ผ่านทะเลเห็นน้ำไร้ความหมาย
Group Blog
 
 
ตุลาคม 2548
 
 1
2345678
9101112131415
16171819202122
23242526272829
3031 
 
10 ตุลาคม 2548
 
All Blogs
 

กางเกงมหัศจรรย์--- The Sisterhood of the Traveling Pants

ที่จริงก็ไม่มีอะไรเกี่ยวกับหนังสือเล่มนี้ ที่แปลไปหลายปีแล้วหรอก เพียงแค่ว่าได้ดูหนังที่ทำจากหนังสือเล่มนี้ อยากจะร้องกริ๊ดกริ๊ดว่าทำไมถึงเป็นหนังที่น่าเบื่อได้เช่นนี้
ขนาดเราซึ่งก็นับว่าควรจะต้องเข้าข้างหนังสักหน่อย ดูไปได้สิบนาทีก็ต้องปิดเพราะว่าเบื่อมาก

หนังพยายามเล่าเรื่องเด็กผู้หญิงทั้งสี่คน--เลนา, บริดเจ็ต,ทิบบี้และคาร์เมนเท่า ๆกันเหมือนกับที่หนังสือทำ แต่กลับกลายเป็นว่าหนังอ่อนปวกเปียกสิ้นดี แม้ว่าจะมีการเพิ่มเรื่องของเลน่าให้ตื่นเต้นมีบทจุมพิตกับคอสตัส หรือให้บริตเจ็ตไปมีอะไรกับเอริกจริง ๆ(เข้าใจว่านะ เพราะหนังไม่ได้บอกชัดขนาดนั้น)

นอกจากนี้ตัวละครก็ยังเปรอะไปหมดไม่ใครน่าสนใจสักนิด เบลีย์ที่แหลมคมในหนังก็กลายเป็นเด็กป่วยเป็นลูคิเมียกำลังจะตายดาด ๆ ขาดความพิเศษลงไปทันที

ตัวที่ดีที่สุดน่าจะเป็นคาร์เมน เพราะได้แสดงความลึกหน่อย โดยเฉพาะตอนที่มีปัญหากับพ่อและครอบครัวของภรรยาใหม่ แต่ก็เหมือนได้แค่เลีย ๆ ผิวหน้าของมันเท่านั้น

มันเป็นผลเสียของความพยายามที่จะยัดรูปแบบของหนังสือให้ลงมาในบล็อกของความเป็นหนัง ดูแล้วนึกถึง the door in the floor ที่ทำมาจากหนังสือเรื่อง the Widow of One Year ของลุงเอ๋อ John Irving จริงอยู่ที่พลังของหนังสือก็ต่างกันลิบลับอยู่แล้ว ลุงเอ๋อย่อมแสดงพลังลมปราณอำมหิตของแกได้เจิดจ้ากว่าน้องแอน บราแชร์คนเขียนเรื่องสี่สาวหลายพันเท่าอยู่แล้ว แต่ความคิดในการทำหนังก็ต่างกันลิบเหมือนกัน

The Door in the Floor จับเอาส่วนแรกของหนังสือที่มีความยาวราว 20 % ของเรื่องราวทั้งหมดมาทำเป็นหนัง เล่าเรื่องตั้งแต่ทิมวางแผนรับเอ๊ดดี้มาฝึกงานเป็นนักเขียนกับตัวเอง เปิดโอกาสให้เอ๊ดดี้ หนุ่มนักนักรักมือใหม่เป็นชู้กับมาเรียนเมียแสนสวย แต่เย็นชาของตัว เพื่อจะฟ้องหย่าเพื่อที่จะได้รู้ธลูกสาววัยสี่ขวบไว้ในความดูแลของตัว ไปจนถึงมาเรียนหนีไปพร้อมกับรูปลูกชายสองคนแรกที่ตายไปในอุบัติเหตุร้ายแรง

The Door in the Floor มีพลังอย่างไม่น่าเชื่อ ดูแล้วต้องสะอึกกับหลายแง่มุมของหนัง ส่วนThe Sisterhood of the Traveling Pants ก็ดูไปสะอึกไปเหมือนกันเพราะไม่รู้จะดูยังไงให้สนุกน่ารักและพูดถึงชีวิตเด็กวัยรุ่นได้คมเหมือนอย่างในหนังสือ.......

