ลำนำแห่งบันทึกบทใหม่
4 กรกฏาคม 2553 วันนี้เป็นวันแรกที่ผมได้กลับมาเขียนบล็อกอีกครั้ง ภายหลังหายห่างไปหนึ่งปีกว่า เวลาหนึ่งปีกว่าที่หายไปนั้นช่างเป็นเวลาที่น่าเสียดายไม่น้อย และมันก็มิอาจเรียกกลับคืนมาได้ ความฝันของผมดูเหมือนจะหายไปด้วยตลอดเวลาหนึ่งปี่ที่ผ่านไป ผมยุ่งอยู่กับงานบ้าบอคอแตก วุ่นวายอยู่กับปัญหาที่ประเดประดังเข้ามาในชีวิต และหลงระเริงอยู่ในแสง สี เสียง ของปลักมหานครแห่งนี้ หนึ่งปีกว่าผมหายไปไหน.....เอาละผมจะเล่าให้คุณฟัง ภายหลังเรียนจบมหาลัย เมื่อฤดูร้อนของปี 2009 ผมก็ได้งานทำที่ กทม.อยู่แถวพระโขนง ผมพักอาศัยอยู่กับเพื่อนคนหนึ่งซึ่งให้ความช่วยเหลือผมมาโดยตลอด ผมตื่นแต่เช้าราวๆ ตีห้าเพื่อจะไปทำงาน ฝ่าการจราจรอันบ้าคลั่งของเมืองหลวง ภาพรถเมล์อัดกันเป็นปลากระป๋องในชั่วโมงเร่งด่วนกลายเป็นภาพชินตาสำหรับผม ผู้คนมากมายที่เดินสวนกันไปมาราวมดปลวกแตกรัง แต่เราต่างก็ไม่มีเวลาส่งยิ้มทักทายกันเลยแม้แต่น้อย ผมเข้าทำงานเวลาเจ็ดโมงเช้าและออกจากออฟฟิศเวลาสี่โมงเย็น เป็นเช่นนั้นเสมอมาตลอดเวลาหนึ่งปีกว่าที่ผ่านพ้น ผมมีงานมากมายที่ต้องทำ ไม่เว้นแม้กระทั่งเสาร์อาทิตย์ สามเดือนแรกของการทำงาน ผมแทบไม่ได้พักผ่อนอย่างเต็มที่ นอนไม่เต็มตื่น ทำให้น้ำหนักผมลดฮวบลงไปเกือบห้าโล พอเริ่มเข้าสู่ครึ่งปีแรกของการทำงาน ร่างกายผมเริ่มปรับสภาพและชินกับการต้องนอนตื่นแต่ย่ำรุ่งและกลับถึงห้อง เมื่อแสงสุดท้ายแห่งวันลาลับฟ้า และนั่นก็ทำให้ผมไม่มีเวลาอ่านหนังสือที่ตัวเองรักและที่สำคัญอื่นใดไม่มี แรงบันดาลใจในการเขียนหนังสือเหมือนเช่นสมัยเรียนมหาลัยเลย แต่หนึ่งปีที่ผ่านมานั้นก็มีสิ่งดีๆ มากมายเกิดขึ้นกับผม... ผมยังจดจำเช้าอันแจ่มจ้าของวันหนึ่ง ณ โรงอาหารประจำวิทยาลัยหลังเขาแห่งนั้นได้แจ่มชัดราวกับมันเพิ่งผ่านไป ผมกำลังถ่ายรูปอยู่ในโรงอาหารตั้งใจจะเก็บบันทึกภาพสุดท้ายแห่งความทรงจำ นั้นไว้ก่อนการลาจากสถาบันที่ผมศึกษาตลอดมาห้าปี จะด้วยบุพเพแห่งปางก่อนหรืออย่างไรมิทราบ ผมบังเอิญได้พบกับน้องพยาบาลคนหนึ่งซึ่งอยู่ในชุดกางเกงวอร์มสีเทาหม่น