ให้ธรรมะนำชีวิต แล้วจะเดินไม่หลงทาง
Group Blog
 
 
พฤศจิกายน 2550
 
 123
45678910
11121314151617
18192021222324
252627282930 
 
15 พฤศจิกายน 2550
 
All Blogs
 

๑๐.พระสุมังคลสัมพุทธเจ้า

๑๐.พระสุมังคลสัมพุทธเจ้า
เมื่อพระศาสนาของพระติสสพุทธเจ้า ล่วงไปแล้ว ในกัปนั้น ช้างปาลิเลยยะ จักได้ตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้า ทรงพระนามว่า สุมังคละ
ภายหลังที่พระกกุสันธพุทธเจ้า เสด็จบังเกิดในโลก ในเวลานั้น พระบรมโพธิสัตว์ได้มาบังเกิดเป็น พระเจ้าจักรพรรดิ์ ทรงพระนามว่า มหาปนาทะ ครองพื้นปฐพีชมพูทวีปทั้งสิ้น ทรงได้แก้ว ๗ ประการคือ จักรแก้ว แก้วมณี นางแก้ว ช้างแก้ว ม้าแก้ว ขุนพลแก้ว และขุนคลังแก้ว
ในกาลนั้น พระมหาจักรพรรดิ์ทรงรับสั่งให้ จักรแก้ว ไปนำแก้วมณีจากทะเลหลวง จักรแก้วจึงไปนำแก้วมณีมาถวายแด่พระมหาจักรพรรดิ์
ในภายหลัง พระมหาจักรพรรดิ์ทรงรับสั่งให้ ช้างแก้ว ไปพาเอาช้างฉัททันต์มาถวายแด่พระองค์ ช้างแก้วจึงไปสู่ที่อยู่ของช้างฉัททันต์ แล้วพาเอาช้างฉัททันต์ ๘ หมื่น มาถวาย
กาลต่อมา พระมหาจักรพรรดิ์ทรงรับสั่งให้ ม้าแก้ว ไปพาเอาม้าแก้วจากแม่น้ำสินธุมาถวายแด่พระองค์ ม้าแก้วจึงไปสู่ท่าแม่น้ำสินธุนำเอาม้าแก้วทั้งหลายมาถวาย
กาลผ่านไปไม่นานนัก พระมหาจักรพรรดิ์ทรงรับสั่งให้ นางแก้ว ไปนำเอานางแก้วทั้งหลายจากอุตตรกุรุทวีปมาถวายแด่พระองค์
เวลาต่อมา พระมหาจักรพรรดิ์ได้สั่งให้ แก้วมณี ขุนพลแก้ว และขุนคลังแก้วจงไปนำเอาแก้วมณีจากที่ต่างๆมาถวายแด่พระองค์ ทั้งแก้วมณี และขุนพลแก้ว ต่างนำแก้วมณีมาถวายพระองค์ เหลือแต่ขุนคลังแก้วซึ่งไปยังเมืองใหญ่ ๑๖ เมืองเพื่อนำเอาแก้วมณีกลับไปถวายพระมหาจักรพรรดิ์ เมื่อไปถึงเมืองหนึ่ง ขุนคลังแก้วได้เห็นพระกกุสันธพุทธเจ้า ด้วยไม่รู้จักพระผู้มีพระภาคเจ้า จึงเข้าไปถามความเป็นมาต่อพระพุทธองค์ จึงได้ทราบถึงการตรัสรู้ของพระพุทธเจ้า และคุณของพระพุทธเจ้า พร้อมทั้งพระพุทธลักษณะแห่งองค์พระบรมศาสดา จึงได้จดบันทึกลงในแผ่นทอง แล้วจึงกลับไปถวายพระพุทธคุณ พร้อมบอกถึงการตรัสรู้อันประเสริฐแด่พระมหาจักรพรรดิ์
เมื่อพระมหาจักรพรรดิ์ผู้เป็นหน่อเนื้อพุทธางกูร ได้ยินได้ฟังถึงพระพุทธคุณ อันมี อิติปิ โส ภควา เป็นต้น ถึงกับวิสัญญีภาพ(สลบ)ไป เมื่อทรงฟื้นพระสติขึ้นจึงตรัสถามถึงคุณพระพุทธเจ้า และได้เห็นพระพุทธลักษณะจากที่ขุนคลังแก้วได้บันทึกมา พระองค์ได้ทรงวิสัญญีภาพอีกถึง ๔ ครั้ง เมื่อทรงฟื้นพระสติ จึงตรัสว่า “ดูก่อนขุนคลังแก้วผูเจริญ เราได้รับข่าวของแก้วอันหาค่ามิได้เพราะอาศัยท่าน บัดนี้ ท่านไม่สมควรแก่การบูชาอย่างอื่น นอกจากยศของพระมหาจักรพรรดิ์เท่านั้น ที่เราจักบูชาท่าน” ครั้นแล้วจึงทรงอภิเษกขุนคลังแก้ว ไว้ในอิสสริยยศแห่งพระเจ้าจักรพรรดิ์
ในกาลนั้น พระเจ้ามหาปทานะบรมโพธิสัตว์ เสด็จพระราชดำเนินเพียงลำพังไปสู่หนทางที่พระพุทธเจ้าทรงประทับอยู่ เมื่อถึงโคนต้นนิโครธต้นหนึ่ง พระองค์ทรงประทับนั่ง และก้มลงกราบเบญจางคประดิษฐ์ ทางทิศที่พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ พร้อมตั้งความปรารถนาว่า “ข้าแต่พระผู้มีพระภาคเจ้าผู้เจริญ ถ้าข้าพระพุทธเจ้ายังมีความปีติโสมนัสในพระพุทธองค์แล้วไซร้ ขออัฏฐบริขาร คือ เครื่องปลื้มใจของภิกษุ จงลอยมาเพื่อข้าพระพุทธเจ้าเถิด”
