มุ่งสู่ความฝันแห่งปลายทาง

 
กรกฏาคม 2553
 
 123
45678910
11121314151617
18192021222324
25262728293031
 
5 กรกฏาคม 2553
 

ลำนำแห่งบันทึกบทใหม่



4 กรกฏาคม
2553



วันนี้เป็นวันแรกที่ผมได้กลับมาเขียนบล็อกอีกครั้ง ภายหลังหายห่างไปหนึ่งปีกว่า เวลาหนึ่งปีกว่าที่หายไปนั้นช่างเป็นเวลาที่น่าเสียดายไม่น้อย และมันก็มิอาจเรียกกลับคืนมาได้ ความฝันของผมดูเหมือนจะหายไปด้วยตลอดเวลาหนึ่งปี่ที่ผ่านไป ผมยุ่งอยู่กับงานบ้าบอคอแตก วุ่นวายอยู่กับปัญหาที่ประเดประดังเข้ามาในชีวิต
และหลงระเริงอยู่ในแสง สี
เสียง ของปลักมหานครแห่งนี้ หนึ่งปีกว่าผมหายไปไหน.....เอาละผมจะเล่าให้คุณฟัง



ภายหลังเรียนจบมหาลัย เมื่อฤดูร้อนของปี
2009 ผมก็ได้งานทำที่
กทม.อยู่แถวพระโขนง
ผมพักอาศัยอยู่กับเพื่อนคนหนึ่งซึ่งให้ความช่วยเหลือผมมาโดยตลอด ผมตื่นแต่เช้าราวๆ
ตีห้าเพื่อจะไปทำงาน
ฝ่าการจราจรอันบ้าคลั่งของเมืองหลวง ภาพรถเมล์อัดกันเป็นปลากระป๋องในชั่วโมงเร่งด่วนกลายเป็นภาพชินตาสำหรับผม ผู้คนมากมายที่เดินสวนกันไปมาราวมดปลวกแตกรัง แต่เราต่างก็ไม่มีเวลาส่งยิ้มทักทายกันเลยแม้แต่น้อย ผมเข้าทำงานเวลาเจ็ดโมงเช้าและออกจากออฟฟิศเวลาสี่โมงเย็น เป็นเช่นนั้นเสมอมาตลอดเวลาหนึ่งปีกว่าที่ผ่านพ้น
ผมมีงานมากมายที่ต้องทำ
ไม่เว้นแม้กระทั่งเสาร์อาทิตย์
สามเดือนแรกของการทำงาน
ผมแทบไม่ได้พักผ่อนอย่างเต็มที่
นอนไม่เต็มตื่น
ทำให้น้ำหนักผมลดฮวบลงไปเกือบห้าโล
พอเริ่มเข้าสู่ครึ่งปีแรกของการทำงาน
ร่างกายผมเริ่มปรับสภาพและชินกับการต้องนอนตื่นแต่ย่ำรุ่งและกลับถึงห้อง เมื่อแสงสุดท้ายแห่งวันลาลับฟ้า และนั่นก็ทำให้ผมไม่มีเวลาอ่านหนังสือที่ตัวเองรักและที่สำคัญอื่นใดไม่มี แรงบันดาลใจในการเขียนหนังสือเหมือนเช่นสมัยเรียนมหาลัยเลย แต่หนึ่งปีที่ผ่านมานั้นก็มีสิ่งดีๆ
มากมายเกิดขึ้นกับผม...



ผมยังจดจำเช้าอันแจ่มจ้าของวันหนึ่ง
โรงอาหารประจำวิทยาลัยหลังเขาแห่งนั้นได้แจ่มชัดราวกับมันเพิ่งผ่านไป ผมกำลังถ่ายรูปอยู่ในโรงอาหารตั้งใจจะเก็บบันทึกภาพสุดท้ายแห่งความทรงจำ นั้นไว้ก่อนการลาจากสถาบันที่ผมศึกษาตลอดมาห้าปี จะด้วยบุพเพแห่งปางก่อนหรืออย่างไรมิทราบ ผมบังเอิญได้พบกับน้องพยาบาลคนหนึ่งซึ่งอยู่ในชุดกางเกงวอร์มสีเทาหม่น เสื้อยึดสีขาว กำลังยืนเลือกอาหารอยู่ตรงชั้นวางขายอาหารด้านตรงข้ามโต๊ะที่ผมนั่งอยู่ เธอมากับเพื่อนอีกคนซึ่งรูปร่างไล่เลี่ยกัน
เห็นเธอเข้าเต็มสองตาคู่นั้น
ผมก็แอบปลื้มเธอขึ้นมาฉับพลันทันด่วน และนั่นก็เป็นจุดเริ่มต้นของความสัมพันธ์ระหว่างผมกับเธอ...