ถ้าเลือกเอาชีวิตของเด็กผู้หญิงในกลุ่มมาสักคนหนึ่ง แล้วเล่าให้ลึกให้เนียนน่าจะดีกว่านี้ คิดว่าน่าจะเลือกทิบบี้ส์ เพราะเป็นตอนที่กินใจที่สุด ทิบบี้ส์ ฉายา the rebel ทำงานในช่วงฤดูร้อนที่ห้างสรรพสินค้าในเมืองที่อาศัยอยู่ ในขณะที่บริดเจ็ตต์ สาวซ่า ผู้โหยหาความรัก ต้องไปเข้าค่ายฟุตบอลที่บาฮาในเม็กซิโก และพบกับเอริคหนุ่มหล่อที่มาเป็นผู้ช่วยโค้ช, คาร์เมนไปพบพ่อที่แยกอยู่กับแม่มานาน ที่บ้านของพ่อที่อยู่ในรัฐอื่น โดยที่ต้องไปพบว่าพ่อกำลังจะแต่งงานกับผู้หญิงคนใหม่ ส่วนเลน่าไปกรีซอยู่กับปู่และย่า และได้ไปพบกับหนุ่มรูปงามที่จะแง้มหัวใจอันขี้ขลาดต่อความรักของเธอออกมา

ทิบบี้เบื่อหน่ายการทำงานและชีวิตของตัวเองที่ต้องมีเป็นพี่เลี้ยงน้องเล็ก ๆสองคน จึงได้คิดทำสารคดีขึ้นชื่อว่า suckumentary---ที่ฉันแปลไปอย่างไม่ถึงใจตัวเองเลยว่า"ร้อยเรื่องห่วยแตก"---โดยจะสัมภาษณ์คนที่ตัวเองเห็นว่าไม่ได้ความเอาไว้แล้วมาร้อยเรียงกันเป็นเรื่องราวของคนไม่เอาไหน แต่ทิบบี้ก็ได้พบกับเบลี่ย์ เด็กหญิงวัย 12 ปากจัดที่เป็นลูคีเมีย ทิบบี้ไม่ยอมรับเบลีย์ตั้งแต่ต้น แต่ในที่สุดเบลีย์ก็ทำให้ทิบบี้ได้เรียนรู้ว่าในคนที่เราเห็นว่าไม่เอาไหนที่สุดกลับมีแง่มุมอันสวยงาม แง่มุมสะเทือนใจ และแง่มุมที่น่ายกย่องเอาไว้เสมอ แต่เบลีย์ก็จากไปเพราะสุดที่จะยื้อชีวิตต่อไปได้แล้ว

หนังไม่สามารถทำให้เราผูกพันกับตัวละครใดได้เลย เพราะการแตะตัวโน้นนิดตัวนี้หน่อย คมคิดของบราแชร์สก็กลายเป็นแค่คำพูดอันว่างเปล่าที่จับใส่ปากตัวละครแต่ละตัวในบางสถานการณ์เท่านั้นเอง

ดูแล้วบอกกับตัวเองว่า เสียดายมาก....แล้วก็กลับไปหยิบหนังสือขึ้นมาอ่านใหม่อีกครั้ง




 

Create Date : 10 ตุลาคม 2548
9 comments
Last Update : 10 ตุลาคม 2548 23:28:09 น.
Counter : 1831 Pageviews.

 


เรื่องแรกไม่รู้จักทั้งหนังและหนังสือเลยค่ะ

แต่สะดุดตรง the rebel นี่แหละ

 

โดย: rebel 10 ตุลาคม 2548 22:52:23 น.  

 

The Sisterhood of the Traveling Pants เป็นนิยายของ Anne Brashares เข้าใจว่าตีพิมพ์ครั้งแรกในราวปี 2002 แปลเป็นไทยโดย ดาหาชาดา เมื่อสองปีที่แล้วมั้งคะ ตีพิมพ์โดยหนังสือพิมพ์มติชนค่ะ

จากนั้นAnne ก็ออกภาคสองมา เพราะภาคแรกประสบความสำเร็จมาก แต่เราไม่ได้แปลภาคสองเพราะ....

