ผ่านทะเลเห็นน้ำไร้ความหมาย
Group Blog
 
<<
ตุลาคม 2548
 1
2345678
9101112131415
16171819202122
23242526272829
3031 
 
13 ตุลาคม 2548
 
All Blogs
 
To Dream the Impossible Dream

To dream the impossible dream
จะฝัน....แม้ฝันนั้นมิอาจกลายจริง
To fight the unbeatable foe
จะสู้...ยังสิ่งซึ่งมิอาจเอาชัยได้
To bear with unbearable sorrow
จะทนทุกข์ ที่รุกเร้าแผดเผาใจ
To run where the brave dare not go
จะมุ่งไป....ถิ่นคนกล้ายังกลัวลาน

To right the unrightable wrong
จะเปลี่ยนคืนสิ่งผิด... ที่มิอาจแก้ไข
To love pure and chaste from afar
จะดำรงรักไว้ ชั่วกัลปาวสาน
To try when your arms are too weary
จะฟันฝ่า แม้แขนขาล้าสะท้าน
To reach the unreachable star
จะคืบคลานไปคว้าดาราที่เบื้องบน...

This is my quest
นี่คือภาระกิจแห่งชีวิตข้า
To follow that star
คว้าไขว่....ไต่แสงดาว...กระเสือกกระสน
No matter how hopeless
เก็บเศษซากความหวังมาถักทอด้วยอดทน
No matter how far
ดุ่มเดินสู่ หาวหนอันเกินไกล

To fight for the Right
จะต่อสู้ยืนคู่ยุติธรรม์
Without question or pause
ไม่แม้สักวัน หยุดพัก ฤาสงสัย
To be willing to march into Hell
จะโจนลงสู่นรกด้วยเต็มใจ
For a heavenly cause
หมายมั่นจรรโลงไว้ความเป็นธรรม
And all I know If I’d only be true
ด้วยรู้ว่ามีเพียงแน่แน่วในแนวทาง
To this glorious quest
แม้อ้างว้าง เขาเยาะ หัวเราะขำ
That my heart will lie peaceful and calm
ใจข้าจะเปี่ยมล้นสันติธรรม
When I’m laid to my rest
สงบล้ำด่ำลึกยามนิทรานิรันดร

And the world will be better for this
และ โลกจะดีขึ้นได้ดังใจหมาย
That one man, scorned and covered with scars
ยามคนยากไร้กายใจแผลซ้ำซ้อน
Still strove with his last ounce of courage
กลั่นความกล้าจากวิญญาณที่ร้าวรอน
To reach the unreachable star
ลุกขึ้นคลอน เขย่าโลกา พลิกฟ้าดิน





Create Date : 13 ตุลาคม 2548
Last Update : 14 ตุลาคม 2548 9:32:47 น. 19 comments
Counter : 389 Pageviews.

 
"All men dream: but not equally. Those who dream by night in the dusty recesses of their minds wake in the day to find that it was vanity: but the dreamers of the day are dangerous men, for they may act their dreams with open eyes, to make it possible. This I did."


T.E.L.
From "The Seven Pillars of Wisdom" suppressed introductory chapter, first published 1939, Penguin edition p.23


โดย: ดาหา (ดาหาชาดา ) วันที่: 13 ตุลาคม 2548 เวลา:22:25:19 น.  

 
"ทุกคนมีความฝัน หากแต่ไม่เสมอกัน สำหรับผู้ที่ฝันในยามค่ำคืนเมื่อจิตใจพักผ่อน จะตื่นขึ้นในช่วงกลางวันเพื่อจะพบว่าความฝันนั้นว่างเปล่า แต่นักฝันยามกลางวันเป็นบุคคลอันตราย ด้วยว่าเขาจะทำให้เป็นจริงดังที่ฝันด้วยดวงตาที่ตื่นเสมอ และผมก็เป็นดั่งนี้"

ลอว์เรนซ์ ออฟ อาราเบีย "The Seven Pillars of Wisdom"



โดย: ดาหาชาดา วันที่: 13 ตุลาคม 2548 เวลา:22:40:12 น.  