เสื้อยึดสีขาว กำลังยืนเลือกอาหารอยู่ตรงชั้นวางขายอาหารด้านตรงข้ามโต๊ะที่ผมนั่งอยู่ เธอมากับเพื่อนอีกคนซึ่งรูปร่างไล่เลี่ยกัน เห็นเธอเข้าเต็มสองตาคู่นั้น ผมก็แอบปลื้มเธอขึ้นมาฉับพลันทันด่วน และนั่นก็เป็นจุดเริ่มต้นของความสัมพันธ์ระหว่างผมกับเธอ... ผมเอารูปที่ถ่ายฝากเพื่อนเธอไปให้ เราพูดคุยกันทางโทรศัพท์ ไปทานข้าวด้วยกัน ขับมอเตอร์ไซด์ถลาร่อนไปยังน้ำตก ไปไร่องุ่น นั่งชมอุโมงค์ต้นไม้ แล้วก็มานั่งดูดาวกันอยู่ที่โบสถ์และบางครั้งก็เป็นที่สแตนด์เชียร์ของ วิทยาลัย เวลาเพียงสั้นๆ นั้น ผ่านไปอย่างรวดเร็ว คืนสุดท้ายก่อนลาจากเธอ ผมเห็นเธอน้ำตาคลอเบ้า ค่ำคืนนั้นเต็มไปด้วยหมู่ดาวพราวแสงและพระจันทร์สีนวลลอยดวงเด่นหราใกล้ขอบฟ้าทาง ทิศตะวันออก ผมสัญญาเธอว่าจะกลับมาหาเธอทุกสัปดาห์ เราสองคนนั่งอยู่ตรงนั้นจนเวลาปาเข้าไปเกือบตีสอง เช้าวันรุ่งขึ้นผมก็ขนกระเป๋าเสื้อผ้าขึ้นรถตู้แล้วจำใจต้องจากสถาบันแห่ง นั้นมาอย่างแสนปวดใจ ไม่ว่าเวลาจะผ่านไปนานสักแค่ไหนผมก็ยังไม่เคยลืมสัญญานั้น ตลอดการทำงานหนึ่งปีที่ผ่านพ้น เราร่วมเดินทางไปเที่ยวกันอยู่หลายที่ เราไปสูดอากาศหนาวแห่งลุ่มน้ำปายอันไกลพ้น และไปสัมผัสกลิ่นไอแห่งท้องทะเลบางแสน ไปท้าทายความตื่นเต้นที่ดรีมเวิร์ล และนั่นก็กลายมาเป็นภาพความทรงจำที่ฝั่งแน่นอยู่ในหัวผมยิ่งกว่าหมอนปักเข็ม สิ่งดีๆ เหล่านั้นเราร่วมกันสร้างขึ้นมา สิ่งละอันพันละน้อย ค่อยๆ ประสานกลมเกลียวสู่สัมพันธ์อันลึกซึ้ง ฤดูหนาวของปีนั้นไม่เคยลางเลือนไปจากความทรงจำของผมเลย เด็กสาวคนนี้คือแรงบันดาลใจและขุมกำลังอันยิ่งใหญ่ของผมเลยทีเดียว และนั่นคือความทรงจำอันสดใสของเมื่อปีกลาย แม้ผมจะทำงานกรากกรำอย่างบ้าคลั่งจนหลงลืมงานเขียนไปบ้างแต่ในทางกลับกันมันก็เป็น ประสบการณ์ที่ล้ำค่าต่องานเขียนผมยิ่งนัก ล่วงเข้าสู่เดือนมีนาคมของปีนี้ ผมตัดสินใจลาออกจากที่ทำงาน ผมอยากเดินทาง ทำในสิ่งที่ตัวเองรัก แต่ช่วงเวลาดังกล่าวก็ทำให้ผมเจอมรสุมมากมายในชีวิต เหตุการณ์เหล่านั้นเกิดขึ้นพร้อมกับสถานการณ์ความขัดแย้งทางการเมือง ภายหลังลาออกจากที่แห่งนั้น