ส่วนหนังออกฉายในอเมริกาได้สามสี่เดือนแล้วมั้งคะ เงียบเสียไม่มีเชียว คงเป็นเพราะอย่างที่บอกน่ะค่ะว่าหนังแสนจะไม่มีพลัง

อย่างนี้ก็ต้องรู้จักลุงเอ๋อJohn Irving ซิคะ
นี่แหละค่ะ คนโปรดของเราเลย
รักเสียไม่มี
เคยแปล The Widow of One Year ไว้สามสี่บท กะลังหาว่าอยู่ที่ไหน ถ้าเจอแล้วจะเอามาแปะไว้ให้อ่านโดยทั่วถึงกัน

 

โดย: ดาหาชาดา 10 ตุลาคม 2548 23:19:09 น.  

 

เรามีหนังสือเล่มนี้เป็นของตัวเองด้วยแหละ ^^

ชอบตอนของคาร์เมนมากที่สุด
ชอบตอนของเลนาน้อยที่สุด

ส่วนหนังไม่คิดจะดู เพราะคิดว่าเรื่องแบบนี้คงเป็นหนังได้ไม่สนุกแหงๆ

 

โดย: ชมทะเล 10 ตุลาคม 2548 23:45:01 น.  

 

ที่คุณชมทะเลมีเป็นภาษาไทยหรือภาษาอังกฤษคะ

เรื่องน้องชม ๆทั้งหลายน่ารักจังค่ะ แอบไปอ่านมาแร้ววววว

 

โดย: ดาหาชาดา 12 ตุลาคม 2548 2:38:07 น.  

 

อ่านจบแล้วครับ รอ 1 คืน เพื่อย่อย วันนี้เลยมาเขียน
ไม่ได้เป็นนักวิจารณ์ เพียงแต่เป็นคนชอบอ่านหนังสือคนหนึ่งนะครับ ก็คงพยายามบอกสิ่งที่คิด

เอาจากข้างในไปข้างนอกนะครับ

ตัวเรื่องเนี่ย
ก็เป็นหนังสือที่อ่านสนุกเล่มหนึ่ง คือคุ้มค่ากับราคาและเวลาที่อ่าน และก็ได้อะไรติดหัวไปพอสมควร ช่วงแรกจะค่อนข้างหนืด ๆ หน่อย ซึ่งก็เป็นธรรมดาของเรื่องแบบที่ US นิยมกัน คือมีหลาย ๆ เรื่องในเรื่องเดียวกัน คือมันต้องใช้เวลาและความตั้งใจในการจำบุคลิกของแต่ละตัว หลังจากนั้นก็สนุกขึ้น อ่านไปครึ่งเรื่องมีที่ติดใจหน่อยนึง คือรู้สึกว่าบทบาทกางเกงมันน้อยไปหน่อย แต่ก็คงมาไว้ในตอนใกล้จบ วันนี้เพิ่งไปดู เวบผจก ที่พูดถึงหนังที่สร้างจากเรื่องนี้เลยทราบว่าหนังสือขายดีใน US พอควร
ก็เป็นหนังสือที่เหมาะกับเด็กวัยรุ่นของ US ครับ แต่พอมาดูบ้านเรา ผมกลับคิดว่าเด็กวัย teen บ้านเราคงไม่ชอบอ่านเรื่องสไตล์แบบนี้เพราะจะรู้สึกหนักหัวไปหน่อย วัยที่อ่านแล้วสนุก ได้อะไรน่าจะเป็นระดับเข้ามหาลัยไปแล้ว (และเป็นนักอ่านประเภทตั้งใจพอควร) ประเด็นนี้จะมาคุยตอนหลังนะครับ สรุปรวมคือถ้ามีอยู่ในครอบครอง สมควรที่จะอ่านครับ ถ้าไม่มี หากหาซื้อไม่ลำบากนัก เจอในร้านหนังสือก็น่าหยิบครับ