 
ไปดูเรืองแสงมาแล้ว ไม่หนุกเลย เศร้าเศร้ามาก
หนังสือสนุกตลกมากครับ แต่ไม่อยากวิจารณ์เดี๋ยวพี่บุษไม่ยอมอ่านหนังสือ

หนังสือของโจนาธาน ซาฟราน ฟอร์
พี่บุษอ่านเลยนะ รับรองจะหัวเราะก๊าก ถูกใจคนบ๊องๆนะชิ

ทักคุณมลด้วยครับ
ผมก็ชอบฝันกลางวัน ยิ่งกลางฤดูร้อนจะฝันมันส์มาก ฮึฮึ


โดย: O IP: 67.171.77.180 วันที่: 18 ตุลาคม 2548 เวลา:0:36:58 น.  

 
โจนาธาน ซาฟราน ฟอร์
เด๋วไปหนังสือมาเลยนะ
แล้วมาคุยกัน


โดย: ดาหาชาดา IP: 61.91.174.178 วันที่: 18 ตุลาคม 2548 เวลา:15:51:57 น.  

 
April is the cruellest month, breeding
Lilacs out of the dead land, mixing
Memory and desire, stirring
Dull roots with spring rain.
Winter kept us warm, covering
Earth in forgetful snow, feeding
A little life with dried tubers.
Summer surprised us, coming over the Starnbergersee
With a shower of rain; we stopped in the colonnade,
And went on in sunlight, into the Hofgarten,
And drank coffee, and talked for an hour.
.....


--The Waste Land by T. S. Eliot

เออ มาคุยหนังสือมั้ง ไปหาอ่านจริงนะเรื่องข้างบน
ตอนนี้กำลังแย่งน้องอ่านสปุ๊กก่อน
แต่ที่จริงติดอ่าน ฮึ อายไม่บอกดีก่า


โดย: O IP: 24.131.94.97 วันที่: 18 ตุลาคม 2548 เวลา:22:59:50 น.  

 
ติดอ่านอาราย ต้องเป็น Harry Potter แน่ ๆเยย


โดย: ดาหา IP: 61.91.176.100 วันที่: 20 ตุลาคม 2548 เวลา:0:16:38 น.  

 
อ่า แปลได้ไพเราะมากๆเรยจะ


โดย: อินทรีทองคำ วันที่: 20 ตุลาคม 2548 เวลา:4:51:42 น.  

 
คอมพลีทเชอร์ล็อค โฮมส์อ่ะ
เชยม่ะ ยาวมากก็อ่านไปเรื่อยๆเพลินดี

อีกเล่มหนึ่งกำลังอ่านเหมือนกัน จะจบแล้วเพราะมันสั้น
สนุกมากเมื่อคืนนอนหัวเราะไม่หยุดเลย เล่าประวัติศาสตร์ของศตวรรษที่แล้วอ่ะ
เล่าเป็นนิยายเชิงเสียดสี เขียนดีมากๆจนจะยกให้เป็นหนังสือ
ประทับใจประจำปีนี้ หนังสือชื่อ Europeana ของแพทริก ออเรดนีค (Patrik Ourednik)

เอ..มาชวนคุยฤาป่ะ ฮาฮา ซือเจ๊ะไม่เป็นอันทำงานทำการ ฮึฮึ
อีกวันสองวันไม่ว่างแล้ว เอาไว้กลับเมืองสีเทา จะมากวนใหม่นะ


โดย: O IP: 24.131.94.97 วันที่: 21 ตุลาคม 2548 เวลา:4:13:20 น.  

 
The Americans who fell in Normandy in 1944 were tall fellows measuring 173 cm. on average, and if they were laid head to foot they would measure 38 kilometres in total. The Germans were tall fellows too, while tallest of all were the Senegalese fusiliers in World War I who measured 176 cm. so they were sent into battle in the first ranks in order to scare the Germans. It was said of the First World War that people in it fell like seeds and the Russian Communists later calculated how much fertiliser a square kilometre of corpses would yield and how much they would save on expensive foreign fertilisers if they used the corpses of traitors and criminals for manure. And the English invented the tank and the German invented gas, which was known as yperite because the Germans first used it near the town of Ypres, although apparently that was not true, and it was also called mustard because it stung the nose like Dijon mustard, and that was apparently true, and some soldiers who returned home after the war did not want to eat Dijon mustard again. ...