ผมเอารูปที่ถ่ายฝากเพื่อนเธอไปให้ เราพูดคุยกันทางโทรศัพท์
ไปทานข้าวด้วยกัน
ขับมอเตอร์ไซด์ถลาร่อนไปยังน้ำตก ไปไร่องุ่น
นั่งชมอุโมงค์ต้นไม้
แล้วก็มานั่งดูดาวกันอยู่ที่โบสถ์และบางครั้งก็เป็นที่สแตนด์เชียร์ของ วิทยาลัย
เวลาเพียงสั้นๆ นั้น ผ่านไปอย่างรวดเร็ว คืนสุดท้ายก่อนลาจากเธอ
ผมเห็นเธอน้ำตาคลอเบ้า ค่ำคืนนั้นเต็มไปด้วยหมู่ดาวพราวแสงและพระจันทร์สีนวลลอยดวงเด่นหราใกล้ขอบฟ้าทาง ทิศตะวันออก
ผมสัญญาเธอว่าจะกลับมาหาเธอทุกสัปดาห์
เราสองคนนั่งอยู่ตรงนั้นจนเวลาปาเข้าไปเกือบตีสอง เช้าวันรุ่งขึ้นผมก็ขนกระเป๋าเสื้อผ้าขึ้นรถตู้แล้วจำใจต้องจากสถาบันแห่ง นั้นมาอย่างแสนปวดใจ



ไม่ว่าเวลาจะผ่านไปนานสักแค่ไหนผมก็ยังไม่เคยลืมสัญญานั้น ตลอดการทำงานหนึ่งปีที่ผ่านพ้น
เราร่วมเดินทางไปเที่ยวกันอยู่หลายที่
เราไปสูดอากาศหนาวแห่งลุ่มน้ำปายอันไกลพ้น และไปสัมผัสกลิ่นไอแห่งท้องทะเลบางแสน
ไปท้าทายความตื่นเต้นที่ดรีมเวิร์ล
และนั่นก็กลายมาเป็นภาพความทรงจำที่ฝั่งแน่นอยู่ในหัวผมยิ่งกว่าหมอนปักเข็ม สิ่งดีๆ
เหล่านั้นเราร่วมกันสร้างขึ้นมา สิ่งละอันพันละน้อย ค่อยๆ
ประสานกลมเกลียวสู่สัมพันธ์อันลึกซึ้ง ฤดูหนาวของปีนั้นไม่เคยลางเลือนไปจากความทรงจำของผมเลย เด็กสาวคนนี้คือแรงบันดาลใจและขุมกำลังอันยิ่งใหญ่ของผมเลยทีเดียว และนั่นคือความทรงจำอันสดใสของเมื่อปีกลาย แม้ผมจะทำงานกรากกรำอย่างบ้าคลั่งจนหลงลืมงานเขียนไปบ้างแต่ในทางกลับกันมันก็เป็น ประสบการณ์ที่ล้ำค่าต่องานเขียนผมยิ่งนัก