สำนวนการแปล
เอาแบบตรง ๆ ไม่อวยกันนะครับ คือผมเป็นประเภทที่อ่านหนังสือเร็ว เอาเฉพาะความหมาย ไม่ค่อยได้เสพสุนทรีย์จากความงามของอักษรเท่าไร เวลาถามว่าแปลดีไหม ส่วนใหญ่คงให้ความเห็นได้แค่ว่า อ่านลื่นดี กับอ่านแล้วหงุดหงิด เท่านั้น คงไม่สามารถให้ละเอียดกว่านั้น เช่น เป็นกี่ดาวได้
อ่านจบแล้ว ถ้าไม่รู้จักกันไม่มี bias อะไร ก็คงต้องบอกครับว่า มืออาชีพแปล อ่านลื่นดี ไม่มีอะไรที่มารบกวนใจเวลาอ่าน ไม่ได้อ่านต้นฉบับภาษาอังกฤษ แต่คิดว่าน่าจะถ่ายทอดอรรถรสได้อย่างครบถ้วนครับ เพิ่มหน่อยคือ ถ้าถามว่า แปลให้ใครอ่าน ผมยังคิดว่า range น่าจะเป็นคนที่อยู่มหาลัย ขึ้นไป ครับ อ้อ มีหน่อยนึงที่สงสัย เรื่อง aphrodite ครับ คือไม่แน่ใจว่ามันออกเสียงอย่างไร อาจมี 2 แบบ คือแบบอังกฤษ หรือแบบ กรีกก็ได้หรือเปล่าครับ คือเคยอ่านแบบ อโพรไดท์ อย่างเดียวครับ

รูปเล่ม
ก็เป็นหนังสือขนาดกำลังดีครับ พกง่าย ที่สำคัญคือถ้าผ่านบทแนะนำตัวไปได้เนี่ย คิดว่าส่วนใหญ่คงพยายามลุยจนจบเลย มากกว่าจะทนเก็บไว้อ่านวันหลังได้ ถ้าไม่ใช่ติดธุระจริง ๆ
มีนิดนึงที่ผมรู้สึกขัด ๆ คือเรื่อง font ในส่วนที่เป็นจดหมาย คือมันเป็น font ที่สวย และเป็นที่นิยมมาก แต่ถ้าเขียนเกิน 1 ประโยคเนี่ย จะทำให้อ่านยาก และยิ่งยาว ๆ เนี่ย ผม scan เลย เพราะถ้าเพ่งจะปวดตามาก (สงสัยอาการคนแก่)

ชื่อเรื่องและปก
คือถ้าถามคนอ่าน 10 คน โดยไม่บอกชื่อเรื่องมาก่อน ผมว่า 7 ใน 10 ก็จะบอกว่าจะตั้งชื่อเรื่องว่า กางเกงมหัศจรรย์
ซึ่งก็ตรงกับชื่อจริง ปัญหาก็คือว่า ชื่อเรื่องมันไม่ค่อยดึงดูดให้กลุ่มเป้าหมายมาซื้อนะซิครับ ซึ่งเป็นที่น่าเสียดายที่กลุ่มเป้าหมายบางส่วน ผ่านหนังสือนี้ไป เนื่องจากเข้าใจว่าเป็นหนังสือเด็ก จริง ๆแล้ว ชื่ออังกฤษก็ไม่ได้เท่เท่าไรเหมือนกัน ก็ไม่รู้เหมือนกันครับว่า ชื่ออะไรที่จะเตะตาคนอ่านกลุ่มเป้าหมาย ต้องถามพวก marketing มังครับ
ปกเนี่ยก็เป็นอุปสรรคอีกอันเลยครับ คือผมว่าเรื่องมันสวยหวานพอสมควร แต่พอเห็นปกธงชาติ เลยไปคิดถึงหนังสือพวก dude. where's my country หรือพวกหนังสือด้าน politic ไปเลย แต่ไม่รู้คนอื่นคิดอย่างไรนะครับ

สรุป คือ ผมว่าเป็นหนังสือที่ดี และน่าอ่านเล่มหนึ่งนะครับ จะมีที่ค้างคาใจก็คือเรื่องการ position กลุ่มเป้าหมายเนี่ยแหละครับ (ก็คงเป็นเรื่องของ marketing เป็นส่วนใหญ่)
คือถ้า position กลุ่มเป้าหมายชัดเจน และส่ง image หรือภาพ ไปยังกลุ่ม ได้ตรง น่าจะได้ผู้อ่านมาก ๆ ๆ ๆ ครับ

เขียนอย่างที่คิดครับ ถ้าอ่านแล้วไม่เห็นด้วยก็แลกเปลี่ยนกันครับ

 

โดย: krit587 (krit587 ) 4 ธันวาคม 2548 11:25:47 น.  