- Europeana: A Brief History of the Twentieth Century by Patrik Ourednik
น้ำเสียงคนเล่าตลกดีเนอะ อ่านแล้วอยากลองแปลเล่น
แต่ไม่รู้จะแปลทำไม ฮึ
พิมพ์ยั่ว เผื่ออยากอ่านตามไง

สวัสดีใกล้เช้าครับ


โดย: O IP: 24.131.94.97 วันที่: 21 ตุลาคม 2548 เวลา:4:23:35 น.  

 
หนุก หนุกด้วยง่ะ
มายั่วยวนอีกแระ ไม่รู้เมืองไทยมีขายป่ะเล่มดี ตลกดี ร้ายกาจมั่กมั่ก


โดย: ดาหาจ้ะ IP: 61.91.176.136 วันที่: 21 ตุลาคม 2548 เวลา:15:34:30 น.  

 
มาแปล ทำไมเป็นหนังสือที่สนุกขนาดนี้

"ชาวอเมริกันที่ชีวิตถูกปลิดปลิวไปในนอร์มังดีในปี 1944 เป็นคนสูงที่มีความสูงเฉลี่ยราว 173 เซนติเมตร และหากว่าเอาร่างของพวกเขามาวางต่อกันจะได้ความยาวถึง 38 กิโลเมตร

พวกเยอรมันก็สูงเหมือนกัน แต่พวกที่สูงที่สุดคือ หน่วยปืนยาวประทับบ่าชาวเซเนกัลในช่วงสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง ซึ่งจากการวัดของผมพวกเขาสูงราว ๆ 176 เซ็นติเมตร พวกเขาจึงถูกส่งเข้าในแนวรบเป็นพวกแรกเพราะต้องการที่จะข่มขวัญพวกเยอรมัน

กล่าวกันว่าจำนวนผู้คนล้มตายในสงครามโลกครั้งที่หนึ่งดุจดั่งเมล็ดพันธ์ที่ถูกหว่านออกไป ภายหลังพวกคอมมุนิสต์รัสเซียได้คำนวณประสิทธิภาพของการให้พืชพลของพื้นผินที่ผสมด้วยปุ่ยศพมนุษย์ที่มีหน่วยเป็นตารางกิโลเมตร นอกจากนี้พวกรัสเซียก็ยังคำนวณอีกว่าพวกเขาจะประหยัดเงินตราขนาดไหนเมื่อเปลี่ยนจากปุ๋ยต่างประเทศราคาแพงมาเป็นศพของผู้ทรยศ หรือปุ๋ยคอกที่ทำจากเหล่าอาชญากร

และอังกฤษก็สร้างรถถังขึ้น ส่วนเยอรมนีก็ประดิษฐ์ก๊าซพิษ ที่เรียกกันว่า ไอเพอร์ไรท์ เนื่องจากพวกเยอรมันใช้มันครั้งแรกใกล้กับเมืองไอเพรส แต่ภายหลังปรากฏว่าที่มาของชื่อไม่เป็นความจริง และมันก็เป็นที่รู้จักกันในนามของก๊าซมัสตาร์ด เนื่องมาจากกลิ่นแทงจมูกรุนแรงเหมือนdijon mustard (อะไรหว่านึกไม่ออก อยู่ที่ริม ๆขมองนี่แหละ ว้ามาตายตอนใกล้จบแบบนี้เองเหรอ) ข้อนี้เป็นความจริงแท้ ทหารบางคนที่กลับบ้านมาหลังสงครามสงบก็ไม่กินเจ้ามัสตาร์ดชนิดนี้อีกเลย.."





โดย: ดาหา IP: 61.91.173.17 วันที่: 21 ตุลาคม 2548 เวลา:21:23:59 น.  