ในกาลนั้น ด้วยอำนาจแห่งพระพุทธานุภาพ เครื่องอัฏฐบริขารทั้งหลายจึงลอยไปหยุดอยู่ตรงพระพักตร์ของพระบรมโพธิสัตว์ เมื่อทอดพระเนตรเห็นเครื่องอัฏฐบริขาร จึงตรัสว่า “โอหนอ ? พระพุทธานุภาพน่าอัศจรรย์จริง” ทรงถือเอาบริขารวางไว้บนพระเศียร และตรัสว่า
“ดูก่อนอัฏฐบริขาร ผู้เจริญทั้งหลาย
เราจักพ้นจากสังสารทุกข์ จักได้พระนิพพาน
อันเป็นแดนปลอดภัย อันประเสริฐ”
ในกาลนั้นจึงทรงผนวช ณ ที่นั้น พระบรมโพธิสัตว์ทรงสะพายบาตร และเสด็จเที่ยวบิณฑบาต เมื่อทรงเสวยอาหารแล้ว จึงทรงเจริญพระพุทธคุณ มีคำว่า อิติปิ โส ภควา เป็ต้น และเจริญพระกัมมัฏฐาน มีคำว่า เกศา โลมา เป็นต้น ด้วยอานุภาพแห่งความอุตสาหะ ทรงยังโลกิยฌานให้เกิดขึ้นแล้ว จึงเหาะไปทางอากาศ บรรลุถึงสำนักพระพุทธเจ้าแล้ว ทอดพระเนตรเห็นองค์พระบรมศาสดา ทรงเกิดปีติ ได้วิสัญญีภาพไป เมื่อฟื้นแล้ว จึงลุกขึ้น และถวายบังคมด้วยเบญจางคประดิษฐ์ ทรงน้อมมูลผลถวายแด่พระบรมศาสดาแล้ว จึงทูลขอว่า “ข้าแต่พระผู้มีพระภาคเจ้าผู้เจริญ ขอพระองค์โปรดแสดงธรรมข้อหนึ่งแก่ข้าพระองค์เถิด”
เมื่อพระบรมโพธิสัตว์ได้สดับธรรม อันเป็นธรรมที่จักนำไปสู่พระนิพพานตามที่ทูลขอแล้วบทหนึ่ง จึงกราบทูลว่า “ข้าแต่พระผู้มีพระภาคเจ้าผู้เจริญ ผู้ทรงเป็นนายกของโลก ขอพระองค์โปรดหยุดเถิด” แล้วทรงใช้พระนขเฉือนพระศอวางไว้แทบบาทมูลของพระบรมศาสดาแล้ว ด้วยพระพุทธานุภาพ พระบรมโพธิสัตว์จึงยังไม่สิ้นพระชนม์ พระเศียร กราบทูล ว่า
“ข้าแต่พระกกุสันธพุทธเจ้าผู้เจริญ
พระองค์จักเป็นพระพุทธเจ้าก่อน
ด้วยการให้ศีรษะเป็นทานนี้
ข้าพระองค์จักเป็นพระพุทธเจ้าในภายหลัง
ข้าแต่พระผู้มีพระภาคเจ้าผูเจริญ ผู้ทรงเป็นที่พึ่งแก่โลก
ขอพระองค์โปรดบรรลุพระนิพพานก่อน
ด้วยการถวายศีรษะเป็นทานนี้
ข้าพระองค์จะบรรลุพระนิพพานในภายหลัง”
เมื่อตรัสจบแล้ว จึงไปบังเกิดในสวรรค์ชั้นดุสิต
เมื่อพระบรมศาสดาได้ตรัสพระอนาคตวงศ์จนจบพระองค์สุท้ายแล้ว จึงตรัสพระพุทธพยากรณ์ว่า ช้างป่าลิเลยยะบรมโพธิสัตว์ จักได้ตรัสรู้พระอนุตรสัมมาสัมโพธิญาณเป็นพระพุทธเจ้าพระองค์หนึ่ง ทรงพระนามว่า พระพุทธสุมังคลบรมศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้า ทรงมีพระวรกายสูง ๖๐ ศอก มีพระชนมายุ ๑ แสนปี มีไม้กากะทิงเป็นต้นไม้ตรัสรู้ แสงสว่างของพระพุทธเจ้าในเวลากลางวันเป็นเช่นเดียวกับแสงสีทอง และในกลางคืนเป็นเช่นเดียวกับแสงสีเงิน ด้วยพระพุทธานุภาพ จักบังเกิดต้นกัลปพฤกษ์ต้นหนึ่ง เพื่อให้มหาชาทั้งหลายใช้เลี้ยงชีพ ด้วยอำนาจพระพุทธานุภาพ คนทั้งหลายจะเสวยความสุขประหนึ่งทิพยสุข
จบอุเทศที่ ๑๐ ด้วยพระพุทธพยากรณ์ดังนี้แล




 

Create Date : 15 พฤศจิกายน 2550
1 comments
Last Update : 15 พฤศจิกายน 2550 12:51:06 น.
Counter : 817 Pageviews.

 


 

โดย: KyBlueSky 15 พฤศจิกายน 2550 13:59:35 น.  

ชื่อ : * blog นี้ comment ได้เฉพาะสมาชิก
Comment :
  *ส่วน comment ไม่สามารถใช้ javascript และ style sheet
 


ศาลาลอยน้ำ
Location :


[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




Friends' blogs
[Add ศาลาลอยน้ำ's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.