได้เชียว

คราวนี้มันคงจะไปตลอดรอดฝั่งนะ เพราะแนนนี่เป็นผู้หญิงสะเป๊กที่เขาใฝ่ฝันถึงมาเนิ่นนาน สวย เซ็กซี่ อารมณ์ดี และมีความน่ารักอย่างล้นเหลือพอ ๆกับทรวดทรงองค์เอวของเจ้าหล่อน และทรวดทรงองค์เอวอันนี้แหละที่ส่งให้แนนนี่ดังเป็นพลุแตกอยู่ในเวลานี้ ดังพอ ๆกับราม ณรงค์ นักร้องเพลงป๊อบ ผู้มีเซ็กซ์แอ๊พพีลกระชากใจสาวแก่แม่ม่ายและชายแอบชายกันเนิ่นนานหลายปี

รามมองเห็นภาพพาดหัวหนังสือพิมพ์ไว้ล่วงหน้า “คู่รักสะท้านวงการ สมกันราวกับกิ่งทองใบหยก” ถ้าข่าวถูกประกาศออกไปว่าเขากับแนนนี่เป็นคู่รักกัน ....แต่อีกนั่นแหละนะ เขาก็คุ้นเคยกับพาดหัวทำนองนี้แล้วนี่นะ ยิ่งไปกว่านั้นยังคุ้นเคยกับพาดหัวข่าวประมาณ “คู่รักประกาศทางใครทางมัน” ไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากันเลย เขานึกไม่ออกเหมือนกันว่าระหว่างพาดหัวข่าวสองแบบนั่นมันเกิดอะไรขึ้นบ้างหนอที่ทำให้มันถึงตามกันมาในเวลาไม่ช้าไม่นานเหมือนกันทุก ๆครั้ง

เขาพลาดอะไรตรงไหนไปหรือ....

4.
ศรีลักษมีซวนเซไปเล็กน้อย แม่ค้าส้มตำต้องจับแขนเอาไว้

“เป็นอะไรหรือเปล่า น้องศรี ท่าทางเหมือนจะเป็นลม”

หญิงสาวสูดลมหายใจลึก ๆ พยายามครองสติให้ได้ “ไม่เป็นไรค่ะ สงสัยแดดมันจะจัดไปหน่อยเลยหน้ามืด”

แม่ค้าส้มตำชำเลืองมองฟ้าชอุ่มเมฆของหน้าฝน พลางจับคู่อาการของศรีลักษมีเข้ากับรถของนักร้องหนุ่มชื่อก้องใต้ฟ้าเมื่อไทยที่เพิ่งผ่านไป ...เชอะหล่ออาไร้สู้ไชยาก็ไม่เห็นจะได้.. แต่แม่ค้าก็ไม่ได้พูดอะไรนอกจากยกเก้าอี้พลาสติกให้ศรีลักษมีนั่งลง

หญิงสาวนั่งลงที่เก้าอี้ หลับตาลง พยายามบังคับหัวใจไม่ให้มันเต้นแรงเกินไปด้วยกลัวคนอื่นจะจับอาการได้ ......เขาเห็นฉันแล้ว ในที่สุดเราก็ได้สบตากันแล้ว... ความปลื้มปิติทำให้ศรีลักษมีขอบตาร้อนผ่าว สมองว่างโหวง มือเท้าอ่อนแรง

...เขาจะรู้ไหมว่าฉันอยู่บ้านตรงกันข้ามกับเขา เขาจะรู้ไหมว่าฉันแอบมองเขาทุกวัน....

คำถามในสมองของหญิงสาววนไปเวียนมา นอกจากนี้สมองของเธอก็ยังทำหน้าที่เหมือนเครื่องกรอเทป กรอกลับไปกลับมาตอนที่เธอหันไปเห็นรามในรถ สบตากันแว่บหนึ่งที่เหมือนหนึ่งนานนิรันดร์ แล้วรามก็ยกโทรศัพท์ขึ้นแนบหู แต่ว่าสายตายังไม่ละจากเธอไป

ศรีลักษมีค่อย ๆลืมตาขึ้นหลังจากที่ความปั่นป่วนภายในเริ่มลดน้อยลงไป เงาสะท้อนลาง ๆของเธอบนตู้กระจกของรถส้มตำที่มีหน้าซีด ๆของเธอแทรกไปกับบรรดาเนื้อแดงที่แขวนไว้ในตู้กระชากเธอให้ตื่นขึ้นจากความฝันแสนหวาน ราวกับเป็นฝนกรดที่ถูกส่งลงมาฆ่าดอกหญ้าแห่งรักดอกน้อย ๆให้ไหม้ละลายไปทันใด

…ถึงเวลาที่ฉันจะต้องเปลี่ยนลุ้คตัวเองบ้างแล้วกระมัง.. ศรีลักษมีคิดในใจ

********************************************************



Create Date : 14 ธันวาคม 2548
Last Update : 14 ธันวาคม 2548 23:13:55 น. 3 comments
Counter : 250 Pageviews.

 
กุ๊กกิ๊กหวานกรอบจังเลยพี่จ๋า

อยากอ่านต่อ อิอิ


โดย: Eeyore วันที่: 14 ธันวาคม 2548 เวลา:23:49:51 น.  

 
ไอ๊ย่า ท่าจะยาว ต้องมาตามอ่าน

เอ๋..ความสงสาร มันเป็นริ้วๆ เหรอพี่


โดย: หวีดหวิว IP: 203.170.228.172 วันที่: 15 ธันวาคม 2548 เวลา:23:07:16 น.  

 
ขอบคุณน้องยอร์จ้า

น้องหวีดหวิว ก็ไม่รู้เหมือนกันว่าความสงสารมีลักษณะนามเป็นไง ขอยื้มสำนวนมาจากความโกรธแล่นมาเป็นริ้ว ๆ ไง ของใครมะรู้แล้วมาปรับเอา
อิอิอิอิอิ



โดย: ดาหาชาดา IP: 61.91.175.8 วันที่: 15 ธันวาคม 2548 เวลา:23:23:07 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ

ดาหาชาดา
Location :


[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed

ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




Friends' blogs
[Add ดาหาชาดา's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.