 
The First World War was known as an imperialist war because the Germans felt the other countries were prejudiced against them and did not want to let them become a world power and fulfill some historical mission. And most people in Europe, Germany, Austria, France, Serbia, Bulgaria, etc., believed it to be a neccessary and just war which would bring peace to the world. And many people believed that the war would revive those virtues that the modern industrial world had forced into the background, such as love of one's country, courage and self-sacrifice. And poor people looked forward to riding in a train and country folk looked forward to seeing big cities and phoning the district post office to dictate a telegram to their wives, I' FINE, HOPE YOU ARE TOO. The generals looked forward to being in the newspapers, and the people from national minorities were pleased that they would sharing the war with people who spoke without an accent and that they would be singing marching songs and jolly popular ditties with them. And everyone thought they'd be home in time for the grape harvest or at least by Christmas.

Some historians subsequently said that the twentieth century actually started in 1914, when war broke out, because it was the first war in history in which so many countries took part, in which so many people died and in which airships and airplanes flew and bombarded the rear and towns and civilians, and submarines sunk ships and artillery could lob shells ten or twelve kilometers. And the Germans invented gas aand the English invented tanks and scientists discovered isotopes and the general theory of relativity, according to which nothing was metaphysical, but relative. And when the Senegalese fusiliers first saw an airplne they thought it was atame bird and one of the Senegalese soldiers cut a lump of flesh from a dead horse and threw it as far as he could in order to lure it away. And the soldiers wore green and camouflage uniforms because they did not want the enemy to see them, which was modern at the times because in previous wars soldiers had worn brightly-colored uniforms in order to be visible from afar. ...

แปะต่อ จะได้แปลสนุกๆ
แปลเก่งจังเลย มัสตารด์อันนั่นเรียกอะไรไม่รู้
แต่อ่านว่าดิฌงกั๋บ หนังสือที่นี้ยังหายากเลย


โดย: O IP: 24.131.94.97 วันที่: 22 ตุลาคม 2548 เวลา:1:08:38 น.  

 
สงครามโลกครั้งที่หนึ่งเป็นที่รู้จักทั่วไปว่าเป็นสงครามจักรวรรดินิยม เนื่องจากพวกเยอรมันรู้สึกว่าประเทศอื่นดูถูกตัวเอง ไม่ต้องการให้ตนเองกลายเป็นมหาอำนาจของโลก และปฎิบัติการทางประวัติศาสตร์ให้สำเร็จเสร็จสิ้นลง ในขณะเดียวกันผู้คนส่วนใหญ่ในยุโรป, เยอรมนี, ออสเตรีย, เซอร์เบีย, บัลแกเรีย ฯลฯ ต่างก็เชื่อว่าสงครามเท่านั้นที่จะนำสันติภาพมาสู่โลกได้ และคนมากมายก็เชื่อว่าสงครามจะฟื้นคืนคุณความดีทั้งหลายที่ถูกโลกอุตสาหกรรมสมัยใหม่บีบให้ลดความสำคัญลงไปอย่างเช่น ความรักในประเทศชาติของตนเอง ความกล้าหาญ และการเสียสละตน นอกจากนี้คนจนก็ยังมองหาโอกาสที่จะนั่งรถไฟ และพวกคนจากชนบทก็หาโอกาสที่จะเข้าไปในเมืองใหญ่แล้วก็โทรศัพท์กลับมายังสำนักงานไปรษณีย์บอกให้ส่งโทรเลขไปถึงภรรยาพวกตนว่า “ฉันสบายดี หวังว่าเธอคงเหมือนกัน” พวกนายพลก็มองหาโอกาสที่จะได้ลงหนังสือพิมพ์ และผู้คนจากชนกลุ่มน้อยต่างก็พอใจที่จะได้ร่วมสงครามกับผู้คนที่พูดภาษาที่ไร้สำเนียงแปลก ๆ และพวกเขาก็จะร้องเพลงปลุกใจและเพลงสั้น ๆทำนองสนุกสนานรวมไปกับคนส่วนใหญ่ในชาติด้วย ทุกคนต่างก็นึกว่าพวกเขาจะได้กลับบ้านไปทันเวลาเก็บเกี่ยวผลองุ่นหรืออย่างน้อยก็คริสต์มาส