ผมก็ตัดสินใจออกมาเช่าห้องอยู่คนเดียว ห่างหายไปจากเพื่อนๆ ไม่ได้ไปสังสรรค์ชนเหล้า ณ ตลาดที่พวกเราเคยพบปะกันอีกเลย ผมมีเวลามากขึ้น แต่ก็หมดไปกับเรื่องไร้สาระ เข้าสู่เดือนพฤษภาคมของเช้าวันฝนพรำ เหมือนสายฟ้าฟาดลงมากลางอก ผมได้รับข่าวร้ายเกี่ยวกับการจากไปของพี่สาวคนโตของผม หมดสิ้นซึ่งคำบรรยายใดๆ หนำซ้ำสภาวะทางครอบครัวผมเริ่มมีปัญหา เข้าสู่เดือนมิถุนายน ผมก็ยังไม่ผ่านพ้นมรสุมแห่งชีวิต พบเจอปัญหามากมายที่มิอาจเรียกแรงบันดาลใจในการขีดเขียนกลับคืนมาเลยแม้แต่ น้อย แต่เมื่อปลายเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา หญิงสาวแห่งความทรงจำครั้งวัยเยาว์ ณ วิทยาลัยหลังเขาแห่งนั้นก็ผ่านเข้ามา เธอเหมือนนางเอกขี้ม้าขาวมาช่วยชายหนุ่มผู้มิบังอาจเป็นพระเอกในนิยายเพ้อ ฝันนั้น ผู้กำลังตกอยู่ในห้วงเวลาแห่งความยากลำบากให้กลับมีพละกำลังขึ้นมาอีกหน เธอเอ่ยว่า พี่สาวคนหนึ่งที่ผมรู้จักที่วิทยาลัยหลังเขา มีผลงานเขียนตีพิมพ์สู่ท้องตลาดแล้ว หนังสือเล่มนั้นเป็นหนังสือเยาวชนเกี่ยวกับเด็กหญิงเลี้ยงวัว เมื่ออ่านเรื่องนั้นแล้วแรงบันดาลใจที่หายไปตลอดหนึ่งปีเต็มก็กลับคืนมาอีก ครั้งและหนนี้มันไหลมาเทมาราวกับคลื่นยักษ์ และอีกไม่กี่วันนี้ผมก็จะต้องออกไปจากเมืองอันแสนวุ่นวายแห่งนี้แล้ว ผมกำลังจะขึ้นไปทำงานทางเหนือ และนั่นก็จะเป็นช่วงเวลาอันแสนวิเศษอีกครั้งสำหรับการเริ่มต้นเขียนหนังสือ อย่างจริงๆ จังๆ ผมสัญญากับตัวเองแล้วว่า จะอุทิศเวลาของทุกวัน นั่งลงจับปากกา เขียนทุกอย่างที่ไหลเข้ามาในหัว เขียนทุกอย่างยิ่งกว่าพายุบุแคม และผมจะไม่ลืมเด็กสาวผู้นั้น เช่นเดียวกับ ความทรงจำในวัยเยาว์แห่งวิทยาลัยหลังเขาแห่งนั้นเลย.
Free TextEditor
| Create Date : 05 กรกฎาคม 2553 |
| Last Update : 5 กรกฎาคม 2553 1:30:40 น. |
|
1 comments
|
| Counter : Pageviews. |
|
|
|
เราชอบบทความนายจริงๆ การอ่านมากเขียนมากจะทำให้นายไปถึงฝันแน่นอน เป็นกำลังใจให้ ถ้านายมีหนังสือออกมาตีพิมพ์ เราจะเป็นคนหนึ่งแล้วหละที่จะซื้อหนังสือเล่มนั้นมาอ่าน ไม่ว่าจะแพงแค่ไหน