 

เรื่องปกก่อนนะคะ
ตอนแรกพอเห็นปกก็อึ้งกิมกี่ไปเหมือนกัน ตอนนั้นสหรัฐเริ่มบุกอิรักแล้วด้วย เดี๋ยวเขาจะนึกว่าชวนกันไปเดินขบวนต่อต้านรัฐบาลสหรัฐอะไรปานนั้น หรือ อย่างน้อยก็น้องthe free rider

เข้าใจว่าสำนักพิมพ์ต้องการจะแหวกตลาด
เพราะช่วงนั้นมีหนังสือหน้าปกสวยหวานมากพอสมควร
และอีกประการหนึ่งหนังสือเล่มนี้มีสปอนเซอร์เป็นกางเกงยีนส์ด้วยค่ะ

เรื่องชื่อหนังสือนี่ยอมรับจริง ๆ ว่าคิดไม่ออกค่ะ ตอนที่เขาให้คิดชื่อยังงงอยู่ก็เลยบอกไปว่ากางเกงมหัศจรรย์ ก็รู้สึกว่าก็ไม่ค่อยน่าสนใจเหมือนกัน

ตอนแปลก็คิดว่าพวกวัยรุ่น 15 up น่าจะอ่านนะคะ แต่พอดูตอนที่เขาจัดโปรโมชั่นกับกางเกงยีนส์ก็เห็นเป็นหนุ่มสาววัยเรียนมหาลัยหรือเลยไปมากกว่านั้น เห็นแล้วก็ยังแปลกใจอยู่เหมือนกันค่ะ

Aphrodite ฝรั่งอ่านว่า อะ-โฟร-ได๊ท์-ถิ (ฟังออกเสียงจาอซีดีพจนานุกรมของลองแมน) ลืมไปแล้วว่าในหนังสือแปลว่ายังไง......


ขอบคุณมากนะคะ ที่สละเวลามาเขียนแสดงความคิดเห็นไว้นะคะ
เป็นสิ่งที่ต้องการจริง ๆ






 

โดย: ดาหาชาดา IP: 61.91.176.104 4 ธันวาคม 2548 12:14:39 น.  

 

อืมมมมมมมมมมมมมมมมม
เราคิดเหมือนเธอเลยแหละ
เราทั้งอ่านหนังสือทั้งดูหนังอ่ะนะ
ผิดหวังนิดส์ๆอ่ะ เหอๆๆๆ
ว่าแต่เป็นนักแปลเหรอ

 

โดย: FtRacCoon IP: 124.121.0.82 14 มีนาคม 2549 13:35:00 น.  

 

ชอบเรื่องของลีน่ามากที่สุดแต่จะว่าไปก็ชอบทุกคนอาจจะยกเว้นทิบบี้นะอยากดูเป็นหนังบ้างอ่านในหนังสือแล้ววางไม่ลงเลยค่ะ

 

โดย: เมจัง IP: 203.188.54.133 6 เมษายน 2549 11:52:23 น.  

 

เราดูภาคแรกแล้วก็สนุกดีนะคะ ไม่เห็นจะย่าเบื่อเลย ชอบก็เลยมาเซิทดู ก็เพิ่งรู้ว่ามีหนังสือด้วย บางคนอาจจะชอบ แต่บางคนก็อาจจะไม่ชอบ รสนิยมคนเราไม่เหมือนกัน ห้าาาา แต่เราชอบหนังแนวนี้มั้งๆ

 

โดย: Smile" IP: 115.87.167.199 1 ธันวาคม 2554 19:24:16 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ


ดาหาชาดา
Location :


[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed

ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




Friends' blogs
[Add ดาหาชาดา's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.