นักประวัติศาสตร์บางคนพูดในภายหลังว่าศตวรรษที่ 20 นี่แท้จริงแล้วเริ่มต้นในปี 1914 อันเป็นปีที่เกิดสงคราม เนื่องมันเป็นสงครามครั้งแรกในประวัติศาสตร์ที่มีประเทศมากมายเข้าร่วมรบ และที่มีคนมากมายล้มตาย มีเรืออากาศและเครื่องบินบินมาทิ้งระบิดหลังแนวรบ ลงบนเมือง และทิ้งใส่พวกพลเรือน ส่วนเรือดำน้ำก็จมเรือเดินสมุทรที่ผ่านไปมา ปืนใหญ่ก็ยิงกระสุนออกไปไกลได้ถึง 10-12 กิโลเมตร พวกเยอรมันคิดค้นก๊าซพิษ และอังกฤษก็คิดค้นรถถัง นักวิทยาศาสตร์ค้นพบกัมมันตภาพรังสี และทฤษฏีสัมพัทธภาพซึ่งอธิบายว่าไม่มีสิ่งใดที่อยู่เหนือกฏเกณฑ์ของฟิสิกส์ (???) และทุกอย่างสัมพันธ์กันทั้งหมด เมื่อพลทหารหน่วยปืนประทับบ่าชาวเซเนกัลเห็นเครื่องบินเป็นครั้งแรก พวกก็คิดว่ามันเป็นนกที่เชื่อง มีทหารเซเนกัลคนหนึ่งตัดชิ้นเนื้อจากม้าที่ตายแล้ว โยนขึ้นไปให้ไกลที่สุดเท่าที่จะทำได้เพื่อหลอกให้มันบินไปทางอื่น ทหารสมัยนั้นใส่เครื่องแบบเขียวและลายพรางเพราะว่าไม่ต้องการให้พวกศัตรูเห็นตัวเอง และก็นับว่าเป็นยุทธวิธีที่ใหม่มากในยุคนั้น เพราะว่าในสงครามก่อนหน้านี้ พวกทหารใส่เครื่องแบบสีสดใสเพื่อที่คนอื่นจะเห็นเขาได้ชัดเจนจากระยะไกล


โดย: ดาหา IP: 61.91.174.166 วันที่: 23 ตุลาคม 2548 เวลา:22:26:29 น.  

 
อย่าลืมมาแปะอีกนะ
เราจะแปลกันให้หมดเล่มเลย
อิอิอิ


โดย: ดาหาเองจิ IP: 61.91.174.166 วันที่: 23 ตุลาคม 2548 เวลา:22:27:24 น.  

 
ตามมาอ่าน...ชาวโต๊ะกาวี-คืนรัง


โดย: เสมอกลาง IP: 62.145.196.108 วันที่: 29 ตุลาคม 2548 เวลา:4:49:10 น.  

 
โอ๊ะโอ โต๊ะกาวี-คืนรัง
แสดงว่าต้องรู้จักกันมาเนิ่นนาน
ใยท่านไม่แสดงตัวเล่าว่าเป็นสหายครั้งเก่าก่อนใดกันแน่


โดย: ดาหา IP: 61.91.175.33 วันที่: 29 ตุลาคม 2548 เวลา:13:26:40 น.  

 
เช็คเมล์busaยาฮูโดยพลัน ท่านกุนซือ


โดย: :) IP: 70.84.56.165 วันที่: 29 ตุลาคม 2548 เวลา:19:24:36 น.  