ล่วงเข้าสู่เดือนมีนาคมของปีนี้ ผมตัดสินใจลาออกจากที่ทำงาน
ผมอยากเดินทาง ทำในสิ่งที่ตัวเองรัก
แต่ช่วงเวลาดังกล่าวก็ทำให้ผมเจอมรสุมมากมายในชีวิต เหตุการณ์เหล่านั้นเกิดขึ้นพร้อมกับสถานการณ์ความขัดแย้งทางการเมือง ภายหลังลาออกจากที่แห่งนั้น
ผมก็ตัดสินใจออกมาเช่าห้องอยู่คนเดียว
ห่างหายไปจากเพื่อนๆ ไม่ได้ไปสังสรรค์ชนเหล้า
ตลาดที่พวกเราเคยพบปะกันอีกเลย
ผมมีเวลามากขึ้น
แต่ก็หมดไปกับเรื่องไร้สาระ
เข้าสู่เดือนพฤษภาคมของเช้าวันฝนพรำ
เหมือนสายฟ้าฟาดลงมากลางอก ผมได้รับข่าวร้ายเกี่ยวกับการจากไปของพี่สาวคนโตของผม หมดสิ้นซึ่งคำบรรยายใดๆ
หนำซ้ำสภาวะทางครอบครัวผมเริ่มมีปัญหา
เข้าสู่เดือนมิถุนายน
ผมก็ยังไม่ผ่านพ้นมรสุมแห่งชีวิต
พบเจอปัญหามากมายที่มิอาจเรียกแรงบันดาลใจในการขีดเขียนกลับคืนมาเลยแม้แต่ น้อย
แต่เมื่อปลายเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา
หญิงสาวแห่งความทรงจำครั้งวัยเยาว์ ณ
วิทยาลัยหลังเขาแห่งนั้นก็ผ่านเข้ามา
เธอเหมือนนางเอกขี้ม้าขาวมาช่วยชายหนุ่มผู้มิบังอาจเป็นพระเอกในนิยายเพ้อ ฝันนั้น ผู้กำลังตกอยู่ในห้วงเวลาแห่งความยากลำบากให้กลับมีพละกำลังขึ้นมาอีกหน เธอเอ่ยว่า
พี่สาวคนหนึ่งที่ผมรู้จักที่วิทยาลัยหลังเขา
มีผลงานเขียนตีพิมพ์สู่ท้องตลาดแล้ว หนังสือเล่มนั้นเป็นหนังสือเยาวชนเกี่ยวกับเด็กหญิงเลี้ยงวัว เมื่ออ่านเรื่องนั้นแล้วแรงบันดาลใจที่หายไปตลอดหนึ่งปีเต็มก็กลับคืนมาอีก ครั้งและหนนี้มันไหลมาเทมาราวกับคลื่นยักษ์ และอีกไม่กี่วันนี้ผมก็จะต้องออกไปจากเมืองอันแสนวุ่นวายแห่งนี้แล้ว ผมกำลังจะขึ้นไปทำงานทางเหนือ และนั่นก็จะเป็นช่วงเวลาอันแสนวิเศษอีกครั้งสำหรับการเริ่มต้นเขียนหนังสือ อย่างจริงๆ
จังๆ ผมสัญญากับตัวเองแล้วว่า จะอุทิศเวลาของทุกวัน
นั่งลงจับปากกา
เขียนทุกอย่างที่ไหลเข้ามาในหัว
เขียนทุกอย่างยิ่งกว่าพายุบุแคม
และผมจะไม่ลืมเด็กสาวผู้นั้น เช่นเดียวกับ
ความทรงจำในวัยเยาว์แห่งวิทยาลัยหลังเขาแห่งนั้นเลย.










Free TextEditor


Create Date : 05 กรกฎาคม 2553
Last Update : 5 กรกฎาคม 2553 1:30:40 น. 1 comments
Counter : Pageviews.  
 
 
 
 
อ่านแล้ว มีทั้งรอยยิ้มที่เราเจอความรักที่น่ารักและด้วยความบังเอิญจริงๆแล้วนายควรจะขอบคุณกล้องของเราที่ทำให้นายเจอคนรักจริง ฮิๆๆๆ และความสะเทือนใจของชีวิตคนเราที่บังคับตัวเองให้อยู่อย่างแคบๆและไม่กล้าที่จะโบยบินเอง อย่างอิสระ.
เราชอบบทความนายจริงๆ การอ่านมากเขียนมากจะทำให้นายไปถึงฝันแน่นอน เป็นกำลังใจให้ ถ้านายมีหนังสือออกมาตีพิมพ์ เราจะเป็นคนหนึ่งแล้วหละที่จะซื้อหนังสือเล่มนั้นมาอ่าน ไม่ว่าจะแพงแค่ไหน
 
 

โดย: Johnie IP: 118.175.198.200 วันที่: 28 กรกฎาคม 2553 เวลา:15:38:52 น.  

Name
Opinion
*ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ
Daendin
 
Location :


[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




[Add Daendin's blog to your web]

 
pantip.com pantipmarket.com pantown.com