 
----------------------------

...And writers and poets endevored to find ways of expressing it best and in 1916 they invented Dadaism because everything seemed crazy to them. And in Russia they invented a revolution. And the soldiers wore around their neck or wrist a tag with their name and the number of their regiment to indicate who was who, and where to send a telegram of condolences, but if the explosion tore off their head or arm and the tag was lost, the military command would announce that they were unknown soldiers, and in most capital cities thay instituted an eternal flame lest they be forgotten, because fire preserves the memory of something long past. And the fallen French measured 2,681 kilometers, the fallen English, 1,547 kilometers, and the fallen German, 3,010 kilometers, taking the average lenght of a corpse as 172 centimeters. And a total of 15,508 kilometers of soldiers fell worldwide. And in 1918 an influenza known as Spanish Flu spread throughout the world killing over twenty million people. Pacifists and anti-militarists subsequently said that these had also been victims of the war because the soldiers and civilian populations lived in poor conditions of hygiene, but the epidemiologists said that the disease killed more people in countries where there was no war, such as in Oceania, India or the United States, and the Anarchists said that it was a good thing because the world was corrupt and heading for destruction.

-------------------------

Before the First World War, people in cities used kesorene lamps for lighting, and in the country they lit candles and used coal or wood for heating, but before long electricity started to reach the cities, thanks to which even the wildest dreams could be realized in the new century. At first, people in countryside were frightened of eletricity and did not know what it might be good for, because very few people owned a radio or gramophone. It was only after the Second World War, when they started to make refrigerators and washing machines and televisions, that people in the countryside said they would listen to the radio and watch television to find out what was going on in the cities, and they demanded that the goverment should install electricity for them. Engineers called radio wireless telephony, and some elderly people thought that radio was like the telephone and they paid in advance for someone to telephone them and let them know where a war had broken out. And when they first watched televisions, they thought it was like the kinetoscope that they had seen at the world fair, and that someone in the building, such as a daughter-in-law or grandchild, was turning a handle and making fun of them. Some elderly people were also in the habit of replying to the questions asked by television or radio presenters, such as when someone on the television or radio said AND WHAT DO YOU THINK HAPPENED NEXT? they would say WELL, I REALLY DON'T KNOW, or when someone on television or the radio said AND WHAT DO YOU THINK THE WEATHER WILL BE LIKE TOMORROW? they would say IT'S ABOUT TIME WE HAD A DROP OF RAIN, OR IT'LL PUT AN END TO HARVEST. Great achievements were also scored in the field of hygiene, because before the First World War people bathed infrequently and when they did, the whole family bathed in the same tub, or the whole family and the nighbors, etc. Rich people in the cities had their own bathtub and eventually piped in hot water. But for a long time other people from the cities and the countryside were frightened of hot water because they thought there were microbes in it. They did not know for sure what microbes were, but imagined them to be something that healthy living did not require. and doctors organized information programs to infrom people and explain that there were just as many microbes in cold water as in hot, although that was not entirely clear. As a result little by little people started to bathe regularly, once a month, once every two weeks or once a week, even in the countryside. And by the end of the century people in developed countries would bath or shower twice a day or even more and everyone had flush toilets and tear-off toilet paper. Tear-off toilet paper was invented by a Swiss paper manufacturer in 1901, on the same day that the Swiss goverment handed over to Italy an Anarchist suspected of assassinating the Italian king, and the newspapers said it was a humble but important invention. And in 1914, a Frenchwoman invented the brassiere and the newspapers wrote that the invention of the brassiere would mean a new way of life for women who yearned for a sportier and more modern lifestyle, and that the demise of the laced-up bodice marked the end of the old world, which had been laced-up with all kinds of prejudices. And in 1935 the Americans invented the brassiere with padded cups for women with small breasts. And in 1968, when women in Western cities were demonstrating for women's rights, they deliberately ripped off their brassieres in front of journalists to show that rights should be the same for men and women. And water consumption per capita rose from ten liters a day to one hundred and fifteen and groundwater levels fell throughout the world and there was a danger that in fifty or one hundred years' time water would start to be in short supply.


โดย: ต่อนะครับ IP: 67.15.76.232 วันที่: 19 พฤศจิกายน 2548 เวลา:20:04:16 น.  

 
มาดูแย้วค่ะ
สักพักนะคะ
วันพรุ่งนี้แหละ


โดย: ดาหาชาดา IP: 61.91.172.93 วันที่: 20 พฤศจิกายน 2548 เวลา:1:56:41 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ

ดาหาชาดา
Location :


[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed

ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




Friends' blogs
[Add ดาหาชาดา's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.